วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 46 กระบี่คุมใจ หรือ กระบี่ชักนำ?
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 46 กระบี่คุมใจ หรือ กระบี่ชักนำ?
บทที่ 46 กระบี่คุมใจ หรือ กระบี่ชักนำ?
เมิ่งฝานพยักหน้ารับน้อย ๆ โดยมิได้กล่าววาจาใด
ทว่าภายหลังเสร็จสิ้นการต่อสู้ครานี้ ในส่วนลึกของดวงจิตเขากลับโหยหาการทะลวงเข้าสู่ ‘ขอบเขตวรยุทธ์แท้จริง’ อย่างแรงกล้าและเร่งด่วนยิ่งนัก
นั่นเพราะเขาได้ค้นพบจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของตนเองเข้าเสียแล้ว สิ่งนั้นคือพลังจิตที่ยังอ่อนด้อยนัก แม้แต่สุนัขจิ้งจอกผอมโซเพียงตัวเดียวยังสามารถใช้มนต์สะกดจิตล่อลวงเขาให้ตกอยู่ในห้วงมายาได้
หากพลังจิตของตนเข้มแข็งพอกว่านี้ มีหรือจักถูกมายาภาพชั้นต่ำหลอกเอาได้!
และเมื่อใดที่ผู้บำเพ็ญบรรลุถึงขอบเขตวรยุทธ์แท้จริง ย่อมสามารถเริ่มฝึกฝนศาสตร์แห่งการภาวนาจิตเพื่อเคี่ยวกรำพลังจิตสำนึกให้แก่กล้า
เมื่อถึงขั้นนั้น… ย่อมมีหวังจักบรรลุถึงขั้น ‘วิญญาณแห่งกระบี่’ ซึ่งเมื่อนั้นต่อให้เป็นภูตผีปีศาจตนใดก็มิอาจรุกล้ำกล้ำกรายเข้าสู่มโนสำนึกของเขาได้อีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง ท่านผู้เฒ่าหลินก็เยื้องกรายออกมาจากเงามืด
ท่านสะบัดมือเบา ๆ เพื่อรวบรวมกิ่งไม้และใบไม้แห้งมาก่อกองไฟขึ้น จากนั้นจึงหักกิ่งไม้ออกมาเล่มหนึ่ง ใช้มันเสียบทะลวงขั้วหัวใจของสุนัขจิ้งจอกตนนั้นออกมา แล้วนำไปย่างบนเปลวเพลิงจนส่งกลิ่นหอม
ครั้นเมื่อย่างจนสุกได้ที่ ท่านผู้เฒ่าหลินก็โยนมันให้แก่เมิ่งฝานโดยตรง
“กินเสีย”
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นพลางมองดูของในมือ ตัวเขานั้นเคยลิ้มลองมาแล้วทั้งหัวใจเป็ด ไก่ สุกร หรือแม้แต่หัวใจโค ทว่าหัวใจสุนัขจิ้งจอกเช่นนี้กลับมิเคยพานพบมาก่อนเลยในชีวิต
ท่านผู้เฒ่าหลินมองเห็นท่าทีรังเกียจของศิษย์รักจึงเอ่ยอธิบายว่า
“ของสิ่งนี้รสชาติหาได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดไม่ และที่สำคัญยิ่งกว่ารสชาติคือสรรพคุณในการบำรุงกาย เฉกเช่นสุกรวาตะม่วงที่มีธาตุอสนีสะสมอยู่ หัวใจของจิ้งจอกมายาตนนี้ย่อมมีคุณสมบัติพิเศษติดตัวมา กินเข้าไปแล้วจักช่วยเสริมสร้างพลังจิตของเจ้าได้บ้าง แม้อาจจักมิเห็นผลทันตา ทว่ามีบ้างก็ย่อมดีกว่ามิมีเลยมิใช่หรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฝานก็มิลังเลอีกต่อไป เขาตัดสินใจกลืนหัวใจจิ้งจอกลงคอไปในคำเดียว
เพิ่งจักตำหนิตนเองว่าพลังจิตอ่อนแอไปครู่เดียว บัดนี้มีของวิเศษมาเกื้อหนุนอยู่ตรงหน้า มีเหตุผลประการใดที่จักต้องปฏิเสธเล่า?
