วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 230 คุณสมบัติด้านวิถีกระบี่อันน่าสะพรึง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 230 คุณสมบัติด้านวิถีกระบี่อันน่าสะพรึง
บทที่ 230 คุณสมบัติด้านวิถีกระบี่อันน่าสะพรึง
นามสกุลซู่นั้นเมิ่งฝานพอจะเข้าใจได้ อย่างไรเสียที่นี่ก็คือซู่ซัน เจ้าหนูคนนี้จะตั้งนามสกุลให้ตนเองว่าสู่ย่อมเป็นเรื่องปกติ
แต่ชื่อ ‘ฉางเซิง’ นั้นล่ะ…
“ไม่เลว ชื่อดี มีปณิธาน!” เมิ่งฝานกล่าวกับเสี่ยวฮุย ไม่สิ ต้องกล่าวกับฉางเซิงถึงจะถูก
ว่ากันตามตรง ชื่อฉางเซิงพอเรียกออกมาแล้วดูมีสง่าราศีขึ้นมาไม่น้อย ดีกว่าชื่อเสี่ยวฮุยมากนัก ส่วนชื่อ “เสี่ยวฮุย” นั้น ฟังดูเหมือนเรียกสัตว์เลี้ยง ไม่แมวก็สุนัข
ซู่ฉางเซิงยิ้มให้เมิ่งฝานด้วยสีหน้าที่ดูซื่อบื้ออยู่สักหน่อย
“แม้ฉางเซิงจะไม่มีรากปราณ แต่ในด้านวิถีกระบี่เขากลับมีพรสวรรค์ไม่เบาเลยทีเดียว เพลงกระบี่ที่ท่านถ่ายทอดให้เขานั้น เขาฝึกฝนจนดูมีสง่าราศีไม่น้อย ข้าเห็นเข้าเลยสอนเพลงกระบี่คลื่นสมุทรเขียวให้เขาไปด้วย!” หลิวเยียนผิงกล่าวกับเมิ่งฝาน
เห็นได้ชัดว่าหลิวเยียนผิงและหยางสือ สองสาวน้อยนี้ให้ความเอ็นดูและห่วงใยเด็กคนนี้มากจริง ๆ
“ดังนั้น เจ้าเลยไม่ได้ส่งเขาไปที่ฝ่ายงานเบ็ดเตล็ด แต่ให้อยู่ที่ตำหนักหลอมยาแทนรึ?” เมิ่งฝานถาม
“ใช่แล้ว พอดีที่บ้านข้ามีแต่พี่ชาย ไม่มีน้องชาย ข้าอยากได้น้องชายมานานแล้ว ฉางเซิงก็คือน้องชายของข้าตั้งแต่ตอนนี้!” หลิวเยียนผิงกล่าวด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
นางชอบเด็กคนนี้มากจริง ๆ สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือเขาไม่มีรากปราณ!
เมื่อไม่มีรากปราณก็ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ ต่อให้คิดจะเปลี่ยนไปเป็นนักหลอมยาก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการหลอมยาก็จำเป็นต้องใช้ปราณแท้เช่นกัน
แต่อย่างน้อยก็สามารถปั้นให้เป็นหมอรักษาโรคได้ อย่างน้อยก็มีวิชาติดตัวไว้เลี้ยงชีพ
“ฉางเซิง แสดงเพลงกระบี่ให้ท่านลุงเมิ่งของเจ้าดูหน่อยสิ ถือโอกาสให้เขาช่วยชี้แนะเจ้าด้วย เพลงกระบี่ของเขานั้นเก่งกาจมากนะ ขนาดเพลงกระบี่ของพี่สาวตอนแรกเขาก็เป็นคนสอนให้ ถ้าเขาเต็มใจชี้แนะเจ้า เจ้าได้กำไรมหาศาลแน่!” หลิวเยียนผิงกล่าวกับสู่ฉางเซิง
“ได้เลย พี่สาว”
ซู่ฉางเซิงพยักหน้าให้หลิวเยียนผิง จากนั้นก็เบิกตากว้างมองเมิ่งฝานพลางถามด้วยความคาดหวัง “ท่านลุงเมิ่ง ได้ไหมขอรับ?”
เมิ่งฝานกระตุกมุมปาก ตัวเองกลายเป็นลุงได้ยังไงกัน?
ตัวเองเพิ่งอายุยี่สิบเองนะ!!!
เขามองไปที่หลิวเยียนผิง แม่สาวน้อยคนนี้จงใจชัด ๆ
จะเป็นลุงก็ลุงแล้วกัน เมิ่งฝานก็เป็นผู้ชาย ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความแตกต่างระหว่างคำว่าพี่สาวกับป้าแบบผู้หญิง!
