วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 137 ปรมาจารย์แห่งสำนักซู่ซัน ‘หลินจิงหง’
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 137 ปรมาจารย์แห่งสำนักซู่ซัน ‘หลินจิงหง’
บทที่ 137 ปรมาจารย์แห่งสำนักซู่ซัน ‘หลินจิงหง’
หยั่งรู้รวดเดียวสิบวันสิบคืนเชียวหรือ?
เมื่อได้ยินคำยืนยันของเมิ่งฝาน ท่านผู้เฒ่าหลินก็บังเกิดความประหลาดใจจนยากจะเก็บงำ
ในมุมมองของท่าน ท่านมิอาจเข้าใจได้เลยว่าเมิ่งฝานกำลังวางแผนอันใดอยู่ การจมดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งการหยั่งรู้นานต่อเนื่องถึงสิบวันสิบคืน ร่างกายและจิตวิญญาณจะแบกรับภาระที่หนักอึ้งขนาดนั้นไหวจริงหรือ และที่สำคัญที่สุด ปุถุชนทั่วไปจะสามารถคงสภาวะสมาธิที่ล้ำลึกขนาดนั้นได้นานเพียงนั้นเชียวหรือ?
ทว่า เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานใช้เวลาเตรียมตัวมาอย่างยาวนานก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก ท่านจึงเลือกที่จะวางความกังขาลงแล้วมอบความเชื่อมั่นให้แก่ศิษย์รัก
สิ่งที่ท่านทำมิได้ สิ่งที่ท่านมิอาจหยั่งถึง… บางทีศิษย์ผู้นี้อาจสร้างปาฏิหาริย์ให้เป็นจริงได้
สำหรับเมิ่งฝานแล้ว ท่านผู้เฒ่าหลินมิเคยคลางแคลงใจในตัวเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว!
“ตกลง ในเมื่อเจ้าเตรียมใจมาพร้อมสรรพ อาจารย์ย่อมมิขัดศรัทธา บัดนี้ข้าจะพาเจ้ามุ่งหน้าไปยังวิหารเทพกระบี่ด้วยตนเอง” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยโดยไร้ซึ่งความลังเล
การเข้าถึงศิลาจารึกเทพกระบี่เป็นเวลาสิบวันสิบคืนนั้น แม้แต่ด้วยบารมีและสายสัมพันธ์อันกว้างขวางของท่านผู้เฒ่าหลิน ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นหินวิญญาณเกือบห้าพันก้อน
ทว่าท่านกลับยินดีจะสละมันเพื่อศิษย์ผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของท่านอย่างเต็มใจ ท่านเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นคุ้มค่าเกินกว่าหินวิญญาณพวกนี้เป็นไหน ๆ
ครู่ต่อมา ท่านผู้เฒ่าหลินก็นำพาเมิ่งฝานทะยานออกจากหอศาสตรา มุ่งตรงไปยังวิหารเทพกระบี่ ทว่าในขณะที่ยังเหลือระยะห่างจากหอขังอสูรอีกพอสมควร ท่านผู้เฒ่าหลินกลับหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
“อาจารย์ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความฉงน เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าหลินยืนนิ่งประดุจรูปสลัก ใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ท่านผู้เฒ่าหลินมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด สายตาจดจ้องไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา สีหน้าของท่านมิใช่เพียงแค่ความเคร่งเครียด ทว่าในแววตานั้นกลับซ่อนเร้นความหวาดระแวง หรือหากจะกล่าวให้ตรงกว่านั้น มันคือความตื่นตระหนกที่ปนเปไปด้วยความหวาดหวั่น
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น ในใจบังเกิดความตระหนกยิ่งนัก เขาไม่เคยเห็นท่านผู้เฒ่าหลินสำแดงท่าทีที่เสียอาการถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
เขาจึงกวาดสายตามองตามทิศทางที่อาจารย์จ้องมองไปเบื้องหน้า
เบื้องหน้านั้นคือหอขังอสูร
และที่หน้าประตูชั้นหนึ่งของหอขังอสูร กลับมีร่างของคนสองร่างยืนหยัดอยู่
คนทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันอย่างเงียบงัน เมิ่งฝานกวาดตามองอย่างถ้วนถี่ทว่ากลับมิจดจำคนทั้งคู่ได้เลยแม้แต่คนเดียว
มิต้องสงสัยเลยว่า ท่าทีที่สั่นคลอนของท่านผู้เฒ่าหลินย่อมต้องมีต้นเหตุมาจากคนคนหนึ่งในที่นั้น หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะพลังอำนาจของทั้งคู่รวมกัน
การที่คนสองคนสามารถยืนเผชิญหน้ากันได้อย่างทัดเทียมเช่นนี้ ย่อมพิสูจน์ได้ว่าทั้งคู่คือยอดคนที่สถิตอยู่ในระดับสูงสุดที่ยากจะหยั่งถึง!