ท่านผู้เฒ่าหลินมิได้มุสาเลย ของสิ่งนี้รสชาติดียิ่งนัก…
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือหากมีผงยี่หร่าและพริกป่นโรยหน้าเสียหน่อย ย่อมจักเลิศรสกว่านี้มากนัก
ภายหลังการลิ้มลอง เมิ่งฝานกลับมิสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังจิตอย่างชัดเจนแต่อย่างใด
แน่นอนว่านั่นอาจเป็นเพราะรากฐานพลังจิตของเขาในยามนี้ยังเบาบางนัก อีกทั้งยังมิเคยผ่านการฝึกฝนศาสตร์ภาวนาจิตอย่างจริงจัง จึงมิอาจสัมผัสรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ได้เป็นธรรมดา
สามราตรี…
เจ็ดราตรี…
สิบราตรี…
จนกระทั่งเวลาล่วงผ่านไปครบหนึ่งเดือนเต็ม…
เมิ่งฝานจึงสามารถบรรลุเป้าหมายในการล่าสังหารสุกรวาตะม่วงครบหนึ่งร้อยตัวได้สำเร็จตามบัญชาอาจารย์
ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ดูดซับพลังธาตุอสนีเข้าไปถึงหนึ่งร้อยสาย
ส่งผลให้ปราณแท้ในร่างกายของเขาในยามนี้รุดหน้าขึ้นสู่ ‘ขอบเขตการฝึกปราณระดับที่เก้า’ อย่างมั่นคง
กล่าวตามตรง ยามนี้เพียงแค่เขาปรารถนา เขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวรยุทธ์แท้จริงได้ทุกเมื่อ
นั่นเพราะจากการที่เขาเคยให้คำชี้แนะแก่หลิวเยียนผิงกาลก่อน ทำให้เขารู้แจ้งว่าหากสามารถบ่มเพาะวิชากระบี่จนบังเกิดจิตวิญญาณกระบี่ได้ การก้าวข้ามขอบเขตย่อมกลายเป็นเรื่องง่ายดายประหนึ่งพลิกฝ่ามือ
สำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ มิต้องเอ่ยถึงเพียงจิตวิญญาณกระบี่เลย แม้แต่ ‘เจตจำนงกระบี่’ เขาก็ฝึกฝนจนบรรลุไปแล้วมากกว่าหนึ่งสำนัก
การจักก้าวขึ้นสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงสำหรับเขานั้น ง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก
ทว่า… ท่านผู้เฒ่าหลินกลับสั่งห้ามมิให้เขาทะลวงข้ามขั้นในยามนี้เด็ดขาด!
“เจ้าใช้เวลาเพียงเดือนเศษ ทว่าปราณแท้กลับรุดหน้าว่องไวเกินไปนัก ย่อมมีความเสี่ยงที่รากฐานจักมิสถิตมั่นคง การจักก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตวรยุทธ์แท้จริงนั้น จำต้องชะลอเพลาออกไปเสียก่อน!”
