วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 12 ข้าหน้าตาดีถึงเพียงนั้นเชียวรึ?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 12 ข้าหน้าตาดีถึงเพียงนั้นเชียวรึ?
บทที่ 12 ข้าหน้าตาดีถึงเพียงนั้นเชียวรึ?
การลงมือเพียงสองคราของเมิ่งฝาน ทำให้หยางสือประจักษ์แจ้งแก่ใจว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!
ทว่าในยามนี้ สิ่งที่เขานึกหวาดหวั่นมิใช่เพียงตัวเมิ่งฝาน แต่กลับเป็นความลี้ลับของ ‘หอศาสตรา’ เสียมากกว่า
ศิษย์รับใช้จิปาถะผู้หนึ่ง เพียงก้าวเท้าเข้าสู่หอศาสตรามิได้กี่วัน กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินปานนี้ หากจะบอกว่าเรื่องนี้มิเกี่ยวพันกับความอัศจรรย์ของหอศาสตรา เขาย่อมมิมีวันเชื่อเป็นเด็ดขาด!
“ในเมื่อยอมพ่ายแล้ว ก็จงไสหัวไปเสีย” เมิ่งฝานปรายตามองหยางสือด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะละปลายกระบี่ไม้จากลำคอของอีกฝ่าย
หยางสือหมุนกายจากไปทันที มิคิดจะดันทุรังเอาชนะหรือต่อกรกับเมิ่งฝานอีกต่อไป
สิ่งที่เมิ่งฝานมิอาจล่วงรู้ได้เลยคือ ในยามนี้ ณ ชั้นดาดฟ้าของตำหนักฝึกวิชา มีผู้อาวุโสสองท่านกำลังนั่งเดินหมากพลางลอบสังเกตการณ์เขาอยู่เงียบ ๆ
“ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่หนึ่ง กลับสามารถสยบขั้นที่ห้าลงได้อย่างราบคาบ... สำนักซู่ซันของพวกเรามิได้ปรากฏอัจฉริยะเยี่ยงนี้มานานเท่าใดแล้ว?”
“แท้จริงแล้ว ในระดับที่ต่ำกว่าขั้นหกลงมา ความแตกต่างของพลังมิได้ห่างชั้นกันจนเกินเอื้อม หากผู้ใดมีเพลงกระบี่ที่กล้าแกร่ง การจะต่อสู้ข้ามขั้นก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้”
“ทว่าเจ้าก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า ช่องว่างระหว่างขั้นที่หนึ่งและขั้นที่ห้านั้น… มิใช่สิ่งที่ใครจะข้ามผ่านได้โดยง่าย!”
“โดดเด่นมิน้อย… แต่น่าเสียดายนักที่มีเพียง ‘รากปราณระดับขยะ’ ขีดจำกัดในการเติบโตจึงต่ำจนน่าใจหาย”
“รากปราณระดับขยะแล้วจะอย่างไร? เจ้าหนุ่มนั่นลงมือเพียงสองครั้ง ทว่าทุกครั้งกลับสามารถชี้เป้าไปยังจุดตายและช่องโหว่ของศัตรูได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะยามเผชิญกับกระบี่แรก เขามองทะลุถึงแก่นแท้และวิถีกระบี่ของอีกฝ่ายได้อย่างปรุโปร่ง”
“นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าปฏิภาณของเขานั้นเหนือล้ำเข้าขั้นน่าอัศจรรย์ บางทีพรสวรรค์นี้อาจจะชดเชยความตื้นเขินของรากปราณได้!”
