วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 144 มนุษย์กระบี่รวมเป็นหนึ่ง วิญญาณกระบี่จุติ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 144 มนุษย์กระบี่รวมเป็นหนึ่ง วิญญาณกระบี่จุติ
บทที่ 144 มนุษย์กระบี่รวมเป็นหนึ่ง วิญญาณกระบี่จุติ
สามัญชนทั่วไป ย่อมมิอาจกระทำการอันสะเทือนฟ้าดินจนเหล่าภูตผีต้องร่ำไห้เช่นนี้ได้
เว้นเสียแต่ว่าเขาผู้นี้จะเป็น ‘เทพกระบี่’ กลับชาติมาเกิด!
แม้จะเป็นเทพเซียนทั่วไปก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ ต้องเป็นยอดศาสตราอย่างเทพกระบี่ผู้จุติลงมาเกิดใหม่เท่านั้น จึงจะสำแดงปาฏิหาริย์เหนือโลกเช่นนี้ออกมาได้
หูชิงสือจ้องมองเมิ่งฝานที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งการหยั่งรู้หน้าแผ่นศิลากระบี่เทพ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสจนมิอยากจะเอ่ยปากรบกวนแม้เพียงครึ่งคำ
ตามกฎระเบียบแล้วเมื่อครบกำหนดเวลา เขาจำต้องปลุกเมิ่งฝานให้ตื่นจากภวังค์ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าหนุ่มนี่จะยอมจ่ายหินวิญญาณเพิ่ม
ทว่าในสถานการณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นย่อมต้องตกตะลึงจนใจสั่นสะท้าน ลึก ๆ ในใจของหูชิงสือเองก็ปรารถนาจะเฝ้าดูต่อไป อยากจะรู้นักว่าขีดจำกัดของเมิ่งฝานนั้นจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน
แต่น่าเสียดายที่ในท้ายที่สุด เหตุผลย่อมต้องอยู่เหนืออารมณ์ความรู้สึก
เมื่อเวลาสิ้นสุดลง เขาจึงจำต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์วิหาร
หูชิงสือค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างเงียบเชียบไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฝาน ก่อนจะยื่นมือออกไปตบบ่าเจ้าหนุ่มเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
เพียงชั่วพริบตาถัดมา เมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้น
ในดวงตาคู่นั้น ราวกับมีกระแสพลังกระบี่นับหมื่นแสนกำลังไหลเวียน เจตจำนงกระบี่อันคมกล้านับร้อยนับพันสายพุ่งเข้าปะทะกันจนเกิดเป็นประกายเจิดจ้า
ผู้ใดก็ตามที่ได้สบประสานกับดวงตาคู่นี้ ย่อมต้องรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อและตกตะลึงจนยากจะพรรณนา
นับว่ายังเป็นโชคดีของหูชิงสือ ที่ในยามตบบ่าเรียกนั้นเขามองเห็นเพียงกลุ่มผมสลวยของเมิ่งฝาน มิได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นโดยตรง
มิเช่นนั้นแล้ว เขาคงต้องยืนตัวแข็งค้างด้วยความตระหนกไปอีกนานแสนนาน!
ไอพลังกระบี่และเจตจำนงอันแกร่งกร้าวในแววตาของเมิ่งฝานค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างช้า ๆ
ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความสับสนมึนงงเล็กน้อย
เมิ่งฝานขมวดคิ้วบาง ๆ พลางแหงนหน้าขึ้นมองหูชิงสืออยู่ครู่หนึ่ง
“เวลาของเจ้าหมดลงแล้ว” หูชิงสือเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงแฝงไปด้วยความยำเกรง
แววตาของเมิ่งฝานปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจอย่างชัดเจน
สิบวันสิบคืน… เหตุใดมันถึงผ่านไปรวดเร็วปานนี้
ในระหว่างที่เขาดำดิ่งลงสู่ความลี้ลับของแผ่นศิลากระบี่เทพ เขาแทบมิอาจสัมผัสถึงการเคลื่อนผ่านของกาลเวลาได้เลย ราวกับว่าเขาเพียงแค่หลับตาลงและตื่นขึ้นในชั่วประเดี๋ยวเดียว แต่เวลาในโลกภายนอกกลับล่วงเลยไปถึงสิบราตรี
ทว่าตลอดสิบวันที่ผ่านมา เขาหาได้หลับใหลไม่
วิถีกระบี่ของเขานั้น ได้เกิดการผลัดเปลี่ยนและวิวัฒนาการไปจนสิ้นเชิง!
