วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 27 ศิลาเทพกระบี่ภายในวิหารเทพกระบี่
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 27 ศิลาเทพกระบี่ภายในวิหารเทพกระบี่
บทที่ 27 ศิลาเทพกระบี่ภายในวิหารเทพกระบี่
เมิ่งฝานจดจ่อสมาธิทั้งหมดไปที่การร่ายรำกระบี่เบื้องหน้า มิต้องสงสัยเลยว่าวิชากระบี่นี้ลึกล้ำและแข็งแกร่งเพียงใด เพราะมันคือยอดวิชาที่รังสรรค์ขึ้นจากน้ำมือของท่านผู้อาวุโสโดยแท้
ทว่าสำหรับ หลี่ฉางชิง เห็นได้ชัดว่าเขายังฝึกปรือวิชานี้ได้ไม่ถึงขั้นบรรลุขีดสุด
อย่างน้อยในสายตาของเมิ่งฝาน เขามองเห็นจุดบกพร่องถึงสามแห่งในเพลงกระบี่ของหลี่ฉางชิงตั้งแต่การประลองรอบแรก และเมื่อเข้าสู่การประลองรอบที่สอง เขาก็พบช่องโหว่เพิ่มขึ้นอีกสองจุด
เมิ่งฝานพาสาวน้อยหลิวเยียนผิงหลบออกมายังที่รโหฐานอีกครั้ง เพื่อถ่ายทอดเคล็ดลับในการรับมืออย่างเร่งด่วน
“เจ้าไม่เคยฝึกปรือ ‘ดาบจิ่งเทา’ มาก่อนไม่ใช่หรือ?” หลิวเยียนผิงเอ่ยถามด้วยความฉงน เมื่อเห็นเมิ่งฝานพาเธอกลับมาติวเข้มอีกรอบ
เมิ่งฝานตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าอาจไม่เคยฝึกดาบจิ่งเทา แต่นั่นมิได้หมายความว่าข้าจะมองไม่เห็นจุดอ่อนในเพลงดาบของเขา”
“ข้าพบช่องโหว่ห้าจุดในกระบวนท่าดาบที่เจ้าสามารถชิงลงมือได้ ฟังให้ดี!”
เมิ่งฝานร่ายยาวถึงจุดบกพร่องและวิธีการแก้ทางอย่างไหลลื่นและแม่นยำ ทำเอาหลิวเยียนผิงถึงกับยืนตะลึงงัน
นาทีนี้เองที่นางเริ่มตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า… ศิษย์น้องที่อยู่ตรงหน้านางนั้นมีความเป็นอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ก่อนหน้านี้ เมื่อเมิ่งฝานบอกว่าเขาไม่เคยเรียนรู้ ‘กระบี่วารีคลั่ง’ หรือ ‘เพลงกระบี่จันทร์กระจ่าง’ มาก่อน นางเคยปรามาสว่าเขาพูดจาเหลวไหลไร้สาระ เพราะหากไม่เคยเรียน แล้วเหตุใดเขาจึงล่วงรู้ทุกท่วงท่าอย่างทะลุปรุโปร่งราวกับจดจำไว้ในฝ่ามือตนเอง?
แต่ในยามนี้ ความคลางแคลงใจเหล่านั้นเริ่มมลายหายไป
ศิษย์น้องผู้นี้… บางทีเขาอาจจะไม่เคยสัมผัสวิชาดาบเหล่านั้นมาจริง ๆ อย่างที่ว่าไว้ก็เป็นได้
เหตุที่บุรุษผู้นี้สามารถล่วงรู้ความนัยของวิชาดาบทั้งสองแขนงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นเพราะเขามีสัมผัสปฏิภาณที่น่าตื่นตระหนก เพียงแค่จับจ้องมองการร่ายรำไม่กี่กระบวนท่า เขาก็สามารถมองทะลุถึงจุดบอดและรอยปริแยกของวิชานั้นได้อย่างง่ายดาย
นี่มัน… ตัวประหลาดชัด ๆ!
ในใต้หล้านี้ มีผู้ที่มีพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่จริงหรือ?
