วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 54 การต่อสู้ข้ามระดับนั้นยากหรือ? มีมือก็พอแล้ว!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 54 การต่อสู้ข้ามระดับนั้นยากหรือ? มีมือก็พอแล้ว!
บทที่ 54 การต่อสู้ข้ามระดับนั้นยากหรือ? มีมือก็พอแล้ว!
“พูดจบแล้ว… ก็ไสหัวไปเสีย!”
สิ้นคำประกาศกร้าวเพียงไม่กี่คำ เฉียนเล่อฉือถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง จ้องมองเมิ่งฝานราวกับเห็นสิ่งเหลือเชื่อ
ศิษย์รับใช้กระจอก ๆ คนนี้ ไม่สิ ไอ้เด็กเฝ้ากระบี่ต้อยต่ำแห่งหอศาสตราคนนี้ กล้าดีอย่างไรมาสั่งให้ข้าไสหัวไป?
นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ!
“เจ้าหาเรื่องตาย!!!” เฉียนเล่อฉือแผดเสียงก้องด้วยเพลิงโทสะที่ระเบิดออกมา
เนื่องจากเขามิอาจมองทะลุระดับการฝึกปรือของเมิ่งฝานได้ จึงยังปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายคือเมิ่งฝานคนเดิม ศิษย์ขยะที่แม้แต่ไอปราณยังมิอาจสัมผัสได้
มดปลวกเช่นนี้ กล้าท้าทายข้า? กล้าสั่งให้ข้าออกไป?
หากนี่มิใช่การรนหาที่ตาย แล้วจะเรียกว่าอันใดได้เล่า!
แม้สำนักซู่ซันจะมีกฎเหล็กห้ามศิษย์เข่นฆ่ากันเอง ทว่าด้วยอำนาจและฐานะของเฉียนเล่อฉือ เขาย่อมมีเล่ห์กลนับร้อยพันที่จะปลิดชีพคนอย่างเมิ่งฝานให้ตายอย่างทรมานในภายหลังได้ แน่นอนว่านั่นคือ ‘เมิ่งฝาน’ ในจินตนาการของเขาเท่านั้น!
เฉียนเล่อฉือในยามขาดสติมิสนใจอีกต่อไปว่าที่นี่คือหอคัมภีร์ เขาสะบัดฝ่ามือฟาดใส่เมิ่งฝานอย่างเต็มแรงหวังจะสั่งสอนให้รู้สำนึก
ทว่า… หอคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หาใช่สถานที่ที่ใครจะมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้ตามใจชอบ!
การริอ่านลงมือในหอคัมภีร์ คือการตัดสินใจที่โง่เขลาและไร้สติอย่างถึงที่สุด!
เพียงพริบตาเดียว ก่อนที่ฝ่ามือของเฉียนเล่อฉือจะเฉียดถึงตัวเมิ่งฝาน ร่างของเขาก็พลันลอยละลิ่วขึ้นสู่ใจกลางอากาศ พุ่งทะยานออกไปไกลกว่าสิบเมตร ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงที่หน้าประตูใหญ่ของหอคัมภีร์
ผู้ที่ลงมือครั้งนี้คือบุคคลที่เมิ่งฝานพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง เขาคือชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกเงียบขรึมและแทบไม่เคยปริปากเอ่ยคำกับผู้ใด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลชั้นแรกของหอคัมภีร์
ผู้คนในสำนักต่างเรียกขานเขาว่า ‘ศิษย์พี่จิน’
หากจะเทียบเคียง ตำแหน่งของศิษย์พี่จินในหอคัมภีร์ ย่อมทัดเทียมกับศิษย์พี่หลัวแห่งหอศาสตรา และคนระดับเฉียนเล่อฉือย่อมมิมีค่าพอให้ผู้เฒ่าหวังต้องลดตัวลงมาลงมือเอง
ก็เปรียบเสมือนหากมีใครมาหาเรื่องที่หอศาสตรา ย่อมเป็นศิษย์พี่หลัวที่ต้องออกหน้ารับมือ มิใช่เรื่องที่จะถึงมือผู้อาวุโสหลินได้โดยง่าย เว้นเสียแต่ว่าผู้มาเยือนจะเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจเกินต้านทาน!
หลังจากศิษย์พี่จินโยนเฉียนเล่อฉือออกไปราวกับขยะชิ้นหนึ่ง เขาก็กวาดสายตามองเมิ่งฝานครู่หนึ่งโดยมิได้เอ่ยคำใด ก่อนจะหันหลังกลับไปประจำตำแหน่งเดิมของตนอย่างเยือกเย็น
เมิ่งฝานมองตามแผ่นหลังนั้นพลางหวนคิดด้วยความประหลาดใจ
ศิษย์พี่จินยืนห่างออกไปถึงสิบเมตร ในขณะที่เฉียนเล่อฉืออยู่ห่างจากเขาเพียงเมตรเดียวเท่านั้น ทว่ายามที่เฉียนเล่อฉือลงมือ ศิษย์พี่จินกลับทะยานมาถึงตัวและจัดการโยนทิ้งออกไปได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
ความเร็วระดับนี้ ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!