เมื่อได้สดับคำเตือนจากปากท่านผู้เฒ่าหลิน เมิ่งฝานก็พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ในด้านภูมิความรู้และประสบการณ์นั้น ท่านผู้เฒ่าหลินย่อมลุ่มลึกกว่าตัวเขาหลายขุมนัก การเชื่อฟังคำชี้แนะของผู้อาวุโสย่อมมิมีทางผิดพลาดเป็นแน่
“ในช่วงเพลานี้ มิใช่เพียงตบะปราณของเจ้าที่รุดหน้า ทว่าประสบการณ์การต่อสู้จริงของเจ้ายังเพิ่มพูนขึ้นมิน้อย การตรากตรำเคี่ยวกรำตนเองอย่างหนักตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่ผ่านมานี้ นับว่าคุ้มค่าเหนื่อยยิ่งนัก”
“ทว่าเรื่องรากฐานที่ยังมิหนักแน่นนั้นหาได้ควรประมาทไม่ เจ้าจำเป็นต้องขัดเกลาปราณแท้ในกายให้บริสุทธิ์และมั่นคงเสียก่อน”
“บัดนี้ถึงเวลาที่พวกเราจักเดินทางกลับสำนักซู่ซันกันแล้ว อาจารย์มีวิธีการที่จะขจัดภยันตรายแฝงจากการที่ปราณแท้ของเจ้าพัฒนาเร็วเกินไปให้สิ้นซากเอง!”
….
เจ็ดราตรีผันผ่าน เมิ่งฝานก็ได้ติดตามท่านผู้เฒ่าหลินกลับมาถึงยังสำนักกระบี่ซู่ซันเป็นผลสำเร็จ
ยามที่ได้เหยียบย่างคืนสู่สำนักซู่ซัน เมิ่งฝานกลับรู้สึกประหนึ่งว่าตนเองได้จุติใหม่เพียงชั่วข้ามคืน
ในช่วงเพลาเพียงเดือนเศษ เขาสามารถก้าวกระโดดจากขอบเขตการฝึกปราณระดับที่สี่ขึ้นมาถึงระดับที่เก้าได้นั้น นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ต้องยอมรับโดยดุษฎีเลยว่า การได้ติดตามปรนนิบัติท่านผู้เฒ่าหลินนั้น… ช่างเป็นวาสนาที่เปี่ยมสุขเหลือเกิน!
ทันทีที่กลับมาถึงหอศาสตรา ศิษย์พี่หลัวยามได้ทัศนาเมิ่งฝานก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ใบหน้าของเขาฉายแววอัศจรรย์ใจจนปิดมิอยู่
นั่นเพราะเขาสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของระดับตบะในตัวเมิ่งฝานได้อย่างปรุโปร่ง!
เพียงหนึ่งเดือน ทว่าระดับการบำเพ็ญกลับรุดหน้าขึ้นถึงห้าขั้น นี่มิใช่เรื่องธรรมดาสามัญเสียแล้ว?
แม้จักรู้แจ้งแก่ใจว่านี่คือผลจากการชี้นำของท่านผู้เฒ่าหลิน ทว่าเขาก็ยังรู้สึกว่ามันช่างดูห่างไกลจากความจริงยิ่งนัก
ช่างเหนือล้ำเกินจินตนาการไปมากจริง ๆ!
