วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 234 ไหน ๆ ก็มาแล้ว!
บทที่ 234 ไหน ๆ ก็มาแล้ว!
หลิวเยี่ยหานส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เรื่องประลองเอาไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวศิษย์น้องหญิงจะหาว่าข้ารังแกเจ้าอีก”
ที่เขามาที่นี่ก็เพราะถูกหลิวเยียนผิงลากมาให้ครบจำนวนคนเท่านั้น
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าศิษย์ผู้น้องที่มีพลังเพียงขั้นเทียนหยวนระดับหก จะสามารถชี้แนะวิชากระบี่ให้เขาได้ แถมยังเรียกตั้งหนึ่งพันหินวิญญาณ…
หลิวเยี่ยหานรู้สึกว่าสมองของน้องสาวคนนี้คงถูกลาถีบเข้าให้แล้ว
ไม่สิ น่าจะถูกหลอกด้วยเสน่ห์บุรุษเสียมากกว่า!
ถ้าว่ากันตามตรง เจ้าหนุ่มหน้าขาวคนนี้หน้าตาดีไม่น้อย จัดว่าหล่อเหลาเอาการ
แต่น่าเสียดายที่จิตใจไม่ซื่อตรง มีแววว่าจะเกาะผู้หญิงกิน
หลิวเยี่ยหานผู้นี้ดูแคลนเมิ่งฝานอย่างสิ้นเชิง จึงไม่คิดจะเสียเวลาประลองด้วย
เมิ่งฝานรู้สึกหมดหนทางเล็กน้อย ไม่คิดว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังถูกคนมองข้ามอยู่
ช่างเถอะ ตัวเองนี่ถ่อมตนเกินไปจริง ๆ!
แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี เมิ่งฝานจะยังคงรักษาความสุขุมเงียบขรึมนี้ต่อไปจนถึงที่สุด
“ศิษย์พี่หลิว ไหน ๆ ก็มาแล้ว เอาอย่างนี้ หากวิชากระบี่ของข้าสู้ศิษย์พี่ไม่ได้ ข้าย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะไปชี้แนะท่าน และเพื่อไม่ให้ศิษย์พี่ต้องเสียเวลาเปล่า ข้ายินดีจะชดใช้ให้ศิษย์พี่หนึ่งพันหินวิญญาณ!
แต่หากข้าโชคดีเอาชนะศิษย์พี่ในด้านวิชากระบี่ได้ และสามารถช่วยให้วิชากระบี่ของท่านรุดหน้าไปอีกขั้น ศิษย์พี่ก็จ่ายให้ข้าสองพันหินวิญญาณ เป็นอย่างไร?”
เมิ่งฝานจ้องมองเข้าไปในตาของหลิวเยี่ยหานพลางกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
หลิวเยียนผิงที่อยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดของเมิ่งฝาน ก็แอบยกนิ้วโป้งให้
แผนการนี้... ยอดเยี่ยม!
นางนึกออกแล้วว่าภาพที่พี่ชายควักหินวิญญาณออกมาสองพันเม็ดนั้นจะเป็นอย่างไร
ดูเหมือนจะเป็นการช่วยคนนอกมากกว่าคนในหน่อย ๆ
หลิวเยี่ยหานที่ยืนประจันหน้ากับเมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกเมิ่งฝานจ้องมองตรง ๆ
“ตกลง เช่นนั้นข้าจะขอดูระดับของเจ้าหน่อย หากเป็นของปลอม จะได้ไม่เสียเวลาข้าไปมากกว่านี้!” หลิวเยี่ยหานกล่าวกับเมิ่งฝาน
แม้เขาจะไม่ยินดีประลองกับเมิ่งฝานนัก แต่การรีบทำให้เรื่องนี้จบ ๆ ไปเสียก็ดีเหมือนกัน
จะได้ไม่ต้องให้หลิวเยียนผิงสาวน้อยคนนั้นมารบกวนตนอีก!
อีกทั้งในฐานะพี่ชายร่วมตระกูล เขาก็มีหน้าที่ต้องทำให้สาวน้อยคนนี้ตาสว่าง เห็นธาตุแท้ของเจ้าหนุ่มหน้าขาวคนนี้เสียบ้าง
ว่ากันตามจริง ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเทียนหยวนระดับหก หากจะไปหลอกเด็กสาวขั้นวรยุทธ์แท้จริงแบบหลิวเยียนผิงย่อมทำได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ
แต่ถ้าคิดจะมาเล่นตุกติกต่อหน้าเขา ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวแท้ ๆ!
