วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 18 เศรษฐินี เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 18 เศรษฐินี เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ
บทที่ 18 เศรษฐินี เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ
“หากจะให้ข้าขอโทษก็ย่อมได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่าหมอนี่ไม่ใช่พวกลวงโลก!” เย่เฟิงกล่าวด้วยโทสะที่เริ่มเดือดพล่าน
“จะให้พิสูจน์อย่างไร?” หลิวเยียนผิงจ้องเขม็งไปยังเย่เฟิง สายตาของนางดุดันและเย็นชา
“ง่ายมาก! ในเมื่อเขาสามารถชี้แนะวิชาดาบให้ท่านได้ ก็ต้องชี้แนะข้าได้เช่นกัน ถึงอย่างไรระดับพลังของข้าก็ยังด้อยกว่าท่านอยู่ขั้นหนึ่ง” เย่เฟิงปรายตาไปทางเมิ่งฝานด้วยหางตา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
ท่าทีเช่นนี้ทำให้เมิ่งฝานเริ่มรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
คนที่ทำให้เจ้าโมโหคือหลิวเยียนผิง แล้วไฉนจึงมาลงที่ข้า?
จริงอยู่ที่สุนัขจรจัดที่ถูกทิ้งก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่ก็ไม่ควรเที่ยวระรานกัดคนไปทั่วไม่ใช่หรือ?
เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้น่าสงสารเพียงใด ก็อาจถูกคนตีตายเอาได้ง่าย ๆ!
หลิวเยียนผิงปรายตามองเย่เฟิงก่อนจะเอ่ยเงื่อนไข “ได้… แต่ห้ามใช้ปราณแท้ ให้ประลองกันเพียงทักษะเชิงดาบเท่านั้น”
นางมีความมั่นใจในศาสตร์กระบี่ของเมิ่งฝานอย่างเต็มเปี่ยม ขนาดตัวนางเองยังถูกเขาบดขยี้ในเชิงกระบี่ได้อย่างหมดจด แล้วนับประสาอะไรกับเย่เฟิง?
แต่เงื่อนไขสำคัญคือเย่เฟิงต้องไม่ใช้พลังปราณกดข่ม ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการรังแกคนที่ไร้ทางสู้เกินไป
“วางใจเถอะ! หากประลองวิชากับศิษย์ฝ่ายนอกที่มีพื้นฐานเพียงระดับฝึกปรือขั้นที่ 1 แล้วข้ายังต้องใช้ปราณแท้อีก ข้าก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ในสำนักกระบี่ซู่ซันต่อไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากเย่เฟิง มุมปากของหลิวเยียนผิงก็ยกยิ้มขึ้นบาง ๆ
ไม่ต้องพูดถึงวิชาอื่น แค่เมิ่งฝานงัดเอา ‘เพลงกระบี่วารีคลั่ง’ ออกมา ก็เพียงพอจะสั่งสอนให้เย่เฟิงรู้จักวิธีสะกดคำว่าที่ต่ำที่สูงได้แล้ว… เรื่องนี้นางมั่นใจที่สุด!
ยิ่งไปกว่านั้น หลิวเยียนผิงยังมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าเมิ่งฝานผู้นี้ยังซุกซ่อน “เพลงดาบเร้นลับ” อื่น ๆ ไว้อีกไม่น้อย
เมิ่งฝานทำหน้าปลาตาย พลางเอ่ยกับหลิวเยียนผิงและเย่เฟิงอย่างอ่อนใจ “นี่… พวกท่านจะทะเลาะกันก็ทะเลาะไปสิ จะลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยทำไม? เรื่องนี้มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับข้าตรงไหนเลย!”
หลิวเยียนผิงถลึงตาใส่เมิ่งฝานทันควัน “จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร! ในเมื่อเขากล่าวหาว่าเจ้าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ เจ้าไม่อยากพิสูจน์ตัวเองให้เขารู้สำนึกบ้างหรือ?”
“ข้าไม่อยากพิสูจน์” เมิ่งฝานตอบหน้าซื่อ “ข้าตกลงจะประลองดาบกับท่าน แต่ไม่ได้ตกลงว่าจะต้องประลองกับเขาเสียหน่อย”
เมื่อเห็นท่าที “ไม่สู้คน” ของเมิ่งฝาน หลิวเยียนผิงก็เริ่มอยู่ไม่สุข เดิมทีนางตั้งใจจะใช้ความเก่งกาจของเมิ่งฝานมาตอกหน้าเย่เฟิงให้หงายหลัง หากเมิ่งฝานขี้ขลาดหลบเลี่ยงการต่อสู้ขึ้นมาจริง ๆ นางมิใช่ต้องเป็นฝ่ายเสียหน้าต่อหน้าเย่เฟิงเสียเองหรอกหรือ?
