วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 41 คงมิใช่เทพเซียนจุติลงมาเกิดใหม่กระมัง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 41 คงมิใช่เทพเซียนจุติลงมาเกิดใหม่กระมัง
บทที่ 41 คงมิใช่เทพเซียนจุติลงมาเกิดใหม่กระมัง
ภายหลังจากที่เมิ่งฝานบรรลุแจ้งใน ‘เจตจำนงกระบี่สังหารอสูร’ ความเข้าใจที่เขามีต่อเพลงกระบี่บทนี้ก็พลันก้าวกระโดดสู่ระดับที่เหนือชั้นกว่าเดิมอย่างสิ้นเชิง
ตามสัตย์จริง หากในเพลานี้เมิ่งฝานมีโอกาสได้ออกไปกวัดแกว่งกระบี่ปลิดชีพพวกอสูรร้ายสักสองสามตน ความหยั่งรู้ของเขาคงจักลุ่มลึกพิสดารยิ่งขึ้นไปอีก! ทว่ายามนี้ยังมิใช่จังหวะเวลาที่วาสนาจักพาให้เขาได้ออกไปสำแดงฝีมือภายนอก
เมิ่งฝานเยื้องกรายกลับลงมายังโถงชั้นหนึ่งของหอศาสตรา เพื่อทำหน้าที่ชี้แนะกระบวนท่ากระบี่ให้แก่หลิวเยียนผิงสืบต่อ
ในใจของเมิ่งฝานแอบลอบดำริว่า หากตนสามารถนำกระบี่ปราบอสูรมาให้หลิวเยียนผิงได้ใช้หยั่งรู้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จักดีงามกว่านี้เพียงใดหนอ?
ทว่าความคิดนั้นก็เป็นได้เพียงมโนภาพชั่ววูบเท่านั้น…
ประการแรก ท่านผู้เฒ่าหลินย่อมมิมีทางมอบกระบี่เทพชั้นสูงเช่นนั้นให้หลิวเยียนผิงได้สัมผัสเป็นแน่ การที่ท่านเมตตาให้เขาได้ยลโฉมนั้น เป็นเพราะท่านเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ส่วนหลิวเยียนผิงนั้นย่อมมิมีสิทธิ์เข้าถึงของล้ำค่าระดับนี้ได้ ประการที่สองคือหลิวเยียนผิงนั้นพรสวรรค์ค่อนข้างเบาปัญญา ต่อให้มอบกระบี่ปราบอสูรให้ถือไว้ คาดว่านางก็คงมิอาจหยั่งรู้อันใดได้ลึกซึ้งนัก
มีเพียงการเคี่ยวกรำแบบจับมือสอนสั่งอย่างที่เขากำลังกระทำอยู่นี้เท่านั้น จึงจักทำให้นางเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ได้ดีที่สุด!
ในที่สุด เมื่อตะวันรุ่งแจ้งของวันที่สามมาเยือน หลิวเยียนผิงก็สามารถสำเร็จเพลงกระบี่สังหารอสูรได้ในที่สุด ภายใต้การเคี่ยวกรำอย่างหนักของเมิ่งฝาน
เมื่อบรรลุเป้าหมาย หลิวเยียนผิงก็มิรอช้า รีบมอบหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนให้แก่เมิ่งฝาน ก่อนจะเร่งรุดออกจากหอศาสตราไปด้วยท่าทีร้อนรน
นั่นเพราะวันนี้คือวันกำหนดการที่เหล่าศิษย์ฝ่ายในจักออกไปฝึกฝนยังโลกภายนอก หากนางชักช้าแม้เพียงกึ่งเค่อ ก็อาจจักพลาดขบวนเดินทางไปอย่างน่าเสียดาย
“หากเจ้าปรารถนาจะออกไปหาประสบการณ์ภายนอกสำนักด้วย อันที่จริงเจ้าก็สามารถลงชื่อแจ้งความประสงค์ได้นะขอรับ เพราะฐานะของเจ้ายามนี้เทียบเท่าศิษย์ฝ่ายใน อีกทั้งยังสำเร็จเพลงกระบี่สังหารอสูรเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย” ศิษย์พี่หลัวปรากฏกายขึ้นข้างกายเมิ่งฝานพลางเอ่ยแนะนำ
