วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 200 หอศาสตราชั้นที่ห้า
บทที่ 200 หอศาสตราชั้นที่ห้า
“อาจารย์ เมื่อครู่ท่านบอกว่ากระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ผีแห่งยมโลก แล้วท่านไปได้มันมาจากไหนกันขอรับ?”
เมิ่งฝานพลันนึกถึงคำถามนี้ขึ้นมาได้
ความหายากของกระบี่ผีเล่มนี้แทบไม่ต่างจากกระบี่อมตะเลย
แล้วอาจารย์ออกไปข้างนอกเพียงครู่เดียว จะไปหากระบี่ระดับนี้มาจากไหนได้ง่ายดายปานนั้น?
อาวุโสหลินยิ้มแล้วกล่าวว่า “กระบี่เล่มนี้เป็นของที่ท่านเจ้าสำนักได้มา ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งของท่าน ไปรับกระบี่เล่มนี้มาเก็บรักษาไว้ในหอศาสตราเท่านั้นเอง”
ท่านเจ้าสำนักเป็นคนได้มา เมิ่งฝานไม่กล้าซักไซ้ต่อ
นามของเจ้าสำนักหลินจิงหง กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในใจของเขาไปเสียแล้ว เป็นเรื่องที่เขาไม่อยากจะเข้าไปแตะต้องหากหลีกเลี่ยงได้
“อาจารย์ขอรับ ก่อนหน้านี้ศิษย์เคยเห็นว่ากระบี่ปราบอสูรถูกเก็บรักษาไว้ที่หอปราบอสูร หากกระบี่ผีเล่มนี้มีระดับเทียบเท่ากระบี่อมตะ ทำไมถึงไม่นำไปเก็บไว้ที่หอปราบอสูร แต่กลับส่งมาเก็บที่หอศาสตราแทนล่ะขอรับ?”
ในความรับรู้ของเมิ่งฝาน กระบี่ปราบอสูรในฐานะกระบี่อมตะถูกเก็บไว้ที่นั่น ดังนั้นศาสตราอื่นที่มีระดับเดียวกันก็ควรจะถูกเก็บไว้ที่หอปราบอสูรเช่นกัน
หอศาสตรามีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะเก็บรักษาศาสตราในระดับนี้จริง ๆ หรือ?
อาวุโสหลินเหลือกตาขึ้นพลางจ้องมองเมิ่งฝานแล้วกล่าวว่า
“เจ้าเด็กคนนี้ เป็นศิษย์หอศาสตราแท้ ๆ แต่กลับกล้ามองข้ามหอศาสตราของตัวเองเชียวหรือ!”
เมิ่งฝานยิ้มเก้อ ๆ รู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
เมื่อครู่เขาไม่ทันระวัง เผลอแสดงความคิดที่ดูแคลนหอศาสตราออกมาเล็กน้อย
ทว่าหากมองตามจริง หอศาสตราแห่งนี้มีคนอยู่เพียงสามคน คืออาวุโสหลิน ตัวเขาเอง และศิษย์พี่หลัวที่มีตัวตนราวกับไม่มี
ส่วนพระน้อยอู๋เทียนที่เพิ่งมาพำนัก ย่อมไม่นับรวม
เอ่อ… ไม่นับเป็นคนของหอศาสตรา!
อาวุโสหลินทอดถอนใจแล้วยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “กระบี่เฮยฉวนเล่มนี้จะไปเปรียบกับกระบี่ปราบอสูรได้อย่างไร? กระบี่ปราบอสูรนั้นคือศาสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสมบัติล้ำค่าสูงสุดของซู่ซัน เช่นเดียวกับหอปราบอสูร ทั้งสองสิ่งล้วนเป็นอาวุธสำคัญที่มีไว้เพื่อสยบอสูรและภูตผีทั่วหล้า”
“การเก็บกระบี่ปราบอสูรไว้ที่นั่น ก็เพราะหอปราบอสูรจำเป็นต้องใช้พลานุภาพของมัน! ส่วนกระบี่เฮยฉวนเล่มนี้ แม้จะเป็นกระบี่ผี แต่หากเทียบชั้นกันแล้วยังด้อยกว่ากระบี่ปราบอสูรอยู่มากนัก”
“ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้เหมือนกับกระบี่โลหิตวิญญาณที่มีไอสังหารชั่วร้ายพุ่งทะยานเสียดฟ้า จนต้องนำไปกักขังไว้ในหอปราบอสูรเพื่อกดทับพลังของสิ่งนี้จะเก็บไว้ในหอศาสตราแล้วมันมีตรงไหนไม่เหมาะสมกัน?”
