วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 48 สามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์บนแท่นสามจักรพรรดิ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 48 สามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์บนแท่นสามจักรพรรดิ
บทที่ 48 สามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์บนแท่นสามจักรพรรดิ
รุ่งสางของวันต่อมา เมิ่งฝานเดินทางมายังชั้นสองของหอศาสตราตามกิจวัตรปกติ
เมื่อผู้เฒ่าหลินทอดสายตามองเมิ่งฝาน ซึ่งบัดนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเข้าสู่ ระดับวรยุทธ์แท้จริง ได้สำเร็จ กลับมิได้แสดงสีหน้าประหลาดใจแม้แต่น้อย
สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ ท่านได้ประจักษ์แจ้งแล้วว่าวิชาควบคุมกระบี่ของเมิ่งฝานรุดหน้าถึงขั้นกุมบังเหียนกระบี่ยาวสิบเล่มได้พร้อมกัน ดังนั้นการที่เขาจะทะลวงคอขวดข้ามคืนย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายของท่านโดยสิ้นเชิง แม้แต่เรื่องที่เมิ่งฝานใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนในการบรรลุวิชาควบคุมกระบี่สิบเล่ม ผู้เฒ่าหลินก็เริ่มจะชินชาเสียแล้ว
ในกาลก่อน ยามที่ท่านมอบหมายภารกิจ มักจะประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมไว้ให้เสมอ ทว่าเมิ่งฝานกลับทำสำเร็จล่วงหน้าอย่างเหนือชั้นจนทำให้ท่านต้องตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดนี้ท่านจึงเริ่มปรับตัวได้ ไม่ว่าลูกศิษย์ผู้นี้จะสร้างปาฏิหาริย์ที่ผิดแผกเพียงใด ท่านก็มองว่าเป็นเรื่องสามัญไปเสียแล้ว ความสงบเยือกเย็นในครั้งนี้ มิใช่การแสร้งทำเหมือนคราก่อน ๆ หากแต่เป็นความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจจริง
“ดีมาก ด้วยอัตราความก้าวหน้าเช่นนี้ บางทีในอีกสองปีข้างหน้า เจ้าอาจจะสามารถสยบ เย่ฉินซิน ได้จริง ๆ” ผู้เฒ่าหลินมองลูกศิษย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาและภาคภูมิใจ
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มบางพลางตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “ท่านอาจารย์ มิใช่แค่บางทีขอรับ แต่ศิษย์ต้องชนะอย่างแน่นอน!”
สำหรับนักบำเพ็ญเพียรระดับเทียนหยวนเพียงคนเดียว ประกอบกับระยะเวลาที่เหลืออีกเกือบสองปี เมิ่งฝานจึงมิได้เก็บมาเป็นกังวลแม้แต่น้อย หากจะกล่าวตามตรง เขาย่อมมีความหยิ่งทะนงอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นความทะนงที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความสามารถอันแท้จริง
“ในเมื่อเจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริง จากนี้ข้าจะไม่เคี่ยวเข็ญเจ้าจนเกินไปนัก เจ้าจงหมั่นบำเพ็ญให้รากฐานมั่นคง และทำความคุ้นเคยกับพลังในระดับนี้เสียก่อน” ผู้เฒ่าหลินกำชับ