แต่กระนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เขาตระหนักว่าตนเองประเมินพลาดไป เดิมทีเขาเคยหลงคิดว่าเวลาสิบวันสิบคืนนั้นเพียงพอแล้วที่จะซึมซับมหาวิถีกระบี่หยวนสือ (ปฐมกาล) ให้สมบูรณ์แจ่มแจ้ง
แต่บัดนี้เขาถึงได้เข้าใจว่า ตนเองช่างเพ้อฝันเกินตัวไปมากนัก
มหาวิถีกระบี่!
ช่างเป็นวิถีที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและลึกล้ำสุดคณา เพียงเวลาสิบวันสิบคืนจะซึมซับแก่นแท้ทั้งหมดได้อย่างไร?
เมิ่งฝานสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณอันแจ่มชัดว่า ต่อให้เขาจะใช้เวลาหยั่งรู้เพิ่มอีกสิบวันสิบคืน ก็มิอาจครอบครองมหาวิถีกระบี่หยวนสือ (ปฐมกาล) จากแผ่นศิลาเทพกระบี่นี้ได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าแม้จะยังมิอาจบรรลุถึงขั้นสูงสุด แต่ผลลัพธ์ตลอดสิบวันที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของเมิ่งฝานก็นับว่าน่าสะพรึงกลัวจนสั่นประสาทผู้คนได้ทีเดียว
ในด้านวิถีกระบี่ เขามีความเข้าใจที่แตกฉานและลุ่มลึกยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมที่สัมผัสได้ด้วยใจแต่ยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำ
นอกจากความหยั่งรู้ที่นามธรรมแล้ว เขายังได้รับความก้าวหน้าในเชิงรูปธรรมที่เด่นชัด
อาทิ ผ่านการขัดเกลาจากคัมภีร์เนตรฟ้ากระบี่ เขาได้บรรลุถึงขั้นกระบี่มนุษย์รวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์
ข้าคือกระบี่ กระบี่คือข้า!
เมื่อบรรลุถึงสภาวะที่กายและศาสตราหลอมรวมเป็นหนึ่ง การกวัดแกว่งกระบี่และร่ายรำกระบวนท่าจึงประหนึ่งการขยับเขยื้อนองคาพยพของตนเอง ด้วยเหตุนี้พลานุภาพของกระบี่จึงสามารถสำแดงออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด
แต่สำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ สิ่งนี้หาใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด เพราะด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำของเขา ช้าหรือเร็วเขาก็ย่อมต้องบรรลุถึงขั้นนี้ได้อยู่ดี
สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานประหลาดใจและเปี่ยมล้นไปด้วยความโสมนัสที่สุด คือการที่เขาสามารถสัมผัสถึงขอบเขตวิญญาณกระบี่ได้ในที่สุด
โดยปรกติแล้ว หากนักบ่มเพาะยังมิได้สร้างวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสัมผัสถึงวิญญาณกระบี่ และยิ่งมิอาจฝึกฝนมันขึ้นมาได้
ทว่าการหยั่งรู้หน้าแผ่นศิลากระบี่เทพตลอดสิบวันสิบคืน ได้แปรเปลี่ยนความเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นปาฏิหาริย์สำหรับเมิ่งฝาน
ในยามนี้เขามีเพียงจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งก่อเกิด ยังมิอาจควบแน่นเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ได้ แม้จะมีอานุภาพจากแผ่นศิลาเทพกระบี่คอยเกื้อหนุนก็ตาม
