วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 120 ท้าทายสยบมาร และศักดิ์ศรีแห่งธรรมะ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 120 ท้าทายสยบมาร และศักดิ์ศรีแห่งธรรมะ
บทที่ 120 ท้าทายสยบมาร และศักดิ์ศรีแห่งธรรมะ
อย่างไรก็ตาม จากถ้อยคำของศิษย์พี่จิน เมิ่งฝานย่อมจับใจความสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองในภายภาคหน้าได้ประการหนึ่ง
นั่นคือภายใน ‘เจดีย์สยบมาร’ มิได้มีเพียงเผ่ายักษ์ที่ถูกจองจำ ทว่ายังมีศาสตรามารและดาบอสูรที่ทรงอานุภาพถูกผนึกไว้อยู่ไม่น้อย
ศาสตราเหล่านั้นย่อมแฝงด้วยพลังอำนาจที่สูงส่งและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด มิเช่นนั้นคงมิถูกกักขังไว้ในสถานที่ที่แน่นหนาปานนั้น
เมิ่งฝานลอบคิดในใจว่า หากวันใดที่เขาเติบโตจนแข็งแกร่งพอ และดูดซับต้นกำเนิดกระบี่จากหอศาสตราจนสิ้นซากแล้ว บางที ‘เจดีย์สยบมาร’ แห่งนี้อาจเป็นเป้าหมายถัดไปที่เขาสามารถเข้าไปตักตวงผลประโยชน์ได้
ทว่านั่นคงเป็นเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น… อาจต้องใช้เวลาเตรียมตัวนับสิบปี
เมิ่งฝานประเมินว่า หากตนสามารถก้าวเข้าออกเจดีย์สยบมารได้อย่างอิสระภายในสิบปี ก็นับว่าเป็นผลงานที่น่าพึงพอใจยิ่งแล้ว
ในจุดนี้ต้องบอกว่าเขานั้น ‘ประเมินตนเองต่ำเกินไป’ อย่างมหาศาล!
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความฉงน “ศิษย์พี่ จอมสำนักกษัตริย์ผีผู้นั้นมั่นใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงกับกล้าบุกเดี่ยวขึ้นเขาซู่ซันเพื่อหมายตาเจดีย์สยบมารเพียงลำพัง”
จอมสำนักกษัตริย์ผีย่อมมีตบะแก่กล้าเหนือล้ำมิต้องสงสัย
ทว่าต่อให้เก่งกาจปานเทพเซียนเพียงใด ก็มิอาจหาญกล้าต่อกรกับสำนักซู่ซันทั้งสำนักได้ อย่างน้อยเมิ่งฝานก็เชื่อมั่นว่า ท่านเจ้าสำนักซู่ซันย่อมมีฝีมือมิด้อยไปกว่าจอมมารผู้นั้นแน่นอน
ยิ่งเมื่อรวมยอดฝีมือคนอื่น ๆ ในสำนักเข้าด้วยกัน เหตุใดจอมสำนักกษัตริย์ผีจึงกล้ากระทำการอุกอาจถึงเพียงนี้?
ศิษย์พี่จินส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ “เขาเพียงต้องการฝ่าด่านเข้าสู่เจดีย์สยบมารเท่านั้น มิได้มาในนามสำนักเพื่อทำสงครามล้างผลาญกับซู่ซัน”
“อีกทั้งเขายังส่งหนังสือท้าประลองอย่างสง่าผ่าเผย สำนักซู่ซันเราขึ้นชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรมะอันสูงส่ง มีเกียรติยศค้ำคอ จะรุมสกรัมเขาเพียงคนเดียวได้อย่างไร? ตราบใดที่เขาสามารถผ่านด่านของท่านเจ้าสำนักไปได้ เขาย่อมมีสิทธิ์ย่างกรายเข้าสู่เจดีย์สยบมาร”
“เพียงแต่… การจะเดินกลับออกมาจากเจดีย์แห่งนั้นได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ยากจะพยากรณ์!”
