วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 60 นี่คือบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว!
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 60 นี่คือบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว!
บทที่ 60 นี่คือบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดแล้ว!
คนปกติสามัญย่อมมิมีจิตใจอัมหิตผิดมนุษย์พอที่จะกระทำเรื่องบัดซบเช่นนั้นได้!
หากหลิวเฟยซิงผู้นี้ทำได้จริง ถึงขั้นฝึกฝนจนบรรลุแก่นแท้ของกระบี่ไท่ซั่งไร้รักที่แท้จริงขึ้นมา ก็นับว่าเป็นเรื่องสลดหดหู่ใจอย่างยิ่งยวด
กรรมดีย่อมได้รับผลดี กรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว เมิ่งฝานมิเคยเชื่อเลยว่าคนที่สิ้นสูญสิ้นไร้ความเป็นมนุษย์เช่นนี้ จะได้รับจุดจบที่สวยงามไปได้
โลกหล้าแต่โบราณกาลมานั้นแบ่งแยกคนดีคนเลวอย่างชัดเจน สิ่งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าคนเลวส่วนใหญ่นั้น ความเลวทรามของพวกเขาก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่บ้าง ทว่าความชั่วร้ายที่ไร้ซึ่งขีดจำกัดโดยสิ้นเชิงนั้น ในมุมมองของเมิ่งฝาน คนผู้นั้นก็ไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามนุษย์อีกต่อไปแล้ว!
ชั่วครู่ถัดมา การประลองบนแท่นทงเทียนก็สิ้นสุดลง ผลปรากฏว่าหยางหยางแห่งสำนักกระบี่ซู่ซันเป็นฝ่ายปราชัย!
หลิวเยียนผิงทอดสายตามองเมิ่งฝานด้วยความผิดหวังลึก ๆ นางสัมผัสได้ว่าเมื่อครู่นี้เมิ่งฝานตกอยู่ในสภาวะใจลอยตลอดเวลา ในสภาพเช่นนั้น การจะมองหาจุดอ่อนในวิชากระบี่ของหลิวเฟยซิงย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ทว่านางก็มิมีสิทธิ์จะตำหนิเขา เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่คือความแค้นส่วนตัวของนาง หาใช่กงการอะไรของเมิ่งฝานไม่
เมิ่งฝานสบตากับหลิวเยียนผิง เขาย่อมล่วงรู้ดีว่านางกำลังคิดอ่านประการใดอยู่
“ท่านวางใจเถิดขอรับ ข้ารู้แจ้งถึงจุดอ่อนในวิชากระบี่ของมันแล้ว อันที่จริง กระบวนกระบี่นี้ของมันยังห่างไกลจากความสำเร็จที่แท้จริงนัก และหากมันยังดื้อรั้นจะฝึกฝนต่อไป โดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงลงมือแม้เพียงนิด ตัวมันเองนั่นแหละที่จะต้องรับบทลงโทษจากสวรรค์เข้าสักวัน!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของเมิ่งฝาน หลิวเยียนผิงก็ฉายแววฉงนฉงายเต็มดวงหน้า รู้สึกงุนงงสับสนอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าดูเหมือนจะรู้จักกระบวนกระบี่นี้ดีนัก? หรือเจ้าเคยผ่านตามาก่อนรึ? แต่นี่คือวิชาลับของสำนักอู๋จี๋ เจ้าจะไปสัมผัสมันได้อย่างไรกัน?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความข้องใจ
“ใช่แล้วขอรับ ข้ารู้จักวิชานี้เป็นอย่างดี และข้ายังรู้ด้วยว่า กระบวนกระบี่นี้แม้แต่เจ้าสำนักอู๋จี๋คนปัจจุบันก็กำลังเคี่ยวกรำมันอยู่!”
