วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 193 พลังต้นกำเนิดกระบี่จากกระบี่เฉียดหมื่นเล่ม
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 193 พลังต้นกำเนิดกระบี่จากกระบี่เฉียดหมื่นเล่ม
บทที่ 193 พลังต้นกำเนิดกระบี่จากกระบี่เฉียดหมื่นเล่ม
คำแนะนำ?
ใบหน้าของหลินเจี่ยนปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย ในเวลาเช่นนี้ ยังมีคำแนะนำอะไรที่จำเป็นต้องให้อีกหรือ?
“คำแนะนำอะไร?” เขาถามออกไปตามสัญชาตญาณ
เมิ่งฝานมองหลินเจี่ยนด้วยท่าทางจริงจังแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่หลิน ตอนนี้ท่านกับลู่เสี่ยวอวิ๋นต่างก็ถูกขับออกจากซู่ซันแล้ว ต่อไปก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กันอีก ท่านก็เลิกเรียกนางว่าอาจารย์ได้แล้ว”
พูดจบเขาก็ขยิบตาให้หลินเจี่ยนอย่างแนบเนียน
อัจฉริยะอย่างหลินเจี่ยน ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่สมองย่อมต้องฉลาดหลักแหลมด้วย
เขาบรรลุในทันที… เข้าใจแจ่มแจ้ง!
“อวิ๋นเอ๋อร์ แม้วรยุทธ์ของข้าจะถูกทำลาย แต่ข้าสัญญาว่าจะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิต จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าได้”
เมิ่งฝานแอบยกนิ้วโป้งให้หลินเจี่ยนในใจ จากการเรียก ‘อาจารย์’ เปลี่ยนเป็นเรียก ‘อวิ๋นเอ๋อร์’ นี่แหละถึงจะเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ถ้ามัวแต่เรียกอาจารย์ ๆ อยู่นั่นแหละ ฝ่ายหญิงเขาก็อายสิ แล้วเมื่อไหร่จะคว้าสาวงามมาครองได้?
เมิ่งฝานหยิบขวดยาหยกที่บรรจุ ‘ยาหยวนหลิงเสี่ยวหวน’ สองเม็ดส่งให้หลินเจี่ยน
“นี่คือยารักษาอาการบาดเจ็บระดับเซียนสองเม็ด แม้จะกู้คืนวรยุทธ์ให้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าร่างกายของพวกท่านจะไม่เป็นอะไร”
“ขอบใจมาก!” หลินเจี่ยนไม่เกรงใจ เขากล่าวขอบคุณพร้อมรับขวดยาไป
ยานี้ถือว่ามาได้ถูกเวลามาก โดยเฉพาะลู่เสี่ยวอวิ๋นที่ถูกขังอยู่ใต้ทะเลสาบปิงเยว์มานาน ร่างกายเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว เมื่อวานยังถูกทำลายวรยุทธ์ซ้ำอีก ตอนนี้ร่างกายของนางเรียกได้ว่าร่อแร่เต็มที ยาของเมิ่งฝานจึงเปรียบเสมือนพิรุณหยาดชโลมใจในยามยาก
หลินเจี่ยนรับยามาแล้วป้อนให้ลู่เสี่ยวอวิ๋นก่อนหนึ่งเม็ด จากนั้นตัวเองจึงกลืนลงไปอีกหนึ่งเม็ด
ยาหยวนหลิงเสี่ยวหวนสมกับเป็นยาปาฏิหาริย์ชุบชีวิตที่เยี่ยชิงอวี๋กล่าวอ้าง เพียงแค่กลืนลงไปไม่กี่วินาที ใบหน้าของหลินเจี่ยนและลู่เสี่ยวอวิ๋นก็เริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว
“จากนี้ไปเมื่อออกจากซู่ซันแล้ว มีแผนการอย่างไรต่อ?” เมิ่งฝานถามขึ้นลอย ๆ
เขาเพียงแค่ถามไปตามมารยาท แต่ใบหน้าของหลินเจี่ยนกลับแสดงความลังเลและลำบากใจออกมา สุดท้ายเขาก็กัดฟันกล่าวว่า “น้องเมิ่ง เพราะว่าเป็นเจ้าถาม ข้าถึงยอมบอก!”
เมิ่งฝานหัวเราะ “ทำไมกัน ท่านคิดจะไปที่ไหน มันถึงขั้นเป็นความลับเชียวหรือ?”
หลินเจี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นความลับจริง ๆ ข้าเตรียมตัวจะไปที่ ‘พรรคมารสวรรค์’ ”
พรรคมารสวรรค์?
