วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 135 หลินเจี้ยน อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 135 หลินเจี้ยน อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน
บทที่ 135 หลินเจี้ยน อัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน
แน่นอนว่าในบรรดาศิษย์ซู่ซันทั้งหมด คงมีเพียงเมิ่งฝานคนเดียวเท่านั้นที่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ ส่วนคนอื่น ๆ ย่อมตราหน้าว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวคอขาดบาดตาย
“ข้าเองก็รู้ว่าไม่ควรมีความคิดเช่นนี้ แต่มันอดใจไม่ไหวจริง ๆ ข้าตกหลุมรักอาจารย์ของข้า ตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้ากราบขอฝากตัวเป็นศิษย์ ข้าก็ห้ามใจไม่ให้รักนางไม่ได้แล้ว!”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าอับจนหนทาง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรวดร้าวลึก ๆ
การรักใครสักคนผิดด้วยหรือ? แล้วการรักคนที่ไม่ควรรักเล่า ถือเป็นความผิดมหันต์หรือไม่? เรื่องนี้ยากจะตัดสินให้กระจ่างชัดได้
เมิ่งฝานขี้เกียจจะถกเถียงเรื่องความรักกับเจ้าหมอนี่ เพราะมันเป็นเรื่องที่หาข้อสรุปไม่ได้ อีกอย่าง ตัวเขาเองก็มิได้มีความฝักใฝ่ในเรื่องรักใคร่สักเท่าไรนัก
ท้ายที่สุดแล้ว เขาคือคนที่มีดวงวิญญาณจากโลกมนุษย์ยุคปัจจุบันมาสถิตอยู่ในโลกนี้ได้เพียงปีเศษ ความคิดความอ่านส่วนใหญ่ยังคงยึดโยงกับค่านิยมจากโลกเดิม คนรุ่นเดียวกับเขาในโลกโน้นต่างเริ่มหวาดกลัวการแต่งงานกันทั้งนั้น
เพราะพวกเขาพบว่าคนที่แต่งงานไปแล้วรอบตัวหาความสุขได้ยากยิ่ง สู้เป็นโสดไม่สบายใจกว่าหรือ? ส่วนคำว่ารักแท้นั้น ในโลกเดิมแทบจะไม่มีใครหลงเหลือความเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว!
“ศิษย์พี่ท่านนี้ มีนามว่ากระไร?” เมิ่งฝานเป็นฝ่ายเอ่ยถามชื่อก่อน
เขารู้สึกว่าคนที่มีบุคลิกน่าสนใจเช่นนี้ ควรค่าแก่การทำความรู้จักไว้บ้าง แต่ก็จำกัดไว้เพียงแค่การรู้จักกันเท่านั้น
ชายหนุ่มรีบตอบกลับทันที “ข้าผู้น้อยนามว่าหลินเจี้ยน แล้วศิษย์น้องเล่าชื่อเรียงเสียงใด?”
ในสำนักซู่ซันแห่งนี้ ทันทีที่ใครได้ยินวีรกรรมของเขา ต่างก็พากันหนีห่างราวกับกลัวจะติดโรคระบาด มีเพียงเมิ่งฝานที่ไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่ยังเป็นฝ่ายถามชื่อเขาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
“เมิ่งฝาน” เขายิ้มพร้อมบอกชื่อออกไป
ที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตในสำนักอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอด เรื่องเดียวที่นับว่าสั่นสะเทือนที่สุดคือการสยบองค์หญิงแห่งราชวงศ์มหาอู๋และสังหารแม่ทัพผู้นั้น แต่เรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับ มีเพียงท่านผู้เฒ่าหลินและศิษย์พี่หลัวเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเปิดเผยนามจริง
หลินเจี้ยนทวนชื่อนั้นในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะมั่นใจว่าตนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
บรรดาศิษย์หลักหรือศิษย์สายในของซู่ซัน เขาอาจไม่รู้จักทุกคนแต่ก็ต้องเคยผ่านหูผ่านตาชื่อมาบ้าง แต่ชื่อเมิ่งฝานนี้กลับแปลกหูอย่างยิ่ง
เขาเหลือบมองเมิ่งฝานอีกครั้ง และยืนยันได้ว่าคนตรงหน้าอยู่ขอบเขตเทียนหยวนขั้นที่หนึ่ง ซึ่งระดับนี้ย่อมต้องเป็นศิษย์หลักแน่นอน เขาจึงเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา
“ศิษย์น้องเมิ่ง เจ้าสังกัดอยู่สายไหนกัน? ไฉนข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อยอดคนเช่นเจ้าในสำนักเลย?” หลินเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะถาม
“ข้าเป็นศิษย์เฝ้าหอศาสตรา ปกติไม่ค่อยได้ปรากฏตัว ศิษย์พี่หลินไม่เคยได้ยินชื่อข้ายย่อมเป็นเรื่องปกติ” เมิ่งฝานตอบปัดไปอย่างไม่ใส่ใจ
ศิษย์หอศาสตรา?