หลิวเยียนผิงรีบยื่นคำขาด “นี่ยังไม่ครบหนึ่งชั่วยามตามที่ตกลงกันไว้เสียหน่อย! ตอนนี้เจ้าไม่ต้องประลองกับข้าแล้ว เปลี่ยนไปประลองกับเขาแทนก็พอ!”
“ไม่ได้… เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่ง จะเอามาปนกันไม่ได้” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการ
“แล้วเจ้าจะเอายังไงกันแน่!” หลิวเยียนผิงเริ่มหมดความอดทน นางจ้องเมิ่งฝานตาเขียวปัดด้วยความเกรี้ยวกราด
เมิ่งฝานเหลือบมองเย่เฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตาหลิวเยียนผิงอย่างใช้ความคิด สุดท้ายเขาก็ค่อย ๆ พ่นคำสามคำออกมาอย่างช้า ๆ
“ต้อง เพิ่ม เงิน!”
พอได้ยินคำขอสั้น ๆ ง่าย ๆ จากปากเมิ่งฝาน หลิวเยียนผิงที่กำลังเดือดดาลก็ถึงกับหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ที่แท้… ก็แค่นี้เองรึ?
คิดจะมาต่อรองเรื่องเงินทองกับเศรษฐินีอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ฝ่ายในอย่างนางงั้นหรือ?
นี่มันหยามกันชัด ๆ!
สำหรับนางแล้ว… ปัญหาใดที่ใช้เงินฟาดหัวให้จบได้ ปัญหานั้นย่อมไม่นับว่าเป็นปัญหา!
หลิวเยียนผิงสะบัดมืออย่างใจใหญ่พลางประกาศกร้าว “หากเจ้าล้มเขาได้ ข้าจะตบรางวัลให้เจ้า สิบหินวิญญาณ!”
แววตาของเมิ่งฝานพลันประกายวับ หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาทันที
“ท่านพูดจริงหรือ?”
สิบหินวิญญาณเชียวนะ!
นั่นถือเป็นลาภลอยก้อนโตสำหรับศิษย์ระดับเขา การที่นางรับปากง่ายดายเช่นนี้ ทำให้เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกระแวง
เมื่อเห็นสีหน้ากังขาของเมิ่งฝานที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อน้ำหน้านาง หลิวเยียนผิงก็รู้สึกเหมือนถูกลบหลู่จนควันออกหู
นางสะบัดข้อมือวูบหนึ่ง หินวิญญาณสิบก้อนพลันปรากฏขึ้นและร่วงกราวลงบนพื้น ก่อนจะแผดเสียงด้วยความโมโห “แค่เจ้าชนะ หินพวกนี้ก็เป็นของเจ้า! ไอ้คนตาถั่ว… กะอีแค่หินวิญญาณสิบก้อน เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสงสัยในตัวคุณหนูอย่างข้า!!!”
เมิ่งฝานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตาจับจ้องไปยังกองหินวิญญาณด้วยความร้อนแรง
นาทีนี้เองที่เขาตระหนักได้อย่างซึ้งถึงทรวงว่า… สตรีผู้นี้คือ “แม่ยก” สายเปย์ตัวจริงเสียงจริง!
ยิ่งไปกว่านั้น การที่หินวิญญาณปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของเขาว่านางต้องครอบครองของวิเศษประเภท ‘มิติเก็บของ’ เป็นแน่
นี่มัน… รวยล้นฟ้าเกินไปแล้ว!
“ข้าต้องเป็นสหายกับแม่นางผู้นี้ให้ได้!”