แต่เหตุผลที่เมิ่งฝานสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ขั้นวิญญาณกระบี่ได้สำเร็จ เป็นเพราะเขาได้เลือกเดินบนเส้นทางสายใหม่ที่มิเคยมีผู้ใดกล้าก้าวย่าง
ผ่านความลี้ลับของมหาวิถีกระบี่หยวนสือ เมิ่งฝานได้รับข้อมูลและเจตจำนงกระบี่มหาศาลดุจมหาสมุทร ในที่สุดเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจอันสว่างวาบ และนึกถึงวิถีทางอันพิสดารขึ้นมาได้
นั่นคือการใช้หงชี่มาทำหน้าที่เป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง
หลังจากบรรลุขั้นกระบี่มนุษย์รวมเป็นหนึ่ง เมิ่งฝานและกระบี่หงชี่แทบจะหลอมรวมจิตวิญญาณเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง หากในอนาคตเขาสามารถบ่มเพาะจนถึงขั้นควบแน่นจินตานและเปิดห้วงมิติลึกลับภายในจุดตันเถียนได้ เขาก็จะสามารถนำกระบี่หงชี่เข้าสู่ร่างกายเพื่อบ่มเพาะร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์
แต่เรื่องนั้นยังมิใช่ประเด็นสำคัญ
ในปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างเมิ่งฝานและหงชี่นั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะพรรณนา เขาจึงสามารถอาศัยกระบี่หงชี่เป็นสื่อกลางในการยกระดับวิชากระบี่ของตนให้ก้าวไปถึงขั้นวิญญาณกระบี่ ได้เป็นการชั่วคราว
แม้แต่ในสำนักกระบี่ซู่ซันอันเกรียงไกร ยอดฝีมือระดับขอบเขตตานที่สามารถฝึกวิญญาณกระบี่ได้สำเร็จยังมีเพียงหยิบมือ
ส่วนในระดับขอบเขตเทียนหยวนนั้น แทบจะต้องรอนับร้อยปีหรือหลายร้อยปี จึงจะพบอัจฉริยะที่ทำได้สักครั้ง!
บัดนี้ เมิ่งฝานได้สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาอีกครา
ความจริงแล้ว ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เมิ่งฝานได้รังสรรค์สิ่งเหลือเชื่อไว้มากมายมหาศาล ทว่าด้วยอุปนิสัยที่มักเก็บตัวและวางตนเงียบเชียบเกินไป ผู้คนที่ล่วงรู้ถึงความยิ่งใหญ่เหล่านี้… จึงมีเพียงน้อยนิดจนแทบจะนับนิ้วได้
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”
เมิ่งฝานหยัดกายลุกขึ้นพลางประสานมือคารวะหูชิงสือ ผู้พิทักษ์ชุดเทาด้วยความนอบน้อม
แม้ในใจจะยังอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่เขาก็ตัดใจถอยห่างจากแผ่นศิลากระบี่เทพมาแต่โดยดี
ความจริงแล้ว ด้วยทรัพยากรที่เขาสะสมไว้ หากยอมทุ่มสุดตัวย่อมสามารถรั้งอยู่เพื่อหยั่งรู้ต่อได้อีกหลายทิวาราตรี ทว่าสำหรับการเข้าสู่ภวังค์ตื่นรู้ติดต่อกันถึงสิบวันสิบคืนในครานี้ ก็นับว่าเพียงพอแล้วสำหรับการดูดซับเจตจำนงกระบี่ในระดับปัจจุบัน
โลภมากมักลาภหาย
หนทางหมื่นลี้ต้องเริ่มที่ก้าวแรก ข้าวทุกมื้อย่อมต้องกินทีละคำ
และเหตุผลสำคัญที่ปฏิเสธมิได้ คือเมิ่งฝานเองก็เริ่มรู้สึกเสียดายหินวิญญาณเหล่านั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
การหยั่งรู้ในครั้งนี้เขาได้รับสิ่งล้ำค่ามามากมายมหาศาล ซึ่งบางส่วนยังคงต้องใช้เวลาในการตกผลึกและหลอมรวมให้เข้ากับจิตวิญญาณอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับตบะของเขายังมิตสูงส่งนัก ความเข้าใจบางประการจึงยังมิอาจบรรลุถึงขั้นแจ่มแจ้งแทงตลอดได้