ไม่ว่าหลิวเยียนผิงจะอยากเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่อัจฉริยะที่เหนือล้ำเกินจินตนาการผู้นี้ ก็ได้มายืนประจันหน้ากับนางอย่างมีชีวิตชีวาเข้าเสียแล้ว
“อย่ามัวแต่ใจลอย ตั้งสติให้ดี!” เสียงดุแกมตำหนิของเมิ่งฝานรั้งให้นางหลุดจากภวังค์
หลิวเยียนผิงจ้องมองเมิ่งฝาน พลางลอบทอดถอนใจอยู่ในอก
นับตั้งแต่พบกันครั้งก่อน นางได้แอบสืบเสาะปูมหลังของเขามาบ้าง จึงรู้ว่าเขาเป็นเพียงศิษย์รับใช้ต้อยต่ำที่ถูกส่งไปยังหอศาสตราเพื่อทำหน้าที่เป็นศิษย์เฝ้ากระบี่คนใหม่ ทว่าสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ… ชายหนุ่มผู้นี้มี ‘รากปราณ’ ระดับขยะเท่านั้น
อัจฉริยะผู้มีปฏิภาณกล้าแกร่งประหนึ่งจุติลงมาจากฟากฟ้า กลับต้องมาติดหล่มอยู่กับรากปราณที่ไร้ค่าที่สุด
ช่างน่าเวทนานัก… ราวกับสวรรค์เปิดหน้าต่างบานหนึ่งให้เขาเห็นโลกกว้าง แต่กลับลงกลอนปิดประตูบานใหญ่ขังเขาไว้ในโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย
จริง ๆ แล้วคงยากจะบอกว่านี่คือความยุติธรรมหรือเป็นเพียงตลกร้ายของโชคชะตากันแน่!
เวลาผ่านไปเพียงครู่ การประลองระหว่างหลิวเยียนผิงและหลี่ฉางชิงก็เริ่มต้นขึ้น
เมิ่งฝานเฝ้ามองการต่อสู้ด้วยสายตาที่สงบนิ่งกว่าครั้งก่อนมาก เขาไม่ได้คาดหวังว่าหลิวเยียนผิงจะสามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้จริง ๆ เพราะในยามนี้ ต่อให้ผลการประลองจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ เขาก็ยังมีหินวิญญาณสิบก้อนรอเข้ากระเป๋าอยู่ดี
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!
และในที่สุด ผลการประลองก็เป็นไปตามคาด… หลิวเยียนผิงพ่ายแพ้ให้แก่คู่ต่อสู้ไปในที่สุด
แม้ว่าในระหว่างการขับเคี่ยว หลิวเยียนผิงเกือบจะกุมชัยชนะเหนือหลี่ฉางชิงได้หลายครา ทว่าในจังหวะสุดท้ายกลับยังคงขาดไปเพียงเสี้ยวเดียวเสมอ
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้… ในเมื่อช่องว่างของตบะบารมีนั้นกว้างเกินกว่าจะเติมเต็มได้โดยง่าย
ถึงแม้เมิ่งฝานจะชี้แนะจุดอ่อนในเพลงดาบของหลี่ฉางชิงให้นางอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่นางก็มิอาจสำแดงอานุภาพเพื่อใช้ประโยชน์จากจุดโหว่เหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม ลึก ๆ ในใจของหลิวเยียนผิงกลับเปี่ยมไปด้วยความยินดี เพราะหากเป็นสถานการณ์ปกติ นางย่อมต้องถูกเพลงดาบของหลี่ฉางชิง “สังหาร” ลงในพริบตาไปแล้ว
ทว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้ นางกลับสามารถต้านทานได้ยาวนาน ซ้ำร้ายในบางช่วงตอนยังเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ จนเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่สูสีคู่ควรอย่างยิ่ง
แม้สุดท้ายจะพ่ายแพ้ไปเพียงก้าวเดียว แต่นางก็พึงพอใจอย่างที่สุด
“หินวิญญาณสิบก้อนนี้ ข้าไม่เบี้ยวเจ้าหรอก!” หลิวเยียนผิงก้าวลงจากเวทีประลองพลางยื่นหินวิญญาณสิบก้อนให้เมิ่งฝานเป็นอย่างแรก
นางล่วงรู้ดีว่า นี่คือสิ่งที่ศิษย์น้องผู้นี้เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