ดูท่าไอ้คนผู้นี้คงคิดว่าเมิ่งฝานกำลังอาลัยอาวรณ์ที่ต้องพลัดพรากจากหลิวเยียนผิงเป็นแน่ จึงได้เอ่ยปากชี้โพรงให้เช่นนั้น
เมิ่งฝานได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความระเหี่ยใจยิ่งนัก เขาขี้เกียจเกินกว่าจักเอ่ยปากอธิบายความสัตย์จริงให้เสียเวลา
เขาเก็บหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนแนบกาย แล้วก้าวออกจากหอศาสตราด้วยท่าทีแช่มชื่นมีชีวิตชีวา มุ่งหน้าตรงไปยัง ‘พระวิหารเทพกระบี่’ ทันที
ในยามนี้ เขามีหินวิญญาณในครอบครองถึงหนึ่งร้อยสี่สิบก้อน นับว่าเพียงพอแล้วสำหรับการกลับไปสัมผัสอานุภาพจากแผ่นศิลาเทพกระบี่อย่างฟุ่มเฟือยอีกครา
ต่อให้ต้องสูญเสียไปหนึ่งร้อยก้อน เขาก็ยังเหลือติดตัวอีกสี่สิบก้อน ซึ่งเพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนได้อีกนานโข!
จักทำเช่นไรได้ ในเมื่อแผ่นศิลาเทพกระบี่นั้นช่างมีแรงดึงดูดมหาศาลต่อเมิ่งฝานเกินกว่าจะหักห้ามใจ
ในสภาวะที่มีหินวิญญาณเกินหนึ่งร้อยก้อนอยู่ในครอบครองเช่นนี้ เขาแทบมิอาจควบคุมตนเองมิให้มุ่งหน้ามาสัมผัสเพื่อหยั่งรู้ความนัยที่แฝงเร้นอยู่ในแผ่นศิลาเทพกระบี่ได้เลย
ครั้นเมื่อรุดมาถึงพระวิหารเทพกระบี่และมอบหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนเป็นค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว เมิ่งฝานก็เริ่มลงมือสัมผัสเพื่อหยั่งรู้ในทันที
ด้วยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากคราก่อน ครั้งนี้เมิ่งฝานจึงดำเนินการทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก
ดูเหมือนว่าวันนี้กิจการของแผ่นศิลาเทพกระบี่จักมิค่อยสู้ดีเท่าใดนัก นอกจากเมิ่งฝานแล้ว กลับมิมีผู้ใดมาใช้บริการหยั่งรู้ร่วมกับเขาเลยแม้แต่คนเดียว
เช่นนั้นก็ขอเหมาทั้งแผ่นเลยก็แล้วกัน!
เมิ่งฝานทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ วางฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงบนผิวแผ่นศิลาเทพกระบี่พร้อมกันพลางหลับตาลงอย่างสงบนิ่ง
ในเสี้ยววินาทีถัดมา สรรพวิทยากระบี่อันลุ่มลึกสุดคณานับก็หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งกระแสน้ำหลากที่ซัดสาดเข้าสู่ห้วงคำนึงของเมิ่งฝาน
เฉกเช่นเดียวกับคราที่แล้ว ในครั้งนี้เมิ่งฝานได้สัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งมหามรรคกระบี่ ‘หยวนสือ’ อีกคราหนึ่ง
การหยั่งรู้ในครั้งก่อนช่วยให้เมิ่งฝานมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับมหามรรค ‘หยวนสือ’ ไปบ้างแล้ว และด้วยรากฐานที่ปูไว้นี้ เมิ่งฝานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการตระหนักรู้ในครานี้ เขาจักต้องเก็บเกี่ยวความลุ่มลึกได้มากกว่าเดิมหลายเท่าพันทวี!
