วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 132 กระบี่หงชี่ที่ได้รับชัยชนะโดยไม่ต้องทำอะไร
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 132 กระบี่หงชี่ที่ได้รับชัยชนะโดยไม่ต้องทำอะไร
บทที่ 132 กระบี่หงชี่ที่ได้รับชัยชนะโดยไม่ต้องทำอะไร
นัยน์ตาของเมิ่งฝานสั่นไหวด้วยความตระหนก เมื่อเขาค้นพบความจริงที่เหนือคาด ต้นกำเนิดกระบี่ที่รั่วไหลออกจากร่างกายของเขา แท้จริงแล้วมิได้สูญสลายไปในอากาศ แต่มันกลับหลั่งไหลเข้าสู่กระบี่หงชี่อย่างเงียบเชียบ!
ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความปิติยินดีในชั่วพริบตา หากกระบี่หงชี่สามารถดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ได้โดยตรงเช่นนี้ การวิวัฒนาการของมันย่อมก้าวกระโดดอย่างน่าสะพรึงกลัว
แม้เมิ่งฝานจะไม่อาจหยั่งรู้ได้ทั้งหมดว่าต้นกำเนิดกระบี่จะส่งผลต่อศาสตราในระดับลึกเพียงใด แต่ขนาดตัวเขาที่เป็นมนุษย์ยังได้รับอานิสงส์มหาศาลปานนี้ แล้วกระบี่หงชี่ที่เป็นศาสตราโดยกำเนิดเล่า ประโยชน์ที่มันจะได้รับย่อมทวีคูณขึ้นหลายเท่าพันทวีอย่างไม่ต้องสงสัย!
ที่สำคัญที่สุดคือ หงชี่ จิตวิญญาณกระบี่ที่สถิตอยู่ภายใน ย่อมได้รับผลบุญและขัดเกลาตนเองไปพร้อมกับตัวกระบี่ด้วยเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของเมิ่งฝานก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้ม ความเสียดายในต้นกำเนิดกระบี่หนึ่งในสิบส่วนที่สูญเสียไปพลันมลายสิ้น
กระบี่หงชี่คือกระบี่คู่ชีวิต ความแข็งแกร่งของกระบี่ ก็คือความเกรียงไกรของตัวเขานั่นเอง!
เมิ่งฝานยังคงจดจ่อกับการเช็ดถูศาสตราในคลังต่อไป เพื่อสกัดเอาต้นกำเนิดกระบี่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาเลือกที่จะไม่ส่งกระแสจิตไปรบกวนหงชี่ในยามนี้ เพราะตระหนักดีว่านางกำลังอยู่ในสภาวะพิเศษของการดูดซับพลัง หากบุ่มบ่ามขัดจังหวะอาจส่งผลเสียต่อการหลอมรวมได้
เขามั่นใจว่าหากหงชี่ตื่นจากภวังค์และพบความเปลี่ยนแปลงนี้ นางย่อมเป็นฝ่ายปรากฏกายออกมาหาเขาเองโดยมิต้องเอ่ยเรียก
เมิ่งฝานดำเนินการดูดซับพลังอย่างสงบเยือกเย็นทีละเล่ม จนกระทั่งกระบี่ยาวกว่าสิบเล่มถูกเช็ดถูจนเงาวับ ระหว่างนั้นเขายังได้ซึมซับความทรงจำจากเจตจำนงกระบี่สังหารมาอีกสองสาย
ทว่าน่าเสียดายที่ความทรงจำเหล่านั้นกลับว่างเปล่าไร้สาระ ไม่มีข้อมูลลับที่น่าตื่นตา หรือเคล็ดวิชากระบี่ที่ร้ายกาจใด ๆ แฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงเศษเสี้ยวความจำที่จืดชืดจนไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง
หลังจากภารกิจดูดซับพลังสิ้นสุดลง เมิ่งฝานจึงกลับเข้าสู่ห้องพักของตน
เดิมทีเขาตั้งมั่นว่าจะเข้าสู่การทำสมาธิฝึกฝนต่อทันที แต่ทว่าจิตใจกลับว้าวุ่นจนไม่อาจสงบนิ่งลงได้ ความเป็นห่วงที่มีต่อหงชี่เริ่มรบกวนสมาธิของเขา
แม้เหตุผลจะบอกว่าการที่นางได้ดูดซับต้นกำเนิดกระบี่คือวาสนาอันประเสริฐ แต่ในโลกแห่งการบ่มเพาะพลัง ทุกสิ่งย่อมมีสองด้าน…
หากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นโชคลาภ กลับแฝงไว้ด้วยเภทภัยที่คาดไม่ถึงเล่า?