คำกล่าวนี้หาได้ผิดเพี้ยนไปแม้แต่น้อย
หากท่านเจ้าสำนักซู่ซันบุกไปถึงถิ่นสำนักกษัตริย์ผี ก็อาจจะถูกรุมล้อมสังหารจนสิ้นชื่อได้จริง ทว่าสำนักซู่ซันในฐานะผู้นำฝ่ายธรรมะกลับมิอาจทำเช่นนั้นได้
นั่นเพราะพันธนาการที่เรียกว่า ‘หน้าตา’ และ ‘ศักดิ์ศรี’
บางครั้งการกระทำของฝ่ายธรรมะมักจะเต็มไปด้วยพิธีรีตองและขีดจำกัด มิอาจทำตามอำเภอใจหรือเป็นอิสระได้เท่ากับฝ่ายมารหรือปุถุชนทั่วไป
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นพลางถามด้วยความประหลาดใจ “ที่ศิษย์พี่บอกว่าจะออกมาได้หรือไม่ยังไม่แน่ชัดนั้น หมายความว่าอย่างไร หรืออันตรายภายในเจดีย์สยบมารจะร้ายแรงยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับท่านเจ้าสำนักเสียอีก?”
ในสายตาของเมิ่งฝาน ท่านเจ้าสำนักควรจะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าของสำนักกระบี่ซู่ซัน แม้ภายใน ‘เจดีย์สยบมาร’ จะเต็มไปด้วยภยันตรายเพียงใด ทว่าก็มิควรจะมีสิ่งใดที่อยู่เหนือการควบคุมของท่านเจ้าสำนักไปได้
ทว่าศิษย์พี่จินกลับส่ายหน้าช้า ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“สถานการณ์ภายในเจดีย์สยบมารนั้นลึกล้ำและซับซ้อนกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้นัก”
เมิ่งฝานลอบยิ้มขื่นในใจ ท่าทางขึงขังจริงจังของศิษย์พี่จินนั้นราวกับว่าเขาเคยย่างกรายเข้าไปสัมผัสนรกในเจดีย์แห่งนั้นมาด้วยตนเองอย่างไรอย่างนั้น ทว่าจนถึงบัดนี้ เมิ่งฝานก็ยังมิอาจหยั่งรู้ได้เลยว่าศิษย์พี่ผู้นี้มีตบะบารมีอยู่ในระดับใดกันแน่
ก่อนหน้านี้ เขาสัมผัสได้เพียงสัญชาตญาณว่าศิษย์พี่จินแข็งแกร่งกว่าศิษย์พี่หลัว ทว่าความห่างชั้นนั้นจะมีมากน้อยเพียงใด กลับยังเป็นปริศนาที่มืดมน
แม้ระดับพลังของเมิ่งฝานในยามนี้จะไล่กวดจนทันศิษย์พี่หลัวได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทว่ายามเมื่อทอดสายตามองศิษย์พี่จิน เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองลงไปในมหาสมุทรที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งฝานจึงตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรง ๆ
“ศิษย์พี่จิน ข้าขอเสียมารยาทถามสักครา บัดนี้ท่านบรรลุถึงขั้นใดแล้ว?”
