วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 205 การล้างเลือดที่แท้จริง ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 205 การล้างเลือดที่แท้จริง ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
บทที่ 205 การล้างเลือดที่แท้จริง ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
“เจ้ายังกลัวว่าศิษย์พี่เมิ่งฝานจะได้ยินอีกหรือ? ข้าว่าเจ้าแอบหวังให้เขาได้ยินเสียมากกว่า!”
หลิวเยียนผิงเย้าพลางหยิกหมับเข้าที่บั้นเอวของหยางซือซือ
สองสาวพลันหยอกล้อพัลวัน ทั้งข่วนทั้งหยิกกันไปมา หลิวเยียนผิงและหยางซือซือถือเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เยาว์วัย สนิทสนมกันราวกับพี่น้องแท้ ๆ การกลั่นแกล้งกันเช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับพวกนาง
เมิ่งฝานที่นั่งอยู่ในรถม้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ ไม่ว่าแม่นางน้อยคนนั้นจะอยากให้เขาได้ยินหรือไม่ อย่างไรเสียเขาก็ได้ยินอยู่ดี เขาเพิกเฉยต่อเสียงนกเสียงกาของเด็กสาวทั้งสอง แล้วมุ่งเน้นฝึกฝนอย่างสงบเงียบ เมื่อจิตใจไม่ฟุ้งซ่านด้วยเรื่องสตรี การบำเพ็ญเพียรย่อมก้าวหน้าไปตามธรรมชาติ
เขาค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิ ปิดกั้นเสียงจ้อกแจ้กจอแจภายนอกรถม้าไปจนสิ้น
เมืองคงเยว่ไม่ได้อยู่ใกล้สำนักกระบี่ซู่ซันเลยแม้แต่น้อย แม้จะเร่งฝีเท้าเดินทางตลอดทาง ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันสี่คืนกว่าจะถึงจุดหมาย รุ่งเช้าของวันที่สี่ ทั้งสามคนก็เดินทางมาถึงเมืองคงเยว่ในที่สุด
ตลอดการเดินทาง หยางซือซือแม้จะมีความคิดอยากสานสัมพันธ์กับเมิ่งฝานให้ก้าวหน้าเพียงใด แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด เพราะแม้แต่โอกาสจะพูดคุยกันสักประโยคก็นับว่าหายากยิ่ง
“ศิษย์พี่เมิ่งฝาน ภารกิจฝึกฝนในครั้งนี้คือให้พวกเราชำระล้างศิษย์สำนักเงาปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณใกล้เคียงเมืองคงเยว่เจ้าค่ะ ตามข้อมูลที่ได้รับมา น่าจะมีศิษย์สำนักเงาปีศาจเหลืออยู่เพียงคนเดียว ขอเพียงกำจัดเขาได้ พวกเราก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว” หลิวเยียนผิงกล่าวรายงาน
ในเมื่อภารกิจนี้เปิดรับสมัครศิษย์ขั้นวรยุทธ์แท้จริง ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่าศิษย์สำนักมารที่กบดานอยู่นั้น ระดับพลังคงไม่เกินขั้นวรยุทธ์แท้จริงแน่นอน สำหรับสมุนปลายแถวเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมไม่ได้เห็นอยู่ในสายตา
“ภารกิจครั้งนี้ให้เจ้าเป็นผู้นำ ข้าเพียงทำหน้าที่คุ้มกันเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเจ้าจะปลอดภัย หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้ ข้ายังมีที่ที่ต้องแวะไประหว่างทาง ดังนั้นข้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการสืบหาที่กบดานหรือการลงมือจัดการ ล้วนต้องอาศัยฝีมือของพวกเจ้าเอง”
ทันทีที่ถึงเมืองคงเยว่ เมิ่งฝานก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเขาเป็นเพียงผู้ดูแลอยู่ห่าง ๆ เว้นเสียแต่ว่าพวกนางจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต มิฉะนั้นเขาจะไม่สอดมือเข้าไปเด็ดขาด
ที่โรงเตี๊ยมไหลฝูในเมืองคงเยว่ ทั้งสามคนเช่าห้องพักไว้สองห้อง หลิวเยียนผิงและหยางซือซือพักห้องเดียวกัน ส่วนเมิ่งฝานแยกพักอีกห้องหนึ่ง ไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดเงิน แต่เป็นความต้องการของเด็กสาวทั้งสองเองที่อยากอยู่ด้วยกันเพื่อความอุ่นใจยามออกมาต่างถิ่น
หลังมื้อกลางวัน เมิ่งฝานกลับห้องพัก ส่วนหลิวเยียนผิงและหยางซือซือออกไปสืบหาเบาะแส เมิ่งฝานกำชับไว้สั้น ๆ ว่าหากพบอันตรายห้ามฝืน ให้รีบกลับมาหาเขา ส่วนจะให้เขาตามไปเป็นเงาตามตัวนั้นหรือ?