หากหงชี่ดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ไปแล้วมิใช่เรื่องดี แต่กลับกลายเป็นภัยพิบัติเล่าจะทำอย่างไร?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้น เมิ่งฝานก็ไม่อาจข่มตาสมาธิฝึกฝนได้อีก เขาหยุดมือลงแล้วนั่งจ้องมองกระบี่หงชี่อย่างเงียบสงบ เฝ้ารอให้หงชี่ปรากฏกายออกมาแจ้งข่าวคราวแก่ตน
โดยปกติแล้วเมื่อกระบี่หงชี่เกิดความผิดปกติ หากหงชี่มิได้เผชิญกับวิกฤตอันใด นางย่อมต้องออกมารายงานสถานการณ์ในทันที ทว่าการที่นางยังคงเงียบงันอยู่ในยามนี้ กลับยิ่งสุมไฟแห่งความกังวลในใจของเมิ่งฝานให้โหมกระพือขึ้น
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เมิ่งฝานหลอมรวมกระบี่หงชี่ให้กลายเป็นกระบี่บินประจำชีวิต และเริ่มดูดซับต้นกำเนิดกระบี่อย่างจริงจัง เขาจึงคาดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะอุบัติขึ้น
เวลาล่วงเลยไปราวหนึ่งก้านธูป…
ในที่สุดเงาร่างจาง ๆ ของหงชี่ก็ค่อย ๆ สลัดพ้นจากตัวกระบี่ ล่องลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝาน
เมื่อเมิ่งฝานเห็นใบหน้าของดรุณีน้อยหงชี่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นระคนปิติยินดี เขาก็ลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก
แม้ริมฝีปากของหงชี่จะยังมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด แต่เพียงแค่แววตาของนาง เมิ่งฝานก็รับรู้ได้ทันทีว่าการดูดซับต้นกำเนิดกระบี่ในครั้งนี้ มิเพียงแต่ส่งผลดีต่อตัวกระบี่เท่านั้น แต่ยังเป็นวาสนาอันประเสริฐต่อตัวนางเองด้วย
“นายท่าน หงชี่มีเรื่องจะบอกท่านเจ้าค่ะ! เมื่อครู่นี้ภายในกระบี่พลันมีกระแสต้นกำเนิดกระบี่อันมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ครึ่งหนึ่งถูกตัวกระบี่ดูดซับไปจนคมกระบี่แกร่งกล้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นมันไหลบ่าเข้าสู่ร่างของหงชี่ ช่วยขัดเกลาวิญญาณกระบี่ให้กล้าแกร่งขึ้นจนข้าสัมผัสได้ถึงพลังที่เพิ่มพูนเจ้าค่ะ!”
น้ำเสียงของหงชี่ใสกระจ่างและเต็มไปด้วยความดีใจ
แต่แล้วนางก็พลันฉุกคิดถึงต้นสายปลายเหตุ จึงเอ่ยถามเมิ่งฝานด้วยความฉงนว่า
“แต่นายท่านเจ้าคะ ต้นกำเนิดกระบี่เหล่านั้นจู่ ๆ ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร มันมาจากที่ใดกันแน่?”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบอย่างใจเย็น “จะมาจากที่ใดได้เล่า ก็มาจากร่างกายของข้านี่เอง”
“เอ๊ะ?” หงชี่อุทานออกมาด้วยความตกใจ สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันตา “นายท่าน... นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเจ้าคะ?”