“น่าเสียดายไปสักนิด หากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ และเจ้าสามารถซึมซับจุดบกพร่องในเพลงดาบของเขาได้ลึกซึ้งกว่านี้ บางทีผู้ชนะในวันนี้อาจเปลี่ยนมือไปแล้วจริง ๆ” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
“ฮ่า ๆ คนเราไม่ควรโลภโมโทสันจนเกินไป ในการประลองสำนักครั้งนี้ ข้าได้สำแดงฝีมือออกไปไม่น้อย ถือว่าคุ้มค่าแล้ว” หลิวเยียนผิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส
เมิ่งฝานพยักหน้าเบา ๆ แทนคำเห็นด้วย
การที่หลิวเยียนผิงสามารถสยบหยางเสี่ยวฮวาลงได้ และยังยืนหยัดต่อกรกับหลี่ฉางชิงได้นานถึงเพียงนี้ ก็นับว่านางได้พิสูจน์ความสามารถอันยอดเยี่ยมให้ประจักษ์แล้ว
แต่น่าเสียดาย… ที่ตัวข้าเองกลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะก้าวขึ้นสู่สังเวียนนั้น
ด้วยภูมิความรู้ในวิถีกระบี่ของข้าในยามนี้ นับว่าก้าวข้ามขีดจำกัดของศิษย์สามัญทั่วไปไปไกลโข หากข้าได้เข้าร่วมการประลองของศิษย์ภายนอกด้วยตนเอง…
ด้วยความแตกฉานในเพลงกระบี่ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ระดับฝึกปราณขั้นที่หกหรือเจ็ด ข้าก็คงมีกำลังพอจะหักหาญด้วยได้ ไม่แน่ว่าตำแหน่งหนึ่งในห้าสิบอันดับยอดฝีมือศิษย์ภายนอกอันเลื่องชื่อ อาจจะมีชื่อของข้าปรากฏอยู่ก็เป็นได้
เมิ่งฝานสั่นศีรษะเบา ๆ พลางขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไปจากห้วงคำนึง
“ต้นไม้ที่สูงเด่นย่อมต้องลมพายุ… การเผยคมหอกคมดาบเร็วนักย่อมรั้งภัยมาสู่ตัว” ข้าควรตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ในหอศาสตราเช่นนี้ย่อมดีที่สุด
รอจนถึงวันที่ข้าบรรลุถึงขีดสุด เมื่อนั้นข้าจะทำให้ใต้หล้าต้องตกตะลึง!
เมิ่งฝานเตือนสติตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่านักรบที่ยิ่งใหญ่ต้องทนทานต่อความเงียบเหงาให้ได้
เมื่อหลิวเยียนผิงพ่ายแพ้แก่หลี่ฉางชิง ภารกิจการประลองของนางในวันนี้ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดลง
ทว่าเมิ่งฝานยังคงปักหลักชมการประลองคู่อื่นต่ออย่างไม่ลดละ ในมหกรรมชิงชัยของสำนักครั้งนี้ เขาได้เปิดหูเปิดตาพบเห็นวิชากระบี่พิสดารมากมายที่ไม่เคยผ่านตามาก่อน
เหตุเพราะบรรดาศิษย์แห่งเขาหลิวซาน เมื่อฝึกปรือจนถึงระดับวรยุทธ์แท้จริงแล้ว พวกเขามักจะมุ่งเน้นการขัดเกลาด้วยตนเองจนแทบไม่กลับไปยัง ‘หอตรัสรู้กระบี่’ อีกเลย วิชากระบี่ชั้นสูงหลายแขนงจึงเป็นสิ่งที่เมิ่งฝานมิอาจหาชมได้จากที่นั่น
การประลองใหญ่ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนงานเลี้ยงอันโอชะที่ทำให้เขาได้อิ่มเอมกับการศึกษาวิถีกระบี่อย่างเต็มคราบ
นอกจากนี้ สายตาของเมิ่งฝานยังจับจ้องไปที่การแข่งขันของ ‘หลี่เสวี่ยโหรว’
หลี่เสวี่ยโหรว… สาวใช้ผู้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนเดียวกับเขา
ในอดีตยามที่หมู่บ้านถูกพรรคมารอินทรีสวรรค์เข่นฆ่าล้างบางจนนองเลือด มีเพียงเขากับนางสองคนเท่านั้นที่รอดชีวิตจากมหันตภัยครั้งนั้นมาได้ ก่อนจะพากันซัดเซพเนจรมาพึ่งพิงใบบุญของสำนักกระบี่ซู่ซันในที่สุด
กาลเวลาผันผ่านไป เมิ่งฝานยังคงจมปลักอยู่ในฐานะศิษย์ฝึกงานต้อยต่ำ ในขณะที่หลี่เสวี่ยโหรวกลับทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากศิษย์ฝึกงานสู่ศิษย์ภายนอก และก้าวข้ามธรณีประตูจนกลายเป็นศิษย์ภายในได้อย่างสง่าผ่าเผย!