เมิ่งฝานมั่นใจได้ทันทีว่า ศิษย์พี่จินแห่งหอคัมภีร์ผู้นี้ มีพลังฝีมือเหนือกว่าศิษย์พี่หลัวแห่งหอศาสตราไปไกลโข ในเมื่อศิษย์พี่หลัวอยู่ในระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่แปด เช่นนั้นศิษย์พี่จินผู้นี้น่าจะเป็นยอดฝีมือใน ระดับเทียนหยวน เป็นแน่
เขาโคลงศีรษะเบา ๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ระดับพลังของศิษย์พี่จินจะสูงส่งเพียงใดก็หาได้เกี่ยวข้องกับเขาไม่
อีกประการหนึ่ง ต่อให้ศิษย์พี่จินมิยื่นมือเข้าแทรกแซง เมิ่งฝานก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าเขาสามารถจัดการโยนเจ้าเฉียนเล่อฉือออกไปได้ด้วยมือของเขาเอง
สำหรับเมิ่งฝานในยามนี้ การต่อสู้ข้ามระดับพลังหาใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจแม้เพียงนิด
ระดับวรยุทธ์แท้จริงขั้นที่สอง จะคว่ำขั้นที่สี่มันยากเย็นตรงไหนกัน?
มีมือก็พอเพียงแล้ว!
เมิ่งฝานเริ่มหยิบคัมภีร์วิชากระบี่เล่มใหม่ขึ้นมาอ่านต่อไปอย่างไม่ลดละ
แม้เขาจะให้กำเนิดท่าแรกของหมื่นกระบี่คืนสำนักที่ชื่อว่า ‘กระบี่มา’ ขึ้นมาได้แล้ว ทว่าในความรู้สึกของเขามันยังมิตราตรึงถึงขั้นสมบูรณ์แบบ
มิใช่ว่าวิชา ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ นั้นบกพร่อง แต่เป็นเพราะตัวเขาในยามนี้ยังขัดเกลาท่า ‘กระบี่มา’ ได้ไม่ถึงขีดสุดต่างหาก!
สำหรับกระบวนท่าต่อไปในอนาคต เมิ่งฝานหาได้รีบร้อนไม่ สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการทำให้ ‘กระบี่มา’ ทรงพลังและไร้ที่ติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ด้วยอานุภาพแห่งมหาทัศนธรรม ‘หยวนซื่อ’ ทุกครั้งที่เมิ่งฝานอ่านคัมภีร์กระบี่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเล่ม เขาก็สามารถนำแก่นแท้เหล่านั้นมาเติมเต็มให้ ‘กระบี่มา’ สมบูรณ์ยิ่งขึ้นทีละน้อย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิต่างจากปลาที่ได้น้ำ ยามที่อยู่ในหอคัมภีร์เขาจึงมิรู้สึกเบื่อหน่ายแม้เพียงอึดใจเดียว
เขาตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ไว้ในใจ ข้าต้องอ่านคัมภีร์กระบี่ทุกเล่มในชั้นแรกนี้ให้ครบถ้วนเสียก่อน! ซึ่งหากประเมินจากความเร็วในการอ่านที่รุดหน้ากว่าคนทั่วไปมากนัก คาดว่าอีกราวสองเดือนเป้าหมายนี้คงสำเร็จลุล่วง
ครั้นตะวันคล้อยต่ำจนแสงสีทองเริ่มอาบทั่วท้องฟ้า เมิ่งฝานก็เดินออกจากหอคัมภีร์เตรียมตัวกลับสู่หอศาสตรา ทว่าที่หน้าหอคัมภีร์นั้นเอง เขาก็ได้พบกับ ‘สุนัขเฝ้าทาง’ ที่คุ้นหน้ากันดี
เฉียนเล่อฉือ… เจ้าหมอนี่ยังคงปักหลักรอคอยเพื่อคิดบัญชีกับเขาอยู่!
