วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 181 ฆ่าล้างตระกูล... ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 181 ฆ่าล้างตระกูล... ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
บทที่ 181 ฆ่าล้างตระกูล... ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
เมื่อเย่ชิงอวี๋ได้ยินดังนั้น นางก็ไม่ได้ดึงดันสิ่งใด นางกล่าวขอบคุณเมิ่งฝานคำหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังวิ่งมุ่งหน้าเข้าไปในตำหนักใหญ่ทันที
ยามที่นางวิ่งออกไปเช่นนั้น กลุ่มคนตระกูลเย่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพลันร้อนรนขึ้นมาทันที
ทว่าด้วยความเกรงกลัวในบารมีเทพของเมิ่งฝาน พวกเขาจึงไม่กล้าวู่วามเคลื่อนไหว
แม้จะมีศิษย์ระดับหนิงตานถึงหกคนก้าวออกมา แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงตึงเครียดและหวาดระแวงเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่ง
เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อครู่เมิ่งฝานเพิ่งจะสยบเย่หย่วนเฟิงผู้เป็นหนิงตานขั้นสูงสุดได้ในท่าเดียว
ความแข็งแกร่งระดับนี้ ต่อให้ระดับหนิงตานทั้งหกคนร่วมมือกัน ก็มิอาจการันตีชัยชนะได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เมิ่งฝานทำลายค่ายกลสืบทอดมรดกได้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในใจพวกเขานั้นดูลึกลับและมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก
ในความเป็นจริง เมิ่งฝานในตอนนี้เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น
การที่เขาสามารถสยบเย่หย่วนเฟิงได้ในกระบวนท่าเดียวนั้น เป็นเพราะอาศัยพลังที่หลงเหลืออยู่ของค่ายกลสืบทอดมรดกเซียนกระบี่โอสถล้วน ๆ
บัดนี้ค่ายกลสืบทอดมรดกสลายไปจนหมดสิ้น พลังต่อสู้ของเมิ่งฝานจึงกลับคืนสู่ระดับปกติ
ในสภาวะปกติของเขา การจะฆ่าผู้บำเพ็ญระดับหนิงตานขั้นที่หนึ่งสักคนยังต้องทุ่มสุดตัวและยากลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับหนิงตานทั้งหกคน เขาไม่มีทางสู้ได้เลย
ต่อให้พึ่งพาหงฉี่เพื่อควบแน่นจิตวิญญาณกระบี่ออกมา อย่างมากที่สุดเขาก็ปลิดชีพได้เพียงคนเดียว
หากรวมไพ่ตายอื่น ๆ เข้าด้วยกัน อย่างเก่งที่สุดเขาก็อาจจะฆ่าหนิงตานได้สองคน!
นั่นคือในกรณีทางทฤษฎีเท่านั้น
เพราะหากระดับหนิงตานทั้งหกคนลงมือพร้อมกัน เขาคงถูกฆ่าตายก่อนที่จะทันได้ลงมือสังหารใครเสียด้วยซ้ำ
ก็ใครจะไปโง่ยืนเรียงแถวออกมาให้เขาสับทีละคนเล่า!
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนว่าเมิ่งฝานจะมีทางเลือกเพียงอย่างเดียวคือการใช้ตราประทับกระบี่ที่ผู้อาวุโสหลินมอบให้ เพื่อพลิกสถานการณ์
เขาขมวดคิ้วมุ่น ในใจเต็มไปด้วยความลังเลและประหม่า
เพราะตราประทับกระบี่นี้… มันรุนแรงเกินไป!
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่สามารถควบคุมกระแสกระบี่จากตราประทับของผู้อาวุโสหลินได้อย่างสมบูรณ์
ทันทีที่ปลดปล่อยปราณกระบี่ในตราประทับออกมา ทุกคนที่นี่นอกจากตัวเมิ่งฝานเองแล้วล้วนต้องตายตกไปตามกัน
แน่นอนว่าเย่ชิงอวี๋ที่เข้าไปในตำหนักแล้วย่อมไม่เป็นไร
แต่กลุ่มคนตระกูลเย่ที่อยู่ตรงหน้า คาดการณ์ด้วยสายตาแล้วมีมากกว่าสามสิบคน
หากต้องสังหารคนเหล่านี้จนหมดสิ้น เมิ่งฝานรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยมีคุณธรรมเท่าไหร่นัก
เพิ่งจะได้รับมรดกสืบทอดของเขามาแท้ ๆ พริบตาต่อมากลับไปฆ่าล้างตระกูลเขาเสียสิ้น
แบบนี้มันดูหน้าด้านเกินไปหน่อย
และหากเย่ชิงอวี๋เห็นภาพนี้เข้า นางเองก็คงยากจะยอมรับได้
นางเพียงแค่ต้องการมรดกของเซียนกระบี่โอสถเท่านั้น แต่มิได้ต้องการทำลายล้างตระกูลเย่ของตนเอง
แม้เย่ชิงอวี๋จะมีเรื่องเคืองใจกับตระกูลเย่บ้าง แต่มันก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น!