อาวุโสหลินพูดไปพลางรู้สึกหงุดหงิดใจ จึงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยสายตาค้อน ๆ อีกครั้ง
ท่านหยิบกระบี่เฮยฉวนขึ้นมา แล้วกล่าวกับเมิ่งฝานว่า “เจ้าหนุ่มน้อย กล้าดีนักที่ดูถูกรากฐานของหอศาสตรา วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย”
อาวุโสหลินลุกขึ้นจากอาสนะแล้วกวักมือเรียก
“ตามข้ามา”
เดิมทีท่านตั้งใจจะให้เมิ่งฝานลงไปก่อน แล้วค่อยนำกระบี่เฮยฉวนไปเก็บไว้ยังที่ของมันเงียบ ๆ
แต่บัดนี้ท่านเปลี่ยนใจแล้ว ตัดสินใจพาเมิ่งฝานไปเปิดโลกทัศน์เสียเลย
เมิ่งฝานคือศิษย์ผู้สืบทอดสายตรงเพียงคนเดียวของท่าน และยังเป็นว่าที่เจ้าของหอศาสตราในอนาคต ถึงเวลาแล้วที่เจ้าหนุ่มคนนี้ควรจะได้ทำความรู้จักกับหอศาสตราให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อาวุโสหลินถือกระบี่เฮยฉวนก้าวขึ้นบันไดมุ่งสู่ชั้นที่สามของหอศาสตรา
ดวงตาของเมิ่งฝานเป็นประกาย รีบติดตามอาวุโสหลินขึ้นไปทันที
นับตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่นานกว่าหนึ่งปี เขาเคยขึ้นไปชั้นสามเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือตอนที่อาวุโสหลินมอบกระบี่ชื่อเสี่ยหยางให้แก่เขา
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ก็น่าเห็นใจศิษย์พี่หลัว เพราะแม้จะอยู่ที่นี่มานานหลายปี แต่เขาก็ยังไม่เคยได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปชั้นสามเลยแม้แต่ครั้งเดียว เต็มที่ก็ได้อยู่แค่ชั้นสองเท่านั้น
เพียงไม่กี่อึดใจ เมิ่งฝานก็เดินตามอาวุโสหลินมาถึงชั้นที่สามของหอศาสตรา
ทว่าเมื่อถึงชั้นสามแล้ว ฝีเท้าของอาวุโสหลินยังไม่หยุดนิ่ง ท่านยังคงเดินนำขึ้นบันไดมุ่งสู่ชั้นที่สี่ต่อไป
ใจของเมิ่งฝานกระตุกวาบ นี่จะขึ้นไปถึงชั้นสี่เลยหรือ?
เขาไม่เคยขึ้นไปชั้นสี่มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว จึงรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
ไม่นานนัก เขาก็ตามอาวุโสหลินขึ้นมาถึงชั้นที่สี่ของหอศาสตรา
อาวุโสหลินหันมามองเมิ่งฝานแล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าขึ้นมาถึงชั้นสี่ใช่ไหม?”
เมิ่งฝานพยักหน้าตอบรับ “ใช่ขอรับท่านอาจารย์!”