ห้วงเวลาที่จมดิ่งอยู่กับการหยั่งรู้แผ่นศิลาเทพกระบี่นั้นช่างผ่านไปรวดเร็วดุจกะพริบตา
มิผิดไปจากคราที่แล้วเลย… แม้ตามความเป็นจริงเขาจะใช้เวลาหยั่งรู้อยู่นานถึงหนึ่งชั่วยาม ทว่าเมื่อเวลาสิ้นสุดลง กลับรู้สึกประหนึ่งว่าเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมิ่งฝานเคยบังอาจเอ่ยปากกับท่านผู้เฒ่าหลินว่า ปรารถนาจะขอพำนักหยั่งรู้หน้าแผ่นศิลาเทพกระบี่นานถึงสิบวันสิบคืน!
ทว่าต่อให้เป็นเวลาสิบวันสิบคืนจริง ๆ เมิ่งฝานก็มิกล้ารับรองว่าตนจะสามารถแจ้งกระจ่างในมหามรรคกระบี่ ‘หยวนสือ’ ที่สถิตอยู่ในแผ่นศิลานี้ได้อย่างถ่องแท้ทั้งหมด
ผู้ดูแลแผ่นศิลาเทพกระบี่เดินตรงเข้ามาตบไหล่เมิ่งฝานเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ครบหนึ่งชั่วยามแล้ว เจ้าจะต่อเวลาเพิ่มอีกหรือไม่?”
เมิ่งฝานส่ายศีรษะพลางระบายยิ้มแห้ง ๆ
หากจักต่อเวลาอีกหนึ่งชั่วยาม ก็จำต้องควักหินวิญญาณจ่ายอีกหนึ่งร้อยก้อน... เรื่องนี้ผู้น้อยแบกรับภาระมิไหวจริง ๆ!
ภายหลังจากก้าวพ้นจากพระวิหารเทพกระบี่ เมิ่งฝานยังคงจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดที่ได้บรรลุแจ้งในมหามรรคกระบี่ ‘หยวนสือ’
แม้จักใช้เวลาหยั่งรู้เพียงหนึ่งชั่วยาม ทว่าความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเมิ่งฝานยามนี้กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงประหนึ่งพลิกฟ้าคว่ำดิน
ด้วยเหตุที่รากฐานวิถีกระบี่เดิมของเขายังมินับว่าลุ่มลึกนัก ทุกคราที่ได้สัมผัสการตระหนักรู้เช่นนี้ พลังฝีมือของเขาจึงรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ
มิต้องเอ่ยถึงสิ่งอื่นใด เพียงแค่ ‘เพลงกระบี่อสนีบาต’ ยามนี้เมิ่งฝานก็สามารถบรรลุถึงขั้น ‘เจตจำนงกระบี่’ ได้โดยตรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพียงแค่เขายกมือไหวคลา แม้จักมิได้โคจรปราณแท้ภายในกาย ก็สามารถสำแดงอานุภาพแห่งกระบี่อสนีบาตฟาดฟันออกมาได้ดั่งใจนึก
ในขณะที่เมิ่งฝานเยื้องกรายกลับสู่หอศาสตรา เขาได้ชัก ‘กระบี่หงชี่’ ออกจากฝักแล้วตวัดขึ้นสู่เบื้องบน พลันบังเกิดปราณกระบี่อสนีบาตพุ่งทะยานออกจากคมศาสตรา ฟาดตัดผ่านห้วงนภาจนอากาศสั่นสะท้าน
ปราณกระบี่นั้นดุดันดุจพญาอินทรีโผบินทะยานฟ้า ผสานด้วยสุ้มเสียงอัสนีครวญแผ่วเบาที่ก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ!
