วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 130 อักษรอสูร และวิถีกายวิภาคอันเร้นลับ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 130 อักษรอสูร และวิถีกายวิภาคอันเร้นลับ
บทที่ 130 อักษรอสูร และวิถีกายวิภาคอันเร้นลับ
สำหรับเมิ่งฝานแล้ว หลังจากที่ได้รับสืบทอดคัมภีร์หมื่นกระบี่และกระบี่เทพเสรีมาไว้ในครอบครอง การบัญญัติกระบี่ท่าที่สามของวิชา หมื่นกระบี่คืนสำนัก ก็มิใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ขอเพียงเขาทุ่มเทสมาธิศึกษาอย่างจริงจังเพียงไม่กี่วัน ย่อมสามารถรังสรรค์มันออกมาได้อย่างแน่นอน ทว่าในช่วงนี้กลับมีภารกิจรัดตัวรุมเร้า จนทำให้เขาต้องแบ่งสมาธิไปจัดการเรื่องอื่นอยู่ไม่น้อย!
ประการแรกคือ กำไลหยกของนางจิ้งจอกอสูรที่เขาชิงมาจากวิหารกลางป่าหมอกอสูร ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกราวสามวันในการกัดกร่อนค่ายกลห้ามปรามให้พังทลายลง
นอกจากนี้ยังมีแผนการสำคัญที่เขาวางไว้ นั่นคือการไปทำความเข้าใจ ศิลาจารึกเทพกระบี่ ทันทีที่รากฐานพลังระดับเทียนหยวนของเขาเข้าที่
ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าหลินได้เอ่ยปากอนุญาตไว้แล้วว่า ไม่ว่าเมื่อใดที่เมิ่งฝานพร้อม เขาสามารถเข้าศึกษาศิลาจารึกเทพกระบี่ได้ยาวนานถึงสิบวันสิบคืนเต็ม!
เมิ่งฝานเฝ้ารอโอกาสนี้มาตลอด เขาตั้งใจจะรอจนกว่าจะบรรลุระดับเทียนหยวนและหลอมรวมจิตสำนึกได้สำเร็จเสียก่อนจึงค่อยลงมือ
และบัดนี้… เงื่อนไขทุกอย่างประจวบเหมาะพร้อมสรรพแล้ว
ครั้งนี้เขาจะศึกษาให้ถ่องแท้ในคราวเดียว!
สิบวันสิบคืน… หากต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณตามราคาปกติที่ชั่วโมงละหนึ่งร้อยก้อน สิบวันสิบคืนย่อมต้องใช้หินวิญญาณมหาศาลกว่าหนึ่งหมื่นก้อน!!
นี่คือราคาที่สูงลิบลิ่วจนน่าใจหาย
แม้ก่อนหน้านี้เมิ่งฝานจะกอบโกยสมบัติมาจากแดนอสูรมาไม่น้อย และได้ท่านผู้เฒ่าหลินช่วยจัดการเปลี่ยนเป็นเงินตราให้โดยไม่หักค่านายหน้า แต่กระนั้นทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีติดตัวก็มีเพียงประมาณห้าพันหินวิญญาณเท่านั้น
แม้จะนับว่าเป็นจำนวนมหาศาลสำหรับศิษย์ทั่วไป และเพียงพอสำหรับการเข้าศึกษาศิลาได้สี่วันสี่คืน แต่หากต้องควักกระเป๋าจ่ายเองจริง ๆ เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกเสียดายจนใจหายอยู่ดี
ตลอดสามวันต่อมา เมิ่งฝานกบดานอยู่แต่ในหอศาสตรา ไม่ยอมย่างกรายออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว เขาทุ่มเทพลังจิตสำนึกทั้งหมดเพื่อเข้าจู่โจมค่ายกลห้ามปรามของกำไลหยกสุนัขจิ้งจอกอย่างต่อเนื่อง
จวบจนครบกำหนดสามวัน ค่ายกลนั้นก็พังทลายลงตามคาดโดยไร้อุปสรรค
ในสามวันแห่งการเคี่ยวกรำนี้ นอกจากความสำเร็จในการปลดผนึกแล้ว พลังจิตสำนึกของเมิ่งฝานที่ถูกใช้งานและฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังส่งผลให้ความแข็งแกร่งของดวงจิตเพิ่มพูนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทันทีที่ผนึกสลายไป จิตสำนึกของเมิ่งฝานก็แทรกซึมเข้าไปภายในกำไลหยกได้อย่างง่ายดาย
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ นี่คือกำไลมิติระดับสูง!