“น้องเมิ่ง ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบปานนี้ อีกเพียงหนึ่งปีข้างหน้า เจ้าคงจักเอาข้ามัดแขวนไว้กับขื่อแล้วลงมือโบยตีได้ตามใจชอบเป็นแน่” ศิษย์พี่หลัวเอ่ยกับเมิ่งฝานด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น
เมิ่งฝานทำได้เพียงระบายยิ้มอย่างขวยเขิน ทว่ายังคงไว้ซึ่งกิริยาอันนอบน้อมสุภาพ
ทว่าหากกล่าวตามตรง เรื่องที่ศิษย์พี่หลัวกังวลนั้น ย่อมต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มิมีข้อกังขาใด ๆ เลย
“ตรากตรำมาแรมเดือน คืนนี้จงไปพักผ่อนชำระล้างความเหนื่อยล้าเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าเพลายามโฉ่ว จงมาพบข้าอีกครั้ง” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยกำชับเมิ่งฝาน
ตลอดหนึ่งเดือนในเทือกเขาเทียนซิน เมิ่งฝานต้องใช้ชีวิตมิผิดจากคนป่าพงไพร การที่ท่านผู้เฒ่าหลินใช้คำว่า ‘ตรากตรำ’ มาพรรณนาจึงนับว่าสมควรแก่เหตุแล้ว
ภายหลังกลับมาถึงเรือนพัก เมิ่งฝานก็จัดการอาบน้ำชำระกายอย่างอิ่มเอมใจ ก่อนจักมุ่งหน้าไปลิ้มรสอาหารเลิศรสที่โรงครัวของสำนัก
ครั้นถึงยามราตรีเมื่อกลับเข้าสู่ห้องพัก เมิ่งฝานกลับมิกล้าลงมือฝึกฝน ด้วยเกรงว่าหากโคจรพลังแล้วจักมิอาจควบคุมตนเองจนพุ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวรยุทธ์แท้จริงไปเสียก่อน
การที่ท่านผู้เฒ่าหลินสั่งห้ามมิให้เขารีบเร่งเลื่อนระดับ ย่อมต้องมีเหตุผลอันลุ่มลึกแฝงอยู่ ในจุดนี้เมิ่งฝานเชื่อมั่นในตัวอาจารย์อย่างมิมีข้อสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองก็สัมผัสได้ว่าการฝึกปรือที่รวดเร็วเกินไปเช่นนี้ อาจแฝงไว้ด้วยผลเสียที่ซ่อนเร้น
ท่านอาจารย์บอกว่ามีวิธีขจัดเภทภัยเหล่านี้ ทว่าจักเป็นวิธีใดกันแน่หนอ?
คืนนั้น เมิ่งฝานเอนกายลงนอนหลับใหลอย่างสงบสุขบนเตียงหนานุ่ม
ครั้นรุ่งสางยามโฉ่ว เขาก็เร่งรุดมาถึงชั้นสองของหอศาสตราก่อนเพลาด้วยใจที่จดจ่อ อยากรู้นักว่าท่านผู้เฒ่าหลินจักมีอุบายเด็ดพรายอันใดมาช่วยขจัดผลเสียให้แก่เขา
“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านเคยบอกว่าปราณแท้ของศิษย์รุดหน้าไวเกินไปจนรากฐานมิอาจมั่นคง และท่านยังบอกอีกว่ามีวิธีขจัดผลร้ายเหล่านี้ได้ แท้จริงแล้วคือวิธีใดหรือขอรับ?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความร้อนรน
ท่านผู้เฒ่าหลินระบายยิ้มพลางเอ่ยเย้าว่า
“เจ้าหนูนี่… เรื่องแค่นี้กลับข่มใจรอสักนิดก็มิได้เชียวรึ”
เมิ่งฝานยิ้มแห้ง ๆ พลางปั้นหน้าแสดงสีหน้าขวยเขินออกมาอย่างสมจริง
แน่นอนว่า… ทั้งหมดนี้คือการเสแสร้งแสดงละครทั้งสิ้น!
“เนื่องจากปราณแท้ในกายเจ้าพัฒนารุดหน้าจนเกินพอดี พลังในการควบคุมมันย่อมจะถดถอยและเสียสมดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละคือภยันตรายของรากฐานที่มิสถิตมั่นคง”
“หากปรารถนาจักขจัดผลเสียนี้ แท้จริงแล้วก็มิใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอันใด เพียงแค่ต้องยกระดับความสามารถในการ ‘บงการ’ ปราณแท้ของเจ้าให้ละเอียดอ่อนและกล้าแข็งขึ้นก็เพียงพอแล้ว”
“อาจารย์มีศาสตร์กระบี่อยู่บทหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะของเจ้าในยามนี้ดั่งสวรรค์สรรค์สร้าง”
เมื่อได้สดับคำกล่าวของท่านอาจารย์ เมิ่งฝานก็เร่งถามขึ้นด้วยความสนใจใคร่รู้ “วิชาที่ว่านั้นคือศาสตร์กระบี่แขนงใดหรือขอรับ?”
