วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 140 ท่วงท่ากระบี่อันเหนือโลก หนึ่งกระบี่สั่นสะเทือนนภา
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 140 ท่วงท่ากระบี่อันเหนือโลก หนึ่งกระบี่สั่นสะเทือนนภา
บทที่ 140 ท่วงท่ากระบี่อันเหนือโลก หนึ่งกระบี่สั่นสะเทือนนภา
เมิ่งฝานเผยรอยยิ้มแห่งความระทึกใจออกมาอย่างปิดไม่มิด สายตาของเขาจับจ้องไปยังศาสตราในมือของหลี่ฟานเฉินโดยมิยอมกะพริบตาแม้เพียงเสี้ยววินาที
หากมิมีสิ่งใดผิดแผกไปจากที่คาดการณ์ไว้ กระบี่เล่มนั้นย่อมต้องเป็นศาสตราเทวะกระบี่เทพที่เลื่องชื่อ เพราะมีเพียงศาสตราในระดับนี้เท่านั้น จึงจะคู่ควรกับฐานะเจ้าสำนักกุ้ยหวางจงผู้เกรียงไกรเช่นหลี่ฟานเฉิน
ทันทีที่หลี่ฟานเฉินชักกระบี่ออก หลินจิงหงก็เคลื่อนไหวเช่นกัน ในฐานะเจ้าสำนักกระบี่ซู่ซันอันเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า หากหลินจิงหงมิใช้ศาสตราเทพเข้าสัประยุทธ์ นั่นย่อมมิต่างจากการตบหน้าเกียรติภูมิของซู่ซันเอง
ความจริงแล้ว สำนักกระบี่ซู่ซันมิเคยขาดแคลนยอดศาสตรา แม้สำนักกระบี่อู๋จี๋และสำนักกระบี่คุนหลุนจะรวมขุมกำลังกระบี่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็ยังมิอาจเทียบเคียงคลังอายุกว่าหมื่นปีของซู่ซันได้ และกระบี่ในมือของหลินจิงหงนั้น คือศาสตราเทพที่แท้จริง
นั่นคือ กระบี่เจ็ดดาว ศาสตราคู่บารมีที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของเจ้าสำนักซู่ซัน!
หากกล่าวถึงเกียรติประวัติ นามของกระบี่เจ็ดดาวแห่งซู่ซันนั้นขจรขจายยิ่งกว่ากระบี่ปราบอสูรหรือแม้แต่กระบี่ฝูซีเสียอีก เหตุเพราะกระบี่ทั้งสองอย่างหลังนั้นเป็นศาสตราจำพรรษาที่แท้จริง มักถูกเก็บรักษาไว้ลึกสุดและแทบมิเคยถูกนำออกมาใช้งาน
ทว่ากระบี่เจ็ดดาวนั้นต่างออกไป เจ้าสำนักซู่ซันทุกรุ่นล้วนเคยใช้มันกวัดแกว่งสังหารปิศาจและพิชิตมวลอสูร จนชื่อเสียงของมันถูกจารึกไว้ด้วยเลือดและชัยชนะอันเป็นตำนาน!
หลินจิงหงดีดนิ้วแผ่วเบา กระบี่เจ็ดดาวก็พลันหลุดออกจากฝัก
วูบ!
รัศมีกระบี่อันเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะยานออกมาสั่นสะเทือนขวัญผู้คน สาดส่องแสงเรืองรองไปทั่วทั้งหอขังอสูร ทว่าสำหรับยอดคนระดับหลินจิงหงและหลี่ฟานเฉิน แสงออร่าเหล่านี้เป็นเพียงการสำแดงบารมีเบื้องต้นเท่านั้น มิได้แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่แท้จริง
“หลี่ฟานเฉิน ในเมื่อเจ้ามิยอมรับความพ่ายแพ้ เช่นนั้นก็จงรับกระบี่นี้จากข้าอีกสักหนึ่งกระบี่ หากเจ้าสามารถต้านทานมันได้ ข้าจะมิก้าวก่ายเรื่องที่เจ้าจะนำกระบี่เลือดวิญญาณไปอีก!”