เขาขี้เกียจเกินไป!
ท้ายที่สุดแล้วการเดินทางครั้งนี้ของเขาเป็นเพียงทางผ่าน ไม่ได้มาเพื่อเป็นองครักษ์ส่วนตัวให้ใคร
ตลอดช่วงบ่าย เมิ่งฝานนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้องอย่างสงบนิ่ง จิตใจแน่วแน่ไม่ว่อกแว่ก แม้จะเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนหยวนชั้นที่หกได้ไม่นาน แต่ด้วยแรงเสริมจากยาหนิงหยวนตานและต้นกำเนิดกระบี่ ระยะห่างระหว่างเขากับชั้นที่เจ็ดจึงไม่ได้ไกลเกินเอื้อมนัก เพียงแต่ยามอยู่ข้างนอกเช่นนี้ เขาขาดปัจจัยเสริมอย่างค่ายกลรวมวิญญาณที่เคยใช้ฝึกฝนทุกวันในสำนักไป
เมื่อยามเย็นใกล้มาถึง คิ้วของเมิ่งฝานพลันขมวดมุ่น
ต้นกำเนิดกระบี่ในร่างกายของเขาหมดสิ้นแล้ว
ก่อนออกจากเขาสู่ซัน เขาได้ทำความสะอาดศาสตราวุธชั้นหนึ่งจนหมดสิ้น แม้จะสะสมต้นกำเนิดกระบี่มาจำนวนหนึ่ง แต่ตลอดสี่วันที่เดินทาง เขาฝึกฝนแทบไม่หยุดหย่อน พลังเหล่านั้นจึงถูกใช้ไปจนหมด
“รู้อย่างนี้ควรขึ้นไปชั้นสองของหอศาสตราเพื่อสะสมต้นกำเนิดกระบี่ให้มากกว่านี้ ตอนนี้พลังหมดสิ้นแล้ว ในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้จะไปหาต้นกำเนิดกระบี่มาจากที่ไหนกัน” เมิ่งฝานพึมพำอย่างอับจนหนทาง
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบขึ้นมาในใจ
การหาต้นกำเนิดกระบี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย เพราะเขามี ‘คลังสมบัติ’ ติดตัวมาอยู่แล้ว!
เขาหยิบลูกแก้วกระบี่มรดกของเซียนกระบี่โอสถออกมาจากแหวนมิติ ภายในนั้นมีกระบี่วิญญาณกว่าร้อยเล่ม ซึ่งเขายังไม่เคยดูดซับต้นกำเนิดกระบี่จากพวกมันเลยแม้แต่เล่มเดียว
“อย่างไรเสีย ต้นกำเนิดกระบี่เหล่านี้ก็ต้องถูกข้าดูดซับอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว ถือโอกาสนี้จัดการเลยแล้วกัน”
เมิ่งฝานกำลังอยู่ในช่วงที่สมาธิกำลังเข้าที่ เขาจึงไม่อยากหยุดพัก เขาทยอยหยิบกระบี่วิญญาณออกมาจากลูกแก้วทีละสิบเล่ม แล้วเริ่มเช็ดถูทีละเล่มอย่างใจเย็น เมื่อเช็ดถึงเล่มที่แปด พลันมีกระแสพลังกระบี่พุ่งเข้าหาเขา เมิ่งฝานรีบดูดซับไอพลังปราณนั้นเพื่อเปลี่ยนเป็นความทรงจำทันที
ในนิมิตปรากฏภาพป่าดงดิบมืดมิดทอดตัวกว้างสุดสายตา ต้นไม้ทุกต้นล้วนมีสีดำสนิท แม้แต่กิ่งก้านและใบไม้ก็ดำมืดราวกับถูกย้อมด้วยหมึก
“ช่างเป็นสถานที่ที่พิลึกยิ่งนัก” เมิ่งฝานพึมพำในใจ เขาไม่เคยเห็นป่าที่อึดอัดและน่าสยดสยองเช่นนี้มาก่อน
กลางป่ามืดมิดนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังฝึกกระบี่อยู่ นางดูมีอายุเพียงสิบสามหรือสิบสี่ปี ใบหน้าของนางเย็นชาถึงขีดสุด เมิ่งฝานรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้ดูไร้ความรู้สึกยิ่งกว่าเย่ชิงหยูเสียอีก ภาพในความทรงจำยังดำเนินต่อไป วันแล้ววันเล่าที่หญิงสาวมาฝึกกระบี่ที่นี่ และเมิ่งฝานก็ได้รู้ว่าที่นี่คือ ‘ป่าเฮยเฟิง’ ในเขตจงหยวนเสินโจว