หลิวเยียนผิงขมวดคิ้วมุ่นทันที หากแม้แต่เจ้าสำนักยังฝึกฝนด้วยตนเอง แสดงว่าวิชานี้ต้องเก่งกาจและล้ำลึกถึงขีดสุด และที่สำคัญ หากเป็นเช่นนั้น หลิวเฟยซิงผู้นี้ก็อาจจะเป็นถึงศิษย์สืบทอดโดยตรงของเจ้าสำนักอู๋จี๋เลยมิใช่รึ? ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างตนกับศัตรูถ่างกว้างออกไปจนแทบมองมิเห็นฝั่ง ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกินใจนางอีกครั้ง
“แล้วเจ้ารู้เรื่องลับขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?” นางถามด้วยความอยากรู้อย่างยิ่ง
เมิ่งฝานส่ายหัวพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแค่เคยได้ยินเรื่องเล่าของวิชานี้มาบ้าง อาจจะเป็นเพราะในหอคัมภีร์มีบันทึกเก่าแก่กล่าวถึงมันเพียงไม่กี่ประโยคก็เป็นได้”
เขาจงใจมิลงลึกในรายละเอียด เพราะหากความลับเรื่องนิมิตแห่งกระบี่ของเขารั่วไหลออกไป ย่อมมิเป็นผลดีต่อตัวเขาเป็นแน่ ซึ่งหลิวเยียนผิงก็มิได้ติดใจสงสัย เพราะนางรู้ดีว่าเมิ่งฝานขลุกอยู่ในหอคัมภีร์มานานหลายเดือน ซึ่งในนั้นนอกจากวิชายุทธ์แล้ว ยังมีบันทึกโบราณและพงศาวดารอีกมหาศาล การจะพบร่องรอยวิชาของสำนักอื่นบ้างก็นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“เมิ่งฝาน เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหากมันฝึกต่อไปโดยที่ข้าไม่ต้องลงมือ หลิวเฟยซิงจะต้องรับบทลงโทษเอง นั่นหมายความว่าอย่างไรกันแน่รึ?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความใคร่รู้
เมิ่งฝานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “นั่นเป็นเพราะหากปรารถนาจะบรรลุวิชานี้จนถึงขั้นสุดยอด จำต้องตัดสิ้นซึ่งสายใยรักและความผูกพันทั้งปวง และวิถีที่รัดกุมที่สุด… คือการต้องลงมือสังหารบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดด้วยน้ำมือของตนเองขอรับ!”
เมื่อได้ยินคำเฉลย หลิวเยียนผิงถึงกับนิ่งอึ้งจนตัวแข็งทื่อ
สังหารบุคคลที่ตนรักที่สุด ด้วยมือของตนเองงั้นรึ?
นี่… นี่ไม่ใช่บทลงโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงได้รับหรอกรึ?
หลิวเยียนผิงจ้องมองไปยังหลิวเฟยซิงที่กำลังลำพองอยู่บนแท่นทงเทียน มุมปากของนางพลันแย้มยิ้มออกมาด้วยความเย็นชา
มิจำเป็นต้องมีคำสาปแช่งใด ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจุดจบของคนที่ฝึกวิชาอัปมงคลเช่นนี้จะเป็นเช่นไร ล้วนเป็นสิ่งที่มัน ‘เลือก’ จะก่อกรรมนั้นขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น!
“ฟังที่เจ้าพูดแล้ว ดูเหมือนข้าไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงไปล้างแค้นด้วยตนเองแล้วจริง ๆ สินะ” หลิวเยียนผิงส่ายหัวพลางเปรยด้วยรอยยิ้มขมขื่น
เมิ่งฝานไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าในใจเขาก็คิดเห็นไม่ต่างกัน
บนแท่นทงเทียน หลังจากที่หยางหยางพ่ายแพ้ไป ผู้ที่ก้าวเท้าขึ้นสู่เวทีในลำดับถัดมากลับทำให้เมิ่งฝานต้องขมวดคิ้วมุ่น หลิวเยียนผิงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาจึงรีบเอ่ยแนะนำทันที
“นั่นคือศิษย์พี่ หลี่เสวี่ยโหรว นางนับว่าเป็นดาวรุ่งที่โดดเด่นและถูกจับตามองที่สุดในสำนักกระบี่ซู่ซันยามนี้เลยเชียวล่ะ ทว่านางเพิ่งจะก้าวข้ามสู่ระดับเทียนหยวนได้ไม่กี่วัน และเพิ่งจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์แกนหลักสด ๆ ร้อน ๆ แม้พรสวรรค์จะเลิศเลอเพียงใด แต่ในหมู่ศิษย์แกนหลักด้วยกัน นางยังถือว่าอ่อนประสบการณ์นัก หากนางคิดจะร่วมประลองเพื่อหาประสบการณ์ ก็ควรจะขึ้นเวทีไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ การปรากฏตัวยามนี้ ข้าเกรงว่ามันจะสายเกินการณ์ไปเสียหน่อย!”