พื้นที่ภายในกว้างขวางใหญ่โตถึงสามสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดของห้องพักหนึ่งห้องเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ท่านผู้เฒ่าหลินเคยหยิบยื่นกำไลมิติระดับพื้นฐานให้แก่เมิ่งฝาน ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยเพียงหนึ่งลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
ต่อมาเมื่อเมิ่งฝานเริ่มรู้สึกว่ามันคับแคบเกินไป จึงยอมควักกระเป๋าทุ่มเงินถึงสองพันหินวิญญาณ เพื่อแลกกับแหวนมิติที่มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น ทว่าแม้จะเป็นของราคาแพงระยับปานนั้น พื้นที่ภายในกลับมีเพียงสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากคำนวณดูแล้ว มันกว้างเพียงหนึ่งเมตร ยาวสิบเมตร และสูงเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น
แต่กำไลหยกของนางจิ้งจอกอสูรวงนี้ กลับมีพื้นที่ไพศาลถึงสามสิบลูกบาศก์เมตร!
ลำพังเพียงมูลค่าของตัวกำไลเก็บของชิ้นนี้เพียงอย่างเดียว ก็พุ่งทะยานเกินกว่าห้าพันหินวิญญาณไปแล้ว
วินาทีนั้น ดวงตาของเมิ่งฝานพลันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที!
ช่างสมกับที่เป็นสมบัติของมหาอสูรผู้ใกล้จะบรรลุระดับราชาอสูร ทรัพย์เร้นลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นช่างน่าตื่นตาตื่นใจจนยากจะระงับความตื่นเต้น
เมิ่งฝานเริ่มตรวจนับสิ่งของเลอค่าภายในมิติกำไลอย่างละเอียด
เป็นที่รู้กันว่าเผ่าอสูรเองก็สามารถขับเคลื่อนพลังจากหินวิญญาณได้เช่นกัน ดังนั้นภายในกำไลหยกจึงมีหินวิญญาณบรรจุอยู่เต็มถึงสองหีบใหญ่ เมิ่งฝานลองคำนวณคร่าว ๆ ทั้งหินวิญญาณระดับกลางและระดับสูง เมื่อตีค่ารวมเป็นหินวิญญาณระดับต่ำแล้ว ยอดรวมกลับพุ่งสูงเกินกว่าหนึ่งหมื่นก้อนเสียอีก
นี่คือลาภลอยก้อนยักษ์ที่เมิ่งฝานมิเคยคาดฝันมาก่อน!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือหินวิญญาณมหาศาลเหล่านี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาสมบัติทั้งหมดเสียอย่างนั้น
นอกจากเงินตราแล้ว เมิ่งฝานยังพบศาสตราอีกหลายชิ้น ซึ่งเพียงแค่ชายตามองก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่ามิใช่ของธรรมดาสามัญ ทว่าเขาเลือกว่าจะยังไม่แตะต้องพวกมันในยามนี้ เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ ‘ศาสตราวิเศษ’ ที่แผ่ซ่านออกมา หากผลีผลามเข้าไปสัมผัสโดยไม่มีการเตรียมใจ อาจถูกพลังสะท้อนกลับจนบาดเจ็บสาหัส หรือถึงขั้นสังเวยชีวิตได้!