“มิอาจตัดความเป็นไปได้นั้นทิ้งเสียทีเดียว… แต่มันยากเข็ญแสนสาหัส! หากให้เปรียบกันแล้ว ข้ายังคงเทน้ำหนักให้แก่แม่นางน้อย ‘หลี่เสวี่ยโหรว’ ผู้นั้นมากกว่า นางมีรากปราณระดับสุดยอด ทุกด้านล้วนไร้ที่ติจนยากจะหาผู้ใดเปรียบ”
“เจ้าช่างกล้าเอารากปราณระดับสุดยอดมาเปรียบกับรากปราณระดับขยะนะ เจ้าเฒ่า… ช่างเปรียบเทียบได้น่าไม่อายจริง ๆ”
…
เมิ่งฝานมิได้เร่งรีบกลับคืนสู่หอศาสตรา ในเมื่อสบโอกาสได้ก้าวพ้นจากพันธนาการออกมาทั้งที เขาจึงตั้งใจจะเดินทอดน่องสำรวจสำนักให้กว้างไกลกว่าเดิม
เพียงชั่วครู่ต่อมา เขาก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ‘หอตรัสรู้กระบี่’ แห่งสำนักซู่ซัน
หอตรัสรู้กระบี่… หรือที่เรียกขานกันอีกนามว่าสถานที่แจ้งประจักษ์ในมรรคา กล่าวอย่างรวบรัดก็คือสถานที่สำหรับขัดเกลาและฝึกปรือเพลงกระบี่นั่นเอง
หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ตำหนักฝึกวิชานั้นมีค่ายกลรวบรวมวิญญาณแฝงเร้น จึงเป็นชัยภูมิอันล้ำค่าสำหรับการสั่งสมปราณแท้และยกระดับตบะบารมี ส่วนหอตรัสรู้กระบี่แห่งนี้ กลับเป็นพื้นที่ที่ศิษย์แห่งซู่ซันใช้สำหรับทดสอบและลับคมเพลงกระบี่ให้เฉียบคมอยู่เสมอ
การทดสอบกระบี่ ณ ที่แห่งนี้ คือการประลองยุทธ์เพื่อหยั่งเชิงกันและกัน!
ทว่ามันช่างแตกต่างจากลานฝึกยุทธ์ทั่วไป เพราะการประลองในหอตรัสรู้กระบี่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างผิวเผิน มุ่งเน้นไปที่การแบ่งปันความรู้และขัดเกลาทักษะเชิงกระบี่ร่วมกันเสียมากกว่า
จะเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยน หรือการชี้แนะแนวทางก็มิผิดนัก
นานวันเข้า สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นจุดนัดพบที่เหล่าศิษย์ระดับล่างมักจะมาขอรับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาจากศิษย์รุ่นพี่ผู้เจนจัด ซึ่งแน่นอนว่าในบางคราก็อาจต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนบ้างตามธรรมเนียม
ทันทีที่เมิ่งฝานย่างกรายเข้าสู่หอตรัสรู้กระบี่ เขาก็สัมผัสได้ถึงความประหลาดใจที่ถาโถมเข้ามาในทันที
เมื่อเทียบกับตำหนักฝึกวิชาอันเงียบเหงาแล้ว เขาพบว่าตนเองกลับหลงเสน่ห์และพึงใจในหอตรัสรู้กระบี่แห่งนี้มากกว่าหลายเท่าตัว!