หลังจากถูกศิษย์พี่จินโยนออกมาดุจขยะ เฉียนเล่อฉือก็มิกล้ากลับเข้าไปก่อความวุ่นวายข้างในอีก จึงทำได้เพียงกักขังโทสะไว้แล้วมารอสะสางแค้นอยู่ด้านนอก เขาไม่อาจยอมรับความอัปยศที่ถูกคนอย่างเมิ่งฝานตอกหน้าให้ไสหัวไปได้ หากมิได้สั่งสอนให้รู้สำนึก เขาคงมิอาจยกโทษให้ตัวเองไปตลอดชีวิต
“หึ ๆ ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นดั่งเต่าหัวหด ซ่อนตัวอยู่แต่ข้างในไม่กล้าโผล่หัวออกมาเสียแล้ว!” ทันทีที่เห็นเมิ่งฝาน เฉียนเล่อฉือก็เปิดฉากเยาะเย้ยถากถางทันที ความอดทนของเขาเหือดแห้งไปนานแล้ว
“เจ้ารอพบข้าเพื่อการนี้หรือ?” เมิ่งฝานถามกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
“มิใช่รอพบ แต่ข้ามาเพื่อสั่งสอนเจ้าให้รู้ที่ต่ำที่สูง!” เฉียนเล่อฉือคำรามพลางชักดาบออกจากฝัก แล้วฟันวูบเข้าใส่เมิ่งฝานทันที!
ดาบนี้แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเจตนาประทุษร้ายอย่างรุนแรง ทว่าท่ามกลางสายตาของศิษย์มากมาย เขายังมิได้มีจิตใจอำมหิตถึงขั้นกล้าสังหารเมิ่งฝานจริง ๆ เพียงหวังจะฝากรอยแผลที่ลบเลือนมิได้ไว้เท่านั้น
เป้าหมายของคมดาบหาใช่จุดตายอย่างหัวใจหรือลำคอ แต่กลับเล็งตรงมาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของเมิ่งฝาน!
เจ้าเด็กนี่หน้าตาดีเกินไปจนน่าหมั่นไส้! ความอิจฉาลึก ๆ ในใจของเฉียนเล่อฉือปะทุออกมา เพราะเขารู้ดีว่าความงามของเมิ่งฝานนั้นเหนือกว่าตนหลายขุมนัก แผนการชั่วร้ายจึงอุบัติขึ้น หากทำลายโฉมหน้ามันเสีย นอกจากจะไม่ถือเป็นการฆ่ากันเองในสำนักแล้ว ยังทำให้เมิ่งฝานกลายเป็นคนอัปลักษณ์ในสายตาของเสวี่ยโหรวอีกด้วย ช่างเป็นอุบายที่เฉียบแหลมนักในความคิดของเขา
ทว่าแผนการที่แยบยลย่อมไร้ผลเมื่อต้องเผชิญกับยอดฝีมือที่แท้จริง
เมิ่งฝานจ้องมองดาบที่ฟันตรงเข้ามาอย่างเย็นชา มันเป็นเพียงการโจมตีที่ธรรมดาสามัญไร้ชั้นเชิง เพราะเฉียนเล่อฉือดูแคลนว่าเมิ่งฝานนั้นไร้ค่าเกินกว่าจะงัดกระบวนท่าชั้นสูงมาใช้
เผชิญหน้ากับคมดาบที่ใกล้เข้ามา เมิ่งฝานกลับยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา มิได้ขยับเขยื้อนแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว ในสายตาของเฉียนเล่อฉือนั่นคืออาการของคนโง่ที่ตกใจจนก้าวขาไม่ออก ยิ่งทำให้เขาลอบยิ้มด้วยความสะใจ
ทว่าในวินาทีที่ปลายดาบห่างจากใบหน้าเพียงหนึ่งฟุต เมิ่งฝานกลับยื่นนิ้วสองนิ้วออกมาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง
สองนิ้วแทนกระบี่!
สำหรับการฟันอันหยาบโลนเช่นนี้ เมิ่งฝานมิจำเป็นต้องเรียกกระบี่หงชี่ออกมาให้เสียเวลา เขาเพียงดีดนิ้ววูบหนึ่ง
‘กระบี่มา’
พลันเฉียนเล่อฉือรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลและลึกลับพุ่งทะลักออกมาจากดาบยาวในมือ พลังนั้นกระแทกไหลบ่าเข้าสู่ด้ามดาบจนเขามิอาจต้านทานได้ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน มือที่เคยกำแน่นกลับคลายออกโดยมิอาจบังคับได้
ดาบ... หลุดมือ!
ในพริบตาถัดมา ดาบเล่มเดิมของเฉียนเล่อฉือกลับปรากฏอยู่ในมือของเมิ่งฝานราวกับมีมนต์ขลัง แสงดาบวาบผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าตาคนจะมองทัน
‘ซู่’
รอยเลือดเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉียนเล่อฉือ
‘ซู่’
แสงดาบวาบผ่านอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง
บัดนี้บนแก้มทั้งสองข้างของเฉียนเล่อฉือปรากฏรอยแผลเป็นเส้นเลือดซึมออกมาอย่างสมมาตรประดุจงานศิลปะที่ถูกบรรจงวาดไว้อย่างประณีตยิ่งนัก!