วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 240 ศิษย์ตายก็ตายไปเถิด เพียงแต่ไม่อาจกตัญญูต่อท่านได้แล้ว
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 240 ศิษย์ตายก็ตายไปเถิด เพียงแต่ไม่อาจกตัญญูต่อท่านได้แล้ว
บทที่ 240 ศิษย์ตายก็ตายไปเถิด เพียงแต่ไม่อาจกตัญญูต่อท่านได้แล้ว
เมื่อครั้งที่เมิ่งฝานข้ามภพมา แม้เขาจะได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาด้วย
แต่ความทรงจำเหล่านั้นสำหรับเมิ่งฝานแล้วมันไม่ได้ลึกซึ้งนัก ราวกับว่าเขาเพียงแค่ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จึงไม่อาจสัมผัสถึงความรู้สึกร่วมได้อย่างแท้จริง
ในความหมายหนึ่ง เขาไม่ได้มีความโกรธแค้นที่สลักลึกเหมือนอย่างเจ้าของร่างเดิม
ทว่าในยามนี้ คำพูดของหลี่เสวี่ยโหรวกลับทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นฉายซ้ำขึ้นมาในสมองของเมิ่งฝานอีกครั้ง
แม้จะเป็นเพียงผู้ชมที่เพิ่งดูภาพยนตร์จบ ก็ยังถูกอารมณ์ในเรื่องนั้นแผ่ซึมเข้ามาได้
เมิ่งฝานในขณะนี้ก็อยู่ในสภาวะเช่นนั้นเช่นกัน
“ตำบลอวี้อวิ๋น ข้าจะไปกับเจ้า! แต่เจ้าวิ่งมาหาข้าอย่างกะทันหันแบบนี้ ดึงดันจะไปยังตำบลอวี้อวิ๋นเพื่อสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ เหตุผลย่อมไม่ง่ายดายอย่างที่เจ้าบอก ดังนั้น เจ้าปิดบังอะไรข้าอยู่หรือเปล่า?”
เมิ่งฝานจ้องมองที่หลี่เสวี่ยโหรว ถามด้วยสีหน้าจริงจัง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่หลี่เสวี่ยโหรวดึงดันจะไปตำบลอวี้อวิ๋นเพื่อสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์นั้น หาใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบ ต้องมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
หลี่เสวี่ยโหรวเงยหน้าขึ้นมองที่เมิ่งฝานแล้วพูดว่า “พี่เมิ่งฝาน พี่ยังจำหลินเฟยหลงได้หรือไม่? คนที่เราพบก่อนจะเข้าร่วมสำนักกระบี่ซู่ซันน่ะ?”
หลินเฟยหลง? เหตุการณ์ก่อนเข้าร่วมสำนักกระบี่ซู่ซัน?
เมิ่งฝานเริ่มค้นหาในความทรงจำของร่างเดิมอย่างละเอียด
ไม่นานนัก เขาก็นึกชื่อนั้นออกมาได้
ครั้งนั้นหมู่บ้านของพวกเขาถูกทำลาย ทั้งสองหลบหนีออกมา และได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูอิดโรยไม่ต่างกัน
เด็กหนุ่มคนนั้นก็เป็นผู้รอดชีวิตจากคมดาบของพรรคมารอินทรีสวรรค์เช่นกัน
ต่อมา เด็กหนุ่มคนนั้นตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังพรรคมารอินทรีสวรรค์ตั้งใจแทรกซึมเข้าสู่ภายใน รอโอกาสแก้แค้น
เด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า หลินเฟยหลง
ส่วนว่าภายหลังเขาสามารถเข้าร่วมพรรคมารอินทรีสวรรค์ได้สำเร็จหรือไม่นั้น เมิ่งฝานก็ไม่ทราบ
“เจ้ายังคงติดต่อกับเขาอยู่อีกหรือ?” เมิ่งฝานมองไปที่หลี่เสวี่ยโหรวด้วยความประหลาดใจ
โดยหลักการแล้ว หลังจากที่แยกทางกันหลี่เสวี่ยโหรวและหลินเฟยหลงไม่ควรจะมีการติดต่อกันอีกต่อไป
แม้แต่จะติดต่อ ก็ไม่มีทางติดต่อได้อยู่ดี!