เคร้ง~
กระบี่ที่อยู่ด้านหลังของหลิวเยี่ยหานออกจากฝัก ลอยเคว้งขวางอยู่เบื้องหน้าเขา
มือทั้งสองข้างของเขาไม่ได้ถือกระบี่ แต่กระบี่เล่มนั้นกลับลอยนิ่งอยู่กลางอากาศได้เอง
เมิ่งฝานมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าไม้ตายแบบนี้พวกมือใหม่อาจจะตกตะลึงจนตาค้าง แต่สำหรับระดับพวกเขาแล้ว นี่เป็นเพียงทักษะพื้นฐานเท่านั้น
“ศิษย์น้องเมิ่งใช่หรือไม่ ลงมือก่อนเถอะ ข้าต่อให้เจ้ากระบวนท่าหนึ่ง” หลิวเยี่ยหานเอามือไพล่หลังพลางกล่าวกับเมิ่งฝานด้วยท่าทางองอาจ
เมิ่งฝานพลันยิ้มออกมา
หลิวเยียนผิงที่อยู่ด้านหลังเขาก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน
ศิษย์พี่ของนางคนนี้ ตอนนี้อวดดีเท่าไหร่ เดี๋ยวตอนจบจะสะบักสะบอมเท่านั้น
นางรู้ดีว่าหลิวเยี่ยหานมีพลังขั้นเทียนหยวนระดับเก้า ใกล้จะบรรลุขั้นหลอมแก่นพลังแล้ว แต่นางยิ่งรู้ดีว่าพลังของเมิ่งฝานนั้นน่ากลัวเพียงใด
แม้แต่ศิษย์พี่หญิงเย่ที่มีพลังขั้นเทียนหยวนระดับเก้าเท่ากัน ยังถูกเมิ่งฝานสยบเสียจนไม่กล้าหือ!
“ให้ศิษย์พี่หลิวลงมือก่อนเถอะ ข้าจะได้ดูวิชากระบี่ของท่านเสียหน่อย จะได้ชี้แนะได้ถูกจุด” เมิ่งฝานกล่าวด้วยความสุภาพ
“อวดดี!” หลิวเยี่ยหานเริ่มมีโทสะ เพราะท่าทางของเมิ่งฝานนั้นดูเหมือนกำลังดูแคลนเขาอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าว่ากันตามตรง ศิษย์น้องขั้นเทียนหยวนระดับหกคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนเขา?
ถูกหลิวเยียนผิงสาวน้อยที่ไม่รู้ประสีประสากล่าวชมเพียงไม่กี่คำ ก็คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แล้วหรือ?
“ดี เจ้าหาทุกข์ใส่ตัวเอง ข้าจะตอบสนองให้!”
สิ้นคำพูดของหลิวเยี่ยหาน กระบี่วิญญาณเบื้องหน้าเขาก็พุ่งวาบราวกับสายฟ้าแลบ มุ่งตรงไปยังเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานมีสีหน้าสงบนิ่ง เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นมิขยับเขยื้อน สายตาจับจ้องการโจมตีนี้อย่างละเอียด (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ในมุมมองของเมิ่งฝาน วิชากระบี่นี้ของหลิวเยี่ยหานดูเหมือนจะช้าลงถึงสิบเท่า
เล่นที่ความเร็ว 0.1 เท่า!
วิชากระบี่แสงสุดขั้ว
เจตจำนงกระบี่แสงสุดขั้ว
เพียงพริบตาเดียว เมิ่งฝานก็มองทะลุกระบวนท่านี้จนหมดสิ้น ทั้งยังจับจุดอ่อนได้ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดแห่ง
หลิวเย่หานคนนี้น่าจะเป็นศิษย์ของตำหนักหลอมยาเช่นกัน ในด้านกระบวนท่ากระบี่นั้นยังไม่ได้เชี่ยวชาญนัก
แต่สำหรับตำหนักหลอมยา การฝึกฝนวิชากระบี่ได้ถึงระดับนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ถ้าเทียบกันแล้ว ก็สูสีกับเย่ชิงหยูคนก่อนหน้า วิชากระบี่ค่อนข้างอ่อนหัด แม้ว่าจะบรรลุเจตจำนงกระบี่แล้วก็ตาม!
เมิ่งฝานยืนนิ่งมั่นคงดั่งขุนเขา กระบี่ของหลิวเยี่ยหานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนเกือบจะถึงหว่างคิ้วของเขาอยู่แล้ว
แย่แล้ว!
