วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 50 เคล็ดวิชาสมาธิภาวนาแห่งราชาซีฮวง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 50 เคล็ดวิชาสมาธิภาวนาแห่งราชาซีฮวง
บทที่ 50 เคล็ดวิชาสมาธิภาวนาแห่งราชาซีฮวง
ยามที่รัศมีศักดิ์สิทธิ์ถูกพรสวรรค์ ‘วิถีกระบี่บรรลุเทพ’ กลั่นกรองและหลอมรวมเข้าสู่ภายใน ภายในห้วงมโนนึกของเมิ่งฝานพลันปรากฏภาพลักษณ์ของกระบี่ฝูซีขึ้นอย่างแจ่มชัด บัดนี้เขาหาจำเป็นต้องพึ่งพาดวงตาเนื้อเพื่อจ้องมองกระบี่บนแท่นสามจักรพรรดิอีกต่อไป
ชั่วครู่ต่อมา กระบี่ฝูซีในห้วงจิตของเขาก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ กลายเป็นมหาเทพผู้มีพักตร์เป็นมนุษย์ทว่ามีวรกายเป็นมังกรทรงอำนาจ… นี่คือหนึ่งในสามมหาจักรพรรดิบรรพชน
มหาจักรพรรดิฝูซี!
เมิ่งฝานรวบรวมสมาธิแน่วแน่ เริ่มจดจำทุกรายละเอียดของรูปลักษณ์มหาจักรพรรดิฝูซีอย่างตั้งใจ หมายมั่นจะสลักภาพลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ลงในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
หลักการของวิชากวนเซี่ยง หากกล่าวอย่างรวบรัด คือการเพ่งจิตนึกถึงการดำรงอยู่ของตัวตนที่ทรงพลานุภาพถึงขีดสุด ซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดย่อมเป็นเหล่าเทพเซียนผู้เป็นอมตะ มีเพียงการภาวนาถึงสิ่งสูงส่งเหล่านี้เท่านั้น จึงจะสามารถยกระดับและเพิ่มพูนพลังจิตตานุภาพของตนให้แกร่งกล้าขึ้นได้
มหาจักรพรรดิฝูซี หนึ่งในสามองค์จักรพรรดิแห่งมวลมนุษย์ ทรงไว้ซึ่งอานุภาพที่เหนือล้ำกว่าเทพเซียนสามัญทั่วไปอย่างมิอาจเทียบเคียง การที่เมิ่งฝานได้รับวาสนาให้เพ่งภาวนาถึง ‘จักรพรรดิฝูซี’ เช่นนี้ นับเป็นโชคลาภอันมหาศาลที่สวรรค์ประทานให้โดยแท้!
ความทุ่มเทและแรงกายแรงใจของผู้เฒ่าหลินมิได้สูญเปล่า โอกาสทองครั้งสำคัญนี้เมิ่งฝานสามารถไขว่คว้ามันไว้ได้ด้วยความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง
หนึ่งชั่วยาม…
สองชั่วยาม…
สามชั่วยาม…
กาลเวลาล่วงเลยไปจนครบหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ร่างของเมิ่งฝานพลันพุ่งสาดรัศมีศักดิ์สิทธิ์อันน่าเกรงขามออกมาอย่างฉับพลัน! พร้อมกันนั้น ภาพลักษณ์แห่งราชาซีฮวงก็ได้ถูกสลักเสลาลงในห้วงจิตของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
เขากระทำสำเร็จแล้ว!
เมิ่งฝานขนานนามยอดวิชานี้ว่าเคล็ดวิชาสมาธิภาวนาแห่งราชาซีฮวง นับจากนี้ไป เขาจะสามารถเพ่งภาวนาถึงองค์ราชาซีฮวงได้ทุกทิวาราตรี เพื่อขัดเกลาพลังจิตให้กล้าแข็งจนบรรลุถึงขั้นจิตสำนึกสมบูรณ์ และอาจทะยานไปถึงการจุติแห่ง ‘เจตจิตปฐมกาล’ ในอนาคต!
เมิ่งฝานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและหยัดกายยืนตรง ทันใดนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์สองสายพลันพุ่งวาบออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของเขา เนื่องจากเพิ่งจะบรรลุเคล็ดวิชาซีฮวง รัศมีพลังที่เปี่ยมล้นจึงยังมิอาจควบคุมได้มิดชิด จนรั่วไหลออกมาโดยมิได้ตั้งใจเช่นนี้
ในขณะนั้นเอง ผู้เฒ่าหลินซึ่งเฝ้ารออยู่ด้วยความระทึกใจก็เผยความตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด ปฏิกิริยาอันเหนือชั้นของเมิ่งฝานทำให้ท่านเริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความสำเร็จ
“สำเร็จแล้วรึ?”