เรื่องสังหารล้างตระกูลตัวเอง นางไม่เคยแม้แต่จะคิด
ทว่าเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว มันก็มิอาจเป็นไปตามเจตนารมณ์ของนางได้ทั้งหมด
หากคนตระกูลเย่เหล่านี้ยังดึงดันจะลงมือกับเมิ่งฝาน เมิ่งฝานก็ทำได้เพียงต้องงัดตราประทับกระบี่ออกมาสังหารคนเหล่านี้ให้เหี้ยมเกรียม
เพราะในตัวเลือกที่ว่าเจ้าตายหรือข้าตาย แน่นอนว่าเขาต้องเลือก ‘ข้าอยู่รอด’
พวกเจ้านั่นแหละที่ต้องตาย!
“ข้าขอเตือนพวกเจ้า หากไม่อยากตายล่ะก็ ทางที่ดีควรไสหัวไปเสียแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้น พวกเจ้าแม้แต่คนเดียวก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด!” เมิ่งฝานมองไปยังกลุ่มคนตระกูลเย่ พยายามเอ่ยเตือนออกมาคำหนึ่ง
ทว่านี่มิใช่คำเตือนอีกต่อไป แต่มันคือการข่มขู่
ความจริงในเวลานี้การโน้มน้าวนั้นไร้ผล การข่มขู่ต่างหากที่ได้ผลดีกว่า
มนุษย์ล้วนกลัวความตาย เขาอาศัยบารมีจากการสยบเย่หย่วนเฟิงมาข่มขวัญ ซึ่งสร้างความหวาดเกรงให้คนเหล่านี้ได้จริง ๆ
แต่การจะใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวให้คนเหล่านี้ยอมสละความโลภอันมหาศาลแล้วถอยกลับไป ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ท่านควรจะรู้ดีว่าที่นี่คือถิ่นของตระกูลเย่ มรดกที่ท่านเพิ่งได้รับไปก็คือมรดกของตระกูลเย่ ขอเพียงท่านส่งมอบมรดกนั้นคืนให้แก่ตระกูลเย่ พวกเราย่อมล่าถอยไปเอง และจะไม่สร้างความลำบากให้ท่านแม้แต่นิดเดียว”
ในท่ามกลางกลุ่มคนตระกูลเย่ มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวกับเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง รู้สึกว่าเค้าโครงใบหน้าของชายผู้นี้มีความคล้ายคลึงกับเย่ชิงอวี๋อย่างมาก
เขาจึงเอ่ยถามว่า “เย่ชิงอวี๋เป็นอะไรกับท่าน?”
ชายกลางคนตอบกลับว่า “นางคือบุตรสาวของข้าเอง”
เมิ่งฝานแค่นยิ้มเย็น ที่แท้นี่ก็คือ เย่เฟย บิดาของเย่ชิงอวี๋นั่นเอง
“เย่ชิงอวี๋เป็นลูกสาวท่าน นางเข้าไปในตำหนักเพื่อรับการสืบทอดมรดกของเซียนกระบี่โอสถ ในฐานะพ่อ ท่านไม่ควรจะดีใจกับลูกสาวตัวเองหรอกรึ?”
เย่เฟยรีบกล่าวทันที “ชิงอวี๋ได้รับมรดกของเซียนกระบี่โอสถ ข้าย่อมต้องภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งอยู่แล้ว แต่ท่านมิใช่คนตระกูลเย่ ท่านมิควรมาละโมบในมรดกของตระกูลเรา!”
เมิ่งฝานกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “แต่มรดกวิถีกระบี่ของเซียนกระบี่โอสถนี้ได้ประทับอยู่ในสมองของข้า และฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของข้าแล้ว การที่พวกเจ้าจะให้ข้าส่งมอบมรดกนี้ออกมา ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! อีกทั้งมรดกนี้มีความลี้ลับอย่างยิ่ง เป็นการสืบทอดทางความจำ ต่อให้ข้าจะเขียนมันออกมาเป็นตำรา พวกเจ้าก็ไม่มีทางเรียนรู้ได้ เพราะมันขาดซึ่งจิตวิญญาณอันอัศจรรย์!”