การฝึกฝนอย่างหนักหน่วงบนเขาเทียนซานเพื่อเร่งเร้าพลังอย่างบ้าคลั่งเช่นที่ผ่านมานั้น ท่านผู้เฒ่าตั้งใจจะงดเว้นไว้ชั่วคราว ทว่าสิ่งที่ท่านมิอาจล่วงรู้ได้เลยคือ ต่อให้ไม่มีการชี้นำจากท่าน เมิ่งฝานก็สามารถทะยานขึ้นสู่ระดับที่สามหรือสี่ของวรยุทธ์แท้จริงได้อย่างรวดเร็วอยู่ดี เนื่องจากภายในกายของเขายังมี ต้นกำเนิดกระบี่ มหาศาลที่สะสมไว้และยังมิได้ถูกนำออกมาใช้
“ท่านอาจารย์ ต่อจากนี้ศิษย์ควรจะมุ่งเน้นการฝึกฝนไปในทิศทางใดเป็นหลักขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถาม
สำหรับคำถามนี้ ดูเหมือนผู้เฒ่าหลินจะเตรียมคำตอบไว้ในใจอยู่ก่อนแล้ว ท่านยิ้มพลางย้อนถามอย่างรู้ทันว่า “เจ้าเด็กคนนี้ ถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วใช่หรือไม่? เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับวรยุทธ์แท้จริงแล้ว เจ้าคิดว่าควรจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่ด้านใดกันเล่า?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามไปทั้งที่รู้อยู่เต็มอก เพราะเมื่อบรรลุถึงระดับวรยุทธ์แท้จริงแล้ว ย่อมหมายความว่าเขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเริ่มฝึกฝน วิชากวนเซี่ยงได้เสียที ทว่าเขายังขาดไร้ซึ่งเคล็ดวิชาบำเพ็ญภาวนา ต่อให้ดั้นด้นไปยังหอพระคัมภีร์ อย่างมากก็ได้เพียงวิชาพื้นฐานสามัญเท่านั้น ซึ่งเมิ่งฝานตระหนักดีว่ามันย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน
จุดประสงค์หลักที่เขามาพบผู้เฒ่าหลินในวันนี้ ก็เพื่อเอ่ยปากขอเคล็ดวิชาบำเพ็ญภาวนาอันเลิศล้ำสักวิชาหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริง เมิ่งฝานแทบไม่ต้องปริปากร้องขอ เพราะผู้เฒ่าหลินได้เตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าเพื่อเขาแล้ว
“ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์ใคร่อยากศึกษาเคล็ดวิชาบำเพ็ญภาวนาขอรับ” เมิ่งฝานไม่คิดอ้อมค้อม เขาเอ่ยความประสงค์อย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าหนู… พรสวรรค์และปฏิภาณของเจ้านั้นเหนือชั้นยิ่งนัก หากต้องลดตัวลงไปฝึกฝนวิชาบำเพ็ญภาวนาธรรมดาสามัญ ก็นับเป็นการทอดทิ้งวาสนาและทำลายพรสวรรค์ของตนเองโดยแท้” ผู้เฒ่าหลินทอดสายตามอง แววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นด้วยความคาดหวังอันลึกซึ้ง
เมิ่งฝานรีบรับคำทันที “ศิษย์ก็คิดเห็นเช่นนั้นขอรับ ยามที่ข้าเสาะหาเคล็ดวิชาด้วยตนเอง กลับพบเพียงวิชาขั้นพื้นฐานดาษดื่น จึงหวังใจว่าท่านอาจารย์จะช่วยเมตตาชี้แนะและประทานวิชาที่เหมาะสมให้แก่ศิษย์ขอรับ”
ผู้เฒ่าหลินส่ายศีรษะช้า ๆ “อันที่จริง เคล็ดวิชาบำเพ็ญภาวนาที่ข้าฝึกฝนอยู่นั้นหาได้เหมาะกับเจ้าไม่ หรืออาจกล่าวได้ว่า… มันยังมิคู่ควรกับปฏิภาณอันไร้ก้นบึ้งของเจ้า ด้วยศักยภาพที่เจ้ามี เจ้าย่อมคู่ควรกับตัวเลือกที่ดียิ่งกว่านี้!”
คำกล่าวของผู้เฒ่าหลินส่งผลให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านขึ้นมาทันที ถ้อยคำเหล่านั้นช่างเร่งเร้าให้เลือดในกายสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น หรือว่าท่านอาจารย์กำลังจะมอบเคล็ดวิชาที่เหนือล้ำยิ่งกว่าวิชาที่ท่านใช้ฝึกฝนอยู่?
