วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 127 หอศาสตราชั้นสาม กระบี่ธรรมของเมิ่งฝาน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 127 หอศาสตราชั้นสาม กระบี่ธรรมของเมิ่งฝาน
บทที่ 127 หอศาสตราชั้นสาม กระบี่ธรรมของเมิ่งฝาน
“กระบี่ธรรม? ในเมื่อเจ้ามีกระบี่ชีวิตคู่กายไปแล้ว ยังจะละโมบยากได้กระบี่ธรรมไปทำไมอีก!”
ท่านผู้เฒ่าหลินตวัดสายตามองเมิ่งฝานอย่างดุดัน
เมิ่งฝานชะงักไปเล็กน้อย การที่ท่านผู้เฒ่ารู้เรื่องที่เขาฝึกกระบี่ชีวิตไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความเคลื่อนไหวของกระบี่หงชี่เมื่อคืนก่อนนั้นอึกทึกครึกโครมไม่น้อย แต่ที่เขายังไม่กระจ่างคือ ท่านผู้เฒ่ากำลังขุ่นเคืองเรื่องใดกันแน่?
เมิ่งฝานไม่ใช่คนโง่เขลา เพียงชั่วอึดใจเขาก็พลันสว่างวาบในความคิด
ที่แท้ท่านอาจารย์ก็คิดเห็นเช่นเดียวกับหงชี่ ต่างมองว่ากระบี่หงชี่นั้นต่ำต้อยเกินกว่าจะคู่ควรเป็นกระบี่ชีวิตของข้าสินะ
เมิ่งฝานเผยรอยยิ้มขมขื่น ก่อนจะรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านอาจารย์ที่เคารพ การที่ศิษย์เลือกหลอมรวมกระบี่หงชี่เป็นกระบี่ชีวิตนั้น มิใช่ความโง่เขลาชั่ววูบ หากแต่ศิษย์มีครรลองและเหตุผลส่วนตัว”
“ขอท่านอาจารย์โปรดวางใจ กระบี่ชีวิตของศิษย์เล่มนี้ ในภายภาคหน้ามันจะต้องไม่ทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียเกียรติอย่างแน่นอน!”
ท่านผู้เฒ่าหลินมิได้พิโรธจริงจังนัก เมื่อได้ฟังคำยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น โทสะในอกก็พลันมอดลงไปกว่าครึ่ง
หากเป็นเจ้าหนุ่มตระกูลลั่วมาพูดจาสามหาวเช่นนี้ เขาคงไม่ปรายหางตามองแม้แต่นิด แต่เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมาจากปากของเมิ่งฝาน น้ำหนักในใจย่อมแตกต่างออกไป
จะทำอย่างไรได้เล่า ก็ในสายตาของเขา เมิ่งฝานนั้นช่างโดดเด่นและยอดเยี่ยมเกินไปจริง ๆ
ที่ผ่านมา เจ้าศิษย์คนนี้ไม่เคยทำให้เขาต้องผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว
ท่านผู้เฒ่าหลินโคลงศีรษะพลางทอดถอนใจ “เรื่องของเจ้า เจ้าตัดสินใจเองเถิด จะมาพรรณนาให้ข้าฟังมากมายทำไมกัน?”
เมิ่งฝานรีบแย้มยิ้มประจบ “ศิษย์ซาบซึ้งดีว่าท่านอาจารย์ห่วงใยศิษย์เพียงใด ศิษย์จึงมิอาจปล่อยให้ท่านต้องขุ่นข้องหมองใจเพราะเรื่องของศิษย์ได้!”
“เจ้าเด็กคนนี้… ฝีปากของเจ้านี่มันช่างคมกริบยิ่งกว่ากระบี่ในมือเสียอีก”
ท่านผู้เฒ่าหลินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจในความกะล่อน
“ล้วนเป็นเพราะท่านอาจารย์พร่ำสอนศิษย์มาดีทั้งสิ้นขอรับ” เมิ่งฝานรีบทำหน้าซื่อตาใสสวมบทศิษย์ผู้นอบน้อมทันที
“เหลวไหล!”