“ศาสตร์ขับกระบี่!” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยเน้นย้ำทีละคำอย่างหนักแน่น
ศาสตร์ขับกระบี่?
เมิ่งฝานเคยได้ยินชื่อเสียงของ ‘วิชาควบคุมกระบี่’ มาบ้าง ทว่าศาสตร์แห่งการ ‘ขับกระบี่’ เช่นนี้เขากลับมิเคยพานพบมาก่อนเลยในชีวิต
ท่านผู้เฒ่าหลินสังเกตเห็นริ้วรอยแห่งความฉงนบนใบหน้าของศิษย์รัก จึงระบายยิ้มพลางกล่าวสืบไปว่า “กาลก่อนเจ้าเคยซักถามอาจารย์เรื่องการบังคับกระบี่ให้เหินเวหาได้มิใช่หรือ?”
“การบังคับกระบี่บินนั้น นับเป็นหนึ่งในสุดยอดวิชาของสายควบคุมกระบี่ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลึกล้ำพิสดารยิ่งนัก จำต้องอาศัยตบะบารมีที่สูงส่งจึงจะสามารถสำแดงอานุภาพได้”
“ส่วนศาสตร์การขับกระบี่ที่อาจารย์จักถ่ายทอดให้เจ้านี้ อาจนับได้ว่าเป็นปฐมบทหรือฉบับย่อส่วนของวิชาควบคุมกระบี่นั่นเอง หากเจ้าสามารถเพียรฝึกฝนศาสตร์การขับกระบี่จนบรรลุถึงขีดสุด ในภายภาคหน้าเมื่อเจ้าเริ่มฝึกวิชาควบคุมกระบี่ ทุกอย่างย่อมจักสำเร็จได้โดยง่าย ประหนึ่งน้ำที่ไหลรินลงสู่ร่องเหมืองที่ขุดเตรียมไว้แล้วฉะนั้น!”
“และที่สำคัญที่สุด… ศาสตร์ขับกระบี่นี้คือยาขนานเอกสำหรับเจ้าในยามนี้ เพื่อขัดเกลาความสามารถในการบงการปราณแท้ให้ถึงขั้นละเอียดอ่อนที่สุด”
จากนั้น ท่านผู้เฒ่าหลินจึงเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาการขับกระบี่ให้แก่เมิ่งฝานอย่างตั้งใจ
ตามสัตย์จริง แม้คำพรรณนาของท่านผู้เฒ่าหลินจักฟังดูสูงส่งและเลิศเลอเพียงใด ทว่าเมื่อพิจารณาถึงแก่นแท้ของ ‘วิชาขับกระบี่’ นี้กลับเรียบง่ายจนน่าใจหาย นั่นคือการส่งปราณแท้ออกไปบังคับกระบี่จากระยะไกลโดยมิต้องใช้มือสัมผัสนั่นเอง
ฟังดูคล้ายจักน่าเกรงขาม ทว่าในความเป็นจริงกลับหามีประโยชน์ในการศึกไม่
ยกตัวอย่างเช่น หากเมิ่งฝานกุมกระบี่ด้วยหัตถ์แล้วฟันออกไปหนึ่งครา พลังทำลายล้างอาจสูงถึงสิบส่วน
ทว่าหากใช้วิชาขับกระบี่ บงการกระบี่ด้วยปราณแท้ให้ฟันออกไปในรูปแบบเดียวกัน พลังทำลายกลับร่วงหล่นเหลือเพียงหนึ่งหรืออย่างมากก็มิเกินสองส่วนเท่านั้น
หากว่ากันด้วยเรื่องการสังหารศัตรูในสมรภูมิ
วิชานี้แทบจักไร้เขี้ยวเล็บโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นท่วงท่าที่ ‘สวยแต่รูปจูบไม่หอม’ โดยแท้จริงเลย!