เมิ่งฝานพูดความจริง มิได้กล่าวอ้างเพื่อบ่ายเบี่ยง
วิชาค่ายกลกระบี่จุลจักรวาลนี้ซับซ้อนเกินไป หลายจุดสามารถสัมผัสได้ด้วยใจแต่ยากจะถ่ายทอดเป็นคำพูด
ความอัศจรรย์บางอย่างนั้นลึกล้ำเกินพรรณนา!
นั่นคือเหตุผลที่เซียนกระบี่โอสถสร้างวิธีการสืบทอดมรดกที่พิเศษเช่นนี้ แทนที่จะเขียนทิ้งไว้เป็นคัมภีร์
เย่เฟยส่ายหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านจะให้พวกเราล่าถอยไป เกรงว่าพวกเราคงทำไม่ได้ หากพวกเราถอยกลับไปอย่างขี้ขลาดเช่นนี้ ตระกูลเย่มิกลายเป็นตัวตลกให้เขาหัวเราะเยาะรึ?”
เมิ่งฝานมองเย่เฟยด้วยความประหลาดใจ
“ตระกูลเย่ของพวกเจ้ายังเหลือศักดิ์ศรีอะไรให้รักษาอยู่อีกงั้นรึ?”
กลายเป็นตัวตลก?
เรื่องแค่นี้สำหรับตระกูลเย่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับไม่ได้ขนาดนั้นกระมัง
“เจ้าเด็กสามหาว บังอาจมาดูหมิ่นตระกูลเย่ของข้า!” เย่เฟยเดือดดาล ตวาดใส่เมิ่งฝาน
หลังจากตวาดเสร็จเขาก็ปรายตาไปมองคนทั้งห้าที่อยู่ข้างกาย ถึงเริ่มจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง
หากให้เขาเผชิญหน้าคนเดียว เขาคงไม่กล้าตะโกนใส่เมิ่งฝานเช่นนี้แน่
เมื่อครู่เย่หย่วนเฟิงประมาทเกินไป จึงทำให้เมิ่งฝานมีโอกาสโจมตี
ไม่ใช่สิ เมื่อครู่เย่หย่วนเฟิงซวยต่างหาก ต่อให้เขาไม่ประมาทก็ต้องคุกเข่าอยู่ดี
เพราะเมิ่งฝานอาศัยพลังที่เหลืออยู่ของค่ายกลสืบทอดมรดก เย่หย่วนเฟิงจึงไม่มีทางสู้ได้เลย
โดยเนื้อแท้แล้วเย่หย่วนเฟิงไม่ได้สู้กับเมิ่งฝาน แต่เขาสู้กับค่ายกลสืบทอดมรดกที่เซียนกระบี่โอสถเป็นคนวางไว้เองกับมือ
ต่อให้พลังของค่ายกลนี้จะหลงเหลืออยู่เพียงหนึ่งในร้อยส่วน เย่หย่วนเฟิงก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ได้!
ทว่าข่าวดีสำหรับตระกูลเย่ก็คือ พลังของค่ายกลที่เซียนกระบี่โอสถทิ้งไว้นั้นได้สลายไปหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
“ทุกท่านลงมือพร้อมกันเถอะ!” เย่เฟยกล่าวกับคนทั้งห้าข้างกาย
ทั้งห้าคนมีสีหน้าซับซ้อนและแตกต่างกันไป
ทว่าพวกเขาก็พยักหน้าตกลง
ในเวลานี้ ย่อมไม่อาจปล่อยให้เจ้าเด็กนี่จากไปได้ มิเช่นนั้นตระกูลเย่ที่สูญเสียมรดกของเซียนกระบี่โอสถไป ย่อมหมดหวังที่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
เบื้องหลังของเย่เฟย มารดาของเย่ชิงอวี๋เอามือปิดหน้าและตะโกนลั่น
“ก็เจ้าเด็กสารเลวคนนี้แหละที่ตบข้า ฆ่ามันให้ตายเสีย!”
นางได้รับบาดเจ็บและมาถึงช้าเพิ่งจะมาถึงที่นี่ จึงไม่ได้เห็นภาพที่เมิ่งฝานจัดการเย่หย่วนเฟิงจนน่วม
มิเช่นนั้น ในเวลานี้นางคงไม่กล้าปากดีพูดจาโอ้อวดเช่นนี้ออกมาแน่
เย่เฟยหันกลับไปจ้องเมียจอมโวยวายของตนเขม็งพร้อมตวาดลั่น
“เจ้าหุบปากไปซะ!”