วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 116 กระบี่หิมะสมุทร กระบี่โลหิตพรรณราย
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 116 กระบี่หิมะสมุทร กระบี่โลหิตพรรณราย
บทที่ 116 กระบี่หิมะสมุทร กระบี่โลหิตพรรณราย
ท่านผู้เฒ่าหลินเอื้อมมือหยิบกระบี่เล่มหนึ่งลงมาจากชั้นวางไม้บนชั้นสามของหอศาสตรา ฝักกระบี่เป็นสีดำสนิท เรียบง่ายจนดูไร้ความพิเศษใด ๆ
“นี่คือ… กระบี่หิมะสมุทร!”
ท่านผู้เฒ่าหลินส่งมันให้แก่เมิ่งฝาน ซึ่งชายหนุ่มก็รีบยื่นมือออกไปรับไว้อย่างระมัดระวัง
นี่คือกระบี่ธรรม! เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับศัสตราระดับ ‘ธรรม’ อย่างใกล้ชิดเพียงนี้ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ข้อมูลลี้ลับก็พลันผุดขึ้นในมโนสำนึกของเขาราวกับน้ำป่าไหลหลาก
[นามศาสตรา: หิมะสมุทร]
[ปูมหลัง: เดิมทีมีนามว่า ‘กระบี่โลหิตพรรณราย’ หล่อหลอมขึ้นจากโลหิตในดวงใจของนักบำเพ็ญเพียรหนึ่งร้อยคน… มวลสารแห่งมารร้ายโดยแท้จริง!]
เมื่อคำแนะนำของกระบี่เล่มนี้ปรากฏขึ้นในใจ เมิ่งฝานก็รู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูสามัญธรรมดานี้ กลับซ่อนเร้นความอำมหิตที่ชวนให้ขวัญหนีดีฝ่อไว้ภายใน
เมิ่งฝานรู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมา มันคือความกระหายที่จะ ‘ชักกระบี่’ เล่มนี้ออกมาดูให้เต็มตา เขาจินตนาการได้ถึงพลังมารอันเข้มข้นที่สถิตอยู่ข้างใน หากเขาสามารถสยบและดูดซับมันได้ ผลประโยชน์ที่ได้รับย่อมมหาศาล รวมถึง ‘เจตจำนงต้นกำเนิดกระบี่’ ที่เขาจะได้รับก็นับว่าประเมินค่ามิได้!
ทว่า… แรงกระตุ้นนั้นถูกเมิ่งฝานสะกดข่มไว้ด้วยสติอันเด็ดขาด
เขารู้แจ้งแก่ใจว่าขีดจำกัดของร่างกายในยามนี้ หากฝืนชักกระบี่มารเล่มนี้ออกมา ย่อมเกิดการสะท้อนกลับของจิตศัสตราอย่างรุนแรงจนร่างแทบแตกสลาย แม้จะมีท่านผู้เฒ่าหลินคอยคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ และพร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยหากเกิดเหตุสุดวิสัย แต่เมิ่งฝานก็มิคิดจะเอาชีวิตตนเองไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย
สำหรับเขาแล้ว เสี่ยงเช่นนี้ มิต้องสงสัยเลยว่า ‘ไม่คุ้มค่า’ แม้แต่น้อย!
ท่านผู้เฒ่าหลินลอบสังเกตท่าทีของศิษย์รัก ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ “ข้านึกว่าเจ้าหนุ่มอย่างเจ้าจะระงับใจมิอยู่จนพลั้งมือชักมันออกมาเสียแล้ว ทำได้ดีมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ มิทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญา!”
แท้จริงแล้ว หากเมิ่งฝานขยับจะชักกระบี่จริง ๆ ท่านผู้เฒ่าหลินก็เตรียมจะเข้าขัดขวางในทันควันอยู่แล้ว สาเหตุที่ท่านโยนกระบี่อาถรรพ์เล่มนี้ให้เพียงเพราะต้องการทดสอบสภาวะจิตใจของเมิ่งฝานเท่านั้น และผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพึงพอใจยิ่ง!
