วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 70 ใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่ หนึ่งวันหนึ่งคืน
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 70 ใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่ หนึ่งวันหนึ่งคืน
บทที่ 70 ใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่ หนึ่งวันหนึ่งคืน
แม้ว่าเจียงผั่วเยว่จะมิมูลเหตุอันใดให้ต้องลงมือกับตน และสมมติฐานที่ตั้งไว้จะดูไร้น้ำหนัก ทว่าหากยามนั้นเขาหุนหันพลันแล่นจนสูญเสียสติ แล้วก้าวออกไปยั่วยุโทสะของเจียงผั่วเยว่ขึ้นมาจริง ๆ เล่า?
ในจิตใจของเมิ่งฝาน ความคิดนับพันพัดกระพือวนเวียนสลับซับซ้อนยิ่งนัก ทั้งหมดนี้ล้วนบังเกิดจากความแข็งแกร่งอันท่วมท้นของเจียงผั่วเยว่ ที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความอ่อนแออันน่าสมเพชของตนเอง
เนิ่นนานพอสมควร เมิ่งฝานจึงสามารถสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไว้ภายใน ก่อนจะเดินออกจากสวนท้อเพื่อกลับสู่หอศาสตรา
ทว่ายามนี้ จิตใจของเมิ่งฝานได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
นับตั้งแต่ข้ามภพมายังสำนักซู่ซัน นี่เป็นคราแรกที่เมิ่งฝานปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้มแข็งขึ้น หรือหากจะกล่าวให้สัตย์จริง นี่คือคราแรกที่เขารู้ซึ้งถึง ‘ความสิ้นหวังอันมืดมิด’ ของผู้อ่อนแอ
เมิ่งฝานในช่วงก่อนหน้านี้ ล้วนดำเนินชีวิตราบรื่นเกินไปจนหลงลืมตน เขามักยืนอยู่บนที่สูงแล้วทอดถอนใจมองดูผู้อื่น โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วตนเองก็ยืนอยู่ในที่ต่ำต้อยมิเฉกเช่นเดียวกัน
รุ่งเช้าวันถัดมา เมิ่งฝานรุดขึ้นไปยังชั้นสองของหอศาสตราทันที
“ท่านผู้เฒ่าหลิน ข้าต้องการไปใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่ขอรับ” เมิ่งฝานเอ่ยเจตจำนงตรง ๆ
ก่อนหน้านี้ ท่านผู้เฒ่าหลินได้มอบรางวัลให้เขาเป็นโอกาสในการเข้าใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่เป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ทว่าที่ผ่านมาเมิ่งฝานยังคงเก็บโอกาสนั้นไว้มิได้ใช้
“เมิ่งฝาน เจ้าเคยลั่นวาจาไว้มิใช่รึว่าจะรอให้อ่านคัมภีร์กระบี่ชั้นหนึ่งของหอศาสตราให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงค่อยไปใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่ บัดนี้เจ้าศึกษามันจนจบสิ้นแล้วรึ?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยถามด้วยท่าทีที่เดาใจมถูก
เมิ่งฝานลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะยอมรับตามความจริง “ยังขาดอยู่อีกมิน้อยขอรับ ยังอ่านมิครบถ้วนดี”
ท่านผู้เฒ่าหลินขมวดคิ้วมุ่น “แล้วอีกกี่วันจึงจะอ่านจบได้?”
“ประมาณห้าวันก็น่าจะครบถ้วนขอรับ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงเปลี่ยนใจรวดเร็วปานนี้ ใจร้อนอยากไปใคร่ครวญแท่นจารึกเทพกระบี่จนมิอาจรอได้อีกเพียงห้าวันเชียวรึ?”