เมิ่งฝานปฏิญาณกับตัวเองอย่างแน่วแน่ในใจ สายตาไม่ละไปจากกองหินวิญญาณแม้แต่วินาทีเดียว
“เชิญ… ชักกระบี่ของท่านออกมาเถอะ” เมิ่งฝานหันไปกล่าวกับเย่เฟิงด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง
ฝั่งเย่เฟิงนั้นรอคอยจังหวะนี้จนแทบคลั่ง โทสะที่สุมรุมอยู่เต็มอกทำให้เขาอยากหาที่ระบายเต็มทน เขาเตรียมจะชักกระบี่คู่กายออกมาเพื่อสั่งสอนเจ้าศิษย์ปลายแถวผู้นี้ให้เข็ดหลาบ
“เดี๋ยวก่อน! ใช้เล่มนี้แทนสิ” หลิวเยียนผิงร้องขัดพลางโยนกระบี่ไม้ในมือไปทางเย่เฟิง
นางรู้ดีว่าเย่เฟิงครอบครองกระบี่ล้ำค่า หากปล่อยให้ใช้ของจริง อาศัยเพียงความคมกล้าของศาสตรา เขาย่อมสามารถฟันกระบี่ไม้ในมือเมิ่งฝานให้หักสะบั้นได้ในดาบเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่การประลองวิชาที่เที่ยงธรรม
เย่เฟิงไม่ได้ปฏิเสธคำขอของหลิวเยียนผิง เขารับกระบี่ไม้มาไว้มั่น ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาเมิ่งฝานทันที!
เขาเปิดฉากด้วยกระบวนท่าสังหารจาก ‘เพลงกระบี่จันทร์กระจ่าง’ ในท่วงท่าที่ชื่อว่า ‘ศศิธรฉายส่องชลธี’
คมกระบี่ไม้พุ่งวาบออกไปด้วยความเร็วและแม่นยำดุจสายฟ้าฟาด มุ่งตรงเข้าหาหน้าอกของเมิ่งฝานอย่างดุดัน
ตามหลักวิชาแล้ว จุดตายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของท่านี้คือลำคอ! แต่เย่เฟิงยังพอมีสติยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง เพราะถึงแม้จะเป็นเพียงกระบี่ไม้ ทว่าหากแทงเข้าจุดสำคัญด้วยแรงปะทะระดับนี้ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ เขาจึงจงใจเบี่ยงวิถีกระบี่ลงมาที่หน้าอก เพื่อหวังเพียงสยบศัตรูให้ราบคาบในกระบวนท่าเดียว
เมิ่งฝานลอบส่ายหน้าเบา ๆ
เพียงแค่ประกายกระบี่แรกพุ่งเข้ามา เขาก็มองเห็น ‘รอยรั่ว’ ในกระบวนท่าของเย่เฟิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
คิดจะประลองเชิงดาบกับข้า แต่กลับออมมือไว้กึ่งหนึ่งงั้นหรือ?
ช่างน่าขัน… ประหนึ่งเจ้ากำลังเดินหมากประชันกับปัญญาประดิษฐ์ชั้นยอด แล้วยังอวดดีคิดจะสละหมากให้ข้าเสียอย่างนั้น!
นี่เจ้ากลัวว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ช้าเกินไปหรืออย่างไร?
เมิ่งฝานไม่รู้หรอกว่าเพลงกระบี่ชุดนี้ของเย่เฟิงมีชื่อเรียกเรียงนามว่าอะไร แต่ยามที่เขาเฝ้ามองเย่เฟิงฝึกซ้อมอยู่ในเงามืดก่อนหน้านี้ เขาก็ได้แอบศึกษามันอย่างเงียบเชียบจนแตกฉาน โดยที่เจ้าของวิชาเองก็ไม่เคยระแคะระคายแม้แต่น้อย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามา เมิ่งฝานกลับไร้ซึ่งแววตื่นตระหนก เขาสะบัดข้อมือแทงกระบี่สวนออกไปในจังหวะเดียวกันพอดิบพอดี!
‘เพลงกระบี่จันทร์กระจ่าง… ศศิธรฉายส่องชลธี!’
กระบวนท่าที่เมิ่งฝานใช้ออกมานั้น ดูราวกับภาพสะท้อนในกระจกเงาของเย่เฟิงทุกประการ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยการพลิกแพลงเพียงเล็กน้อยที่เปลี่ยนกระแสการต่อสู้ไปโดยสิ้นเชิง
ความเหนือชั้นที่สุดของกระบี่นี้คือ… ‘ออกทีหลัง แต่ถึงเป้าหมายก่อน!’
เย่เฟิงเบิกตาค้างจ้องมองวิถีกระบี่ของเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเจ้าศิษย์ปลายแถวผู้นี้จะรู้จักเพลงกระบี่ประจำตัวของเขาด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น ‘จันทร์กระจ่าง’ ในมือของเมิ่งฝานกลับดูพริ้วไหวและลื่นไหลไร้ที่ติ ยิ่งกว่าที่เขาเพียรฝึกฝนมาแรมปีเสียอีก
และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ คมกระบี่ไม้ของเมิ่งฝานนั้นพุ่งตรงเข้าหา ‘ลำคอ’ ของเขาอย่างแม่นยำ
ในขณะที่กระบี่ของเขาเอง กลับพุ่งเป้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายเพียงเพื่อออมมือ…
เพียงเสี้ยววินาทีและจุดเดียวที่ต่างกันนี้… เขาก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูปเสียแล้ว!