เมิ่งฝานพยักหน้าด้วยความพึงใจ ทว่านี่เป็นเพียงผลพลอยได้เล็กน้อยจากการหยั่งรู้แผ่นศิลาเทพกระบี่เท่านั้น คุณประโยชน์ที่แท้จริงที่เขาได้รับมานั้น ยังมีมากกว่านี้อีกมหาศาลนัก
ครั้นกลับถึงหอศาสตรา รัตติกาลก็เข้าปกคลุมพอดี เมิ่งฝานเร่งกลับเข้าสู่ห้องพักเพื่อเริ่มการบ่มเพาะพลังในทันที
สามวันที่ผ่านมา เพื่อจักแลกกับหินวิญญาณหนึ่งร้อยก้อน เขาจำต้องทุ่มเทเวลาสั่งสอนหลิวเยียนผิงในวิชาสังหารอสูรอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การฝึกปรือของตนเองต้องล่าช้าลงไปมิน้อย
“คราที่ได้สัมผัสกับกระบี่ปราบอสูรเมื่อวาน ข้าได้ดูดซับเอาพลัง ‘รากฐานกระบี่’ มาเป็นจำนวนมาก สิ่งนี้จักต้องเป็นขุมพลังสำคัญที่ช่วยหนุนเสริมการฝึกตนของข้าได้อย่างมหาศาลเป็นแน่!” เมิ่งฝานดำริในใจพลางเริ่มการบ่มเพาะโดยมิรั้งรอ
เขาขยับกายขัดสมาธิลงบนเตียง เริ่มโคจร ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ และ ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์แปรสภาพอสนี’ ไปพร้อมกันทั้งสองสายวิชา
แม้ในครานี้เขาจะกลืนโอสถรวมปราณและวารีรวมวิญญาณลงไปพร้อมกัน ทว่าเมื่อนำไปเปรียบกับขุมพลังรากฐานกระบี่อันมหาศาลที่สถิตอยู่ในกายแล้ว ฤทธิ์ของโอสถทั้งสองกลับดูเบาบางจนแทบจะมิเห็นผลชัดเจนนัก
ล่วงเข้าสู่ช่วงดึกสงัด กระแสพลังอันแก่กล้าพลันระเบิดพุ่งออกมาจากร่างกายของเมิ่งฝานอย่างรุนแรง
ขอบเขตฝึกปรือระดับที่สี่… บรรลุแล้ว!
ใบหน้าของเมิ่งฝานเอิบอิ่มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างปิดมิได้
พลัง ‘รากฐานกระบี่’ ที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายจากกระบี่ปราบอสูรนั้น ช่างทรงอานุภาพและอัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงแค่โคจรพลังบ่มเพาะเพียงครึ่งครา ก็ส่งให้เขาฝ่าด่านจากขอบเขตระดับที่สามทะยานเข้าสู่ระดับที่สี่ได้สำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฝานยังสัมผัสได้ว่า พลังรากฐานกระบี่ภายในกายของเขานั้นเพิ่งถูกนำมากลั่นกรองไปมิถึงหนึ่งในสิบส่วนเสียด้วยซ้ำ ยังคงมีขุมพลังหลงเหลืออยู่มหาศาลนัก!
“หากข้าสามารถหลอมรวมและดูดซับรากฐานกระบี่เหล่านี้ได้จนสิ้น บางทีระดับตบะของข้าอาจจักพุ่งทะยานไปถึงระดับที่เก้าเลยก็เป็นได้” เมิ่งฝานพึมพำกับตนเองด้วยความประหลาดใจระคนปิติ
นี่คือความมงคลสองประการที่มาบรรจบกันโดยแท้ การหยั่งรู้จากแผ่นศิลาเทพกระบี่ส่งเสริมให้วิถีกระบี่ของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ส่วนรากฐานกระบี่ที่ได้มาจากกระบี่ปราบอสูร ก็ส่งหนุนให้ระดับปราณแท้ในกายพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
ในฉับพลันนั้น เงาร่างของ ‘หงชี่’ ก็พลันปรากฏออกมาจากตัวกระบี่หงชี่
“ข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับนายท่าน ที่ทรงฝ่าทะลวงด่านตบะได้อีกคราเจ้าค่ะ”
เมิ่งฝานระบายยิ้มพลางเอ่ยว่า “นับเป็นวาสนาหนุนนำโดยแท้ การที่ได้ดูดซับรากฐานกระบี่มาจากกระบี่ปราบอสูรมากมายเพียงนี้ ถือเป็นลาภลอยที่ข้ามิได้คาดหวังไว้เลยทีเดียวขอรับ”
หงชี่เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสว่า “นั่นเป็นเพราะนายท่านมีพรสวรรค์อันล้ำเลิศที่หาผู้ใดเปรียบมิได้เจ้าค่ะ นอกจากท่านแล้ว ข้าน้อยมิเคยเห็นผู้ใดสามารถดูดซับรากฐานกระบี่จากศัสตรามาเป็นของตนได้ถึงเพียงนี้ แม้จะมีผู้คนมากมายได้สัมผัสกระบี่ปราบอสูร ทว่ากลับมีเพียงนายท่านเท่านั้นที่ได้รับโอกาสอันประเสริฐนี้!”