เมื่อถูกจี้ถาม เมิ่งฝานจึงนิ่งอั้นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ได้พบเห็นในสวนท้อเมื่อวานให้ท่านผู้เฒ่าหลินฟังอย่างละเอียด
ท่านผู้เฒ่าหลินนิ่งฟังจนจบ บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงชั่วอึดใจ ก่อนที่ท่านจะเอ่ยออกมาว่า
“เจ้ารู้สึกว่าตนเองยังแกร่งมิพอ จึงปรารถนาที่จะเร่งเร้าพละกำลังให้สูงขึ้นรึ? เจ้าคิดว่าหากเจ้าแข็งแกร่งกว่านี้ เมื่อวานเจ้าคงช่วยชีวิตศิษย์หญิงผู้นั้นได้ หรือมิเช่นนั้นก็คงสั่งสอนเจียงผั่วเยว่ให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเพื่อระบายความคับแค้นในใจสินะ?”
เมิ่งฝานพยักหน้ายอมรับ แม้ในใจจริงเขาจะมิได้เพียงอยากสั่งสอน ทว่าปรารถนาจะปลิดชีพเจียงผั่วเยว่เสียด้วยซ้ำ แต่ยามนี้การย้ำเรื่องนั้นไปก็รังแต่จะทำให้ตนเองดูขบขันในสายตาผู้อื่น
“อันที่จริง ความคิดของเจ้ามิได้ผิดเพี้ยนอันใด หากเจ้ามีตบะบารมีเพียงพอ เจ้าสามารถช่วยนางได้ สั่งสอนไอ้เด็กคุนหลุนนั่นได้ หรือจะสังหารมันทิ้งเสียก็ย่อมได้ แต่ทว่าการกระทำของเจ้าในขณะนี้ กลับผิดพลาดอย่างมหันต์!”
ท่านผู้เฒ่าหลินเริ่มเทศนาสั่งสอน ความคิดของเมิ่งฝานนั้นท่านย่อมเข้าใจดี เพราะท่านเองก็เคยผ่านช่วงวัยคะนองและมีอารมณ์ร้อนรุ่มเช่นนี้มาก่อน ทว่าเข้าใจส่วนเข้าใจ สนับสนุนส่วนสนับสนุน ท่านไม่อาจปล่อยปละละเลยได้
หน้าที่ของครูบาอาจารย์ คือการถ่ายทอดวิถี สอนสั่งวิชา และคลายข้อสงสัย หาใช่เพียงการสอนให้ฝึกปรือพลังเท่านั้น เมื่อศิษย์ก้าวเดินผิดทาง ท่านก็จำเป็นต้องฉุดดึงกลับมา
“ยามนี้จิตใจของเจ้าวุ่นวายสับสนเกินไปแล้ว การอยากเข้มแข็งขึ้นนั้นนับเป็นกุศลเจตนา เจ้าควรพยายามมุ่งมั่นเพื่อสิ่งนั้น… ทว่าเจ้ามิควรปล่อยให้อารมณ์เพียงชั่ววูบมาพังทลายแผนการที่วางไว้ หากเจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะมีแต่ถดถอยลงเรื่อย ๆ มิเพียงแต่จะมิเข้มแข็งขึ้น ทว่าจิตใจที่ลนลานจะกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เจ้าอ่อนแอลงยิ่งกว่าเดิม!”
“ท่านอาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว ศิษย์น้อมรับความผิดขอรับ” เมิ่งฝานก้มศีรษะลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึก
แท้จริงแล้ว จิตใจของเขายามนี้ร้อนรุ่มวุ่นวายจนเกินไป ซึ่งหาใช่สภาวะที่เอื้อต่อการบำเพ็ญวิถีกระบี่ไม่ แม้การไปสัมผัสแท่นศิลาเทพกระบี่ในยามนี้ กับการรอคอยอีกห้าวันเพื่ออ่านคัมภีร์ให้จบสิ้น ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติอาจมิได้แตกต่างกันนัก ทว่าสภาวะจิตใจที่หุนหันเช่นนี้ หากปล่อยให้หยั่งรากลึกย่อมส่งผลร้ายในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน!