เมื่อเทียบกับเมิ่งฝานแล้ว พรสวรรค์ของนางช่างน่าครั่นคร้ามจนยากจะพรรณนา
ในการประลองครั้งนี้ หลี่เสวี่ยโหรวสำแดงฤทธานุภาพจนคว้า อันดับที่เจ็ด ในหมู่ศิษย์ภายในมาครองได้สำเร็จ
สิบยอดฝีมือผู้เป็นดั่งหัวกะทิแห่งโถงศิษย์ภายใน!
“แม่นางน้อยคนนี้ ช่างร้ายกาจจริง ๆ” เมิ่งฝานลอบยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากด้วยความยินดี
สายตาของเขาจับจ้องไปยังหลี่เสวี่ยโหรวด้วยความนึกถึง ทว่าท่ามกลางทะเลผู้คนที่เนืองแน่น นางกลับมิได้สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย
มันมิใช่เรื่องแปลก... ในเมื่อนางคือดรุณีผู้เป็นที่รักของสรวงสวรรค์ เปล่งประกายเจิดจรัสอยู่บนเวทีสูงส่งประหนึ่งหงส์เหิน ส่วนเมิ่งฝานเป็นเพียงมดปลวกที่แฝงกายอยู่ในฝูงชน ไร้ซึ่งรัศมี ไร้ซึ่งตัวตน
นอกจากหลี่เสวี่ยโหรวแล้ว สายตาของเมิ่งฝานยังพลันไปสบเข้ากับอีกผู้หนึ่ง… บุคคลที่เคยหมายจะปลิดชีพเขาให้ดับสูญ
‘เฉียนเล่อฉือ’
บุตรชายของผู้อาวุโสเฉียน... ผู้ที่บงการให้หวางจื๋อซื่อมาจัดการกับเขา จนเป็นเหตุให้เขาถูกเนรเทศไปยังหอศาสตราในฐานะศิษย์เฝ้ากระบี่ที่ใครต่อใครต่างหวาดเกรง
ทว่าเจ้าคนสารเลวผู้นั้นคงฝันไม่ถึงว่า การส่งเขาไปยังหอศาสตรา กลับกลายเป็นการส่งพยัคฆ์คืนสู่ป่า ส่งปลาลงสู่ห้วงน้ำลึก!
สำหรับการประลองครั้งนี้ เฉียนเล่อฉือรั้งอันดับสุดท้ายอยู่ที่สามสิบแปดของศิษย์ภายใน
แม้จะไม่โดดเด่นติดระดับแนวหน้า แต่การติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกของศิษย์ภายใน ก็นับว่าเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาและมีอำนาจบารมีในสำนักไม่น้อยเลยทีเดียว
สำหรับ เฉียนเล่อฉือ ผู้นี้ เมิ่งฝานลอบจับสังเกตอยู่หลายครา โดยเฉพาะท่วงท่าและวิถีดาบของอีกฝ่ายที่เขาจดจ้องวิเคราะห์อย่างถ่องแท้และจริงจังเป็นพิเศษ
ด้วยรู้อยู่เต็มอกว่าคนผู้นี้คือศัตรูคู่อาฆาตที่เคยหมายเอาชีวิต หากวันใดวันหนึ่งมันหวนกลับมาแว้งกัดหรือลอบลงมือสังหารเขาอีกครั้ง… ข้าก็จำต้องเตรียมการรับมือให้พร้อมสรรพ!
เมิ่งฝานสลักทุกท่วงท่าของศัตรูไว้ในใจ เพื่อมองหาจุดตายที่เขาสามารถทำลายได้ในพริบตา หากต้องเผชิญหน้ากันในอนาคต
…
ตะวันลับขอบฟ้า แสงอัสดงอาบไล้ไปทั่วบริเวณ เป็นสัญญาณว่ามหกรรมชิงชัยของสำนักในวันนี้ได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
เมิ่งฝานสะบัดชายเสื้อเบา ๆ เตรียมตัวมุ่งหน้ากลับสู่หอศาสตรา
ต้องยอมรับว่าการมาเยือนในครั้งนี้เขาได้รับผลตอบแทนมหาศาล ล้ำค่ากว่าสิ่งที่เคยได้รับจากหอตรัสรู้กระบี่นับสิบเท่า! ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวพ้นลานกระบี่สวรรค์ สายตาก็พลันประสบเข้ากับ หลิวเยียนผิง อีกครา
หามิได้… หากจะพูดให้ถูกคือนางตั้งใจมาดักรอเขาโดยเฉพาะ
“ศิษย์พี่หญิงหลิว ท่านยังมีธุระอันใดอีกหรือ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อมเป็นพิเศษ
ในเมื่อวันนี้เขาเพิ่งได้รับหินวิญญาณถึงสี่สิบก้อนมาจากน้ำพักน้ำแรงของนาง สำหรับเมิ่งฝานแล้ว หลิวเยียนผิงผู้นี้มิใช่เพียงศิษย์พี่ แต่เป็นถึง ‘ดรุณีน้อยนำโชค’ ของเขาเลยทีเดียว
มีลาภลอยก้อนใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ จะไม่ให้เขาดูแลปูเสื่ออย่างดีได้อย่างไร?