เมิ่งฝานพยักหน้าให้แก่ผู้เฒ่าหลินด้วยความเคารพ ก่อนจะเอ่ยว่า
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตามอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้แก่ศิษย์ บัดนี้ศิษย์สามารถเพ่งภาวนาจนปรากฏภาพลักษณ์แห่ง ราชาซีฮวง ได้แล้วขอรับ!”
ต่อหน้าอาจารย์ผู้มีพระคุณ เมิ่งฝานย่อมไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด หากมิใช่เพราะการชี้นำของผู้เฒ่าหลิน เขาคงมิมีวันพานพบวาสนาที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ อีกทั้งเรื่องราวเด่นชัดถึงเพียงนี้ ต่อให้คิดจะอำพรางก็คงมิอาจตบตาผู้มีตบะสูงส่งได้
เหนือสิ่งอื่นใด เขารู้แจ้งว่าผู้เฒ่าหลินย่อมไม่มีวันคิดร้ายต่อเขาอย่างแน่นอน!
“ดี… ดีเหลือเกิน!” ผู้เฒ่าหลินละล่ำละลักเอ่ยด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้แต่ริมฝีปากของท่านยังสั่นระริกยามที่เปล่งวาจาออกมา
ด้วยตบะและสภาวะจิตใจอันแกร่งกล้าในระดับของท่าน แทบมิเคยปรากฏอาการเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อน
ในกาลก่อน ไม่ว่าเมิ่งฝานจะสร้าง ‘วีรกรรมอันน่าตื่นตะลึง’ เพียงใด แม้ภายในใจของผู้เฒ่าหลินจะสั่นสะท้าน ทว่าบนใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นสงบนิ่งน่ายำเกรงได้เสมอ
แต่ครานี้… ท่านมิอาจฝืนรักษามาดเหล่านั้นได้อีกต่อไป
นั่นเพราะสิ่งที่เมิ่งฝานกระทำสำเร็จในยามนี้ คือสิ่งที่หามีผู้ใดในสำนักกระบี่ซู่ซันยุคปัจจุบันกระทำได้แม้แต่คนเดียว! มีเพียงยอดคนไม่กี่นามที่นับนิ้วได้ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานเท่านั้น ที่เคยจารึกความสำเร็จระดับนี้ไว้ได้ ผู้เฒ่าหลินจึงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุดจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ท่านอาจารย์” เมิ่งฝานกำลังจะเอ่ยบางสิ่ง
ทว่าผู้เฒ่าหลินกลับโบกมือตัดบททันที “กลับไปถึงหอศาสตราก่อนเถิด แล้วค่อยสนทนากัน”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำอย่างสงบ
เมื่อกลับมาถึงหอศาสตรา อารมณ์ของผู้เฒ่าหลินยังคงคุกรุ่นด้วยความปิติ มิอาจสงบลงได้โดยง่าย ยามที่ท่านตัดสินใจรับเมิ่งฝานเป็นศิษย์ในคราแรก ท่านเคยคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างโชคดีนักที่ได้รับอานิสงส์จากการชี้แนะของตน ทว่าเมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ดูเหมือนว่าในภายภาคหน้า อาจเป็นตัวท่านเองต่างหากที่จะได้รับอานิสงส์จากวาสนาของเมิ่งฝาน
มิใช่เพียงตัวท่านเท่านั้น แม้แต่สำนักกระบี่ซู่ซันทั้งมวล ก็อาจต้องพึ่งพาบารมีของเมิ่งฝานในวันหน้า
ตามบันทึกโบราณ บรรดายอดคนที่สามารถเพ่งภาวนาจนปรากฏภาพลักษณ์แห่งสามจักรพรรดิได้นั้น ต่อมาล้วนกลายเป็นเสาหลักผู้ค้ำจุนซู่ซัน เป็นตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้คู่ต่อสู้ทั่วทั้งใต้หล้า