เมิ่งฝานลูบคลำฝักกระบี่หิมะสมุทรพลางส่งยิ้มตอบ “ศิษย์ผู้นี้รักตัวกลัวตายมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมมิหาเรื่องใส่ตัวจนนำไปสู่ความตายเด็ดขาดครับ”
ท่านผู้เฒ่าหลินส่ายหัวเบา ๆ แกล้งทำสีหน้าไม่พอใจ “หึ! ตอนที่เจ้าเข้าหอศาสตรามาใหม่ ๆ ข้ามิเห็นว่าเจ้าจะทำเรื่องบ้าบิ่นน้อยกว่าใครที่ไหนเลย”
“อาจารย์ขอรับ เรื่องเดียวกันนั่นแหละ หากทำแล้วตายเขาถึงเรียกว่า ‘บ้าบิ่น’ แต่ในเมื่อศิษย์ยังยืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้ นั่นมิใช่ความบ้าบิ่นหรอกขอรับ เขาเรียกว่า ‘ความมั่นใจ’ ต่างหาก!”
เมื่อกล่าวประจบตนเองจบ เมิ่งฝานก็อดมิได้ที่จะยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
“เจ้านี่มัน… ช่างเป็นอัจฉริยะที่พิสดารผิดมนุษย์จริง ๆ” ท่านผู้เฒ่าหลินยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า เพราะท่านหาข้อโต้แย้งในตรรกะอันย้อนแย้งของเมิ่งฝานมิได้เลยจริง ๆ
ท่านหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะสำทับว่า “เอาเถอะ ลงไปได้แล้วรอให้เจ้าบรรลุถึงระดับเทียนหยวนเมื่อใด อาจารย์ผู้นี้จะพิจารณาช่วยเจ้าสยบกระบี่ธรรมสักเล่มมาครอบครอง!”
โดยปกติแล้ว นักบำเพ็ญระดับเทียนหยวนย่อมมิอาจฝืนกำราบกระบี่ธรรมให้ยอมสยบได้ มีเพียงผู้ที่ก้าวข้ามไปสู่ระดับหนิงตันเท่านั้นจึงจะมีโอกาส ทว่าหากยอดคนอย่างท่านผู้เฒ่าหลินยินดีออกแรงช่วย เรื่องที่เป็นไปมิได้ ก็อาจกลายเป็นความจริงขึ้นมา!
“ขอบพระคุณอาจารย์ยิ่งนักขอรับ!” เมิ่งฝานรีบประสานมือกล่าวขอบคุณด้วยความยินดีปรีดา
เสน่ห์อันเย้ายวนของกระบี่ธรรมนั้นยากที่นักดาบคนใดจะปฏิเสธ แม้ในยามนี้เขาจะมีกระบี่หงชี่คู่กายและมิคิดจะทอดทิ้งมันไปก็ตาม แต่สำหรับเมิ่งฝานแล้ว กระบี่เพียงเล่มเดียวนั้นหาส่งเสริมบารมีของเขาได้ไม่! ต่อให้มอบมาให้เขาสักร้อยเล่มหรือพันเล่ม เขาก็ยินดีน้อมรับไว้ทั้งหมด
เพราะเขาวางปณิธานไว้เนิ่นนานแล้วว่าเส้นทางที่เขาจะก้าวเดิน คือวิถีแห่งหมื่นกระบี่คืนสำนัก
ในวันที่เขาแข็งแกร่งเทียมฟ้า ต่อให้ต้อง ‘กลืนกิน’ กระบี่นับหมื่นเล่มเข้าสู่ครรลอง เขาก็ย่อมกระทำได้อย่างมิต้องสงสัย
“อาจารย์ขอรับ กระบี่หิมะสมุทรเล่มนี้มีความนัยอันใดซ่อนอยู่หรือครับ เหตุใดเมื่อครู่ท่านจึงมีสีหน้าวิตกกังวลถึงเพียงนั้น?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