ข้าไปสอนเจ้าเรื่องกลับดำเป็นขาว คารมหวานหูพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
ครู่ต่อมา เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เมิ่งฝานจึงลองหยั่งเชิงขึ้นอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ แล้วเรื่องกระบี่ธรรมเล่มนั้น…”
ท่านผู้เฒ่าหลินถึงกับกลอกตาขาวใส่ทันที หนังหน้าของเจ้าเด็กนี่ช่างหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียจริง!
ทว่าลึก ๆ แล้ว กระบี่ธรรมสำหรับเมิ่งฝานนั้น เขาได้คัดสรรและจัดเตรียมไว้ให้เนิ่นนานแล้ว
“ไอ้เจ้าเด็กนี่… ช่างเถอะ ตามข้ามา!” ท่านผู้เฒ่าหลินเค่นยิ้มขมขื่นพลางลุกขึ้นเดินนำเมิ่งฝานมุ่งตรงไปยังชั้นสามของหอศาสตรา
พื้นที่ในชั้นสองนั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นที่พำนักของเหล่ากระบี่วิญญาณ มีกระบี่อาญาสิทธิ์ปรากฏให้เห็นเพียงน้อยนิด
ขุมพลังที่แท้จริงของศาสตราแห่งธรรมเหล่านั้น ล้วนถูกเก็บรักษาไว้ ณ ชั้นสามของหอศาสตราแทบทั้งสิ้น
เพียงไม่นาน เมิ่งฝานก็เดินตามท่านผู้เฒ่าหลินขึ้นมาถึงชั้นสามของหอศาสตรา ทันทีที่ก้าวพ้นบันได สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับศาสตราน้อยใหญ่นานาชนิดที่วางเรียงรายอย่างโอ่อ่าตระการตา ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแผ่กลิ่นอายของ “กระบี่ธรรม” ออกมาอย่างเข้มข้น
“โดยปกติแล้ว ด้วยตบะของเจ้าที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเทียนหยวนประกอบกับพลังจิตสำนึกที่เพิ่งก่อกำเนิด ย่อมมิอาจสยบกระบี่ธรรมได้ด้วยตนเอง”
ท่านผู้เฒ่าหลินเริ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงข่มขวัญอันเป็นเอกลักษณ์
“กระบี่ธรรม… นามก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามันคือศาสตราในระดับเครื่องธรรมะ ภายในแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณกระบี่ที่ดุร้ายและหยิ่งทะนงยิ่งนัก หากนักบำเพ็ญระดับเทียนหยวนผู้ใดริอ่านบังอาจสยบมันโดยพลการ ย่อมต้องถูกวิญญาณกระบี่อาละวาดกัดกิน จนจิตใจฟุ้งซ่านธาตุไฟเข้าแทรก หรืออาจถึงขั้นร่างแตกดับมรรคาพินาศสิ้น!”