“แต่เดิมก็ไม่มีการติดต่อกัน แต่เมื่อหลายเดือนก่อนในงานประลองดาบที่ภูเขาสู่ เขาจำข้าได้ หลังจากนั้นจึงได้มีการติดต่อกัน”หลี่เสวี่ยโหรวอธิบาย
“ประลองดาบที่ภูเขาสู่? งานประลองดาบที่ภูเขาสู่มีแต่คนของสำนักกระบี่อู๋จี๋และสำนักกระบี่คุนหลุน เจ้าหนุ่มนั่นแต่เดิมไม่ใช่ต้องการไปเป็นศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์เพื่อรอโอกาสแก้แค้นหรอกหรือ?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วถาม
หลี่เสวี่ยโหรวส่ายหัว พูดว่า “แผนการเข้าร่วมพรรคมารอินทรีสวรรค์ของเขาล้มเหลว แล้วด้วยความบังเอิญเขากลับได้เข้าร่วมสำนักกระบี่อู๋จี๋แทน กลายเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่อู๋จี๋
แต่เป้าหมายของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาคอยแอบสานสัมพันธ์กับศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์และสืบหาข่าวสารเกี่ยวกับพรรคมารอินทรีสวรรค์อยู่เสมอ”
เมิ่งฝานได้ยินดังนั้น ในใจรู้สึกสงสัย รู้สึกราง ๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ในชั่วขณะนั้นก็หาช่องโหว่ไม่ได้
“แล้วข่าวที่ว่ามีศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ก่อเรื่องที่ตำบลอวี้อวิ๋นครั้งนี้ ก็เป็นหลินเฟยหลงที่บอกเจ้าใช่ไหม?”เมิ่งฝานเอ่ยถาม
หลี่เสวี่ยโหรวพยักหน้า
“ใช่แล้ว ข้าได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายที่หลินเฟยหลงส่งมา เขาบอกว่าในบรรดาศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ที่อยู่แถวตำบลอวี้อวิ๋นนั้น มีคนหนึ่งเป็นบุตรชายของเจ้าตำหนักนกกระทาชื่อ หลิวเฉิน!”
บุตรชายของเจ้าตำหนักนกกระทา ?
เมื่อได้ยินชื่อนั้น คิ้วของเมิ่งฝานก็ขมวดขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความจริงจัง
ตำหนักนกกระทา!
เมื่อหลายปีก่อน พรรคมารอินทรีสวรรค์ต้องการจัดวางอาถรรพ์พิเศษแห่งหนึ่ง
อาถรรพ์นี้ชั่วร้ายยิ่งนัก ต้องใช้หัวใจมนุษย์ถึงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดวง!
หมู่บ้านของเมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรว รวมถึงหมู่บ้านของหลินเฟยหลง หัวใจของชาวบ้านเหล่านั้นล้วนอยู่ในจำนวนเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดวงนั้น! (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
และตำหนักที่พรรคมารอินทรีสวรรค์ส่งมาในครั้งนั้น ก็คือตำหนักนกกระทานั่นเอง
ดังนั้นตำหนักนกกระทานี้ จึงถือเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของพวกเขา!
บัดนี้เมิ่งฝานจึงเข้าใจแล้วว่า ไม่แปลกเลยที่หลี่เสวี่ยโหรวจะขาดสติอยากไปที่ตำบลอวี้อวิ๋นเพื่อสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์
พูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือ นางต้องการสังหารหลิวเฉิน!
พูดตามตรง เมิ่งฝานเข้าใจความคิดของหลี่เสวี่ยโหรวดี
การสังหารหลิวเฉินเพียงคนเดียว สาสมใจกว่าการสังหารศิษย์พรรคมารอินทรีสวรรค์ถึงร้อยคน
อีกทั้งโอกาสเช่นนี้ไม่ได้พบได้บ่อยนัก หายากยิ่งนัก หลี่เสวี่ยโหรวจึงไม่อยากปล่อยให้ผ่านไปเสีย!
เมิ่งฝานคิดอยู่สักครู่ แล้วก็เอ่ยถามว่า “หลินเฟยหลงคนนี้ เชื่อถือได้ไหม? เหตุใดเขาถึงไม่ไปเองแต่กลับมาแจ้งเจ้า?”
เมิ่งฝานระมัดระวังมาตลอด ยากที่จะเชื่อใจหลินเฟยหลงได้ในทันที
หลี่เสวี่ยโหรวสั่นหัวแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาเชื่อถือได้หรือไม่ แต่เขาบอกว่าเขาจะไปที่ตำบลอวี้อวิ๋นเช่นกัน และหวังว่าพวกเราจะร่วมมือกันสังหารหลิวเฉิน! ที่จริงในใจข้าก็มีความลังเลอยู่บ้าง ไม่ค่อยสบายใจนัก จึงมาหาท่าน หวังว่าท่านจะไปด้วยกันกับข้า”
จากมุมมองของหลี่เสวี่ยโหรว นางแทบจะมองเมิ่งฝานเป็นเหมือนพี่ชายแท้ ๆ ดังนั้นในเวลานี้นางจึงไม่กลัวที่จะรบกวนเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานก็ไม่ได้รู้สึกว่าหลี่เสวี่ยโหรวเป็นภาระแต่อย่างใด เขารู้สึกว่าการที่หลี่เสวี่ยโหรวมาหาตนเองนั้นถูกต้องแล้ว หากนางแอบหนีออกไปเองแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา นั่นต่างหากที่จะเป็นเรื่องยุ่งยากจริง ๆ!