“หลังจากที่ข้าหลอมรวมเจ้าให้เป็นกระบี่บินประจำชีวิตแล้ว ดูเหมือนว่าต้นกำเนิดกระบี่ที่ข้าดูดซับมา ส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อไปยังเจ้าโดยอัตโนมัติ เรื่องนี้ข้าเองก็เพิ่งจะล่วงรู้เช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของหงชี่ก็สั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นและกังวลใจ
นางละล่ำละลักถามด้วยความเป็นห่วง “แล้ว… มีหนทางที่จะหยุดยั้งมันได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หงชี่ติดตามเมิ่งฝานมานานพอที่จะตระหนักว่าต้นกำเนิดกระบี่นั้นคือขุมพลังล้ำค่าเพียงใดต่อการฝึกตนของเขา บัดนี้กระบี่หงชี่กลับกลายเป็นผู้ “ช่วงชิง” สิ่งสำคัญที่เจ้านายควรจะได้รับไปเสียเอง เช่นนี้มิเท่ากับนางกำลังถ่วงรั้งความก้าวหน้าของเจ้านายหรอกหรือ?
“ไม่มีหนทางหยุดยั้งได้” เมิ่งฝานส่ายหน้าพลางกล่าวต่อ
“แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องกดดันตนเองไปหรอก ในเมื่อกระบี่หงชี่คือกระบี่ประจำชีวิตของข้า มันก็คือส่วนหนึ่งของร่างกายข้าเช่นกัน หากกระบี่หงชี่แข็งแกร่งขึ้น ก็เท่ากับว่าตัวข้าแข็งแกร่งขึ้นด้วย ดังนั้นเจ้าจงวางใจเถิด”
“แต่ว่า… เช่นนี้มิเป็นการทำให้การบ่มเพาะของนายท่านล่าช้าลงหรือเจ้าคะ?”
หงชี่เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา ความละอายใจเกาะกินลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ นางรู้สึกราวกับตนเองเป็นภาระที่คอยดึงรั้งความยิ่งใหญ่ของเขาไว้
เมิ่งฝานยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ หมายจะลูบศีรษะปลอบโยนดั่งเช่นที่ทำกับเสี่ยวชิง แต่ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่านางเป็นวิญญาณกระบี่ เขาก็ชะงักมือกลับมาเสียก่อน
“เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าความแข็งแกร่งของเจ้ากับกระบี่หงชี่ ก็คือความภาคภูมิใจและพลังของข้า อย่าได้มีพันธะทางใจไปเลย ขอเพียงเจ้านำต้นกำเนิดกระบี่เหล่านี้ไปใช้ขัดเกลาตนเองให้ถึงที่สุด นั่นแหละคือการตอบแทนข้าที่ดีที่สุดแล้ว”
เมิ่งฝานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงเข้มเคร่งขรึม “แต่ถ้าเจ้าปล่อยให้ต้นกำเนิดกระบี่เหล่านี้สูญเปล่าไปโดยไร้ประโยชน์ เมื่อนั้นแหละ ข้าถึงจะโกรธเจ้าจริง ๆ!”
หงชี่ก้มศีรษะลงต่ำอย่างเงียบงัน ภายในใจอัดอั้นด้วยความตื้นตันจนยากจะสรรหาคำพูดใดมาพรรณนา
ภายในส่วนลึกของดวงวิญญาณ หงชี่พลันบังเกิดความซาบซึ้งจนยากจะบรรยาย
ทว่าในความเป็นจริง ความตื้นตันของนางนั้นดูจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงอยู่บ้าง เพราะการแบ่งปันต้นกำเนิดกระบี่ในครั้งนี้ มิใช่ว่าเมิ่งฝานจะเต็มใจสละให้ด้วยเมตตาธรรมเสียทีเดียว แต่มันเป็นผลลัพธ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หลังจากที่กระบี่หงชี่หลอมรวมเป็นกระบี่บินประจำชีวิตของเขาแล้วต่างหาก
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ยามที่เมิ่งฝานสัมผัสได้ว่าต้นกำเนิดกระบี่รั่วไหลหายไป ในใจเขายังบังเกิดความตระหนกและขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย จนกระทั่งพบว่าพลังเหล่านั้นมิได้สูญเปล่า แต่กลับถูกกระบี่หงชี่และตัวนางดูดซับไปแทน เขาจึงได้ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกและสงบใจลงได้
อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์ชัดว่า ในใจของเมิ่งฝานนั้นให้ความสำคัญต่อกระบี่หงชี่และหงชี่มิใช่น้อยเลยทีเดียว!