“ท่านอาจารย์ ยอดคนสองท่านนั้นคือใครกันหรือขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามซ้ำด้วยความกระหายรู้
การที่ยอดฝีมือผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนเช่นท่านผู้เฒ่าหลิน ถึงกับหลุดสีหน้าและแสดงความหวั่นเกรงออกมาถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์ชัดว่า พลังตบะของคนทั้งคู่นั้นอยู่เหนือกว่าท่านอาจารย์ไปไกลโพ้น
แม้เมิ่งฝานจะมิทราบว่าแท้จริงแล้วท่านผู้เฒ่าหลินมีระดับพลังที่แท้จริงอยู่ที่ขอบเขตใด แต่ในสำนักกระบี่ซู่ซันอันกว้างใหญ่ ท่านอาจารย์ย่อมต้องมีชื่อเสียงและตำแหน่งที่มิธรรมดาอย่างแน่นอน หากแม้แต่ท่านยังสั่นคลอน เช่นนั้นยอดคนเบื้องหน้าย่อมมิใช่ปุถุชนนิรนามเป็นแน่
ท่านผู้เฒ่าหลินค่อย ๆ ละสายตากลับมา แววตานั้นยังคงเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เห็นได้ชัดว่าภายในใจยังมิอาจสงบระงับลงได้ง่าย ๆ ท่านสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะผ่อนออกมาอย่างช้า ๆ แล้วหันมากล่าวกับศิษย์รักด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ลูกศิษย์เอ๋ย เจ้ามาพำนักอยู่ที่ซู่ซันก็นานโข ทว่ายังมิเคยมีวาสนาได้พบหน้าท่านจ้าวสำนักเลยใช่ไหม? วันนี้ล่ะที่เจ้าจะได้ประจักษ์แก่สายตา!”
จ้าวสำนัก?
เมิ่งฝานนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาพลันเบิกกว้างด้วยความโหยหาพลางจับจ้องไปยังสองเงาร่างที่ยืนเด่นตระหง่านหน้าหอขังอสูรอีกครั้ง
คำพูดของท่านอาจารย์ย่อมหมายความว่า หนึ่งในสองคนนั้นก็คือประมุขผู้เกรียงไกรแห่งสำนักกระบี่ซู่ซัน… หลินจิงหง!
จ้าวสำนักซู่ซัน หลินจิงหงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับประหนึ่งมังกรที่ซ่อนกายในมวลเมฆ ศิษย์ในสำนักน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เข้าพบ ท่านแทบมิเคยปรากฏกายให้เห็นและมิเคยลงมาข้องแวะกับกิจการน้อยใหญ่ของสำนักเลยแม้แต่น้อย ภาระหน้าที่ทั้งหมดในที่แจ้งล้วนตกอยู่ในความดูแลของเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสิ้น
เมิ่งฝานบังเกิดความตื่นเต้นจนหัวใจพองโต ใครจะคาดคิดว่าการเดินทางไปวิหารเทพกระบี่ในวันนี้ จะทำให้เขาได้พบกับจ้าวสำนักผู้ลึกลับราวกับภูตผีตนนี้เข้า
ทว่าเพียงชั่วอึดใจ ความตื่นเต้นบนใบหน้าของเขาก็พลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียดหนักอึ้ง เมื่อเขานึกถึงข่าวสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
มินานมานี้ ศิษย์พี่จินเคยแจ้งข่าวแก่เขาว่าหลี่ฟานเฉิน จ้าวสำนักมารกุ้ยหวางจง มีเจตจำนงจะบุกขึ้นเขาซู่ซันเพื่อชิงกระบี่เลือดวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ในหอขังอสูร
ในใต้หล้านี้ คนที่สามารถบีบให้จ้าวสำนักซู่ซันต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเองถึงหน้าหอขังอสูรได้ ย่อมมีเพียงจ้าวสำนักมาร หลี่ฟานเฉิน เท่านั้น!