โดยที่มิรู้ตัว จิตวิญญาณของหงชี่ได้เริ่มแปรเปลี่ยนไปสู่การเป็นข้ารับบริพารผู้ภักดีต่อเมิ่งฝานอย่างสุดดวงจิต
ในส่วนลึกของดวงจิต นางถูกเมิ่งฝานสยบจนสิ้นสงสัย หลังจากที่ได้ติดตามเขามาในช่วงเวลาสั้น ๆ นางพบว่าเมิ่งฝานนั้นมีความสามารถเหนือชั้นจนน่าหวาดหวั่น ถึงขั้นที่ทำให้นางเกิดความเคารพยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจ
กาลก่อนนางเคยคิดว่า การเลือกติดตามเมิ่งฝานคือการที่นางยอมลดตัวลงมาให้ความสำคัญกับเขา ทว่าบัดนี้ความรู้สึกนั้นกลับตาลปัตร นางกลับรู้สึกว่าการได้เฝ้าแหนติดตามบุรุษผู้นี้คือวาสนาอันยิ่งใหญ่ของนาง ยิ่งไปกว่านั้น นางยังแอบรู้สึกต้อยต่ำว่าตนเองอาจมิคู่ควรที่จะเคียงข้างเมิ่งฝานเสียด้วยซ้ำ
ยามที่คนสองคนพำนักอยู่ร่วมกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งโดดเด่นล้ำเลิศเกินพรรณนา อีกฝ่ายย่อมมิอาจเลี่ยงความรู้สึกด้อยค่าลงไปโดยมิรู้ตัว
ครั้นรุ่งเช้าของวันถัดมา เมิ่งฝานก็มุ่งหน้าไปยังชั้นสองของหอศาสตราตามกิจวัตร เพื่อเข้าพบท่านผู้เฒ่าหลินตามนัดหมาย
“โอ้~~~~~~” ท่านผู้เฒ่าหลินทอดสายตามองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ พลางเปล่งเสียงอุทานลากยาวออกมาอย่างมิอาจสะกดกั้น
“เจ้าหนุ่มน้อย… นี่เจ้าบรรลุตบะถึงขอบเขตระดับที่สี่แล้วรึ?”
มิใช่เรื่องแปลกที่ท่านผู้เฒ่าหลินจักต้องตระหนกตกใจถึงเพียงนี้!
แม้ท่านจักแจ้งแก่ใจว่าพรสวรรค์วิถีกระบี่ของเมิ่งฝานนั้นล้ำเลิศจนฝืนกฎแห่งสวรรค์ ทว่าในแง่ของรากปราณ เมิ่งฝานกลับมีรากปราณระดับต่ำต้อยมิต่างจากเศษขยะ พรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลังนับว่าย่ำแย่ยิ่งนัก ซึ่งตามหลักการแล้ว ระดับการฝึกปรือย่อมต้องเป็นตัวฉุดรั้งให้เขารุดหน้าไปได้ช้ากว่าผู้อื่นหลายเท่า
ทว่าในความเป็นจริง ความเร็วในการเลื่อนระดับของเมิ่งฝานกลับมิได้ล่าช้าเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังว่องไวรวดเร็วจนน่าใจหายเสียด้วย
นี่มันผิดวิสัยสามัญโดยสิ้นเชิง!
ท่านผู้เฒ่าหลินจำได้แม่นยำว่า ยามที่เมิ่งฝานก้าวเท้าเข้าสู่หอศาสตราวันแรกนั้น เขายังมิอาจก้าวข้ามธรณีประตูแห่งการรวบรวมลมปราณได้เลยด้วยซ้ำ ภายในกายหามีปราณแท้แม้เพียงเส้นเดียวไม่
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เขากลับทะยานขึ้นมาถึงระดับที่สี่ของการฝึกปราณได้แล้วหรือ?