เมื่อได้ยินคำนี้ หลินเจี้ยนพลันบังเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาทันที
เป็นที่รู้กันทั่วว่า ‘ศิษย์เฝ้ากระบี่’ ในหอศาสตรานั้นเปรียบเสมือนเบี้ยล่างที่ถูกใช้แล้วทิ้ง น้อยคนนักจะมีจุดจบที่ดี หากพอมีฝีมืออยู่บ้างย่อมไม่มีใครยอมไปรับหน้าที่นั้น เพราะมันทั้งหนักหนาและเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
มีข่าวลือว่าศิษย์เฝ้ากระบี่น้อยคนนักจะทนได้เกินหนึ่งปี หากไม่ตายตกไปก่อน ก็มักจะแบกรับแรงกดดันไม่ไหวจนถูกขับออกจากสำนัก แต่ในความตายย่อมแฝงวาสนา หากใครสามารถเอาตัวรอดจากหอศาสตราได้ ผู้นั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าศิษย์ทั่วไปหลายขุม!
อย่างเช่นเมิ่งฝานที่สามารถฝึกตนจนถึงขอบเขตเทียนหยวนได้ท่ามกลางกลิ่นอายกระบี่ในหอศาสตรา ย่อมมิใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่
ครู่ต่อมา เมิ่งฝานเอ่ยลา “ศิษย์พี่หลิน ข้าขอตัวก่อน มีโอกาสค่อยคุยกันใหม่”
เขาไม่คิดจะรั้งอยู่สนทนานานนัก แค่รู้จักพอสังเขปก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เมิ่งฝานหันหลังเดินออกจากป่ารกชัฏนั้นไปโดยไม่ลังเล
หลินเจี้ยนมองตามด้วยความฉงน พลางคิดในใจว่า ‘เจ้ามาที่นี่เพื่อรับโทษทัณฑ์สำนึกผิด แล้วเจ้าจะเดินไปไหนได้?’
เขาเดินตามเมิ่งฝานไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ทว่ายังไม่ทันพ้นเขตอาคมศิลาพันชั่ง ก็ถูกชายชราผู้หนึ่งขวางทางไว้
“รับโทษกักบริเวณก็จงอยู่แต่ในที่ของเจ้า เวลาไปยังไม่ถึง เจ้าคิดจะไปไหน?” ชายชราจ้องเขม็งไปยังหลินเจี้ยนด้วยน้ำเสียงเย็นชาและท่าทางไม่เป็นมิตร
เขาพอจะรู้กิตติศัพท์ของเจ้าหนุ่มหลินเจี้ยนคนนี้อยู่บ้าง จึงไม่มีทางที่จะมีไมตรีจิตด้วย
หลินเจี้ยนชี้ไปทางแผ่นหลังของเมิ่งฝานด้วยความสับสน “เขายังออกไปได้ แล้วทำไมข้าจะออกไปไม่ได้?”
ชายชราตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “เขาไม่ได้มาที่หน้าผาสิกขาเพื่อรับโทษกักบริเวณ ย่อมจะมาเมื่อไหร่หรือไปเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจปรารถนา!”
ได้ยินเช่นนั้น หลินเจี้ยนก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรู้สึกพิลึกพิลั่น
เมิ่งฝานคนนี้… ไม่ได้มาเพื่อรับโทษสำนึกผิดหรอกรึ? แล้วเขาจะมาที่นี่ทำไม มาเดินเล่นในสวนหลังบ้านหรือไง ใครมันจะสติเฟื่องมาหาเรื่องทรมานตัวเองเล่นในที่แบบนี้กัน?
หลินเจี้ยนมองตามหลังเมิ่งฝานไปพลางรู้สึกว่า ศิษย์น้องคนใหม่ที่เขาเพิ่งรู้จักคนนี้ ช่างมีบุคลิกที่น่าสนใจเสียจริง
“รีบกลับไปซะ!” ชายชราตวาดใส่ด้วยความรำคาญ
หลินเจี้ยนเหลือบมองตาขวางพลางบ่นอุบ “กลับก็กลับสิ จะตะโกนทำไม? ถ้าข้าโมโหขึ้นมา จะชกให้คว่ำสักหมัด แล้วให้ที่นี่เปลี่ยนตัวผู้ดูแลคนใหม่เสียเลย!”