“ท่านอาจารย์ แม้ศิษย์จะสามารถเพ่งภาวนาจนปรากฏภาพลักษณ์แห่ง ราชาซีฮวง ได้แล้ว แต่ศิษย์ยังคงมืดแปดด้าน มิรู้ว่าเส้นทางต่อจากนี้ควรดำเนินไปทิศทางใดขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความงุนงงสงสัย
“วิถีแห่งการเพ่งภาวนาระดับนี้ ต่อจากนี้ไปเจ้าต้องบุกเบิกเส้นทางด้วยตนเองเท่านั้น แม้แต่ตัวข้าก็มิอาจยื่นมือเข้าช่วยได้ หากข้าสุ่มสี่สุ่มห้าชี้แนะไปตามอำเภอใจ รังแต่จะเป็นการทำลายอนาคตของเจ้าเสียเปล่า” ผู้เฒ่าหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจนใจ
นั่นเพราะเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเพ่งภาวนาสามจักรพรรดินั้น สำนักกระบี่ซู่ซันมิเคยมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เลยแม้แต่น้อย
อานุภาพของสามจักรพรรดินั้นทรงพลังเกินกว่าที่สัจธรรมในโลกนี้จะรองรับได้ มิมีตำราหรือหน้ากระดาษใดในใต้หล้าที่จะต้านทานแรงกดดันจากเคล็ดวิชาของพวกท่านได้เลย มิต้องพูดถึงกระดาษธรรมดา แม้แต่หนังสัตว์เทพชั้นยอดก็มิอาจรับทนต่ออักขระแห่งวิถีจิตของสามจักรพรรดิได้ เพียงแค่ปลายพู่กันจรดลงไป หนังสัตว์เทพเหล่านั้นย่อมแหลกสลายกลายเป็นจุลธุลีในพริบตา
ทั่วทั้งขุนเขาซู่ซัน มีเพียงศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามเท่านั้น ที่ทรงพลานุภาพพอจะจุติพลังแห่งสามจักรพรรดิไว้ภายในได้
ดังนั้น เส้นทางการบำเพ็ญจิตของเมิ่งฝานต่อจากนี้ จึงต้องอาศัยการหยั่งรู้และค้นคว้าด้วยตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิอาจพึ่งพิงวาสนาจากผู้อื่นได้อีกต่อไป!
“แต่เจ้าสามารถไปศึกษาวิถีแห่งจิตสายอื่นเพื่อประยุกต์ใช้ได้ บางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อเจ้าไม่มากก็น้อย จงใช้วิธีคิดแบบนึกรู้หนึ่งกระจ่างสาม แล้วนำมาหลอมรวมให้แตกฉานด้วยตนเอง” ผู้เฒ่าหลินเอ่ยชี้แนะเมิ่งฝาน
“ทว่าท่านอาจารย์ ศิษย์มิมีเคล็ดวิชาบำเพ็ญจิตสายอื่นอยู่ในมือเลยแม้แต่เล่มเดียว เห็นทีคงต้องรบกวนท่านอาจารย์ช่วยเมตตาประทานวิชาให้ศิษย์ได้ศึกษาเป็นวิทยาทานด้วยขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยพลางยิ้มประจบอย่างหน้าชื่นตาบาน
การได้เรียนรู้วิถีจิตสายอื่นเพื่อนำมาเติมเต็ม เคล็ดวิชาสมาธิภาวนาแห่งราชาซีฮวง ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นับเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดยิ่งนัก ทว่าเคล็ดวิชาธรรมดาสามัญย่อมมิอยู่ในสายตา เมิ่งฝานต้องการยอดวิชาระดับสูงเท่านั้น และหนทางเดียวที่จะได้มาโดยง่ายคือการรีดไถจากผู้เป็นอาจารย์นั่นเอง
ในฐานะศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชา เมิ่งฝานมิเคยคิดเกรงใจแม้แต่น้อย เขาพร้อมจะคว้าทุกโอกาสเพื่อตักตวงผลประโยชน์จากอาจารย์เสมอ ด้วยความคิดที่ว่าการขอความรู้จากอาจารย์มิใช่เรื่องน่าอาย ไว้ภายหน้าค่อยตั้งใจกตัญญูตอบแทนก็ยังมิสาย
ทว่าสิ่งที่เมิ่งฝานมิคาดคิดก็คือ ครั้งนี้ผู้เฒ่าหลินมิได้เพียงหยิบยื่นโอกาสให้เขาตักตวง แต่กลับยก ‘คลังสมบัติ’ ทั้งแถบมาประเคนให้ถึงที่!