ทว่าเมื่อใดที่ระดับพลังของเขาเพิ่มพูนขึ้น ความหยั่งรู้เหล่านี้ย่อมจะทวีความลุ่มลึกขึ้นตามลำดับ
เมิ่งฝานก้าวเดินออกจากวิหารเทพกระบี่ มุ่งหน้ากลับสู่หอศาสตราอันเป็นที่พำนัก
ทว่าในจังหวะที่เดินผ่านหอสยบอสูร เขาอดมิได้ที่จะหยุดชะงักและเหลียวมองกลับไปอีกครา พลางหวนนึกถึงภาพการปะทะกันของเจตจำนงกระบี่ระดับตำนานระหว่างเจ้าสำนักซู่ซันและประมุขนิกายผีสิงก่อนหน้านี้
แม้การประลองในวันนั้นเขาจะเห็นเพียงแค่การชักกระบี่ออกมาเพียงคนละหนึ่งท่า แต่มันกลับตราตรึงและสั่นสะเทือนลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ
“อย่างช้าไม่เกินร้อยปี ข้าจะต้องก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดเดียวกับพวกท่านให้ได้” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
หากใครมาได้ยินเข้าคงต้องบอกว่าเขาประเมินตนเองต่ำเกินไปเสียแล้ว
ต้องรอถึงร้อยปีเชียวรึ
ก่อนจะถึงหอศาสตรา เมิ่งฝานได้แวะเวียนมายังหอคัมภีร์
เขาก้าวเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ด้วยความเคยชิน หากจะเปรียบหอศาสตราเป็นบ้านหลังแรก หอคัมภีร์แห่งนี้ก็คงมิพ้นเป็นบ้านหลังที่สองของเขา
เมิ่งฝานใช้เวลาอยู่ที่นี่บ่อยครั้งจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ศิษย์พี่ตระกูลจินยังคงนั่งประจำตำแหน่งอยู่ที่ชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ด้วยท่าทางเคร่งขรึม ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้มดังเช่นวันวาน
เมื่อเห็นเมิ่งฝานเดินเข้ามา เขาก็เพียงพยักหน้าให้เบา ๆ เป็นการทักทาย
นับว่าเป็นการปฏิบัติที่พิเศษยิ่งนัก เพราะยามที่ผู้อื่นก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ ศิษย์พี่ตระกูลจินมักจะนั่งนิ่งมิแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเกียจคร้านเสียด้วยซ้ำ การพยักหน้าทักทายเช่นนี้จึงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่จิน พอจะมีข่าวคราวของท่านผู้อาวุโสหวังบ้างหรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝานเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถามเสียงเบา
ในใจของเมิ่งฝานยังคงมีความห่วงใยผูกพันต่อผู้อาวุโสหวังอยู่มิน้อย
แต่น่าเสียดายที่เขารู้ดี ท่านผู้อาวุโสหวังคงไม่มีวันหวนกลับมายังซู่ซันแห่งนี้อีกแล้ว
ศิษย์พี่ตระกูลจินยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เมิ่งฝานหยุดวาจาลงเสีย
ความประหลาดใจพาดผ่านใบหน้าของเมิ่งฝานเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจในเจตนาของอีกฝ่าย ทว่าเขาก็ยังคงนิ่งเงียบอย่างว่าง่าย มิได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ
ครู่หนึ่ง เมื่อศิษย์พี่ตระกูลจินจัดการสะสางงานในมือจนเสร็จสิ้น เขาจึงหันมาสบตาเมิ่งฝานแล้วเอ่ยสั้น ๆ ว่า
“ตามข้ามา”