ชายชราเม้มปากแน่น ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป
เขา ‘ขยาด’ เสียแล้ว! แม้เขาจะมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ดูแล แต่ในแง่ของวรยุทธ์ เขากลับสู้ศิษย์อย่างหลินเจี้ยนไม่ได้จริง ๆ ก่อนหน้านี้มีผู้ดูแลหลายคนถูกหลินเจี้ยนซ้อมจนบาดเจ็บต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้าน
ความจริงแล้ว ความผิดของหลินเจี้ยนมิได้มีเพียงการสารภาพรักต่ออาจารย์เท่านั้น แต่เขายังเคยก่อเรื่องที่อุกอาจยิ่งกว่า หากเป็นสถานการณ์ปกติ เขาควรจะถูกขับออกจากสำนักไปนานแล้ว
ทว่าชายหนุ่มผู้นี้ ‘อัจฉริยะ’ เกินไป สำนักซู่ซันทำใจทิ้งเพชรในตมก้อนนี้ไม่ลง จึงได้แต่ส่งมากักบริเวณที่หน้าผาสิกขาแห่งนี้
เอาแค่ความสามารถที่อยู่ในขอบเขตเทียนหยวน แต่สามารถไล่ถลุงผู้ดูแลระดับหนิงตัน ได้หลายครั้งหลายครา ก็นับว่าหลินเจี้ยนคือตัวอันตรายเพียงหนึ่งเดียวในซู่ซันแล้ว พรสวรรค์ระดับปิศาจเช่นนี้ ใครจะกล้าไล่ออก?
ในการประลองกระบี่ซู่ซานครั้งที่ผ่านมา หากหลินเจี้ยนมิได้ถูกกักบริเวณอยู่ที่นี่ คงไม่มีที่ว่างให้เจียงผ่อเยว่แห่งสำนักคุนหลุนมาสร้างชื่อเสียงได้หรอก ถึงแม้เจียงผ่อเยว่จะทะลวงระดับหนิงตันไปแล้ว แต่หากหลินเจี้ยนลงมือ เจียงผ่อเยว่ก็ต้องคุกเข่าพ่ายแพ้อยู่ดี!
ดูเหมือนว่ายิ่งเป็นยอดคน ก็ยิ่งหัวรั้นและฝึกยาก นี่คงเป็นสัจธรรมที่ยากจะสั่นคลอน
ทางด้านเมิ่งฝานที่จากมาแล้ว มิได้ล่วงรู้เลยว่าศิษย์พี่สุดประหลาดที่เขาเพิ่งรู้จัก แท้จริงคือยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ เป็นทายาทผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของซู่ซันต่อจากกวงเทียนโหยว
หากไร้ซึ่งฝีมือที่แท้จริง ใครจะกล้าตกหลุมรักอาจารย์ของตนเอง? การจะกระทำการอันแหกคอกได้ ย่อมต้องมีพละกำลังที่มหาศาลพอจะแบกรับความผิดนั้นไว้ได้เช่นกัน
เมื่อกลับถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานไม่มีภารกิจอื่นใดจึงเริ่มเข้าสู่การฝึกตนทันที
ในเมื่อฤทธิ์ยาจากบัววิเศษในกายถูกดูดซับจนหมดสิ้น เขาจึงหยิบกลีบบัวออกมากลืนลงไปอีกหนึ่งกลีบ
เสี่ยวชิงม้วนตัวอยู่บนพื้น มองดูเมิ่งฝานด้วยแววตาอิจฉาสุดกำลัง ก่อนหน้านี้มันชอบไปขดตัวบนเตียง แต่ถูกเมิ่งฝานเตะลงมาอย่างไม่ใยดี
ถึงแม้เสี่ยวชิงจะมีพลังปิศาจคุ้มกายจนตัวสะอาดหมดจด แต่เมิ่งฝานก็ยังทำใจยอมรับให้มันขึ้นมาบนเตียงไม่ได้อยู่ดี
เมิ่งฝานชำเลืองมองมันพลางเอ่ย “เอาเวลาที่มานั่งอิจฉาข้า ไปตั้งใจฝึกฝนเสียดีกว่า!”
“ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าถ้าเจ้าทะลวงถึงขอบเขตอสูรใหญ่ ได้เมื่อไหร่ ข้าจะตบรางวัลให้เจ้าอีกหนึ่งกลีบ”
“ว่าแต่เจ้าเถอะ สรุปแล้วต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ถึงจะก้าวข้ามไปสู่ขั้นอสูรใหญ่ได้เสียที?”