หากเขาไม่รั้งกระบี่กลับ ผลลัพธ์ย่อมกระจ่างชัด… แม้กระบี่ของเขาจะทะลวงอกอีกฝ่ายได้สำเร็จ แต่คมกระบี่ของเมิ่งฝานก็จะปลิดชีพเขาด้วยการแทงทะลุลำคอในจังหวะเดียวกัน!
ในสถานการณ์เช่นนี้ คู่ต่อสู้อาจเพียงบาดเจ็บ แต่ตัวเขา… ย่อมมีเพียงความตายเท่านั้น
“ข้าแพ้แล้ว…” เย่เฟิงลดกระบี่ลงพลางเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่อเหี่ยวและหมดอาลัยตายอยากอย่างถึงที่สุด
เมิ่งฝานเองก็สลายสภาวะกระบี่ในทันที เขาเก็บกระบี่ไม้กลับคืนมาด้วยท่าทีเรียบเฉย
ในขณะที่หลิวเยียนผิงซึ่งยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง กลับจ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางเคยประลองและแลกเปลี่ยนวิชากับเย่เฟิงอยู่บ่อยครั้ง ย่อมคุ้นเคยกับ ‘เพลงกระบี่จันทร์กระจ่าง’ เป็นอย่างดี
นางดูออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ทั้งเย่เฟิงและเมิ่งฝานต่างใช้ออกด้วยท่วงท่าเดียวกัน นั่นคือ ‘ศศิธรฉายส่องชลธี’
ทว่าสิ่งที่น่าเหลือเชื่อจนเกินบรรยายก็คือ… เมิ่งฝานกลับใช้กระบวนท่าที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เข้าทำลายและสยบกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ลงได้อย่างราบคาบ!
“เจ้ารู้จักเพลงกระบี่จันทร์กระจ่างด้วยรึ!?” หลิวเยียนผิงและเย่เฟิงโพล่งถามออกมาแทบจะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทั้งสองหันมาสบตากันชั่วครู่ แต่ความสงสัยในตัวชายหนุ่มตรงหน้านั้นมีมากกว่าจะมาใส่ใจกับความบังเอิญนี้
เย่เฟิงอาจจะยังมึนงงและบอบช้ำ แต่สำหรับหลิวเยียนผิง นางกำลังตกตะลึงจนแทบเสียกิริยา!
ชายผู้นี้ไม่เพียงแต่แตกฉานในกระบี่วารีคลั่ง แต่กลับรู้จักเพลงกระบี่จันทร์กระจ่างอีกด้วย!?
ยังมีวิชากระบี่ชุดใดในใต้หล้าอีกบ้าง… ที่คนผู้นี้ไม่รู้?
ศิษย์ฝ่ายนอกที่มีระดับตบะเพียง ‘ฝึกปรือขั้นที่ 1’ จะไปเอาเรี่ยวแรงและเวลาจากไหนมาฝึกฝนวิชากระบี่มากมายเพียงนี้?
ทว่าสิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่า คือเขามิได้เพียงแค่รู้จัก แต่มันเข้าขั้น ‘แตกฉาน’ เลยต่างหาก!
เดิมทีเพลงกระบี่จันทร์กระจ่างของเย่เฟิงก็นับว่าแข็งแกร่งหาตัวจับยากอยู่แล้ว แต่เมิ่งฝานกลับใช้เพลงกระบี่ชุดเดียวกันนี้สยบเขาลงได้ คำว่า ‘อัจฉริยะ’ ดูจะน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาแสดงออกมา
“เอ่อ… คือว่า ตอนที่เขาฝึกกระบี่ ข้าบังเอิญเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เลยลองจำมาฝึกตามดูบ้างน่ะครับ” เมิ่งฝานเอ่ยตอบพลางเกาหัวด้วยท่าทีขัดเขินประหนึ่งเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ
เย่เฟิงยังไม่ทันจะได้อ้าปากกล่าวคำใด หลิวเยียนผิงที่ยืนฟังอยู่ก็ถึงกับตบะแตก พ่นคำสบถออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวทันควัน
“เหลวไหลสิ้นดี!”