หลินจิงหงถือกระบี่เจ็ดดาวชี้ตรงไปยังเบื้องหน้า แม้จะเผชิญหน้ากับจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เพียงใด น้ำเสียงของเขาก็ยังคงราบเรียบเย็นชา แฝงไปด้วยท่าทีอันสูงส่งเหนือโลก
นี่คือบารมีของผู้ปกครองสำนักกระบี่ซู่ซัน หรือนามที่โลกยกย่องว่า ‘สำนักกระบี่อมตะแห่งซู่ซัน’ อย่างแท้จริง
เพียงคำว่าอมตะที่ประดับอยู่ในนามสำนัก ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สั่นสะเทือนโลกมนุษย์ของสำนักกระบี่ซู่ซัน และในฐานะประมุขผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ หลินจิงหง ย่อมมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะถือตัวหยิ่งทะนงเหนือผู้ใดในใต้หล้า
ทว่า หลี่ฟานเฉิน กลับมิคิดเช่นนั้น แม้เขาจะมีพรรษาเยาว์กว่าหลินจิงหงถึงยี่สิบปี แต่เขากลับเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเองคือ คลื่นลูกใหม่ที่จะโถมซัดเข้าหาหาดทราย เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งตนจะบดขยี้หลินจิงหงให้ดับดิ้นลง ณ ชายฝั่งแห่งกาลเวลา
แน่นอนว่า… วันนั้นย่อมมิใช่วันนี้!
เป้าหมายของหลี่ฟานเฉินในวันนี้ มีเพียงการนำกระบี่เลือดวิญญาณกลับไป เพื่อขัดเกลาคัมภีร์โลหิตไร้ขอบเขตให้บรรลุสภาวะสมบูรณ์ เมื่อนั้นเขาจึงจะมั่นใจว่าตนเองมีพลังเพียงพอที่จะสังหารหลินจิงหงได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นในยามนี้เขาจึงจำต้องเก็บงำความลำพองไว้ภายใต้ท่าทีที่เคร่งขรึม
หลี่ฟานเฉินจ้องมองหลินจิงหงด้วยแววตาเย็นเยือกพลางเค้นเสียงกล่าวว่า
“อย่าว่าแต่เพียงหนึ่งกระบี่เลย ต่อให้ท่านวาดกระบี่นับสิบหรือนับร้อย ก็หาได้ทำอันตรายระคายผิวข้าได้ไม่”
แม้ปากจะพรั่งพรูวาจาสามหาว ทว่าในความเป็นจริงหลี่ฟานเฉินกลับระแวดระวังหลินจิงหงถึงขีดสุด เขาตระหนักดีว่าเงื่อนไขเดียวที่จะคว้าชัยเหนือบุรุษผู้นี้ได้ คือเขาต้องครอบครองกระบี่มารเล่มนั้นเสียก่อน
หลินจิงหงยังคงมีแววตาที่สงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก ทว่าภายในความเย็นชานั้นกลับแฝงไปด้วยความทะนงอันสูงส่ง
“รับกระบี่นี้จากข้าให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาอวดดี!”
สิ้นคำ กระบี่เจ็ดดาวในมือก็พุ่งทะยานออกจากฝ่ามือราวกับมังกรถลาลม แสงกระบี่สาดประกายไหลลื่นประดุจหมู่เมฆคล้อย ก่อนจะแปรสภาพอย่างฉับพลันกลายเป็นร่างอวตารที่พร่าเลือนทว่าทรงพลัง
วิชากระบี่ซู่ซัน ‘เทียนเจี้ยน (กระบี่นภา)’
นี่คือสุดยอดวิถีที่ใช้กายเนื้อกลั่นเป็นเจตจำนงกระบี่ หลอมรวมคนและศาสตราให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อขับเคลื่อนพลังอำนาจแห่งฟ้าดิน ยามที่พลังกระบี่พุ่งพล่าน มันจะก่อร่างเป็นอาณาจักรแห่งศาสตราที่ผสานเข้ากับธรรมชาติอย่างไร้รอยต่อ พลังอำนาจนั้นยากเกินจะพรรณนาได้
วิชานี้ถือเป็นบทเรียนที่มีเกณฑ์การฝึกฝนสูงส่งที่สุดในซู่ซัน เพราะมีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขต “อาณาจักรกระบี่” เท่านั้นจึงจะสามารถเริ่มฝึกปรือได้ หากมิได้รับอนุญาตให้ใช้ท่าที่ร้ายกาจที่สุดอย่าง ‘เจี้ยนเสิน (เทพกระบี่)’ ท่า ‘เทียนเจี้ยน (กระบี่นภา)’ นี้ย่อมเป็นยอดสูงสุดที่มิต้องสงสัย!