เหล่าศิษย์ ณ สถานที่แห่งนี้ต่างมุ่งมั่นขัดเกลาและประชันเพลงกระบี่กันอย่างไม่ลดละ ทันทีที่เมิ่งฝานก้าวเท้าเข้ามา เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนมหาศาล ราวกับได้เปิดประตูบานใหญ่สู่โลกใบใหม่ที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อน
ด้วยพรสวรรค์แห่ง ‘วิถีกระบี่เข้าถึงเทพ’ การได้มาเยือนหอตรัสรู้กระบี่จึงมิต่างอะไรกับปลาที่ได้หวนคืนสู่ห้วงวารีอันกว้างใหญ่
เมื่อย่างกรายลึกเข้าไป เมิ่งฝานก็ได้พบพานกับวิถีกระบี่หลากสายหลายรูปแบบ หากเป็นคนทั่วไปมาเห็นภาพเงากระบี่ละลานตาเช่นนี้ ย่อมต้องรู้สึกสับสนมึนงงพะอืดพะอมจนมิอาจจับต้นชนปลายได้ เว้นเสียแต่จะเลือกจดจ่ออยู่กับวิชาใดวิชาหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ทว่าเมิ่งฝานกลับแตกต่างออกไป… พรสวรรค์ระดับจุติข้ามภพทำให้เขามีศักยภาพบนเส้นทางสายกระบี่ที่น่าหวาดหวั่นถึงขีดสุด ราวกับสามารถช่วงชิงความลับแห่งการสรรสร้างจากสรวงสวรรค์มาไว้ในกำมือ
กระบวนท่ากระบี่แต่ละสายที่เหล่าศิษย์กำลังฝึกปรืออยู่นั้น ในสายตาของเมิ่งฝานพวกมันมิต่างอะไรกับหญิงงามล่มเมืองที่เปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปิดบัง ทุกส่วนสัดและความงดงามถูกเผยให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งและทะลุปรุโปร่ง
เขาเริ่มดูดซับความหยั่งรู้ในวิถีกระบี่เหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง!
เมิ่งฝานทรุดกายลงนั่งเงียบ ๆ ในมุมหนึ่ง สายตาจับจ้องการฝึกตนของเหล่าศิษย์มิให้คลาดสายตา ทุกเพลงกระบี่ที่ผ่านเข้ามาถูกนำไปจำลองและไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในห้วงความคิด
เขามิเพียงมองเห็นช่องโหว่และข้อบกพร่องที่ซ่อนเร้นอยู่ในวิชากระบี่ของคนเหล่านั้น แต่เขายังสามารถ ‘เติมเต็มและแก้ไข’ ส่วนที่ขาดหายให้สมบูรณ์แบบขึ้นใหม่ภายในจินตนาการได้อย่างน่าอัศจรรย์
สิ่งนี้… ช่างเหนือชั้นจนเกินกว่าคำพรรณนาโดยแท้!
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสผู้บรรลุแจ้งในมรรคาแห่งกระบี่ การจะแตกฉานในวิชากระบี่สักสองสามแขนงก็นับว่ายากยิ่ง หากผู้ใดสามารถเชี่ยวชาญได้ถึงสิบกว่าวิชา ก็นับเป็นยอดคนที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วหล้าแล้ว
ทว่าสำหรับเมิ่งฝานที่เพียงปรายตามองก็หยั่งรู้ถึงแก่นแท้ และเพียงพินิจครู่หนึ่งก็สามารถบรรลุถึงขั้นแตกฉานเช่นนี้… หากจะเสาะหาผู้ที่มีพรสวรรค์ทัดเทียมเขาในใต้หล้า คงมิต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร
มิใช่เพียงแค่หายาก... แต่นี่คือหนึ่งเดียวในโลกหล้าโดยแท้!
เมิ่งฝานยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่ ณ มุมห้องเช่นนั้นล่วงเข้าสู่ชั่วยามที่สอง
ภายในหอตรัสรู้กระบี่เริ่มมีศิษย์หลายคนสังเกตเห็นความผิดปกติของบุรุษลึกลับผู้นี้ ทุกคนที่ย่างกรายเข้ามาในหอแห่งนี้ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อฝึกปรือหรือประลองยุทธ์ แม้จะมีบางพวกที่มาเพื่อลอบครูพักลักจำจากผู้อื่นบ้าง ทว่าการนั่งแข็งทื่อเป็นหินผา จับจ้องสายตาเขม็งมิกะพริบเนิ่นนานถึงสองชั่วยามเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นเกินทน
โดยเฉพาะศิษย์สตรีนางหนึ่งที่ร่ายรำกระบี่อยู่เบื้องหน้าเมิ่งฝานมาโดยตลอด ยามนี้นางเริ่มรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาบ้างแล้ว
นางเข้าใจผิดไปไกลว่าสายตาคู่นั้นกำลังจับจ้องและแทะโลมเรือนร่างของนางอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ท่วงท่ากระบี่เริ่มติดขัดด้วยความอึดอัดรำคาญใจ ยิ่งเนิ่นนานเข้า นางยิ่งปักใจเชื่อว่าเมิ่งฝานคือบุรุษจอมลามกที่อาศัยการดูฝึกยุทธ์มาบังหน้าเพื่อแอบดูสตรี!
ลำพังลอบมองเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวนางยังพอจะสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ ทว่านี่เขากลับจ้องมองเขม็งมิวางตาถึงสองชั่วยามเต็ม ๆ … หญิงสาวนางใดจะทนทานต่อสายตาอันหยาบโลนเช่นนี้ได้เล่า?
ในที่สุดนางก็เหลืออด ทิ้งกระบี่ในมือแล้วสาวเท้าตรงมายังเบื้องหน้าของเมิ่งฝาน ก่อนจะเค้นเสียงเย็นชาสั่งว่า “เจ้า… ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”
“ข้าหรือ?” เมิ่งฝานชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางหยัดกายลุกขึ้นด้วยความฉงน
เหตุใดอยู่ดี ๆ ถึงมีคนมาหาเรื่องกันถึงที่เช่นนี้? เขาได้แต่ยืนงุนงง ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
“ข้า… ดูดีมากนักหรือ?” หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเมิ่งฝาน แววตาแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง
คำถามสายฟ้าแลบนี้ทำเอาเมิ่งฝานไปไม่เป็นยิ่งกว่าเดิม นี่มันคือสถานการณ์อันใดกันแน่?
“ก็… งดงามยิ่ง” เมิ่งฝานตอบกลับไปอย่างสุภาพตามมารยาท
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นการมาเยือนหอตรัสรู้กระบี่เป็นครั้งแรก เขาไม่อยากก่อเรื่องวุ่นวายโดยไม่จำเป็น จึงพยายามแสดงท่าทีที่เรียบร้อยและสำรวมที่สุด
“ต่อให้ข้าจะงดงามเพียงใด ทว่าเจ้าก็มิควรมานั่งจ้องมองข้าจากทางด้านหลังเนิ่นนานถึงสองชั่วยามเช่นนี้กระมัง? การกระทำของเจ้านั้น ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!” หญิงสาวตวาดซ้ำด้วยสีหน้าเย็นชา
เมิ่งฝานถึงกับเบิกตากว้าง… มุมปากกระตุกเล็กน้อย
เรื่องพรรค์นี้ก็เข้าใจผิดกันได้ด้วยหรือ?
นี่เขากำลังเผชิญหน้ากับสตรีที่หลงเสน่ห์ตัวเองจนกู่ไม่กลับอย่างนั้นรึ!
เมิ่งฝานรีบเอ่ยอธิบายด้วยความเก้อเขิน “แม่นาง… ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้จ้องมองท่าน แต่ข้ากำลังพิจารณาการฝึกกระบี่ของทุกคนต่างหาก”
หญิงสาวแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “พิจารณาการฝึกกระบี่ของทุกคนงั้นรึ? แล้วเหตุใดเจ้าถึงจงใจมานั่งปักหลักอยู่ข้างหลังข้าเนิ่นนานถึงสองชั่วยามมิลุกไปไหน!”