เมิ่งฝานแทบมิกล้าฝันเลยว่า ในวันที่เขาตั้งใจจะไปซึมซับเจตจำนงจากศิลาจารึกเทพกระบี่ เขาจะบังเอิญมาติดอยู่ท่ามกลางการเผชิญหน้าของสองยักษ์ใหญ่ที่สั่นสะเทือนปฐพีถึงเพียงนี้
จ้าวสำนักกระบี่ซู่ซัน หลินจิงหง!
จ้าวสำนักมารกุ้ยหวางจง หลี่ฟานเฉิน!
ยอดคนทั้งสองท่านนี้เปรียบได้กับผู้ยิ่งใหญ่อันดับต้น ๆ ของแผ่นดิน ในยุคสมัยที่เหล่านามเซียนเร้นกายไปจากโลก พวกท่านคือกลุ่มผู้ทรงพลังสูงสุดในโลกมนุษย์ แม้จะมิกล้าอ้างว่าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า แต่ก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อมพอที่จะท้าชิงตำแหน่งนั้นอย่างเต็มภาคภูมิ…
นี่คือขีดสุดของมรรคาที่ปุถุชนจะไปถึง!
เมิ่งฝานสัมผัสได้ว่าเลือดในกายเริ่มเดือดพล่านด้วยความระทึกใจ การได้เห็นบุคคลระดับนี้ประลองยุทธ์กันด้วยตาตนเอง คือวาสนาที่หาได้ยากยิ่งกว่าการพบพานในรอบร้อยปี
“อาจารย์ ท่านคิดว่าจ้าวสำนักมารผู้นี้ จะเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับท่านจ้าวสำนักของพวกเราหรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
การได้ชมการต่อสู้ที่สั่นสะเทือนฟ้าดินโดยมิต้องกังวลถึงภัยพิบัติที่จะตามมา ย่อมเป็นความปรารถนาลึก ๆ ของมนุษย์มาแต่โบราณกาล แม้เมิ่งฝานจะเป็นศิษย์ของซู่ซัน ทว่าสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่าความกังวล เพราะมหกรรมความสนุกระดับร้อยปีมีครั้งเช่นนี้
หากพลาดไป… คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!
ท่านผู้เฒ่าหลินปรายตามองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจพลางเอ่ยว่า
“เจ้าเด็กน้อย สายตาเจ้าไม่เลวนัก ถึงกับคาดเดาได้ว่านั่นคือเจ้าสำนักมารกุ้ยหวางจง”
เมิ่งฝานยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความเกรงใจก่อนตอบว่า “ก่อนหน้านี้ศิษย์เคยได้ยินศิษย์พี่จินแห่งหอพระไตรปิฎกเปรยให้ฟังว่า เจ้าสำนักมารผู้นี้หมายตา ‘กระบี่เสวียนหยิน’ ในหอขังอสูร และในเมื่อเรื่องนี้สั่นสะเทือนจนท่านจ้าวสำนักต้องออกมารับมือด้วยตนเอง ผู้นั้นย่อมมิมิใช่ใครอื่นนอกจากหลี่ฟานเฉินแน่นอนขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าหลินพยักหน้าพลางกล่าวต่อ “ถูกต้อง ผู้นี้คือหลี่ฟานเฉิน จอมมารผู้เลื่องชื่อด้านความเหี้ยมโหดอำมหิตไปทั่วทั้งแผ่นดิน ส่วนคำถามที่ว่าเขากับท่านจ้าวสำนักใครจะเหนือกว่าใครนั้น เรื่องนี้ข้าเองก็มิอาจหยั่งรู้ได้ จึงมิกล้าตัดสินใจโดยพลการ”
ท่านผู้เฒ่าหลินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าคำพูดเมื่อครู่ดูจะบั่นทอนบารมีสำนักเกินไป จึงรีบกระแอมไอแล้วแก้ไขทันควัน
“แต่ข้ามั่นใจว่าท่านจ้าวสำนักย่อมต้องเป็นฝ่ายกำชัยชนะแน่นอน เพราะธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ!”