หลิวเยี่ยหานหน้าเปลี่ยนสี
เมื่อเห็นเมิ่งฝานยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เขาคิดว่าเมิ่งฝานคงตกใจจนตัวแข็งทื่อไปแล้ว
ด้วยความตกใจ เขาจึงรีบควบคุมกระบี่ให้เบี่ยงทิศทาง จากที่มุ่งตรงไปที่หว่างคิ้ว เปลี่ยนไปที่หัวไหล่แทน
หากกระบี่เล่มนี้เสียบเข้าที่หว่างคิ้วจนเมิ่งฝานตาย เรื่องใหญ่อาจจะตามมาได้
เมื่อครู่เห็นเมิ่งฝานทำท่าทางมั่นอกมั่นใจเหมือนมีไม้ตาย เขาจึงไม่ได้ออมมือมากนัก เพราะคิดว่าเมิ่งฝานน่าจะรับมือได้
ไม่คิดเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่จะแค่แกล้งทำเท่ แต่ความจริงกลับตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เรื่องนี้ยิ่งทำให้เขาดูถูกเมิ่งฝานมากขึ้นไปอีก
ทว่าในจังหวะที่เขาควบคุมกระบี่บิน ให้เปลี่ยนทิศทางจากหว่างคิ้วมาที่หัวไหล่นั้น เมิ่งฝานก็ขยับตัวกะทันหัน
เท้าของเมิ่งฝานยังคงนิ่งดั่งศิลา แต่เขากลับยื่นมือข้างหนึ่งออกมา
พูดให้ถูกต้องกว่านั้น คือยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว
วื้ด~~~
สองนิ้วนั้น คีบเข้าที่ปลายกระบี่ของหลิวเยี่ยหานได้อย่างแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน
หลิวเยี่ยหานขมวดคิ้วมุ่น เขาใช้สัมผัสวิญญาณควบคุมกระบี่ ซึ่งเป็นวิชาที่คล้ายกับวิชากระบี่บิน
แต่ขณะนี้ เขารู้สึกได้ว่าจิตสำนึกของตนสั่นสะเทือน และหลุดออกจากการควบคุม
วินาทีต่อมา เมิ่งฝานสะบัดนิ้วทั้งสอง กระบี่ของหลิวเยี่ยหานก็กลับทิศทาง พุ่งสวนกลับไปยังหลิวเยี่ยหานด้วยความรวดเร็ว
ในขณะที่กระบี่พุ่งเข้าหาหลิวเยี่ยหาน แรงกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากตัวกระบี่
หลิวเยี่ยหานตกใจจนหน้าถอดสี เขารู้สึกเหมือนถูกแรงกดดันบางอย่างสะกดไว้ตัวไว้จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
ในตอนนี้ เขาคือเป้านิ่งชั้นดี!
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากแรงกดดันนี้
เขาพอจะเดาได้ลาง ๆ ว่า นี่คือสภาวะคุกคามกระบี่แสงสุดขั้วที่เขาเฝ้าเพียรพยายามฝึกฝนแต่ยังมิเข้าถึงแก่นแท้!
เจ้าเด็กนี่ บรรลุสภาวะคุกคามกระบี่แสงสุดขั้วจริง ๆ หรือ!
ทำไมถึงได้บังเอิญขนาดนี้?
แต่ในตอนนี้เรื่องนั้นมิใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือกระบี่ที่พุ่งสวนกลับมานั่นคือกระบี่ของเขาเอง
หากถูกกระบี่นี้โจมตีเข้าไป ต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอน!
โชคดีที่นี่เป็นการประลอง
เมิ่งฝานย่อมไม่มีเจตนาฆ่า หรือแม้แต่เจตนาจะทำร้าย
กระบี่เล่มนั้นพุ่งผ่านเหนือหนังศีรษะของหลิวเยี่ยหานไปเพียงนิดเดียว ตัดปอยผมของเขาให้ร่วงหล่นลงมาไม่กี่เส้น
หลิวเยี่ยหานยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ใบหน้าซีดเผือด กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่
ไม่ไกลนัก หลิวเยียนผิงใช้มือปิดปากขณะหัวเราะอยู่ในใจ นางคาดเดาผลลัพธ์นี้ได้ตั้งแต่ต้นแล้ว
หลิวฉางหยวน พี่ชายแท้ ๆ ของนางนั้นน่าเชื่อถือกว่ามาก รีบก้าวมาอยู่ข้างหลิวเยี่ยหาน จับไหล่เขาไว้แล้วถามว่า “พี่ชาย ท่านไม่เป็นไรนะ?”
หลิวเยี่ยหานบีบรอยยิ้มออกมา ในสถานการณ์เช่นนี้ที่ยิ้มออกมาได้ก็เป็นได้แค่รอยยิ้มขมขื่น
“วางใจได้ ข้าไม่เป็นไร ศิษย์น้องเมิ่งคนนี้ลงมือมีขอบเขต!”
ในขณะนั้นเอง เวลาเที่ยงวันก็มาถึง เย่ชิงหยูผู้ซึ่งตรงต่อเวลายิ่งนัก ได้เดินทางมายังลานบ้านของหลิวเยียนผิง