แม้จากการสัมผัสเมื่อครู่ เขาจะล่วงรู้ข้อมูลพื้นฐานว่ามันคือกระบี่มารที่กระหายเลือด ทว่าปฏิกิริยาอันรุนแรงของท่านผู้เฒ่าหลินกลับบ่งบอกว่ามันมี ‘ความหมาย’ ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ท่านผู้เฒ่าหลินทอดถอนใจอย่างจนแต้ม ก่อนจะเปรยออกมาเบา ๆ “การที่หยางเทียนซวี่ส่งคนมาขอกระบี่หิมะสมุทร ย่อมหมายความว่าสังขารของเขาเริ่มถึงกาลวิกฤตแล้ว”
สิ้นคำกล่าว ท่านก็มิได้ขยายความสิ่งใดต่อ เพียงพาสิษย์รักเดินก้าวลงสู่ชั้นหนึ่งของหอศาสตรา
เมิ่งฝานปรายตาหันกลับไปมองหอศาสตราชั้นสามด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งกิเลสและความโลภ เขาตระหนักดีในขีดจำกัดของตนเอง มิต้องเร่งเร้ากอบโกย เพียงแค่ก้าวเดินอย่างมั่นคงไปทีละขั้น เขาย่อมไปถึงจุดสูงสุดที่มวลมนุษย์ต่างถวิลหาได้ในสักวัน
ส่วนเรื่องที่ว่าจักรพรรดิแห่งต้าหลงจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือไม่นั้น เมิ่งฝานหาได้ใส่ใจไม่ แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแผ่นดิน แต่เรื่องนั้นก็มิได้มีความเกี่ยวข้องกับเขาสักกระผีกริ้น จึงมิมีเหตุผลอันใดที่ต้องเก็บมาใส่ใจ
ทว่าสำหรับเจ้าหญิงอวี้ฉี ดูเหมือนนางจะยังมิระแคะระคายถึงข่าวร้ายนี้ หากวันใดที่นางล่วงรู้ความจริงเข้า หัวใจคงแตกสลายมิน้อยทีเดียว
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นสอง ท่านผู้เฒ่าหลินก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันไปกำชับเมิ่งฝาน “ลูกศิษย์เอ๋ย เจ้าจงนำกระบี่เล่มนี้ไปมอบให้แม่หนูอวี้ฉีเถิด อาจารย์จะรั้งรออยู่ที่นี่ มิลงไปพบปะผู้คนแล้ว และอย่าลืมกำชับนางให้หนักแน่นด้วยว่า ห้ามชักกระบี่ออกจากฝักเด็ดขาด มิเช่นนั้นนางจักต้องมอดม้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง”
“รับทราบครับอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว” เมิ่งฝานรับคำท่านผู้เฒ่าหลินด้วยความเคารพ
จากนั้นเขาจึงประคองกระบี่หิมะสมุทร เดินลงสู่ชั้นหนึ่งเพียงลำพัง หากพิจารณาจากน้ำเสียงเคร่งขรึมของอาจารย์ กระบี่เล่มนี้น่าจะถูกลงอักขระหรือสะกดพลังบางอย่างไว้เป็นพิเศษ ตราบใดที่มิจักดาบออกจากฝัก ย่อมมิเกิดเภทภัยใด ๆ
ทว่าหากเจ้าหญิงอวี้ฉียังคงดื้อรั้น ดึงดันจะชักกระบี่ออกมาให้ได้ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรม เพราะนั่นย่อมถือว่านางรนหาที่ตายเอง
ณ โถงชั้นหนึ่ง เมิ่งฝานยื่นกระบี่หิมะสมุทรส่งให้แก่เจ้าหญิงอวี้ฉี พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“นี่คือกระบี่หิมะสมุทร ท่านผู้เฒ่าหลินกำชับข้าให้มามอบแก่ท่าน และท่านยังฝากเตือนไว้เป็นพิเศษว่าห้ามชักกระบี่เล่มนี้ออกจากฝักโดยเด็ดขาด! หากท่านฝ่าฝืนคำเตือนแม้เพียงครึ่งนิ้ว ท่านจักต้องมอดม้วยลงในทันที!”