เขาเหลือบมองสำรวจรอบ ๆ ชั้นที่สี่นี้ พื้นที่แคบกว่าชั้นสามเล็กน้อย และไอพลังกระบี่ดูจะเบาบางกว่าชั้นสามเสียด้วยซ้ำ
แต่นั่นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะโครงสร้างของหอศาสตรานั้นมีรูปทรงกรวย ยิ่งสูงพื้นที่ยิ่งแคบลง
ภายในชั้นที่สี่ของหอศาสตรา ส่วนใหญ่จัดเก็บกระบี่ระดับเต๋าและมีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อยู่เพียงไม่กี่เล่ม
หากไล่เรียงตามลำดับ
ชั้นที่สาม ส่วนใหญ่เป็นกระบี่ระดับธรรมและมีกระบี่ระดับเต๋าอยู่บ้าง
ชั้นที่สอง ส่วนใหญ่เป็นกระบี่วิญญาณและมีกระบี่ระดับธรรมปะปน
ชั้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นกระบี่สามัญและมีกระบี่วิญญาณอยู่ประปราย
…
เมิ่งฝานพลันรู้สึกใจสั่นสะท้าน หากเรียงลำดับความล้ำค่าตามความสูงเช่นนี้…
ภายในหอศาสตราชั้นที่ห้า มิใช่ว่าจะเป็นแหล่งรวมของกระบี่เทพและกระบี่อมตะหรอกหรือ?
อาวุโสหลินเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเมิ่งฝานก็ยิ้มอย่างพึงใจ
“ในภายภาคหน้าหากมีโอกาส เจ้าค่อยขึ้นมาสำรวจชั้นสี่ให้เต็มที่ แต่เป้าหมายของเราในวันนี้คือชั้นที่ห้า”
เป็นอย่างไรล่ะ เจ้ายังกล้าดูถูกหอศาสตราอยู่อีกไหม? ตกใจจนพูดไม่ออกเลยล่ะสิ? อาวุโสหลินแอบภาคภูมิใจในใจเล็กน้อย
จากนั้นท่านก็ก้าวเดินนำขึ้นบันไดต่อไป
เมิ่งฝานรีบดึงสติกลับมาและตามไปอย่างรวดเร็ว เขาใจจดใจจ่ออยากรู้ว่าข้อสันนิษฐานของตนนั้นถูกต้องหรือไม่
ในที่สุด เขาก็มาถึงชั้นที่ห้าของหอศาสตรา… ชั้นที่สูงที่สุด!
พื้นที่ในชั้นนี้ไม่ได้กว้างขวางนัก และค่อนข้างจะดูแออัด
กระบี่ที่วางเรียงรายอยู่มีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเมิ่งฝานกวาดสายตาดูคร่าว ๆ ก็พบว่ามีเพียงสิบกว่าเล่มเท่านั้น
ความจริงแล้ว ด้วยสายตาของเมิ่งฝานในตอนนี้ เขาสามารถแยกแยะได้เพียงกระบี่ระดับธรรมเท่านั้น กระบี่ที่สูงส่งกว่านั้นเขาไม่อาจระบุระดับที่แน่นอนได้
แต่ในตอนนี้ อาวุโสหลินรับหน้าที่เป็นผู้อธิบาย โดยกล่าวกับเมิ่งฝานว่า
“ชั้นที่ห้าของหอศาสตราแห่งนี้ มีกระบี่สถิตอยู่ทั้งสิ้นสิบสามเล่ม”
“ในจำนวนนั้นเป็นกระบี่เทพเก้าเล่ม กระบี่อมตะสามเล่ม และกระบี่มารหนึ่งเล่ม! ทว่าหากรวมกระบี่เฮยฉวนเล่มนี้เข้าไปด้วย ก็จะมีทั้งหมดสิบสี่เล่ม”
ทุกเล่มในชั้นที่ห้านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตของกระบี่ระดับเต๋าทั้งสิ้น!
เมิ่งฝานเดาไม่ผิดจริง ๆ ชั้นสูงสุดแห่งนี้คือที่พำนักของกระบี่เทพเป็นส่วนใหญ่ และมีกระบี่อมตะเป็นสมบัติล้ำค่า
หอศาสตราแห่งซู่ซัน สมกับเป็นชื่อเสียงที่เกริกไกรไปทั่วแผ่นดินโดยแท้
ต่อให้เป็นหอศาสตราของสำนักกระบี่คุนหลุน หรือสำนักกระบี่อู๋จี๋ ก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับหอศาสตราของซู่ซันได้เลย ความห่างชั้นนั้นไม่ใช่เพียงเล็กน้อย แต่ราวฟ้ากับดิน!