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปทันที ในใจรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
พรรคมารสวรรค์แห่งนี้ เช่นเดียวกับสำนักราชาผี ต่างก็เป็นพรรคมารระดับยอดพลาอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“นี่ท่านเพราะวรยุทธ์ถูกทำลาย เลยเกิดความแค้นเคืองจนคิดจะเข้าพรรคมารเพื่อกลับมาล้างแค้นสำนักซู่ซันงั้นหรือ?” เมิ่งฝานถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย
การต้องพบเจอเคราะห์กรรมหนักขนาดนี้ หากคิดจะแก้แค้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจไม่ได้
ทว่าหลินเจี่ยนกลับส่ายหน้า “น้องเมิ่ง เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว วรยุทธ์ทั้งหมดของข้าได้มาจากสำนักซู่ซัน ในเมื่อสำนักต้องการเอาคืน ข้าก็คืนให้ไป ข้าไม่มีความอาฆาต และไม่ถึงขั้นคิดจะวางแผนล้างแค้นสำนักซู่ซันเพราะเรื่องแค่นี้หรอก!”
“แล้วทำไมถึงคิดจะเข้าพรรคมารสวรรค์ล่ะ?” เมิ่งฝานสงสัย
โดยปกติแล้ว ศิษย์ฝ่ายธรรมะย่อมไม่อยากตกต่ำลงสู่ทางมาร
หลินเจี่ยนกล่าวว่า “วรยุทธ์ของข้าถูกทำลาย รากฐานก็เสียหายหนักจนเกินจะเยียวยา จะให้เริ่มฝึกใหม่ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่จะให้ข้าเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต ข้าทำไม่ได้! ข้ารู้มาว่าที่พรรคมารสวรรค์มีวิชาหนึ่งที่ชื่อว่า ‘วิชามารสวรรค์’ ภายในนั้นมีการจดบันทึกเคล็ดวิชา ‘มารสวรรค์จำแลง’ เอาไว้ มารสวรรค์จำแลงคือการทำลายเพื่อสร้างใหม่ หล่อหลอมร่างจริงขึ้นมาอีกครั้ง ข้าเข้าพรรคมารก็เพื่อวิชานี้!”
วิชามารสวรรค์
เมิ่งฝานไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิชานี้เลย และไม่เคยได้ยินมาก่อน
“แต่ตอนนี้วรยุทธ์ของท่านถูกทำลาย การไปพรรคมารสวรรค์ด้วยสภาพนี้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก” เมิ่งฝานเตือน
หลินเจี่ยนยิ้ม “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องลองสู้ดูสักตั้ง”
การจะให้อัจฉริยะยอมรับสภาพการเป็นคนพิการไปตลอดกาลนั้นเป็นเรื่องยากจริง ๆ
เมิ่งฝานไม่เกลี้ยกล่อมอีกต่อไป ทางเดินของใครคนนั้นย่อมมีทางเลือกของตนเอง ไม่มีอะไรต้องโน้มน้าว
“ตกลง ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ”
“ขอบใจ!”
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาของหลินเจี่ยนและลู่เสี่ยวอวิ๋นจนยาวเหยียด ทั้งคู่ค่อย ๆ เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ
เมิ่งฝานมองตามแผ่นหลังของพวกเขาพลางส่ายหัวอย่างจนใจ
บางที นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้เหยียบย่างบนผืนดินของซู่ซัน
ส่วนเรื่องการไปพรรคมารสวรรค์เพื่อแสวงหา ‘วิชามารสวรรค์’ นั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์ เมิ่งฝานทำได้เพียงอวยพรให้หลินเจี่ยนเท่านั้น แต่ความหวังช่างริบหรี่เหลือเกิน!
เมื่อหลินเจี่ยนและลู่เสี่ยวอวิ๋นเดินไปจนลับสายตา เมิ่งฝานก็หันหลังกลับเข้าสำนักซู่ซัน
เมื่อถึงหอกระบี่ ท้องฟ้าก็มืดมิดสนิทแล้ว
เขาเริ่มฝึกฝนตามปกติเช่นทุกวัน
กินยาละลายวิญญาณ ฝึกวิชามโนภาพเทพอริยะซีหวง
กินยากลั่นหยวน ฝึกเคล็ดวิชาลมปราณลี้ลับและคัมภีร์สายฟ้าบริสุทธิ์
กินยากังวานทองคำ ฝึกกายาศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว
สลายพลังต้นกำเนิดกระบี่ ฝึกคัมภีร์โลหิตชาด
…
กาลเวลาไหลรินดั่งสายน้ำ วันเวลาที่ไม่ได้ออกไปแสดงฝีมือมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
ในที่สุดเมิ่งฝานก็ฝึก ‘กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียว’ ถึงขั้นที่สาม และด้วยความช่วยเหลือจากยากลั่นหยวนรวมถึงค่ายกลพันชั่ง ระดับพลังฝึกตนของเขาก็ประสบความสำเร็จเข้าสู่ ขั้นเทียนหยวนระดับที่ 4
ความจริงสำหรับเมิ่งฝานแล้ว ขั้นเทียนหยวนระดับ 4 กับระดับ 3 ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ในแง่ของพลังการต่อสู้… แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย!