“งั้นเยียนผิง เมื่อฉางเซิงเรียกข้าว่าลุง และเจ้าก็เป็นพี่สาวของฉางเซิง ต่อไปอย่าลืมเรียกข้าว่าลุงด้วยล่ะ!” เมิ่งฝานกล่าวพลางยิ้ม
ลำดับญาติแบบนี้ ก็นับว่าไม่เลวเหมือนกัน!
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิวเยียนผิงแข็งทื่อค้างอยู่กับที่ทันที
เพลินอยู่กับการแกล้งเมิ่งฝานจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“หลิวเยียนผิงศิษย์น้อง เรียกว่าลุงให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม?” เมิ่งฝานพูดอย่างได้ใจ
หลิวเยียนผิงเลือกที่จะเมินเฉย แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ส่วนหยางสือที่อยู่ด้านข้างก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ คราวนี้ไม่ได้หน้าแดงเขินอายแล้ว
อีกสักครู่ ซู่ฉางเซิงก็เริ่มฝึกดาบ ส่วนเมิ่งฝานจ้องมองอย่างตั้งใจ
ก่อนหน้านี้เขามีความประทับใจต่อเด็กคนนี้ไม่น้อย รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีนิสัยมุ่งมั่นเข้มแข็ง จึงมีความชื่นชมอยู่บ้าง
ซู่ฉางเซิงถือกระบี่ไม้เล่มหนึ่ง ร่ายรำ “วิชาชักกระบี่ขีดสุด” ต่อหน้าเมิ่งฝาน
แม้จะเป็นเพียงกระบี่ไม้และฝักไม้ ทว่ายามที่เจ้าหนูคนนี้ชักกระบี่ออกมา กลับแสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายอันแหลมคมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้สายหนึ่ง
นี่…
เมิ่งฝานแสดงท่าทีประหลาดใจเล็กน้อยบนใบหน้า
เพลงกระบี่ของซู่ฉางเซิงนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
ในสายตาของเขา คนธรรมดาที่ฝึกวิชากระบี่เพียงแค่ครึ่งเดือน เป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวหน้าได้มากนัก
แต่สิ่งที่ซู่ฉางเซิงแสดงออกมานั้น เกินความคาดหมายของเมิ่งฝานถึงสิบเท่าหรือมากกว่านั้น!
ที่สำคัญที่สุดคือ นี่ยังเป็นสภาพที่ไม่มีใครชี้แนะแนะทางเลย
เจ้าหนูนี่ หากว่ากันด้วยพรสวรรค์วิถีกระบี่ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าอู๋เทียนเสียอีก และแข็งแกร่งกว่าไม่น้อยเลยด้วย
แม้ว่าอู๋เทียนเด็กคนนั้นจะดูไม่น่าไว้วางใจบ้าง แต่ที่จริงแล้วพรสวรรค์ด้านกระบี่ของเขาก็ดีจริง ๆ ข้อนี้เมิ่งฝานเห็นอยู่กับตา
“ไม่สิ จะเอาไปเทียบกับอู๋เทียนโดยตรงไม่ได้ เพราะยังมีข้อมูลอ้างอิงน้อยเกินไป ลำพังแค่ท่าชักกระบี่ขีดสุดเพียงท่าเดียว ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้มากนัก!” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
หลังจากที่ซู่ฉางเซิงฝึกวิชาชักกระบี่ขีดสุดเสร็จแล้ว ก็เริ่มฝึกกระบี่วารีคลั่งที่หลิวเยียนผิงสอนเขาต่อ
วิชากระบี่บทนี้เมิ่งฝานรู้จักดี เพราะตอนนั้นเขาเป็นคนชี้แนะจนหลิวเยียนผิงบรรลุเจตจำนงกระบี่
อีกสักครู่ ซู่ฉางเซิงก็ฝึกกระบี่วารีคลั่งจนครบชุด
เมิ่งฝานแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังต้องตกใจกับวิชากระบี่ของซู่ฉางเซิงอยู่ดี
เขาไม่รู้ว่าหลิวเยียนผิงสอนกระบี่วารีคลั่งให้ซู่ฉางเซิงตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้จะสอนตั้งแต่วันแรกที่กลับมาซู่ซัน ก็ยังเป็นเพียงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น
ทว่าในเวลาอันสั้นเพียงนี้ เจ้าหนูนี่ไม่เพียงแต่ฝึกฝนจนเข้าขั้นและร่ายรำได้อย่างมีแบบแผน แต่ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของท่วงทำนองกระบี่จาง ๆ อีกด้วย
นี่มันน่าสะพรึงกลัวมาก!