ด้วยตบะของนางจิ้งจอกอสูรที่จ่อหน้าประตูระดับราชาอสูร การที่นางจะครอบครองและสยบศาสตราระดับวิเศษไว้ได้หลายชิ้นจึงมิใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก
ถัดจากคลังศาสตรา เมิ่งฝานยังพบหีบอีกใบที่อัดแน่นไปด้วยพฤกษาเซียนและแร่ธาตุวิเศษที่อุบัติขึ้นจากฟ้าดิน มีทั้งโอสถทิพย์และวัตถุธาตุเร้นลับที่ล้วนส่งเสริมต่อการบำเพ็ญตบะทั้งสิ้น
ก่อนที่เขาจะเหยียบเข้าสู่ดินแดนอสูร ท่านผู้เฒ่าหลินเคยเปรยไว้ว่าที่นั่นคือแหล่งรวมของล้ำค่าแห่งปฐพี แต่ตอนนั้นเขากลับไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากดอกบัวของเสี่ยวชิง ที่แท้ของวิเศษทั่วทั้งแดนอสูร ต่างถูกยอดฝีมือระดับหัวกะทิเหล่านี้กวาดต้อนไปเก็บไว้ในคลังส่วนตัวจนสิ้นนี่เอง
เมิ่งฝานยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ ครั้งนี้เขานับว่ากอบโกยผลประโยชน์ไปได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง ๆ
ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในหีบสมบัติพฤกษา คือการที่เขาได้พบกับ ‘ดอกบัววิเศษ’ ดอกที่สอง ซึ่งมีลักษณะพิมพ์เดียวกับดอกบัวที่เสี่ยวชิงเคยครอบครองทุกประการ ยิ่งไปกว่านั้น ดอกบัวนี่ยังคงความงดงามชูช่อสดใสราวกับเพิ่งถูกเด็ดออกมาจากสระสวรรค์มิปาน
นี่มิใช่เรื่องของการรักษาความสดใหม่ธรรมดาเสียแล้ว ดูท่าดอกบัวชนิดนี้จะเป็นของวิเศษที่ไม่มีวันร่วงโรยเหี่ยวเฉา เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งฝานก็แอบหัวเราะเยาะตัวเองในใจ ที่ก่อนหน้านี้อุตส่าห์ไปดั้นด้นขอยืมขวดหยกวิญญาณจากหลิวเยียนผิงมาเสียดิบดี ช่างเป็นการกระทำที่สูญเปล่าโดยสิ้นเชิง!
เมิ่งฝานละสายตาจากหีบสมบัติอันแพรวพราว แล้วเริ่มขยับไปตรวจสอบสิ่งของส่วนที่เหลือต่ออย่างใจจดใจจ่อ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักด้วยความประหลาดใจ คือการได้พบกับหยกประหลาดชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้ในดินแดนอสูร เขาเคยพบหยกที่มีลักษณะเช่นนี้ในท้องของอสูรวัวตัวหนึ่ง มันมีสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ราคี ราวกับสิ่งของจากสรวงสวรรค์ที่มิอาจแปดเปื้อนธุลีดิน
ในตอนนั้นเขารู้สึกได้ทันทีว่ามันต้องมิใช่ของธรรมดา จึงได้เก็บติดมือมาและนำไปให้ท่านผู้เฒ่าหลินช่วยตรวจสอบ ทว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างท่านผู้เฒ่าก็ยังมิอาจระบุได้ว่ามันคือสิ่งใด เมิ่งฝานจึงได้แต่เก็บงำมันไว้เพื่อรอวันคลายปลาศนา
บัดนี้ ภายในกำไลมิติของนางจิ้งจอกอสูร กลับปรากฏหยกที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วขึ้นมาอีกชิ้น! นี่เป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าหยกชิ้นนี้ต้องเป็นของวิเศษระดับล้ำค่า มิเช่นนั้นมหาอสูรที่ตบะจ่อหน้าประตูระดับราชาอสูรเช่นนาง คงมิเก็บสะสมไว้ให้เสียพื้นที่เป็นแน่
เมิ่งฝานบรรจงนำหยกทั้งสองชิ้นมาวางรวมกันก่อนจะเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิด
จากนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหนังสือโบราณอีกสองเล่ม
ทว่าเมื่อเปิดออกดู เขากลับต้องขมวดคิ้วแน่น เพราะตัวอักษรที่จารึกอยู่นั้นช่างพิสดารพันลึกจนเขาไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้เพียงครึ่งคำ
“ดูท่าจะเป็นอักษรลับของเผ่าอสูร” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเองเบา ๆ
เขาหยิบหนังสือทั้งสองเล่มมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะกวักมือเรียกข้ารับใช้ตัวน้อย
“เสี่ยวชิง มานี่หน่อย!”