เอ่ยถึงตรงนี้ หลิวเยียนผิงก็ขมวดคิ้วตาม นางรู้สึกว่าการตัดสินใจของหลี่เสวี่ยโหรวนั้นไม่สู้ฉลาดนัก ทว่าเมิ่งฝานกลับหันไปมองนางพลางส่ายหัวน้อย ๆ
“คนผู้นี้ไม่จำเป็นต้องแนะนำหรอกขอรับ ข้ารู้จักนางดี คุ้นเคยกันยิ่งกว่าใครเสียด้วยซ้ำ”
หลิวเยียนผิงเบะปากพลางค้อนวงใหญ่ “เจ้านี่ช่างเป็นคนลึกลับเสียจริง นอกจากข้าแล้ว เจ้ายังไปแอบรู้จักสตรีดวงเด่นคนที่สองในซู่ซันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? อีกอย่าง ศิษย์พี่หลี่ผู้นี้คือบุปผางามแห่งสำนักเราเชียวนะ ไม่ต้องเอ่ยถึงความงามที่หยาดเยิ้ม เพียงแค่พรสวรรค์ก็น่าตื่นตะลึงจนผู้คนสยบยอมแล้ว เจ้าอย่าได้คิดจะหมายปองนางเชียวนะ”
ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ หลิวเยียนผิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ
“เดี๋ยวนะ ข้าลืมไปเสียสนิทว่าเจ้าเองก็ปีศาจชัด ๆ ไม่ได้ด้อยกว่านางเลยสักนิด เจ้านี่ช่างถ่อมตัวจนน่าหมั่นไส้เสียจริง หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว เจ้ากับพี่สาวหลี่เสวี่ยโหรวก็ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกทีเดียว! เป็นอย่างไรเล่า? หากเจ้าปรารถนาจะพิชิตใจนาง ข้ายินดีจะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้เอง เพราะข้าเป็นสตรี ย่อมเข้าหานางได้ง่ายกว่าเจ้าหลายขุมนัก”
เมื่อได้ยินข้อเสนอของหลิวเยียนผิง เมิ่งฝานก็ได้แต่กลอกตามองฟ้าด้วยความระอาใจ
“ข้าบอกแล้วว่าข้ารู้จักนางดี และท่านก็อย่าได้จับคู่พล่อย ๆ ไปเรื่อยเลยขอรับ หลี่เสวี่ยโหรวคือน้องสาวของข้า!”
เห็นท่าทีจริงจังของเมิ่งฝาน หลิวเยียนผิงก็ฉายแววฉงนเต็มใบหน้า นางสัมผัสได้ว่าเขาหาได้ล้อเล่นไม่
“น้องสาว น้องสาวแท้ ๆ งั้นรึ? แต่นางแซ่หลี่ ส่วนเจ้าแซ่เมิ่งนะ”
“พวกเรามาจากหมู่บ้านเดียวกันขอรับ นางเรียกข้าว่าพี่ชายมาตั้งแต่ยังเล็ก” เมิ่งฝานอธิบายสั้น ๆ อย่างมิคิดอะไรมาก
หลิวเยียนผิงถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง ก่อนจะอุทานออกมาว่า “ที่แท้พวกเจ้าก็คือ ‘คู่รักวัยเยาว์’ ที่เติบโตมาด้วยกันนี่เอง!”
คราวนี้นางไม่จำเป็นต้องออกแรงเป็นแม่สื่อให้เสียเวลาเสียแล้ว เพราะด้ายแดงเส้นนี้ดูท่าจะผูกปมจนแน่นปึ้กมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หากบรรดาชายหนุ่มที่เฝ้าละเมอเพ้อพกถึงหลี่เสวี่ยโหรวมาล่วงรู้ความลับนี้เข้า มีหวังหัวใจคงแตกสลายกันทั้งสำนักเป็นแน่!
“เก็บความคิดฟุ้งซ่านของท่านไปเสียเถิดขอรับ ข้าเป็นพี่ชาย นางคือน้องสาว มีเพียงเท่านี้จริง ๆ” เมิ่งฝานถอนหายใจพลางส่งสายตาปรามหลิวเยียนผิง
พี่ชายกับน้องสาวรึ?
หลอกผู้อื่นอาจจะได้ ทว่าหลอกข้าไม่ได้หรอก! บอกว่าเป็นคู่รักที่ซ่อนเร้นยังจะดูน่าเชื่อถือเสียกว่า!
เพลิงแห่งความอยากรู้อยากเห็นนินทาในใจของหลิวเยียนผิงลุกโชนขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เสียแล้ว!