“แม้ข้าจักมอบวารีรวมวิญญาณให้เจ้าไป ทว่าฤทธิ์ของมันก็มิควรส่งเสริมให้ความเร็วในการบ่มเพาะของเจ้าพุ่งทะยานถึงเพียงนี้ได้นะ” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยด้วยความฉงนสนเท่ห์อย่างเหลือคณา
เมิ่งฝานระบายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวกับท่านผู้เฒ่าหลินว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ความประหลาดใจของวันนี้หาได้จบลงเพียงเท่านี้ไม่!”
“ยังมีเรื่องอันใดอีกรึ?” ท่านผู้เฒ่าหลินจ้องมองลูกศิษย์ผู้นี้ด้วยความงุนงงสับสน
‘แกร๊ง’ เมิ่งฝานวาดกระบี่หงชี่ออกจากฝักในพริบตา
จากนั้น เขาก็ตวัดมือออกไปอย่างแช่มช้าทว่ามั่นคง ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกจากคมกระบี่หงชี่ ตรงรี่เข้าหาท่านผู้เฒ่าหลินทันที
การกระทำนี้หาใช่การล่วงเกินหรืออกตัญญูต่อผู้เป็นอาจารย์ไม่ หากแต่เป็นการสำแดงวิถีกระบี่ที่ตนบรรลุแจ้งให้ท่านผู้เฒ่าหลินได้ประจักษ์ชัดแจ้งกับตา
นั่นเพราะหากยอดคนเช่นท่านผู้เฒ่าหลินจักต้องได้รับบาดเจ็บจากปราณกระบี่เพียงเท่านี้ เรื่องนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อและน่าขันยิ่งกว่าสิ่งใดในใต้หล้า
‘ฉิ่ว~~~~~’
ปราณกระบี่สายนั้นรวดเร็วปานอสนีบาต ทว่าเมื่อพุ่งเข้าใกล้ตัวท่านผู้เฒ่าหลินในระยะหนึ่งจ้าง มันกลับมลายสลายไปในอากาศธาตุโดยอัตโนมัติประหนึ่งธูปที่มอดดับ
แม้ปราณกระบี่จะสลายไปจนมิอาจระคายเคืองแม้เพียงเส้นผมของท่านผู้เฒ่าหลินได้ ทว่าเมื่อท่านทอดสายตามองไปยังเมิ่งฝาน ท่านกลับถึงกับยืนอ้าปากค้างนิ่งงันไปในทันที!
“เพลงกระบี่อสนีบาต… เจ้าบรรลุถึงขั้นเจตจำนงกระบี่อสนีบาตได้สำเร็จแล้วรึ?” ท่านผู้เฒ่าหลินอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงจนดวงตาแทบถลน
มิอาจปฏิเสธได้ว่าท่านผู้เฒ่าหลินคือยอดคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
ทว่าสถานการณ์เบื้องหน้านี้ มันมิใช่เรื่องของการผ่านโลกมามากหรือน้อยอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ…
ตัวท่านเองก็จนปัญญาที่จะสรรหาคำพูดใดมาอธิบายความอัศจรรย์นี้ได้แล้ว!
ท่านเคยลั่นวาจาไว้ว่า หากเมิ่งฝานสามารถฝึกปรือเพลงกระบี่อสนีบาตได้สำเร็จภายในสามเดือน ท่านจักมอบสมบัติวิเศษประเภทมิติจัดเก็บให้เป็นรางวัลหนึ่งชิ้น
ที่ท่านตั้งเงื่อนไขเช่นนั้นในคราแรก เพราะเล็งเห็นว่าต่อให้เมิ่งฝานจะมีอัจฉริยภาพล้ำเลิศเพียงใด การจะบรรลุวิชานี้ภายในเวลาเพียงสามเดือนก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่ยากเข็ญแสนเข็ญ
ทว่า…
นี่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงสามวันเท่านั้น เขากลับบรรลุแจ้งในวิถีกระบี่อสนีบาตได้สำเร็จแล้วรึ?