เห็นได้ชัดว่าประโยคแรกคือความสัตย์จริงจากใจ ส่วนประโยคหลังเป็นเพียงการกู้หน้าตามมารยาท ในฐานะคนของซู่ซัน อย่างน้อยต่อหน้าสาธารณชนย่อมต้องเชื่อมั่นว่าผู้นำของตนเก่งกาจที่สุด
“ศิษย์ก็คิดเห็นเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ขอรับ! เจ้าสำนักกุ้ยหวางจงผู้นั้นย่อมมิใช่คู่มือของท่านจ้าวสำนักเรา แค่ดูจากสง่าราศีก็น่าจะรู้ผลแล้ว ท่านจ้าวสำนักของพวกเราสวมชุดขาวสะอาดดุจหิมะ ดูสง่างามราวกับเซียนที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ จะเอาอะไรไปเปรียบกับจอมมารนั่นที่สวมชุดดำทะมึน แฝงไปด้วยกลิ่นอายหม่นหมองอึดอัดเช่นนั้นได้?”
เมิ่งฝานรีบรับลูกจากท่านอาจารย์ทันที เพื่อแสดงจุดยืนอันมั่นคงและจิตสำนึกอันแรงกล้าที่ศิษย์ซู่ซันพึงมี
ทว่าเมื่อท่านผู้เฒ่าหลินได้ยินเช่นนั้น กลับขมวดคิ้วจ้องมองศิษย์รักด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง
“วันหน้าหากเจ้าไม่รู้อะไร ก็จงสงบปากสงบคำไว้เสียเถิด คนที่สวมชุดดำนั่นแหละคือท่านจ้าวสำนักซู่ซันของเรา ส่วนไอ้คนชุดขาวนั่นน่ะคือเจ้าสำนักมารหลี่ฟานเฉิน!”
เมิ่งฝานถึงกับยืนเซ่อ ยืนนิ่งงันดุจไก่ตาแตกทันที
นี่มัน… อะไรกันเนี่ย!
หน้าหอขังอสูรที่เคร่งขรึม บุรุษในชุดขาวผู้นั้นดูสง่างามดั่งเทพบุตรเปี่ยมด้วยราศีอันสูงส่ง เมิ่งฝานจึงปักใจเชื่อไปตามสัญชาตญาณว่านั่นคือตัวแทนแห่งความถูกต้องจากซู่ซัน ส่วนบุรุษชุดดำกลับดูซึมเซาหม่นหมอง มองปราดเดียวก็เหมือนพวกดาวร้ายชัด ๆ
ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเช่นนี้ จะโทษว่าเมิ่งฝานตาถั่วก็ดูจะใจร้ายเกินไปนัก คงต้องโทษที่ทั้งท่านจ้าวสำนักซู่ซันและจอมสำนักมาร ต่างก็เป็นยอดคนที่ ‘ไม่เล่นตามบท’ เอาเสียเลย
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์อันแสนกระอักกระอ่วง เมิ่งฝานจึงรีบพยายาม “เยียวยา” หน้าแตกของตนเองอย่างสุดกำลัง
“เอ่อ… หากมองให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกที ท่านจ้าวสำนักในชุดดำช่างดูสุขุมนุ่มลึกปานมหาสมุทร ท่าทางที่เรียบเฉยนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือแล้ว! ส่วนเจ้าสำนักมารนั่น… สวมชุดขาวโอ้อวดฉูดฉาดเกินพิกัด ท่าดีทีเหลวแท้ ๆ ดูอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อกรของท่านจ้าวสำนักเราได้แน่นอนขอรับ!”