“คราก่อนที่เจ้ามาขอฝากตัวเป็นศิษย์ เจ้าเคยเอ่ยถึงสิ่งที่ปรารถนาไว้สองประการ หนึ่งคือการเข้าศึกษาคัมภีร์ ณ หอพระคัมภีร์ เป็นเวลาสิบวันสิบคืน และสองคือการหยั่งรู้อักขระบน แผ่นศิลาจารึกกระบี่เทพ อีกสิบวันสิบคืน”
“การหยั่งรู้ ณ แผ่นศิลากระบี่เทพนั้น ในยามนี้ข้ายังมิอาจอนุญาตได้ อาจารย์บอกเจ้าแล้วว่าต้องรอให้เจ้าเอาชนะเสี่ยวหลัวให้ได้เสียก่อนจึงจะมอบรางวัลนั้นให้ ซึ่งดูจากเจ้าในตอนนี้… วันนั้นคงมิไกลเกินรอนัก! ทว่าสิบวันสิบคืนในหอพระคัมภีร์นั้น อาจารย์สามารถมอบให้เจ้าได้เดี๋ยวนี้เลย”
สำหรับเมิ่งฝานแล้ว ผู้เฒ่าหลินรู้สึกพึงพอใจจนเกินจะพรรณนา ท่านถึงขั้นยอมเสียหน้าพาเขาไปยังแท่นสามจักรพรรดิในวิหารศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว นับประสาอะไรกับหอพระคัมภีร์เพียงแห่งเดียว
“ข้าได้แจ้งแก่ ตาเฒ่าหวัง ผู้ดูแลหอพระคัมภีร์ไว้แล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าจงถือป้ายคำสั่งของข้าไปที่นั่น เจ้าสามารถเข้าออกชั้นหนึ่งถึงชั้นสี่ได้อย่างอิสระ คัมภีร์ทุกเล่มในนั้นเจ้ามีสิทธิ์พลิกอ่านได้ตามใจปรารถนา”
“ส่วนชั้นห้านั้นเจ้ายังมิอาจย่างกรายเข้าไปได้ในยามนี้ ด้วยตบะของเจ้ายังต่ำต้อยเกินไป ต่อให้ฝืนเข้าไปก็ไร้ความหมาย เอาไว้ในวันหน้าอาจารย์จะหาโอกาสพาเจ้าขึ้นไปศึกษาชั้นห้าด้วยตนเอง!”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น หัวใจของเมิ่งฝานก็พองโตด้วยความตื่นเต้นจนแทบระงับไม่อยู่ การได้ฝังตัวอยู่ในหอพระคัมภีร์ถึงสิบวัน แม้ผลลัพธ์อาจมิเทียบเท่าการหยั่งรู้ศิลากระบี่เทพ แต่นับเป็นโอกาสวาสนาอันมหาศาลสำหรับเขาแล้ว
สิ่งที่น่าเสียดายเพียงหนึ่งเดียวคือยังมิอาจขึ้นสู่ชั้นห้าได้ ซึ่งหอพระคัมภีร์นั้นมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับหอศาสตรา คือแบ่งออกเป็นห้าชั้น และมิต้องสงสัยเลยว่าชั้นห้าคือสถานที่เก็บงำยอดวิชาขั้นสูงสุดเอาไว้ ทว่าเพียงแค่ได้สำรวจสี่ชั้นแรกอย่างเสรีตลอดสิบวันสิบคืน เมิ่งฝานก็รู้สึกพึงพอใจอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว
นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมา
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาขอรับ!” เมิ่งฝานก้มกราบแสดงความขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
“เจ้าคือศิษย์ของข้า เป็นศิษย์ผู้รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงเพียงหนึ่งเดียว การส่งเสริมเจ้าเปรียบดั่งหน้าที่ของอาจารย์อยู่แล้ว” ผู้เฒ่าหลินคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
ท่านนั้นไร้ซึ่งบุตรธิดา บัดนี้จึงเริ่มมองเมิ่งฝานประหนึ่งหลานชายในไส้ไปเสียแล้ว แม้ว่า เสี่ยวหลัว จะเป็นศิษย์ของท่านเช่นกัน แต่ด้วยรูปลักษณ์ของเสี่ยวหลัวที่ดูแก่ชราคร่ำครึยิ่งกว่าตัวท่านเสียอีก ท่านจึงมิอาจทำใจมองเขาเป็นหลานชายได้เลยจริง ๆ
ช่างยากจะจินตนาการได้… อย่างไรเสีย เรื่องของความเอ็นดูย่อมต้องดูที่หน้าตาเป็นสำคัญ!