ด้วยตบะบารมีและฐานะอันสูงส่งของผู้เฒ่าหลิน เคล็ดวิชาที่ท่านใช้ย่อมต้องเป็นยอดวิชาระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แล้ววิชาที่ ‘สูงส่งยิ่งกว่านั้น’ จะเป็นเช่นไร… เพียงแค่จินตนาการ เมิ่งฝานก็รู้สึกราวกับหัวใจพองโตด้วยความฮึกเหิม
“ท่านอาจารย์ขอรับ แล้วศิษย์ควรต้องทำประการใด?”
ผู้เฒ่าหลินมิได้ตอบคำในทันที ท่านนิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันแล้วก้าวเดินนำออกไปนอกหอศาสตรา
“ตามข้ามา!”
เมิ่งฝานนิ่งสงบ เดินตามหลังผู้เฒ่าหลินออกจากหอศาสตราไปอย่างกระชั้นชิด มินานนัก ฝีเท้าของผู้เฒ่าหลินก็พาเขามาหยุดลง ณ เบื้องหน้าวิหารลึกลับแห่งหนึ่ง
วิหารแห่งนี้ไร้ซึ่งป้ายชื่อ ทว่ากลับแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายอันเกรียงไกร ยิ่งใหญ่ และไพศาลราวกับไร้ขอบเขต... ความโอ่อ่าตระการตาของมันมิได้ด้อยไปกว่า หอสยบมาร เลยแม้แต่น้อย! พึงรู้ว่าหอสยบมารนั้นคือศาสนสถานที่เปี่ยมด้วยความลี้ลับและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของสำนักกระบี่ซู่ซัน ทว่าความรู้สึกที่วิหารแห่งนี้มอบให้แก่เมิ่งฝาน กลับดูเหมือนจะทรงพลังและเหนือล้ำยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ
เมิ่งฝานมิเคยล่วงรู้มาก่อนเลยว่า ภายใต้ชายคาของสำนักซู่ซันจะยังมีสถานที่เร้นลับและน่าเกรงขามเช่นนี้ซ่อนอยู่อีก
ผู้เฒ่าหลินนำเมิ่งฝานมาหยุดยืนอยู่หน้าวิหาร สีหน้าของท่านแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมถึงขีดสุด แววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นด้วยความเคารพบูชาและศรัทธาอันแรงกล้า
“ท่านอาจารย์ สถานที่แห่งนี้คือที่ใดกันแน่ขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“สำรวมวาจา!” ผู้เฒ่าหลินหันมาปรามเสียงเข้ม
เมิ่งฝานรีบปิดปากเงียบสนิทในทันที เป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่าสถานที่แห่งนี้คือเขตหวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของสำนัก
“เจ้าคอยอยู่ตรงนี้ อย่าได้เพ่นพ่านเด็ดขาด!” ผู้เฒ่าหลินกำชับเพียงประโยคเดียว ก่อนจะก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของวิหารเพียงลำพัง
บริเวณประตูทางเข้าตำหนักอันศักดิ์สิทธิ์ มีชายชราผู้หนึ่งนั่งสัปหงกอยู่บนพื้น รูปลักษณ์ดูละม้ายคล้ายปุถุชนธรรมดาสามัญที่มักถูกมองข้าม ทว่าต่อให้ใช้เพียงปลายเท้าตรองดูก็รู้ได้ว่า ชายชราผู้นี้ต้องมีตบะบารมีอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นคงมิได้รับภาระหน้าที่ให้อารักขาสถานที่สำคัญถึงเพียงนี้
ผู้เฒ่าหลินเดินตรงเข้าไปหาชายชราผู้นั้น ทั้งคู่สนทนากันอยู่นานโข ในที่สุดเมิ่งฝานก็เห็นอาจารย์ของตนหยิบยื่นบางสิ่งให้แก่ชายชรา เมื่อฝ่ายนั้นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ผู้เฒ่าหลินจึงกวักมือเรียกเขาให้ตามไป
“ตามข้าเข้าไปในตำหนัก”