เจ้าหญิงอวี้ฉีรีบยื่นมือมารับกระบี่ไว้อย่างระมัดระวัง นางก้มศีรษะลงเล็กน้อยพลางเอ่ยอย่างสุภาพ
“ขอบใจมาก ศิษย์พี่เมิ่ง”
กิริยาของขัตติยนารีผู้นี้สะท้อนสำนวนโบราณที่ว่า ‘ก่อนหยิ่งยโส หลังอ่อนน้อม’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บัดนี้นางถูกเมิ่งฝานสยบจนราบคาบ มิใช่เพียงแค่ยอมจำนนในฝีมือ แต่เป็นความครั่นคร้ามยำเกรงที่สลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ
“จำใส่ใจไว้ให้ดี ห้ามชักมันออกมาเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะม้วยพินาศจนไร้ที่ฝังกลบ”
เมิ่งฝานย้ำเตือนอีกครา ส่วนหนึ่งเพราะเห็นแก่หน้าอาจารย์ แต่อีกส่วนก็เพราะเห็นว่านางเริ่มรู้จักที่ต่ำที่สูงขึ้นมาบ้างแล้ว
“อีกเรื่องหนึ่ง สั่งคนของท่านจัดการทำความสะอาดพื้นที่บริเวณหน้าหอศาสตราให้เรียบร้อยด้วย” เมิ่งฝานเอ่ยเสริมด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะก้าวพ้นประตู
เจ้าหญิงอวี้ฉิมิรอช้า รีบบัญชาการให้ข้ารับใช้เข้าจัดการพื้นที่โดยรอบทันที แม้ร่างกายของหวางจื่อกู่จะถูกบดขยี้จนแหลกเป็นธุลีไปแล้ว แต่เศษซากและคราบคาวเหล่านั้น หากทิ้งไว้ก็นับว่าอุจาดตาและน่าขยะแขยงเกินทน
คล้อยหลังเจ้าหญิงอวี้ฉี ศิษย์พี่หลัวก็ถลันเข้ามาหาเมิ่งฝานด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น “ศิษย์น้องเมิ่ง! ท่วงท่าที่เจ้าใช้เมื่อครู่… ที่โบกมือเพียงคราเดียวแล้วหมื่นศาสตราพุ่งเข้าสังหารศัตรูน่ะ มันมีชื่อเรียกขานว่าอย่างไรหรือ?”
“กระบี่มา” เมิ่งฝานตอบสั้น ๆ พลางลอบถอนหายใจ
เขาพอดูออกว่าศิษย์พี่หลัวหลงใหลในความสง่างามของท่านี้เพียงใด ซึ่งก็มิใช่เรื่องแปลก เพราะภาพที่ปรากฏเมื่อครู่นั้นช่างดูองอาจและทรงพลังราวกับเทพเซียนจุติ ใครเห็นก็ย่อมอยากจะเลียนแบบเป็นธรรมดา
ทว่า…
“ศิษย์พี่หลัว วิชาพรรค์นี้ยากเข็ญแสนสาหัส ด้วยพรสวรรค์และระดับปฏิภาณของท่านในยามนี้ เกรงว่าจะยากเกินกว่าจะบรรลุได้” เมิ่งฝานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
บางคราวความจริงที่ซื่อตรงเกินไป ก็เปรียบเสมือนคมดาบที่ทิ่มแทงใจคนฟัง แม้ศิษย์พี่หลัวจะรู้สึกเจ็บจี๊ดอยู่ในอก แต่เขาก็ยังมิยอมตัดใจ กระชับรอยยิ้มอ้อนวอนแล้วเอ่ยเสียงอ่อน
“ศิษย์น้องเมิ่ง… ไม่สิ! พี่เมิ่ง ท่านช่วยถ่ายทอดให้ข้าลองฝึกดูสักนิดเถิด บางทีข้าอาจจะเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้นะ ใครจะไปรู้?”