จงหยวนเสินโจวเป็นดินแดนที่เมิ่งฝานเคยเห็นเพียงในนิมิตของกระบี่บางเล่มเท่านั้น ตัวเขาไม่เคยได้ไปสัมผัสจริง ป่าเฮยเฟิงแห่งนี้คือเขตอิทธิพลของสำนักหมิงหยวน ดินแดนที่สำนักนี้ปกครองถูกเรียกว่า ‘ดินแดนปรโลก’ เต็มไปด้วยบรรยากาศพิศวงที่แม้แต่นักพรตทั่วไปยังต้องเลี่ยง เพราะการก้าวเข้าไปนั้นมีโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งในสิบ
หญิงสาวคนนี้คือศิษย์สำนักหมิงหยวน นามว่าสวี่เว่ยเอ้อร์
ความทรงจำดำเนินไปจนถึงวันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังฝึกกระบี่ ชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีเขียวคนหนึ่งก็ขี่กระบี่บินร่อนลงมากลางป่าเฮยเฟิง ชายผู้นี้คือ ‘เย่หลิงหยุน’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เซียนกระบี่โอสถ’ ผู้ที่เคยโด่งดังสะท้านแผ่นดินเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เย่หลิงหยุนไม่ได้เอ่ยคำพูดใด เพียงแค่แผ่พลังกระบี่ออกมาวูบหนึ่ง ศีรษะของเด็กสาวก็หลุดกระเด็นออกจากบ่าทันที
“นี่มัน…” เมิ่งฝานขมวดคิ้วแน่น
เซียนกระบี่โอสถลงมือสังหารเด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำให้เขารู้สึกตกใจไม่น้อย
“ข้ามายังสำนักหมิงหยวนในวันนี้ เพื่อล้างผลาญดินแดนปรโลกให้สิ้นซาก คืนความสงบสุขให้แก่ใต้หล้า” เซียนกระบี่โอสถมองร่างไร้วิญญาณนั้นด้วยแววตาเย็นชา
จากนั้น ภาพที่ปรากฏคือการสังหารหมู่ขนานใหญ่ สำนักหมิงหยวนทั้งสำนักถูกเหยียบราบพณาสูร ศิษย์ทุกคนถูกสังหารสิ้น ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว! เป็นการล้างบางขนานแท้ที่ไม่เหลือแม้แต่ไก่หรือสุนัขรอดชีวิต
ความทรงจำสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เมิ่งฝานลืมตาขึ้นช้า ๆ เขามองดูกระบี่ในมือพลางทอดถอนใจ
เรื่องที่เซียนกระบี่โอสถล้างสำนักหมิงหยวนนั้น เขาไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมดจึงไม่ขอตัดสินความถูกผิด แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้ผ่านนิมิตคือความโหดร้ายทารุณของโลกใบนี้ ชีวิตคนช่างเปราะบางราวกับเศษหญ้า ล้มตายกันได้อย่างง่ายดาย บางครั้งถึงขั้นถูกสังหารล้างโคตรจนเลือดนองเป็นภูเขา
เมื่อครั้งที่อาจารย์ของเขา กวาดล้างสำนักดาบโลหิต เมิ่งฝานไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจนัก เพราะคิดว่าเป็นเพียงการล้างแค้น แม้จะรุนแรงไปบ้าง แต่เมื่อได้เห็นภาพการล้างสำนักด้วยตาตัวเองเช่นนี้ เขาจึงประจักษ์ถึงความโหดเหี้ยมและความไร้ทางสู้ของผู้อ่อนแอ
หากวันใดวันหนึ่ง มีจอมยุทธ์ที่ทรงพลังคิดจะเหยียบย่ำสำนักกระบี่ซู่ซันของเขาขึ้นมาบ้างเล่า…