“เมิ่งฝาน”
“ดูการประลองกันเถอะขอรับ!” เมิ่งฝานเอ่ยตัดบทหลิวเยียนผิงทันที เขาคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับแม่นางผู้คลั่งไคล้การนินทาผู้นี้
บนแท่นทงเทียนยามนี้ การปะทะกันระหว่างหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเฟยซิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
หากว่ากันตามทฤษฎี หลี่เสวี่ยโหรวที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับเทียนหยวนขั้นที่หนึ่ง ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของหลิวเฟยซิงผู้มีพลังระดับเทียนหยวนขั้นที่สอง ทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้ว ระดับขั้นการบำเพ็ญเพียรหาใช่บรรทัดฐานตัดสินชัยชนะเสมอไป การต่อสู้ข้ามระดับในสายตาเขานั้นช่างเป็นเรื่องสามัญประดุจการดื่มน้ำกินข้าวในชีวิตประจำวัน
ทว่าน้องสาวของเขาผู้นี้… จะมีความสามารถถึงขั้นนั้นหรือไม่?
ที่ผ่านมาเมิ่งฝานหาได้ใส่ใจรายละเอียดในการฝึกตนของน้องสาวคนนี้มากนัก เขารับรู้เพียงว่านางถูกยกย่องด้วยคำว่า ‘อัจฉริยะ’ และถ้อยคำสรรเสริญอีกมหาศาล ครั้งหนึ่งยามชมการประลองภายในสำนัก เขาเคยเห็นนางออกกระบวนท่าอยู่บ้าง ทว่าในตอนนั้นเขามองว่าฝีมือนางเพียงแค่ ‘พอใช้ได้’ ยังห่างไกลจากคำว่าน่าทึ่งอยู่โข
ในศึกครานี้ เขาหวังลึก ๆ ว่านางจะสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนได้บ้าง
หลี่เสวี่ยโหรวชักกระบี่ออกมาเกือบจะพร้อมกันกับหลิวเฟยซิง ทั้งสองดูเหมือนจะสูสีกันอย่างยิ่งในด้านความเร็ว ซึ่งการที่ยอดฝีมือขั้นที่หนึ่งสามารถไล่กวดความเร็วของขั้นที่สองได้ทันท่วงทีเช่นนี้ ก็นับว่ามิธรรมดาเสียแล้ว
เมิ่งฝานยังคงจับจ้องมองอยู่อย่างสงบนิ่ง เขาลอบสังเกตการณ์ทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน กระบวนกระบี่ที่หลี่เสวี่ยโหรวใช้นั้นเขาเมิ่งฝานไม่เคยเห็นมาก่อน แม้เขาจะอ่านตำราในชั้นแรกของหอคัมภีร์จนเกือบครบถ้วน ทว่ายังมีชั้นที่สูงกว่านั้นขึ้นไปอีก การที่ศิษย์แกนหลักจะใช้วิชาลับจากชั้นที่สองหรือสูงกว่านั้นย่อมมิใช่เรื่องแปลก
แต่นั่นก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการวิเคราะห์ของเมิ่งฝานไม่! ด้วยพื้นฐานที่เขาเคยซุ่มสังเกตวิชากระบี่ผู้อื่น ณ หอตรัสรู้กระบี่มานับครั้งมิถ้วน เขาจึงมองออกในทันทีว่าเพลงกระบี่ของหลี่เสวี่ยโหรวนั้นเน้นหนักที่ ‘ความเร็ว’ ทุกท่วงท่าล้วนฉับไวดุจสายฟ้าฟาด มีความคล้ายคลึงกับท่วงท่าอสนีบาตทว่ากลับมีการแปรผันที่ซับซ้อนและรับมือได้ยากกว่าหลายเท่าตัว
ทว่าหากมองตามเนื้อผ้า แม้จะรวดเร็วและพลิกแพลงเพียงใด แต่ดูเหมือนจะยังขาดพลังทำลายล้างที่เด็ดขาดไปเสียหน่อย
เมิ่งฝานลอบคิดในใจว่า หากนางไม่มีกระบวนท่าไม้ตายที่รุนแรงดุจฟ้าผ่ามาปิดฉาก การจะคว้าชัยชนะด้วยเพียงความเร็วและการยื้อเวลาย่อมเป็นไปได้ยากยิ่ง ทว่ามิทันที่ความคิดของเขาจะจบลง หลี่เสวี่ยโหรวพลันวาดกระบี่ออกไปหนึ่งท่วงท่า รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากคมกระบี่ พลังนั้นรุนแรงถึงขั้นซัดร่างของหลิวเฟยซิงให้กระเด็นตกจากเวทีไปโดยตรง
หลี่เสวี่ยโหรวคว้าชัยชนะมาได้อย่างงดงาม!