หลิวเยียนผิงมองท่าทีนั้นแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คราวนี้ข้าไม่มีเรื่องอันใดให้เจ้าช่วยหรอก แต่ข้ามาเพื่อหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เจ้าต่างหาก”
“ช่วยข้า?” เมิ่งฝานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางนึกในใจว่า ‘ลำพังแค่ท่านมอบหินวิญญาณให้ข้า นั่นก็ถือเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าแล้ว’
“เจ้าเคยได้ยินชื่อ ‘วิหารเทพกระบี่’ บ้างหรือไม่?” หลิวเยียนผิงเปรยถาม
เมิ่งฝานส่ายหน้าด้วยความงุนงง ชื่อนี้เขาไม่เคยได้ยินผ่านหูมาก่อนจริง ๆ
หลิวเยียนผิงอธิบายต่อ “ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่รู้ เพราะโดยปกติจะมีเพียงศิษย์ภายในเท่านั้นที่มีสิทธิ์รับรู้เรื่องนี้”
เมื่อเห็นท่าทีเคร่งขรึมของนาง เมิ่งฝานจึงเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “ศิษย์พี่หลิวเอ่ยถึงวิหารเทพกระบี่ขึ้นมาเช่นนี้ โปรดช่วยไขข้อข้องใจให้ผู้น้อยกระจ่างแจ้งด้วยเถิด”
ในเมื่อหลิวเยียนผิงตั้งใจมาเพื่อบอกเล่าเรื่องนี้แก่เมิ่งฝานอยู่แล้ว นางจึงมิคิดจะปิดบังอำพรางความลับใด ๆ อีกต่อไป
“ภายในวิหารเทพกระบี่นั้น มีศิลาจารึกเทพกระบี่ตั้งอยู่แผ่นหนึ่ง… ทว่าต้นกำเนิดของมันกลับเป็นปริศนาที่ไม่มีใครล่วงรู้ อย่างน้อยเท่าที่ข้าเคยพบพานมา ก็มิเคยมีใครไขปริศนานี้ได้”
“ตำนานเล่าขานกันว่า ภายในศิลานั้นซุกซ่อนกระบี่เทพชั้นเลิศเอาไว้เล่มหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็มิเคยมีผู้ใดสามารถทำลายศิลานั้นได้ ตำนานเรื่องกระบี่เทพจึงยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่พิสูจน์มิได้มาจนถึงทุกวันนี้”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหลิวเยียนผิง เมิ่งฝานก็แสดงสีหน้างุนงง เขาไม่เข้าใจว่านางจะหยิบยกเรื่องราวตำนานอันห่างไกลนี้มาบอกกล่าวแก่เขาเพื่อเหตุใด
หากแม้แต่มหาบุรุษในสำนักกระบี่ซู่ซันยังมิอาจสะบั้นศิลานี้ให้แตกสลายได้ แล้วตัวเขาที่มีตบะเพียงเท่านี้จะมีปัญญาได้อย่างไร?
“ศิษย์พี่หญิงหลิวบอกเรื่องนี้แก่ข้า… มีนัยสำคัญอันใดหรือ?” เมิ่งฝานเอ่ยถาม
“เจ้าจะรีบร้อนไปใย ฟังข้ากล่าวให้จบก่อน!” หลิวเยียนผิงกลอกตาอย่างระอาพลางค้อนขวับเข้าให้ ก่อนจะอธิบายต่อ
“จริงอยู่ที่มีมิอาจมีใครทำลายศิลาเพื่อช่วงชิงกระบี่เทพออกมาได้ แต่ผู้ที่ได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับศิลานี้ ล้วนสามารถสัมผัสได้ถึง ‘เจตจำนงกระบี่’ อันไพศาลที่สถิตอยู่ภายใน”
“ศิษย์หลายคนที่เข้าถึงเจตจำนงนั้น ต่างมีความรุดหน้าในวิถีกระบี่อย่างก้าวกระโดด แม้แต่ยอดฝีมือผู้อาวุโสบางท่านของซู่ซัน หลังจากได้สดับรับรู้ถึงพลังแห่งกระบี่นี้แล้ว ยังถึงกับสามารถบัญญัติวิชากระบี่อันเอกอุเป็นของตนเองขึ้นมาได้!”