สิ้นเสียงเรียก เสี่ยวชิงก็พุ่งทะยานดุจสายฟ้าฟาด พริบตาเดียวก็มาหมอบอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเขาด้วยท่าทีสงสัย “นายท่าน มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
เมิ่งฝานชี้ไปยังอักขระประหลาดเหล่านั้นแล้วเอ่ยถาม
“นี่น่าจะเป็นอักษรของเผ่าอสูร เจ้าพอจะอ่านออกบ้างหรือไม่?”
เสี่ยวชิงไม่ได้ชายตาแลตัวอักษรเหล่านั้นเลยแม้แต่นิด มันทำท่าเขินอายพลางตอบเสียงอ้อมแอ้ม
“นายท่าน... ข้าใช้ชีวิตโดดเดี่ยวมาตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่หน้าตาเป็นอย่างไรก็มิเคยเห็น ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดมาเพียงลำพังตลอด จะเอาเวลาที่ไหนไปร่ำเรียนให้อ่านออกเขียนได้กันเล่าขอรับ?”
เมิ่งฝานทอดถอนใจยาว ที่แท้เจ้าตัวเล็กนี่ก็เป็นอสูรไร้การศึกษานี่เอง
แต่เมื่อลองมาคิดดู การที่มันเติบโตมาเพียงลำพังในป่ากว้างจนมีตบะแกร่งกล้าได้ถึงเพียงนี้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว การจะคาดหวังให้มันแตกฉานด้านอักขระวิธีด้วยก็ดูจะเป็นการบังคับขู่เข็ญกันเกินไป
เมิ่งฝานจึงเก็บหนังสือทั้งสองเล่มลงไปอย่างช่วยไม่ได้ ในเมื่ออ่านไม่ออก ขืนดันทุรังดูต่อไปก็รังแต่จะเสียเวลาเปล่า
อันที่จริงเขาสนใจวิชาลับของเผ่าอสูรอยู่มิน้อย เพราะในเมื่อเขาเคยฝึกปรือวิชาของเผ่าปีศาจมาแล้ว การจะเรียนรู้วิถีของอสูรเพิ่มเติมย่อมมิใช่เรื่องแปลก แต่หนังสือสองเล่มนี้อาจมิใช่วิชาบำเพ็ญตบะเสมอไป แต่อาจเป็นบันทึกเรื่องราวสำคัญบางอย่างที่ซ่อนเงื่อนงำเอาไว้ก็เป็นได้
หลังจากจัดเก็บหนังสือเรียบร้อย เมิ่งฝานก็สังเกตเห็นสิ่งพิเศษชิ้นสุดท้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดของกำไลหยก
มันคือ ‘แผ่นป้ายคำสั่งไม้’ ที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่แยแสราวกับเป็นเศษขยะ
รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูธรรมดาสามัญไร้ซึ่งความโดดเด่น ทว่าความรู้สึกบางอย่างกลับดึงดูดใจของเมิ่งฝานให้จดจ้องมันไม่วางตา เขาหยิบป้ายไม้นั้นขึ้นมาพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เริ่มจากการใช้พลังจิตสำนึกสแกนดู ทว่ากลับเงียบกริบไร้การตอบสนอง
จากนั้นลองโคจรปราณแท้อัดฉีดเข้าไป ผลลัพธ์ก็ยังคงว่างเปล่าเช่นเดิม