อย่างเช่นเมิ่งฝานนั้น สามารถฝึกฝนพลังกระบี่และรวบรวมลมปราณกระบี่ได้สำเร็จภายในวันเดียว นั่นคือการโกงกฎธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่มีใครเทียบได้!
แต่ความก้าวหน้าของซู่ฉางเซิงนั้น ก็ถือว่าเขย่าขวัญผู้คนอยู่ไม่น้อยแล้ว
ดูท่าทางแล้ว ต่อให้อู๋เทียนก็คงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับสู่ฉางเซิงได้
“เฮ้อ…” เมิ่งฝานถอนหายใจออกมา
น่าเสียดายที่เจ้าหนูคนนี้ไม่มีรากปราณ
มิเช่นนั้นแล้ว อีกหลายสิบปีข้างหน้าสำนักกระบี่ซู่ซันคงได้เด็กคนนี้เป็นอย่างน้อยก็ขั้นผู้อาวุโส และจะเป็นเสาหลักสำคัญของซู่ซันอย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อไม่มีรากปราณ ทุกอย่างก็เป็นเพียงวิมานกลางอากาศ เป็นเพียงภาพลวงตา ต่อให้มีพรสวรรค์วิถีกระบี่แข็งแกร่งเพียงใดก็ไร้ประโยชน์!
ในใจของเมิ่งฝานเกิดความเสียดายในความสามารถของเด็กคนนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่มีทางช่วยได้
“ไม่เลวเลย ทำได้ดีมาก!” เมิ่งฝานลูบหัวสู่ฉางเซิงพลางยิ้มให้กำลังใจ
จากนั้นเขาก็เริ่มชี้แนะเพลงกระบี่ให้เจ้าหนูตามที่เห็นเมื่อครู่อย่างตั้งใจ ไม่ได้ทำแบบขอไปที
ครึ่งชั่วยามถัดมา
ซู่ฉางเซิงชักกระบี่อีกครั้ง ด้วยวิชาชักกระบี่ขีดสุด
ลมปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาจากกระบี่ไม้ตัดใบไม้บนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลออกไปหล่นลงมาครึ่งใบ
ระดับท่วงทำนองกระบี่
ปราณกระบี่กำเนิดเอง!
ต่อมาฝึกกระบี่วารีคลั่ง ลมปราณกระบี่อีกสายก็พุ่งออกมาจากกระบี่ไม้อีกครั้ง
หลิวเยียนผิงและหยางสือที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างนิ่งตาค้างปากอ้า คืนสติไม่ทัน
ส่วนเมิ่งฝานเองก็อดรู้สึกเสียดายอยู่ในใจไม่ได้
ยิ่งเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ด้านกระบี่มากเพียงใด ก็ยิ่งน่าเสียดายมากเพียงนั้น น่าเสียดายจริง ๆ!
“พี่สาวหลิว พี่สาวหยาง ข้าสามารถปล่อยลมปราณกระบี่ออกมาได้แล้ว! ข้าปล่อยลมปราณกระบี่ออกมาได้แล้ว!!!” ซู่ฉางเซิงร้องดัง ๆ กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
ในชั่วขณะนี้ เขาดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ธรรมดาคนหนึ่งอย่างแท้จริง
จากนั้น เขาก็ร้องบอกเมิ่งฝานด้วยความตื่นเต้นอย่างล้นเหลือว่า “ท่านลุงเมิ่งฝานขอบคุณนะขอรับ ท่านเก่งมากเลย!”
อยู่นานสักพัก หลิวเยียนผิงและหยางสือจึงค่อย ๆ คืนสติกลับมาได้
ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างเห็นความรู้สึกหมดหนทางในดวงตาของกันและกัน
เช่นเดียวกับเมิ่งฝาน พวกนางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายและเป็นห่วงขึ้นมา
มีพรสวรรค์เช่นนี้ แต่กลับไม่มีรากปราณ!
สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งจริง ๆ ไม่รู้จะเรียกว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมดี
เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง หยางสือก็พาซู่ฉางเซิงไปวิ่งเล่น ส่วนหลิวเยียนผิงหันมาถามเมิ่งฝานว่า “ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านตั้งใจมาหาข้า มีธุระอะไรหรือ?”
นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานนั้นไม่มีธุระก็ไม่มาเยือนหรอก
เมื่อกี้นี้ใจจดใจจ่ออยู่กับการให้เมิ่งฝานชี้แนะซู่ฉางเซิง จนลืมนึกถึงจุดประสงค์ที่เมิ่งฝานมาเลยทีเดียว
เมิ่งฝานยิ้มพลางพูดว่า “ศิษย์พี่อะไรกัน เรียกท่านลุงสิ!”