“เจ้าจงกลับไปที่หอพระคัมภีร์ ศึกษาคัมภีร์กระบี่ที่เหลือต่อไปเถิด หากครบห้าวันแล้วเจ้าศึกษามันจนจบสิ้น ข้าจะเป็นผู้นำเจ้าไปยังวิหารเทพกระบี่เพื่อใคร่ครวญแท่นศิลาด้วยตนเอง” ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวสำทับ
“ขอรับ ท่านอาจารย์!” เมิ่งฝานรับคำอย่างว่าง่าย
เขามุ่งหน้าเตรียมจะกลับไปยังหอพระคัมภีร์ ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าวก็หันกลับมาถามท่านผู้เฒ่าหลินอีกครา
“ท่านอาจารย์ ภารกิจที่ท่านเคยกล่าวถึง เรื่องการมุ่งหน้าสู่ดินแดนอสูร จะเริ่มขึ้นเมื่อใดขอรับ?”
ท่านผู้เฒ่าหลินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “อย่างน้อยก็ต้องรออีกราวหนึ่งเดือน เรื่องนี้หาได้เร่งด่วนไม่”
ด้วยสำนักคุนหลุนและอู๋จี๋ยังต้องทำการประลองฝีมือและแลกเปลี่ยนวิชากันอีกพักใหญ่ ย่อมต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่กำหนดการจะเริ่มขึ้น
“การไปยังดินแดนอสูรในครั้งนี้ ระดับตบะของเจ้าจะถูกประทับตราไว้ ดังนั้นช่วงนี้เจ้ามิจำเป็นต้องเร่งเพิ่มระดับชั้นพลังให้สูงนัก การยกระดับวิถีกระบี่ของตนให้ลุ่มลึกนั้นสำคัญกว่ามาก” ท่านผู้เฒ่าหลินกำชับด้วยความเป็นห่วง
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
เมิ่งฝานออกจากหอศาสตราแล้วมุ่งตรงไปยังหอพระคัมภีร์อีกครั้ง คำตักเตือนของท่านผู้เฒ่าหลินประดุจน้ำทิพย์ที่ชโลมใจให้เขากลับมามีสติ และตระหนักถึงรอยร้าวในจิตใจของตนเองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ขณะที่เมิ่งฝานจมดิ่งอยู่กับตัวอักษรและเพลงกระบี่ในหอพระคัมภีร์ คณะจอมยุทธ์จากคุนหลุนและอู๋จี๋ก็ได้ออกเดินทางจากซู่ซันไปในวันนั้นเอง
เป็นไปตามที่เมิ่งฝานคาดการณ์ไว้ทุกประการ การสิ้นชีวิตของศิษย์สายในสตรีผู้นั้นหาส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเจียงผั่วเยว่ไม่ เขายังคงออกเดินทางจากซู่ซันไปอย่างสง่างามผึ่งผายประหนึ่งมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น แม้ทางสำนักคุนหลุนจะป่าวประกาศว่าจะกลับไปลงทัณฑ์เขาอย่างหนัก ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงวาทศิลป์ที่พูดไปเพื่อรักษาหน้าตาเท่านั้น
ชีวิตของศิษย์หญิงคนนั้น กลับมลายหายไปอย่างไร้ค่า!
ยิ่งไปกว่านั้น เสียงนินทาที่ดังระงมลับหลังกลับยิ่งบาดลึก บ้างก็ว่านางมิรู้จักประมาณตน คิดจะปีนป่ายกิ่งทองมั่วซั่วจนต้องพบจุดจบที่สมควรแล้ว ที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือในกลุ่มคนที่ก่นด่านินทาเหล่านั้น มิได้มีเพียงคนจากสำนักอื่น ทว่าศิษย์ในสำนักซู่ซันเองกลับร่วมผสมโรงด้วย บ้างก็แสร้งทำเป็นเวทนาแต่กลับตำหนิว่านางใจเสาะฆ่าตัวตายเพียงเพื่อชายชั่ว ทำให้สำนักต้องพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย
มิว่าที่ใดในโลก ย่อมมิจำเป็นต้องขาดแคลนมนุษย์ที่ชอบเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อความสะใจ!