เมิ่งฝานเพียงยิ้มรับบาง ๆ มิได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
จริงอยู่ที่ลำพังเพียงพลังระดับเทียนหยวนของเขาในยามนี้ ย่อมไร้กำลังจะสยบกระบี่ธรรม แต่เขาก็หาได้รู้สึกว่าตนเองอ่อนด้อยแต่อย่างใด อีกทั้งเขาก็ไม่คิดจะบุ่มบ่ามลงมือด้วยตัวเองอยู่แล้ว
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ หากปราศจากความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ ศิษย์ย่อมมิกล้าแตะต้องกระบี่ธรรมเหล่านี้โดยพลการเด็ดขาด” เมิ่งฝานตอบกลับด้วยท่าทีว่าง่ายและนอบน้อม
ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะกล่าวต่อ “ต่อให้มีข้าคอยช่วย กระบี่ธรรมทั่วไปเจ้าก็ยังสยบได้ยากอยู่ดี เพราะข้าทำได้เพียงสะกดวิญญาณกระบี่ไว้ให้ชั่วคราว มิอาจกดข่มมันได้ตลอดกาล สุดท้ายมันก็จะหาโอกาสแว้งกัดเจ้าในภายหลังจนได้”
“เช่นนั้นควรทำอย่างไรดีขอรับ?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ง่ายมาก ก็แค่เสาะหากระบี่ธรรมที่ ‘ไม่ธรรมดา’ ให้เจ้าสักเล่มก็สิ้นเรื่อง” ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวอย่างไม่แยแส
เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่ กระบี่ธรรมที่ไม่ธรรมดาอย่างนั้นหรือ? นี่ผิดไปจากที่เขาจินตนาการไว้ลิบลับ แต่มันกลับกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขาให้พุ่งทะยานขึ้นมาทันที
ท่านผู้เฒ่าหลินหันหลังเดินมุ่งหน้าตรงไปยังแถวชั้นวางศาสตราไม้ล้ำค่าที่ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นสาม ครู่หนึ่งเขาก็หยิบกระบี่ยาวเล่มหนึ่งออกมาจากส่วนลึกของชั้นวาง
ฝักกระบี่นั้นมีสีดำสนิทดุจรัตติกาล ลึกลับประหนึ่งห้วงเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
ตัวด้ามจับแซมด้วยสีแดงอมส้มจาง ๆ ส่วนกระบังกระบี่มีเหลี่ยมมุมคมชัดแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความดุดันและคมกริบออกมาอย่างเด่นชัด
“ท่านอาจารย์ กระบี่เล่มนี้มีสิ่งใดที่พิสดารหรือขอรับ?” เมิ่งฝานถามโพล่งขึ้นด้วยความใฝ่รู้ แม้ท่านผู้เฒ่าหลินจะยังเดินมาไม่ถึงตัวเขาก็ตาม
ท่านผู้เฒ่าหลินประคองกระบี่ยาวเล่มนั้นไว้ในมือ พลางก้าวเดินมาหยุดตรงหน้าเมิ่งฝาน แววตาของเขาฉายชัดถึงความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“ความพิสดารของกระบี่เล่มนี้ก็คือ มันไม่มีจิตวิญญาณกระบี่”
ไร้จิตวิญญาณกระบี่งั้นหรือ?
เมิ่งฝานนิ่งตะลึงไปทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ แม้แต่กระบี่วิญญาณระดับล่างยังต้องมีจิตวิญญาณสถิตอยู่ แล้วกระบี่ธรรมที่มีระดับสูงล้ำกว่า เหตุใดจึงว่างเปล่าไร้วิญญาณได้?
เมื่อเห็นสีหน้าฉงนฉงายของศิษย์ ท่านผู้เฒ่าหลินจึงเริ่มอธิบาย
“กระบี่เล่มนี้มีนามว่า ‘ชื่อเย่หยาง’ ในอดีตกาลมันเคยมีจิตวิญญาณกระบี่ที่กล้าแกร่งยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่อุบัติเหตุครั้งใหญ่ในกาลก่อน ได้พรากเอาดวงวิญญาณของมันให้ดับสูญไปตลอดกาล”
เมิ่งฝานยืนนิ่งอึ้งเป็นไก่ตาแตก
จิตวิญญาณกระบี่ดับสูญ… เรื่องราวเช่นนี้ช่างฟังดูน่าอัศจรรย์และสะเทือนใจจนยากจะเชื่อสายตาจริง ๆ!
เมื่อพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน เรื่องนี้ก็มิใช่ว่าจะทำความเข้าใจไม่ได้ ในเมื่อจิตวิญญาณกระบี่ก็นับเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่ง และสรรพสิ่งใต้หล้าหามีสิ่งใดเป็นอมตะนิรันดร์กาล ย่อมต้องมีวันดับสูญหรือถูกสังหารได้เช่นกัน
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามด้วยความลังเลว่า
“ท่านอาจารย์ ในเมื่อจิตวิญญาณกระบี่แตกดับไปแล้ว ตัวกระบี่เล่มนี้มิได้รับผลกระทบจนสูญเสียอานุภาพไปมากหรอกหรือขอรับ?”