ครานี้จะอธิบายอย่างไรดี? เมิ่งฝานได้แต่ตัดพ้อในใจ ดูเหมือนไม่ว่าเขาจะขยับปากอย่างไร สถานการณ์ก็ยิ่งดิ่งลงเหวอย่างกู่ไม่กลับ
เขาก็แค่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่มุมห้องแท้ ๆ ทว่าอยู่ดี ๆ ‘คราวเคราะห์’ กลับหล่นทับหัวเอาเสียดื้อ ๆ
“แม่นาง ท่านเข้าใจผิดจริง ๆ ข้ามองดูภาพรวมการฝึกปรือของศิษย์ทุกคนเท่านั้น มิได้เจาะจงมองท่านเพียงผู้เดียว” เขาพยายามปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำพูดเหล่านั้นกลับดูไร้น้ำหนักและมิอาจสั่นคลอนความเชื่อของนางได้เลย
“ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งส่อพิรุธ! ในเมื่อเจ้าบอกว่ามาเพื่อดูคนฝึกกระบี่ และดูมาเนิ่นนานปานนี้ ก็น่าจะซึมซับวิชาไปได้บ้างแล้วกระมัง ประจวบเหมาะนัก… มาประลองกับข้าดูสักตั้งเป็นอย่างไร!”
นางหมายมั่นในใจว่า วันนี้จะต้องสั่งสอนเจ้าคนหื่นกามหน้าซื่อใจคดผู้นี้ให้หลาบจำ
เมิ่งฝานทอดถอนใจด้วยความจนปัญญา “แม่นาง เรื่องนี้มิมีความจำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้นเลย…”
หญิงสาวเย้ยหยันกลับทันควัน “กลัวจนหัวหดแล้วรึ? ในเมื่อเจ้าอ้างว่าดูทุกคนฝึกกระบี่ ย่อมต้องเห็นวิชากระบี่ของข้าผ่านตามาบ้าง หากเจ้าสามารถร่ายรำเพลงกระบี่ที่ข้าเพิ่งฝึกไปให้ดูได้เพียงสักครั้ง ข้าถึงจะยอมเชื่อว่าเจ้ามิได้พูดปด!”
เมิ่งฝานพลันปรากฏรอยยิ้มขื่นขึ้นบนใบหน้า
ที่จริง… เรื่องนี้มิได้ยากเย็นอะไรสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย!
“ตกลง” เมิ่งฝานตอบรับในทันทีโดยมิได้บิดพริ้ว
ในเมื่อปัญหานี้มีหนทางแก้ไขที่ง่ายดายถึงเพียงนี้ เขาก็มิมีความจำเป็นต้องดื้อรั้นให้เสียเวลา หรือปล่อยให้อีกฝ่ายหยิบยื่นมลทินให้เขาฝ่ายเดียว
“หากข้าสามารถร่ายรำเพลงกระบี่ที่ท่านเพิ่งฝึกฝนไปเมื่อครู่ได้ ท่านต้องเอ่ยขอโทษข้า และยอมรับเสียว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิดของท่านเอง” เมิ่งฝานเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความจนใจ
“ย่อมได้! ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าคนอย่างเจ้าจะดื้อแพ่งไปได้สักกี่น้ำ” หญิงสาวเย้ยหยันพลางกอดอกมองอย่างดูแคลน
ในสายตาของนาง เจ้ายอดคนหื่นกามผู้นี้จะไปมีปัญญาแสดงวิถีกระบี่ของนางได้อย่างไร?
นางตระหนักดีว่าเพลงกระบี่ชุดนี้ฝึกปรือได้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด แม้แต่นางที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก หากมิใช้เวลาเคี่ยวกรำถึงสิบวันสิบคืนก็อย่าหวังว่าจะสัมผัสได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของพื้นฐาน ต่อให้ชายผู้นี้จะลอบสังเกตการณ์นางอยู่จริง ก็หามีทางที่จะเรียนรู้แก่นแท้ของมันได้ในชั่วเวลาสั้น ๆ
ข้อเสนอที่นางหยิบยื่นให้ จึงมิใช่สิ่งใดนอกจากการจงใจบีบคั้นให้เมิ่งฝานจนมุม เพื่อหมายจะให้อีกฝ่ายต้องอับอายขายหน้าต่อธารกำนัลนั่นเอง!