“เอาล่ะ เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว เจ้าจงเร่งกลับไปย่อยสลายต้นกำเนิดกระบี่เหล่านั้นให้สิ้น แล้วตั้งมั่นฝึกปรือให้ดี” เมิ่งฝานเอ่ยกำชับหงชี่
หากยังคงรักษาจังหวะเช่นนี้ต่อไป คาดว่าอีกไม่นานกระบี่หงชี่ย่อมจะวิวัฒนาการไปสู่ระดับอาวุธวิเศษได้อย่างแน่นอน เพราะนับตั้งแต่กระบี่เล่มนี้กลายเป็นกระบี่ประจำชีวิตของเมิ่งฝาน มันมิเพียงได้รับอานิสงส์จากต้นกำเนิดกระบี่เท่านั้น แต่ยามใดที่ระดับบ่มเพาะของเมิ่งฝานก้าวหน้าขึ้น กระบี่หงชี่ย่อมได้รับการหล่อเลี้ยงและขัดเกลาไปพร้อมกันด้วย
สิ่งที่เมิ่งฝานกล่าวไว้ก่อนหน้านี้หามีสิ่งใดมุสาไม่ นับตั้งแต่ก้าวมาเป็นกระบี่ประจำชีวิตของเขา หงชี่ก็แทบจะนอนรอรับชัยชนะได้เลยทีเดียว!
สิ้นคำชักชวนของเมิ่งฝาน หงชี่ก็เลือนหายกลับเข้าไปสถิตภายในตัวกระบี่เพื่อฝึกปรือต่อ ส่วนเมิ่งฝานเองก็รวบรวมสมาธิจิต เข้าสู่ภวังค์แห่งการบ่มเพาะพลังเช่นกัน
เช้าตรู่วันถัดมา
เมิ่งฝานรุดหน้าไปยังชั้นสองของหอศาสตราเพื่อเข้าพบท่านผู้เฒ่าหลินตามธรรมเนียมปฏิบัติ วันนี้เขาตั้งใจจะกราบเรียนขออนุญาตท่านผู้เฒ่าหลิน เพื่อไปสัมผัสสำรวจศิลาจารึกเทพกระบี่ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากเอ่ยคำใด ท่านผู้เฒ่าหลินกลับเป็นฝ่ายแจ้งข่าวสำคัญแก่เขาก่อน
“ศิษย์เอ๋ย ในเมื่อเจ้าบรรลุถึงขอบเขตเทียนหยวนแล้ว เส้นทางการฝึกปรือนับจากนี้ย่อมแตกต่างไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง และความยากลำบากของมันก็สาหัสกว่าที่เจ้าเคยผ่านมานัก”
เพียงสิ้นประโยคเกริ่นนำของท่านผู้เฒ่าหลิน สีหน้าของเมิ่งฝานก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาทันที
เพราะเขารู้ดีว่าหากท่านผู้เฒ่าเปิดประเด็นด้วยถ้อยคำเช่นนี้ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปย่อมเป็นเรื่องคอขาดบาดตายหรือความลับสำคัญแห่งมรรคาอย่างไม่ต้องสงสัย
เมิ่งฝานหวนนึกถึงคราที่ตนยังติดอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ ในครั้งนั้นท่านผู้เฒ่าหลินก็พาเขาไปยังยอดเขาเทียนซิน จนทำให้เขาฉุดรั้งพละกำลังก้าวเข้าสู่ขอบเข็วรยุทธ์แท้จริงได้ในเวลาอันสั้น
ดูท่าแล้ว ท่านผู้เฒ่าหลินคงจะตระเตรียมหนทางลัด หรือบททดสอบอันหนักหน่วงสำหรับขอบเขตเทียนหยวนไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้วเป็นแน่