“อาจารย์ นี่มัน…” เมิ่งฝานตกอยู่ในอาการตะลึงงัน เขาอยากจะเอ่ยคำพูดใดออกมาแต่ก็ดูเหมือนคำพูดจะติดอยู่ที่ลำคอ
รากฐานที่แท้จริงของหอศาสตราแห่งซู่ซันนั้น เกินความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
เดิมทีเขาเคยคิดว่า ในหอศาสตราแห่งนี้หากมีกระบี่เทพสักเล่มหรือสองเล่มก็นับว่าสุดยอดหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว ท้ายที่สุดกระบี่ระดับเทพถือเป็นจุดสูงสุดของโลกมนุษย์
อย่างเซียนกระบี่ตานเจี้ยน ผู้ที่เกรียงไกรที่สุดเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็ครอบครองกระบี่เทพเพียงเล่มเดียวเท่านั้น
มิน่าเล่า อาจารย์ถึงไม่ได้ไยดีในกระบี่เทพชิงอวิ๋นของเซียนกระบี่ตานเจี้ยนเลยแม้แต่น้อย เพราะในหอศาสตราแห่งซู่ซันมีกระบี่เทพให้เลือกใช้มากมายจนล้นมือ ท่านจะใช้เล่มไหนก็ได้ตามปรารถนา แล้วเหตุใดจะต้องไปใส่ใจกระบี่ชิงอวิ๋นเพียงเล่มเดียวให้เสียเวลา?
เมิ่งฝานมองดูอาวุธระดับตำนาน ทั้งกระบี่เทพ กระบี่เซียน และกระบี่ผีที่วางเรียงราย ในใจอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้
ในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตนเองนั้นช่างกบในกะลายิ่งนัก
ที่สำนักกระบี่ซู่ซันสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงและมีชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วหล้า ไม่ใช่เพียงเพราะบารมีที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนเท่านั้น
แต่รากฐานแห่งวิถีกระบี่ที่ซ่อนอยู่นี้ ช่างลึกซึ้งและน่าเกรงขามจนยากจะหยั่งถึงจริง ๆ!
“ศิษย์รัก บัดนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม? หอศาสตราแห่งนี้คือสถานที่ที่สำนักซู่ซันเก็บรักษาศาสตรากระบี่ที่ล้ำค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระบี่เทพหรือกระบี่เซียนก็ตาม! ส่วนหอปราบอสูรนั้น เดิมทีมันถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่น แม้หอนั้นจะแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม แต่โดยเนื้อแท้แล้ว มันไม่ใช่สถานที่ที่มีไว้เพื่อเก็บรักษาอาวุธกระบี่โดยเฉพาะ”
ความจริงหากพูดถึงความสำคัญต่อสำนัก หอศาสตราอาจจะดูด้อยกว่าหอปราบอสูรเล็กน้อย แต่อาวุโสหลินในฐานะผู้ดูแลหอศาสตรา ก็จำต้องกู้ศักดิ์ศรีและเชิดชูหอของตนเองไม่ให้น้อยหน้าใคร
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ” เมิ่งฝานรับคำอย่างนอบน้อม
อาวุโสหลินยิ้มพลางกล่าวต่อ “ศิษย์รัก เจ้าคือศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของข้า ดังนั้นหอศาสตราแห่งซู่ซันแห่งนี้ ไม่ช้าก็เร็วภาระหน้าที่ในการดูแลย่อมต้องตกทอดถึงมือเจ้า บัดนี้เจ้าควรตระหนักได้แล้วว่าภาระบนบ่าของเจ้านั้นหนักหน่วงเพียงใด”
“แม้เจ้าจะมีพรสวรรค์เพียงใด แต่ก็จงอย่าได้ถือดีหรือลำพองในตนเอง พึงระลึกไว้เสมอว่าความรับผิดชอบที่เจ้าต้องแบกรับนั้นยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่นนัก กระบี่เหล่านี้… สักวันหนึ่งจะต้องอาศัยเจ้าเป็นผู้พิทักษ์รักษา!”
อาวุโสหลินสวมบทบาทอาจารย์ผู้เคร่งครัดที่หาได้ยากยิ่ง ท่านตีสีหน้าขรึมและเอ่ยสั่งสอนเมิ่งฝานด้วยความตั้งใจจริง