การสนทนากับบุรุษเช่นศิษย์พี่จินมิจำเป็นต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา หากเขาปรารถนาจะชี้แจง เขาย่อมกล่าวออกมาโดยตรง ทว่าหากเขาประสงค์จะซ่อนเร้น ต่อให้บีบคั้นเพียงใดก็มิมีวันได้คำตอบ
และดูเหมือนว่าครั้งนี้จะเป็นอย่างหลัง ศิษย์พี่จินเพียงตอบปัดอย่างขอไปทีว่า “อย่างไรเสียก็ยังแข็งแกร่งกว่าเจ้าในยามนี้ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฝานก็เข้าใจได้ทันทีว่าการเซ้าซี้ต่อไปรังแต่จะเปล่าประโยชน์
“ตกลงขอรับ ไว้มีโอกาสข้าจะมาสนทนาด้วยใหม่ ตอนนี้ข้าขอตัวไปพบผู้อาวุโสหวังก่อน” เมิ่งฝานโบกมือลาศิษย์พี่จินพลางมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย
ส่วนเรื่องของจอมสำนักกษัตริย์ผีนั้น เขาโยนมันทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างมิใส่ใจ เรื่องระดับสะเทือนฟ้าดินเช่นนั้น แม้แต่เหล่าอาจารย์ปู่ในสำนักยังแทบไม่ต้องให้เขาเป็นกังวล ยิ่งมิใช่กงการอะไรที่ศิษย์ชั้นผู้น้อยอย่างเขาจะต้องเข้าไปสอดมือ
ณ ชั้นที่สามของหอคัมภีร์ เมิ่งฝานได้พบกับผู้อาวุโสหวังที่กำลังพินิจตำราอยู่
เมื่อเห็นหน้าเมิ่งฝาน ผู้อาวุโสหวังก็เผยยิ้มละมุนด้วยความเอ็นดู แม้เมิ่งฝานจะมิใช่ศิษย์ในสืบสายเลือดของท่าน ทว่าด้วยไมตรีจิตที่มีต่อผู้อาวุโสหลิน ประกอบกับพรสวรรค์และความนอบน้อมของเมิ่งฝาน ทำให้ท่านคอยดูแลเอาใจใส่เด็กหนุ่มผู้นี้เสมอมา ยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ
“เจ้าหนุ่มน้อย มาหาข้าอีกแล้วรึ ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือว่าชั้นที่ห้าของหอคัมภีร์นั้น ข้าหามีอำนาจจะพาเจ้าเข้าไปได้ไม่ หากมิมีคำสั่งตรงจากท่านเจ้าสำนัก หากเจ้าปรารถนาจะขึ้นไปจริง ๆ เห็นทีต้องไปดักรอพบท่านเจ้าสำนักด้วยตนเองแล้วล่ะ!”
ผู้อาวุโสหวังเข้าใจว่าเมิ่งฝานคงจะมาออดอ้อนขออนุญาตขึ้นสู่ชั้นที่ห้าเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฝานก็ได้แต่ลอบถอนใจอย่างจนปัญญา นับตั้งแต่วันแรกที่เขาย่างกรายเข้าสู่สำนักกระบี่ซู่ซันจนถึงบัดนี้ เขายังมิเคยเห็นแม้แต่ชายเสื้อของท่านเจ้าสำนักเลยสักครั้ง ตัวตนที่สูงส่งปานเทพมังกรเห็นหัวมิเห็นหางเช่นนั้น เมิ่งฝานย่อมรู้จักประมาณตนเองดีว่ามิอาจเอื้อมพบได้โดยง่าย
ทว่าธุระที่นำพาเขามาที่หอคัมภีร์ในวันนี้ หาใช่เรื่องคัมภีร์ในชั้นที่ห้าแต่อย่างใด
“ผู้อาวุโสหวัง พวกเราหาที่เงียบสงบคุยกันเถิด” เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขาฉายแววซับซ้อนจนยากจะคาดเดา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ?” ผู้อาวุโสหวังจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความฉงน ท่านสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่ากระแสอารมณ์ของเมิ่งฝานในยามนี้ผิดแผกไปจากปกติอย่างมาก