กระบี่เจ็ดดาวที่หลินจิงหงสะบัดออกไป บัดนี้มิต่างจากเทพเจ้าแห่งศาสตราที่จุติลงมา สร้างอาณาจักรกระบี่ขึ้นมาด้วยตนเอง ครอบคลุมพื้นที่ชั้นหนึ่งของหอขังอสูรทั้งหมดจนไร้ทางหนี ในขณะเดียวกัน หลินจิงหงก็วาดนิ้วร่ายอาคมอีกบทหนึ่งพ่วงตามไป
‘ว่านเจี้ยนเจวี๋ย (เคล็ดหมื่นกระบี่)’
เมื่อพลังจากเทียนเจี้ยนสอดประสานเข้ากับว่านเจี้ยนเจวี๋ย อานุภาพของมันก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบไม่ด้อยไปกว่าวิชาเทพกระบี่แม้แต่น้อย
ทว่าในสายตาของหลี่ฟานเฉิน เขารู้สึกถึงความอัปยศที่ถูกมองข้าม เพราะหลินจิงหงยังมิยอมใช้ท่าไม้ตายก้นหีบอย่างเจี้ยนเสิน มาตัดสินกับเขาโดยตรง แต่กลับเลือกใช้เพียงท่าพื้นฐานชั้นสูงเพื่อรับมือ
“หลินจิงหง! ในเมื่อประลองกันถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังคิดจะออมมือและซ่อนเร้นฝีมือไว้อีกรึ นี่มันช่างน่าขันสิ้นดี!” หลี่ฟานเฉินคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล
ในสายตาของเขา การที่หลินจิงหงมยอมงัดเอาวิชาเจี้ยนเสินที่ทรงพลังที่สุดออกมาต่อสู้นั้น ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติของเขาอย่างรุนแรง และในความเป็นจริง มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ!
ในวินาทีถัดมาหลี่ฟานเฉินระเบิดโทสะออกมาจนถึงขีดสุด กระบี่ในมือแปรเปลี่ยนเป็นรัศมีสีเลือดสาดซัดข้ามขอบฟ้าจนบดบังทัศนียภาพทั้งหมด แม้เขาจะรู้ดีว่าหลินจิงหง ยังมิได้ออกกระบวนท่าเต็มกำลัง ทว่าเขาก็มิคิดจะรั้งมือแม้เพียงกึ่งส่วน เขาปรารถนาจะสั่งสอนบทเรียนอันแสนเจ็บปวดให้แก่เจ้าสำนักซู่ซันผู้ถือดีผู้นี้
‘กระบี่เดียวเบิกนภา’
กระบวนท่านี้คือยอดวิชาสูงสุดของนิกายกุ้ยหวาง มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงทัดเทียมกับวิชา ‘เจี้ยนเสิน (เทพกระบี่)’ ของสำนักซู่ซันอย่างไร้ข้อกังขา
บนยอดสูงสุดของหอขังอสูร เมิ่งฝานในยามนี้หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกจากอก เหงื่อกาฬไหลชโลมทั่วร่างประดุจอาบน้ำ ยามที่หลินจิงหงสำแดงวิชา ‘เทียนเจี้ยน (กระบี่นภา)’ ออกมา พรสวรรค์วิถีกระบี่บรรลุเทพ ภายในกายของเมิ่งฝานก็พลันตื่นตัวและทำงานขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ชั่วพริบตา ความลึกลับซับซ้อนและวิถีแห่งเต๋าอันประเสริฐนับหมื่นประการพรั่งพรูเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของเขาดุจน้ำป่าไหลหลาก เมิ่งฝานพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจดจำและซึมซับเจตจำนงของกระบวนท่านี้
แม้เขาจะมิเคยเห็นการร่ายรำท่านี้มาก่อน ทว่านามของมันที่เล่าขานกันมานานนับศตวรรษในฐานะหนึ่งในสามสุดยอดวิชากระบี่แห่งซู่ซัน ก็ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่าตนกำลังเผชิญกับวาสนาครั้งใหญ่