เนิ่นนานผ่านไป ท่านผู้เฒ่าหลินจึงค่อย ๆ สงบจิตใจที่สั่นคลอนลงได้
“เจ้าหนุ่มน้อย… หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าคือเทพเซียนจุติลงมาเกิดใหม่กันแน่?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่คล้ายจักเริ่มกังขาในกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ที่ท่านเคยรู้จักมาตลอดชีวิต
ปุถุชนคนธรรมดา จักเป็นอัจฉริยะที่อยู่เหนือมวลมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?
ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่เก่งกล้าปานใด ย่อมต้องมีขีดจำกัดอยู่บ้างมิใช่หรือ? ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้ มันช่างเกินขอบเขตของเหตุและผลไปไกลโข!
เมิ่งฝานระบายยิ้มอย่างสำราญใจ เขายินดียิ่งนักที่จะสำแดงความสามารถอันโดดเด่นต่อหน้าท่านผู้เฒ่าหลิน เพราะเขารู้แจ้งดีว่าท่านอาจารย์หาได้มีเจตนาร้ายต่อตนไม่
ซ้ำร้าย ยิ่งเขาสำแดงพรสวรรค์ออกมามากเพียงใด ท่านผู้เฒ่าหลินก็ยิ่งจักทุ่มเทแรงกายแรงใจเคี่ยวกรำเขาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อย่างน้อยภายในสองปีนับจากนี้ ท่านผู้เฒ่าหลินย่อมต้องพยายามปั้นแต่งเขาอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้เขาสามารถกำราบหยวินฉินซินลงได้ตามที่ตั้งเป้าไว้
“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า หากศิษย์สามารถฝึกปรือเพลงกระบี่อสนีบาตให้สำเร็จได้ภายในสามเดือน จักได้รับรางวัลเป็นของวิเศษมิติจัดเก็บหนึ่งชิ้น บัดนี้…” เมิ่งฝานเอ่ยทวงถามด้วยสีหน้าที่นับว่าหนาอยู่มิน้อย
ท่านผู้เฒ่าหลินระบายยิ้มขมขื่นพลางส่ายศีรษะ จากนั้นจึงหยิบแหวนวงเล็กเกลี้ยงเกลาออกมาวงหนึ่งแล้วส่งมอบให้แก่เมิ่งฝาน
เมิ่งฝานรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาในทันที เขายื่นมือออกไปรับแหวนวงนั้นมาด้วยความตื่นเต้นที่ยากจักพรรณนา
นี่คือ ‘แหวนจุติมิติ’ อันเลื่องชื่อในตำนานนั้นหรือขอรับ?
“ท่านอาจารย์ สมบัติชิ้นนี้มีกรรมวิธีการใช้งานอย่างไรหรือขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นประกาย
“ระดับตบะของเจ้าในยามนี้ยังนับว่าต่ำนัก มิอาจแผ่จิตสำนึกออกมาบงการได้ จึงจำต้องใช้แหวนมิติระดับเบื้องต้นเช่นนี้ไปก่อน
แหวนมิติชนิดนี้หามีการป้องกันอันใดลึกซึ้งไม่ เพียงแค่เจ้าโคจรปราณแท้อัดเข้าไปข้างใน ก็สามารถเปิดใช้งานมิติจัดเก็บได้โดยง่าย
ทว่าจงจำไว้ให้มั่น แหวนมิติระดับต้นเช่นนี้หากถูกผู้อื่นช่วงชิงไป เขาก็สามารถเปิดดูสิ่งของข้างในได้ทันที ดังนั้นเจ้าจงระมัดระวังให้ดี อย่าให้มันตกไปอยู่ในมือผู้ใดเด็ดขาด!”
เมื่อได้สดับคำเตือนของท่านผู้เฒ่าหลิน เมิ่งฝานก็พยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ
หากเปรียบเปรยให้เห็นภาพ สมบัติมิติระดับสูงย่อมมี ‘รหัสผ่าน’ ที่ซับซ้อนยากที่ผู้อื่นจะเจาะเข้าไปได้ ส่วนสมบัติระดับต้นในมือเขายามนี้เสมือนกล่องที่ไร้กุญแจ ใครได้ไปก็เปิดออกได้โดยง่ายนั่นเอง