“ทว่าวาสนาของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ปฏิภาณ… การหยั่งรู้จากศิลาเทพกระบี่จึงมิอาจเลียนแบบกันได้”
“บางคนอาจได้รับคุณประโยชน์มหาศาลประหนึ่งพลิกฟ้าคว่ำดิน แต่บางคนกลับรับรู้ได้เพียงเศษเสี้ยวอันเบาบาง… และในบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ข้าเคยพบพานมา เจ้าคือผู้ที่มีปฏิภาณในวิถีกระบี่ที่น่าตื่นตระหนกที่สุด ข้าจึงคิดว่าเจ้าควรหาโอกาสไปที่วิหารเทพกระบี่เพื่อหยั่งรู้ความนัยจากศิลานั่น เชื่อเถอะว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าอย่างหาที่เปรียบมิได้!”
“และจงวางใจเถิด… การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่นั้นพึ่งพาเพียง ‘ปฏิภาณ’ และ ‘จิตวิญญาณ’ เท่านั้น มิได้ข้องเกี่ยวกับ ‘รากปราณ’ แต่อย่างใด”
หลิวเยียนผิงล่วงรู้ดีว่าเมิ่งฝานมีปมด้อยเรื่องรากปราณระดับขยะ นางจึงจงใจเอ่ยเตือนด้วยความปรารถนาดี เพื่อมิให้เขาละทิ้งโอกาสทองนี้ไปเพียงเพราะข้อจำกัดทางร่างกาย
วิหารเทพกระบี่? ศิลาจารึกเทพกระบี่?
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่า ใจของเมิ่งฝานก็เริ่มสั่นไหวด้วยความสนใจอย่างแท้จริง
เขารีบเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง “ศิลาจารึกเทพกระบี่ที่ท่านว่า… ผู้ใดก็สามารถเข้าไปหยั่งรู้ได้กระนั้นหรือ?”
ของวิเศษระดับนี้ย่อมมิใช่สิ่งที่ใครจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปหาได้ง่าย ๆ เงื่อนไขในการเข้าถึงย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ มิเช่นนั้นศิษย์ทั้งสำนักมิต้องแห่กันไปจนวิหารแตกหรอกหรือ?
หลิวเยียนผิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเฉลย “การจะเข้าไปหยั่งรู้ความนัยในศิลานั้น แท้จริงแล้วเปิดกว้างสำหรับทุกคน แม้แต่ศิษย์รับใช้ต้อยต่ำก็มิมีข้อยกเว้น... ทว่า ทุกครั้งที่ต้องการเข้าสู่ห้วงแห่งการหยั่งรู้ เจ้าจักต้องส่งมอบ ‘หินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน’ เพื่อแลกกับเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น!”
“หนึ่งชั่วยาม… หนึ่งร้อยก้อนหินวิญญาณ!”
เมิ่งฝานอุทานในใจ นี่มันมิใช่การฝึกตนแล้ว แต่มันคือการปล้นชิงกันซึ่งหน้าชัด ๆ!
ย้อนกลับไปยามที่เขายังเป็นเพียงศิษย์รับใช้ชั้นเลว ลำพังแค่หินวิญญาณที่สมบูรณ์เพียงก้อนเดียวเขายังมิเคยได้พานพบ แล้วตัวเลขหนึ่งร้อยก้อนนั่น… มันคือทรัพย์สินมหาศาลที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเขาในตอนนั้นโดยสิ้นเชิง
แม้ในเพลานี้ เมิ่งฝานจะมีหินวิญญาณติดตัวถึงสี่สิบก้อน ซึ่งถือว่ามั่งคั่งกว่าแต่ก่อนมาก ทว่าตัวเลขหนึ่งร้อยก้อนเพื่อแลกกับเวลาเพียงชั่วธูปดับกลับเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินรับไหว!
ความสนใจที่เคยลุกโชนเมื่อครู่ พลันมอดดับลงในทันทีราวกับถูกน้ำเย็นสาดรด
“มันแพงเกินไป… เอาไว้รอให้ข้ามีหินวิญญาณมากพอแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ” เมิ่งฝานเอ่ยอย่างปลงตก