ต่อมา เมื่อหลินจิงหงร่ายเวท ‘ว่านเจี้ยนเจวี๋ย (เคล็ดหมื่นกระบี่)’ เสริมอานุภาพ เมิ่งฝานที่เคยเรียนรู้วิชานี้จากหยกสื่อสารของท่านอาจารย์หวังมาก่อน ก็ยิ่งได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับ แม้เขาจะคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญวิชานี้ดีแล้ว
ทว่ายามเมื่อได้เห็นปรมาจารย์ตัวจริงสำแดงเดช เขากลับรู้สึกเหมือนได้รับน้ำอมฤตมารดชโลมจิตวิญญาณให้สว่างไสว แจ่มแจ้งในจุดที่เคยติดขัดจนหมดสิ้น
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายที่สุด คือกระบวนท่ากระบี่ของ หลี่ฟานเฉิน
เมิ่งฝานมิอาจล่วงรู้ชื่อเรียกของมัน ทว่าความสะท้านขวัญที่ท่านี้มอบให้กลับยิ่งใหญ่กว่าวิชาของซู่ซันเสียด้วยซ้ำ นิกายกุ้ยหวางที่โลกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายมาร แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นวิชาที่สามารถสั่นสะเทือนสวรรค์และทำให้ภูตผีร่ำไห้เช่นนี้เอาไว้? ภายในเจตจำนงกระบี่อันไร้ขอบเขตนั้น เมิ่งฝานสัมผัสได้ถึงความลึกลับแห่งการก่อกำเนิดฟ้าดินที่ซ่อนอยู่อย่างมหาศาล
ในวินาทีถัดมา… เมิ่งฝานพลันหลับตาลงและทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ
หลังจากการประจักษ์แจ้งในสามกระบวนท่าสะท้านพิภพ การต่อสู้ของยอดคนทั้งสองที่เบื้องล่างก็มิความหมายสำหรับเมิ่งฝานอีกต่อไป
สำหรับเขา วาสนาที่ได้รับมาในวันนี้คือขุมทรัพย์ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี การดั้นด้นมาครั้งนี้ช่างคุ้มค่าเกินกว่าที่คาดฝันไว้!
โลภมากมักลาภหาย…
สิ่งที่เมิ่งฝานได้รับมานั้นท่วมท้นจนเกินขีดจำกัด หากเขายังดื้อดึงที่จะดูต่อไป จิตวิญญาณของเขาคงมิต่างจากภาชนะที่ล้นทะลักจนแตกสลาย ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะตัดขาดจากภายนอก จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่เพิ่งพบนานเพียงชั่วลัดนิ้วมือ
ท่านผู้เฒ่าหลินที่ยืนอยู่เคียงข้างคลี่ยิ้มออกมาด้วยความปิติ ยามเมื่อเห็นเมิ่งฝานเข้าสู่สภาวะแห่งการหยั่งรู้เช่นนี้ ท่านก็รู้สึกโล่งอกอย่างยิ่ง การที่ท่านยอมแบกรับความเสี่ยงมหาศาลพาศิษย์เข้ามาที่นี่ หากเมิ่งฝานมิได้รับสิ่งใดกลับไปเลย ท่านย่อมเสียหน้าและเสียดายโอกาสยิ่งกว่าตัวศิษย์เองเสียอีก!
ทว่าโชคดีที่ศิษย์รักผู้นี้ยังคงเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และมิเคยทำให้ท่านต้องผิดหวัง
ท่านผู้เฒ่าหลินถอนสายตามาคอยพิทักษ์อยู่ข้างกายเมิ่งฝาน พลางจับตามองการต่อสู้เบื้องล่างต่อไปอย่างเงียบเชียบ เพราะแท้จริงแล้ว การได้ชมการห้ำหั่นในระดับที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เช่นนี้ ก็เป็นประโยชน์ต่อการบ่มเพาะของท่านเองอย่างอเนกอนันต์เช่นกัน