เมิ่งฝานเดินตามหลังอาจารย์เข้าไปด้วยใจที่ระทึกรัว ขณะที่ก้าวผ่านประตูตำหนัก ชายชราลึกลับผู้นั้นก็ส่งยิ้มให้เมิ่งฝาน เผยให้เห็นฟันที่ขาวสะอาดเรียงตัวเป็นระเบียบ ภาพนั้นติดตาเมิ่งฝานยิ่งนัก เพราะโดยปกติแล้วผู้เฒ่าผู้แก่มักจะมีฟันสีเหลืองขุ่นหรือหลุดร่วงไปตามกาลเวลา ทว่าชายชราผู้นี้กลับมีฟันครบทุกซี่ และยังขาวสะอาดหมดจดจนหาได้ยากยิ่ง
เมื่อย่างกรายเข้าสู่โถงตำหนักใหญ่ ดวงตาทั้งสองข้างของเมิ่งฝานก็พลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง!
วิหารภายในกว้างขวางโอ่โถงยิ่งนัก ทว่าท่ามกลางความว่างเปล่าอันไพศาลนั้น กลับมีเพียงแท่นสูงตั้งตระหง่านอยู่เพียงแท่นเดียว เมิ่งฝานสังเกตเห็นว่าบนแท่นนั้นมีสิ่งของสามชิ้นประดิษฐานอยู่
กระบี่หนึ่งเล่ม กระถางหนึ่งใบ และหยกหนึ่งชิ้น
หัวใจของเมิ่งฝานเต้นรัวแรง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างแจ่มชัด
“หากจะกล่าวว่าหอสยบมารคือดินแดนต้องห้ามอันลึกลับ ที่นี่ก็นับเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของสำนักกระบี่ซู่ซัน!” ผู้เฒ่าหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง “ที่แห่งนี้คือ… แท่นสามจักรพรรดิ!”
แท่นสามจักรพรรดิ?
สิ่งที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่าเป็นสามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน!
กระบี่ฝูซี กระถางเสินหนง และหยกนฺหวี่วา!
เมิ่งฝานอ้าปากค้าง ละล่ำละลักถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า “ท่านอาจารย์… หรือว่านี่คือสามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ในตำนานนั่นขอรับ?”
ผู้เฒ่าหลินพยักหน้ายืนยัน “ถูกต้องแล้ว นี่แหละคือสามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์!”
แม้ในใจจะเริ่มคาดเดาไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้รับการยืนยันจากปากของอาจารย์ เมิ่งฝานก็รู้สึกราวกับมีคลื่นยักษ์ซัดสาดอยู่ในอก จนแทบไม่อาจเชื่อโสตประสาทของตนเอง แม้แต่ในความฝันที่เพ้อเจ้อที่สุด เขาก็ยังมิกล้าคิดฝันว่าผู้เฒ่าหลินจะพาเขามาพานพบกับของวิเศษระดับตำนานเช่นนี้ด้วยตาตนเอง
ศิษย์สำนักซู่ซันทุกคนล้วนเคยได้ยินตำนานอันเกรียงไกรของสามศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ ทว่าผู้ที่มีวาสนาได้ประจักษ์ถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริงนั้น กลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย!
เมิ่งฝานนึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าตนจะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ได้ประจักษ์แจ้งถึงรัศมีอันสูงส่งของศาสตราวุธทั้งสามในระยะประชิด เดิมทีเขาเพียงต้องการขอเคล็ดวิชาบำเพ็ญภาวนาเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าท่านอาจารย์กลับมอบ ‘ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล’ มาให้เขาเสียอย่างนั้น!