เมิ่งฝานหลุดอุทานออกมาเบา ๆ สีหน้าฉายแววประหลาดใจอย่างปิดมิมิด
ในกระบวนกระบี่เมื่อครู่ กลิ่นอายปราณแท้ของหลี่เสวี่ยโหรวพลันพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลันเพียงชั่วดีดนิ้ว พลังทำลายล้างเพิ่มพูนขึ้นเกือบสองเท่าตัวอย่างน่าอัศจรรย์!
หรือว่านางจะใช้ ‘วิชาลับ’ บางอย่างเพื่อกระตุ้นศักยภาพร่างกายและรีดเค้นปราณแท้ออกมา?
ทว่าโดยปกติแล้ว วิชาลับจำพวกนี้มักจะตามมาด้วยผลข้างเคียงอันสาหัส หากมิใช่สถานการณ์คับขันถึงแก่ชีวิต ก็หามีผู้ใดริอ่านนำมาใช้กันพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะในการประลองที่เน้นการแลกเปลี่ยนฝีมือเช่นนี้ ยิ่งไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องเอาอนาคตมาเสี่ยงเพียงเพื่อชัยชนะชั่วคราว
หลี่เสวี่ยโหรวผู้นี้ แม้จะถูกข้าหลอกล่ออยู่บ่อยครั้ง ทว่านางหาใช่สตรีโง่เขลา นางคงไม่ทำเรื่องที่ได้มิคุ้มเสียเช่นนั้นกระมัง? เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวลลึก ๆ
“ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!” หลิวเยียนผิงที่อยู่ข้างกายพลันกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้นสะใจ ยามเห็นร่างของหลิวเฟยซิงถูกซัดกระเด็นตกเวทีไป ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีอย่างปิดมิขิด
“มิน่าเล่า ศิษย์พี่หลี่เสวี่ยโหรวถึงถูกยกย่องให้เป็นดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดแห่งซู่ซัน ฝีมือช่างร้ายกาจเหนือคำบรรยายจริง ๆ!”
เมื่อเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของหลิวเฟยซิง หลิวเยียนผิงก็แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความสะใจ
เมิ่งฝานเห็นดังนั้นจึงเอ่ยเย้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น “หลี่เสวี่ยโหรวอายุน้อยกว่าท่านเสียอีก ทว่าท่านกลับเรียกนางว่า ‘ศิษย์พี่’ อย่างเต็มปากเต็มคำเชียวนะขอรับ”
หลิวเยียนผิงตอบกลับอย่างมิต้องเสียเวลาคิด “ผู้ที่มีความสามารถสูงกว่าย่อมถือเป็นผู้อาวุโส ศิษย์พี่หลี่ทั้งเก่งกาจกว่าข้าและยังมีฐานะเป็นถึงศิษย์แกนหลัก ไม่ว่าจะมองมุมไหน ข้าก็สมควรเรียกนางว่าศิษย์พี่อย่างยิ่งยวดแล้ว”
“เช่นนั้นยามนี้ข้าเองก็เก่งกว่าท่านอยู่โข เหตุใดท่านมิลองเรียกข้าว่า ‘ศิษย์พี่ชาย’ ดูบ้างเล่าขอรับ?” เมิ่งฝานแกล้งแหย่พลางอมยิ้ม
“เจ้าไม่ใช่ศิษย์แกนหลักเสียหน่อย!” หลิวเยียนผิงกลอกตาใส่เขาทันควัน
ทว่าแม้ปากจะแข็งไปเช่นนั้น ในใจของนางกลับรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูก เพราะความจริงที่ว่าเมิ่งฝานเก่งกาจกว่านางนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพียงแต่ด้วยความสนิทสนมที่เข้านอกออกในกันจนเคยชิน หากต้องมาเปลี่ยนสรรพนามเรียกเขาว่าศิษย์พี่ชายอย่างกะทันหัน นางคงทำใจยอมรับมิได้ง่าย ๆ
กับหลี่เสวี่ยโหรวนางไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว การเรียกขานด้วยความเคารพย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ทว่าหากเป็นเมิ่งฝาน เพียงแค่จินตนาการว่าจะต้องเรียกเขาเช่นนั้น นางก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าด้วยความขัดเขินอย่างประหลาด โดยที่นางเองก็ไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น!