เมิ่งฝานมิได้ตอบคำถามในทันที ทว่าเขาพากายชราของผู้อาวุโสหวังปลีกตัวออกจากหอคัมภีร์ มุ่งหน้าสู่พงไพรไผ่อันเงียบสงัดทางเชิงเขาด้านหลังที่ไร้ซึ่งผู้คนรบกวน
“เจ้าหนูคนนี้ ทำตัวลึกลับซับซ้อนเหลือเกิน คิดจะทำสิ่งใดกันแน่?” ผู้อาวุโสหวังมองดูท่าทีของเมิ่งฝานพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
เมิ่งฝานลอบถอนใจเบา ๆ ก่อนจะหยิบม้านั่งตัวเล็กสองตัวออกมาจากแหวนมิติ วางลงบนพื้นหญ้าเพื่อให้ทั้งสองได้นั่งลงประจันหน้ากัน
“ท่านผู้เฒ่า ข้าขอให้ท่านทำจิตใจให้มั่นคงเสียก่อน เพราะสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกกล่าวต่อไปนี้ อาจสั่นคลอนสติสัมปชัญญะของท่านจนยากจะควบคุม ท่านต้องรับปากข้าว่าจะใจเย็นไว้” เมิ่งฝานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอย่างถึงที่สุด
ผู้อาวุโสหวังกลอกตาไปมาพลางเอ่ยด้วยความขัดใจ
“มีเรื่องอันใดก็เร่งกล่าวมาเถิด มิเห็นต้องพิธีรีตองเพียงนี้”
เมื่อเห็นท่าทีเยือกเย็นของผู้อาวุโส เมิ่งฝานก็ลอบถอนใจอีกครา เขาตระหนักดีว่าหลังจากที่ความลับนี้ถูกเปิดเผย ความสงบสุขเยี่ยงปุถุชนของชายชราผู้นี้จะมลายหายไปชั่วนิรันดร์
ทว่าเมิ่งฝานมิได้ลังเลอีกต่อไป เมื่อตัดสินใจที่จะมอบความจริงให้แก่ท่าน เขาย่อมมิมีวันถอยหลัง
เพราะหนี้เลือด… ย่อมต้องล้างด้วยเลือดเท่านั้น
เมิ่งฝานยื่นมือเข้าไปในแหวนมิติและหยิบศัสตราวุธเล่มหนึ่งออกมา
‘กระบี่เหลียนซิน’
เขานำมันออกมาจากหอศาสตราเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
“ผู้อาวุโส กระบี่เล่มนี้ ท่านคงมิได้ลืมเลือนมันไปใช่หรือไม่?” เมิ่งฝานยื่นกระบี่เล่มนั้นส่งให้ถึงมือของท่าน
ทว่าผู้อาวุโสหวังกลับมิยอมยื่นมือออกมารับ ท่านเคยลั่นสัตย์สาบานไว้ต่อหน้าหลุมศพว่า หากยังมิอาจทวงแค้นให้แก่เหลียนเอ๋อร์ได้สำเร็จ ท่านจะมิยอมแตะต้องกระบี่เหลียนซินนี้อีกเป็นอันขาด
ท่านขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและรอยร้าวในใจ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย “ข้ารู้… ว่ากระบี่เล่มนี้สำคัญต่อท่านเพียงใด”
ผู้อาวุโสหวังส่ายศีรษะช้า ๆ
“มันเคยเป็นของข้าก็จริง ทว่าบัดนี้หาใช่ไม่ ข้ามิอาจหยั่งรู้ว่าเจ้ารู้เห็นเรื่องราวระหว่างข้ากับกระบี่เล่มนี้ได้อย่างไร แต่ในเมื่อมันมิใช่สิ่งที่ข้าคู่ควรจะครอบครองอีกต่อไปแล้ว เจ้าจงนำมันกลับไปคืนที่หอศาสตราเสียเถิด”
แม้จะได้รับคำปฏิเสธ ทว่ามือของเมิ่งฝานยังคงยื่นกระบี่เหลียนซินค้างไว้มิยอมลดลง
“ผู้อาวุโสหวัง ข้ารู้ซึ้งถึงเหตุผลที่ท่านมิยอมรับกระบี่เล่มนี้ ทว่าในเพลานี้ท่านสามารถรับมันกลับไปได้อย่างภาคภูมิแล้ว”
สายตาของเมิ่งฝานจับจ้องไปที่ดวงตาที่ฝ้าฟางของชายชรา น้ำเสียงของเขาทั้งหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน
“เพราะข้าล่วงรู้แล้วว่าสวะชั่วที่สังหารภรรยาและบุตรในครรภ์ของท่านนั้นมันคือผู้ใด!”