เพราะหากเมิ่งฝานต้องสู้กับใคร เขามักจะสังหารได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียวอย่างเด็ดขาด
พื้นฐานวิถีกระบี่ของเขานั้นแข็งแกร่งเกินไป จนแทบไม่มีคำว่าการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ หากโจมตีครั้งแรกสังหารไม่ได้ การโจมตีครั้งต่อไปก็คงไม่ได้ผลเช่นกัน
ดังนั้นการเพิ่มปริมาณพลังปราณขึ้นมาอีกนิดหน่อย จึงไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก
แต่การที่กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรเขียวเลื่อนสู่ขั้นที่สาม ทำให้ความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยในการต่อสู้ได้ไม่น้อย
“ความจริงแล้ว มีเพียงการฝึกฝนจนเกิด ‘จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ เท่านั้นที่จะเพิ่มพลังการต่อสู้ให้ข้าได้อย่างเห็นชัดที่สุด แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน” เมิ่งฝานถอนหายใจ
หากฝึกจนเกิดจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ เขาจะสามารถฝึกวิชากระบี่ในระดับ ‘จิตวิญญาณกระบี่’ ได้อย่างง่ายดาย ถึงตอนนั้นแม้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับกลั่นหนิงตานขั้นสูง เขาก็สามารถรับมือได้อย่างสบาย ๆ!
“การสร้างจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องที่รีบร้อนไม่ได้ ตามความคืบหน้าในตอนนี้ หากข้าสามารถสร้างมันได้เมื่อถึงขั้นเทียนหยวนระดับที่ 9 ก็นับว่าไม่เลวแล้ว” เมิ่งฝานพึมพำเบา ๆ
เช้าวันต่อมา หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เมิ่งฝานก็เริ่มเช็ดทำความสะอาดกระบี่
เนื่องจากการฝึกคัมภีร์โลหิตชาดเมื่อคืนได้ใช้พลังต้นกำเนิดกระบี่ในร่างกายไปจนหมดสิ้น เขาจึงจำเป็นต้องดูดซับเข้ามาใหม่
เวลาผ่านไปปีกว่า เมิ่งฝานเกือบจะเช็ดทำความสะอาดกระบี่ในชั้นที่หนึ่งของหอกระบี่จนครบหมดแล้ว
นั่นหมายความว่าพลังต้นกำเนิดกระบี่ในชั้นที่หนึ่งเกือบจะถูกเขาดูดซับไปจนหมดสิ้นเช่นกัน
และผลลัพธ์ในหนึ่งปีนี้ คือการที่เขาก้าวข้ามสองขอบเขตใหญ่อย่าง เลี่ยนชี่และเจินอู่ จนมาถึงขอบเขตเทียนหยวน
แถมยังเป็นเทียนหยวนระดับ 4!
หากไม่ใช่เพราะช่วงไม่กี่เดือนมานี้ เขาใช้พลังต้นกำเนิดกระบี่ทั้งหมดไปกับคัมภีร์โลหิตชาด ระดับพลังของเขาในตอนนี้คงจะน่าตกใจยิ่งกว่านี้อีก
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนมาก ปราณมารในร่างกายของเมิ่งฝานตอนนี้มีขนาดไม่น้อยเลยทีเดียว
“อีกเพียงไม่กี่ครั้ง พลังต้นกำเนิดจากกระบี่ในชั้นที่หนึ่งก็จะถูกข้าดูดซับจนหมด!” เมิ่งฝานขมวดคิ้ว
กระบี่ในหอกระบี่ซู่ซันนั้นมีจำนวนมหาศาลเกินจะพรรณนา
จำนวนกระบี่ในชั้นแรกนั้นน่าตกใจที่สุด เพราะมีกระบี่รวมกันเกือบ ‘หนึ่งหมื่นเล่ม’
และตอนนี้ พลังต้นกำเนิดของกระบี่เกือบหมื่นเล่มนี้ กำลังจะถูกเมิ่งฝานดูดซับไปจนสิ้น
ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงจริง ๆ
“ไม่รู้ตัวเลยว่า ข้าดันทำเรื่องที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ลงไปเสียแล้ว” เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
หลังจากเช็ดกระบี่ไปได้สิบกว่าเล่มโดยไม่พบความทรงจำจากไอกระบี่ที่พิเศษอะไร เมิ่งฝานก็กลับเข้าห้องแล้วเรียก ‘หงชี่’ ออกมา
ตั้งแต่กระบี่หงชี่กลายเป็นกระบี่บินประจำตัวของเมิ่งฝาน ทั้งตัวกระบี่และจิตวิญญาณของหงชี่ต่างก็ได้อานิสงส์จากพลังต้นกำเนิดกระบี่ของเมิ่งฝานไปไม่น้อย
เมิ่งฝานอยากจะดูว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง
“นายท่าน ท่านเรียกข้าหรือ?” ร่างเสมือนของหงชี่พุ่งออกมาจากกระบี่หงชี่ ลอยอยู่ตรงหน้าเมิ่งฝาน