น้ำเสียงของเขาแฝงแววผิดหวังเล็กน้อย ราวกับกำลังมองว่ามันเป็น ‘สินค้าที่มีตำหนิ’ และนั่นทำให้ความสนใจที่เขามีต่อกระบี่ชื่อเย่หยางลดฮวบลงทันที
กระบี่ธรรมนั้นทรงพลังอำนาจก็จริง แต่หากเป็นกระบี่ธรรมที่ชำรุดบุบสลาย จะยังหลงเหลืออานุภาพสักกี่มากน้อยกัน?
ท่านผู้เฒ่าหลินส่ายหน้าช้า ๆ นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ไปตามตัวฝักกระบี่ชื่อเย่หยางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว กระบี่เล่มนี้เคยถูกโจมตีด้วยวิชาทางจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวจนจิตวิญญาณภายในแตกสลาย แต่ตัวกระบี่ชื่อเย่หยางกลับมิได้รับความเสียหายแม้เพียงกระผีกริ้น”
“จริงอยู่ที่การสูญเสียจิตวิญญาณจะส่งผลต่อความร้ายกาจของมันบ้าง แต่นั่นก็นับเป็นส่วนน้อยไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นอานุภาพที่หลงเหลืออยู่เก้าในสิบของชื่อเย่หยาง จึงยังคงความเกรียงไกรไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สถานการณ์ที่ตัวกระบี่สมบูรณ์พร้อมแต่ไร้วิญญาณเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนักในใต้หล้า”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากอาจารย์ ดวงตาของเมิ่งฝานก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
กระบี่ธรรมเช่นนี้ ช่างราวกับถูกหล่อหลอมมาเพื่อนักบำเพ็ญระดับเทียนหยวนโดยเฉพาะ
“ทั่วทั้งหอศาสตรามีกระบี่ธรรมที่ไร้จิตวิญญาณเพียงสี่เล่มเท่านั้น ซึ่งแต่ละเล่มล้วนมีเหตุให้วิญญาณดับสูญแตกต่างกันไป ทว่าในบรรดาสี่เล่มนั้น กระบี่ชื่อเย่หยางคือเล่มที่ถูกรักษาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด และทรงพลานุภาพที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย”
เมิ่งฝานลอบเลื่อมใสในใจทันที มีเพียงผู้เฒ่าหลินที่เป็นดั่ง ‘เสาหลัก’ ของหอศาสตราเท่านั้น จึงจะสามารถสรรหากระบี่ที่ล้ำค่าและเหมาะสมปานนี้มาให้เขาได้
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ยิ่งนัก!” เมิ่งฝานรีบกล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตัน
เขารู้สึกได้ทันทีว่ากระบี่ชื่อเย่หยางเล่มนี้คือพรหมลิขิตของตน และเขาจะไม่มีวันยอมให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด เมิ่งฝานยกมือทั้งสองขึ้นระดับอก เตรียมพร้อมจะรับมอบศาสตราคู่กายเล่มใหม่
ทว่าท่านผู้เฒ่าหลินกลับมิได้ส่งกระบี่ให้เขาในทันที เขายังคงลูบไล้ตัวกระบี่อย่างอ่อนโยน แววตาที่ทอดมองนั้นช่างซับซ้อนและเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างปิดไม่มิด
เมิ่งฝานรู้สึกสะดุดใจกับท่าทีนั้น ดูท่ากระบี่ชื่อเย่หยางเล่มนี้คงมีความหมายลึกซึ้งต่ออาจารย์มิใช่น้อย มิเช่นนั้นยอดคนผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนเช่นอาจารย์ คงไม่แสดงอารมณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ออกมา
และสิ่งที่เขาคาดเดาก็เป็นความจริง
เนิ่นนานผ่านไป…
“ศิษย์เอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าของคนก่อนของกระบี่ชื่อเย่หยางเล่มนี้คือใคร?”
ท่านผู้เฒ่าหลินถามขึ้นเบา ๆ มือยังคงลูบไล้ตัวกระบี่ไม่ห่าง พลางเงยหน้าขึ้นสบตาเมิ่งฝานด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยร่องรอยแห่งอดีต
_____________________________________________________________________________