“วางใจได้ งั้นพวกเราก็ไปที่ตำบลอวี้อวิ๋นกันสักรอบ หลิวเฉินคนนี้ เราจัดการเขาได้แน่นอน” เมิ่งฝานขยี้ศีรษะเล็ก ๆ ของหลี่เสวี่ยโหรวแล้วพูดพลางแย้มยิ้ม
“พี่ชาย ขอบคุณ!” หลี่เสวี่ยโหรวเงยหน้าขึ้น ยิ้มพูดกับเมิ่งฝานเช่นกัน
คำเรียกได้เปลี่ยนจาก ศิษย์พี่เมิ่งฝานกลายเป็น พี่ชาย อีกครั้ง!
ในเรื่องนี้ เมิ่งฝานสังเกตเห็นโดยธรรมชาติ เขาอดไม่ได้ที่จะกลอกตาให้สักที
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าเตรียมตัวสักหน่อย ตอนบ่ายค่อยมารอข้าที่หอศาสตรา เราออกเดินทางตอนบ่าย” เมิ่งฝานพูดกับหลี่เสวี่ยโหรว
ในเมื่อจะลงเขา เมิ่งฝานก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน
หลังจากหลี่เสวี่ยโหรวจากไปแล้ว เมิ่งฝานก็ขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตรา
“อาจารย์!” เขาร้องเรียกท่านผู้เฒ่าหลิน
“ต้องการอะไร?” ท่านผู้เฒ่าหลินนั่งอยู่บนเบาะสมาธิ เปิดปากถาม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ หอศาสตราล้วนไม่อาจหลีกพ้นการรับรู้ของท่านได้เลย
เรื่องที่หลี่เสวี่ยโหรวมาหาเมิ่งฝานเมื่อครู่นี้ ท่านย่อมรับรู้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เจ้าเมิ่งฝานคนนี้ฉลาดแกมโกงนัก การที่เขามาหาในเวลานี้ ต้องมีเรื่องที่ต้องการขอร้องแน่ ๆ
“อาจารย์ ตรากระบี่ที่ท่านอาจารย์มอบให้ศิษย์ครั้งก่อนนั้น ศิษย์ได้ใช้ไปแล้ว ครั้งก่อนหากไม่มีตรากระบี่ของท่านอาจารย์ ศิษย์คงไม่อาจกลับมาถึงซู่ซันได้อย่างมีชีวิต ครั้งนี้ศิษย์จะลงเขา หากพบกับอันตรายแบบครั้งก่อนอีก หากปราศจากตรากระบี่ของท่านอาจารย์ ศิษย์อาจต้องสิ้นชีพอยู่ใต้เขา ไม่มีแม้แต่ที่ฝังร่าง”
“ศิษย์ตายก็ตายเถอะ แต่จะไม่มีโอกาสมาปรนนิบัติรับใช้อาจารย์อีกต่อไปแล้ว”
เมิ่งฝานกล่าวออกมาอย่างหน้าไม่อาย พลางปั้นหน้าว่าเป็นศิษย์ผู้กตัญญูยิ่งนัก
“หยุดพูดมาก เอาไป!” ท่านผู้เฒ่าหลินโยนตรากระบี่ให้เมิ่งฝานหนึ่งชิ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหลับตาทำสมาธิฝึกตนต่อไป
“ขอบพระคุณอาจารย์!” เมิ่งฝานคำนับท่านผู้เฒ่าหลินแล้วก็ถอยออกไป
เมื่อถือตรากระบี่ไว้ในมือ เขารู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาทันที
โลกภายนอกนั้นไม่ปลอดภัยเลยสักนิด เมิ่งฝานซาบซึ้งใจในเรื่องนี้ดี
ในสถานการณ์ปกติ เขาไม่อยากลงเขาเลยแม้แต่น้อย
หากจำเป็นต้องลงเขา ก็ต้องเตรียมการให้ถึงที่สุด
ตรากระบี่ของท่านผู้เฒ่าหลินคือของที่ขาดไม่ได้!
อันที่จริงเมิ่งฝานรู้สึกว่าตัวเองยังหน้าบางเกินไปหน่อย ถ้าเขาหน้าหนากว่านี้อีกนิด เขาคงอยากจะเอ่ยปากขอ วิญญาณกระบี่จากท่านผู้เฒ่าหลินมาอีกสักอย่างจริง ๆ