เมิ่งฝานเฝ้ามองความวุ่นวายเหล่านั้นผ่านหน้าต่างหอพระคัมภีร์อย่างสงบนิ่ง ผู้ที่จากไปแล้วย่อมจากไปตลอดกาล เขาไม่อาจปล่อยให้เงาของความตายนั้นมาฉุดรั้งก้าวย่างของชีวิตตนเองได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขากับนางก็หาได้มีความผูกพันกันถึงขั้นต้องมาโศกเศร้าอาดูร
ห้าวันล่วงผ่านไป ในที่สุดเมิ่งฝานก็ศึกษาคัมภีร์กระบี่ทุกเล่มในชั้นแรกจนครบถ้วนกระบวนความ
เขาแจ้งข่าวนี้แก่ท่านผู้เฒ่าหลินด้วยความภาคภูมิ จากนั้นท่านผู้เฒ่าจึงนำทางเมิ่งฝานมายังวิหารเทพกระบี่ด้วยตนเอง ท่านผู้เฒ่าหลินเข้าเจรจากับชายชราสวมชุดเทาผู้เฝ้าวิหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นห่อผ้าลึกลับให้แก่ชายชราผู้นั้น
ชายชราชุดเทารับห่อผ้าไปโดยมิเอ่ยคำใด มีเพียงการพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยเป็นการอนุญาตให้ผ่านทางได้
ท่านผู้เฒ่าหลินหันมาทางเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“เอาละ บัดนี้ถึงเวลาของเจ้าแล้ว จงไปใคร่ครวญศิลาจารึกเทพกระบี่เสีย หนึ่งวันหนึ่งคืนนับจากนี้!”
เมิ่งฝานลอบมองท่านอาจารย์ด้วยความฉงน พลางถามหยั่งเชิงว่า “ท่านอาจารย์ ห่อผ้าเมื่อครู่ ท่านมอบสิ่งใดให้เขาไปรึขอรับ?”
ห่อผ้านั้นมีขนาดกะทัดรัด มิดูหนาหนักเหมือนหินวิญญาณ ทว่ากลับดูมีมูลค่าบางอย่างแฝงอยู่
ท่านผู้เฒ่าหลินขมวดคิ้วมุ่นพลางดุเบา ๆ ว่า “เจ้าเด็กนี่ สนใจเรื่องสัพเพเหระไปไย? เวลาของเจ้าเริ่มเดินแล้ว มิรีบเข้าไปใคร่ครวญอีกรึ เดี๋ยวก็เสียเที่ยวหรอก!”
เมิ่งฝานรีบหดคอรับคำอย่างว่องไว มิกล้าซักไซ้ให้ระคายหูอีก เขาเร่งฝีเท้าตรงไปยังแผ่นศิลาจารึกเทพกระบี่ทันที ยามนั้นที่เบื้องหน้าศิลาจารึก มีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งสมาธิใคร่ครวญอยู่ก่อนแล้ว ทว่าเมิ่งฝานมิได้ใส่ใจ ด้วยศิลาจารึกนี้มีขนาดใหญ่โตมหึมา ต่อให้นั่งพร้อมกันสิบคนก็มิเป็นปัญหา
เขาเลือกทำเลที่เหมาะสมแล้วจึงทรุดกายลงขัดสมาธิ วางฝ่ามือทั้งสองแนบลงบนผิวศิลาอันเย็นเยือก ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเข้าสู่ภวังค์
ท่านผู้เฒ่าหลินมิได้จากไปในทันที ทว่ากลับยืนเฝ้ามองศิษย์รักด้วยความตั้งใจยิ่ง
ด้วยที่ผ่านมา เมิ่งฝานมักให้ความสำคัญกับการใคร่ครวญศิลาจารึกนี้อย่างเหลือเชื่อ เขามักกล่าวว่าสามารถหยั่งรู้ความลับอันยิ่งใหญ่และได้รับวาสนาที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ท่านผู้เฒ่าหลินอดสงสัยมิได้ เพราะในอดีตท่านเองก็เคยมานั่งใคร่ครวญ ณ ที่แห่งนี้ แม้จะได้รับประโยชน์อยู่บ้าง ทว่าก็มิได้วิเศษเลิศเลอถึงเพียงนั้น
ท่านจึงใคร่รู้ยิ่งนักว่า ยามที่เมิ่งฝานเข้าสู่สภาวะหยั่งรู้ จะมีสิ่งใดผิดแผกจากสามัญชนรึไม่
ทว่า… ครึ่งยามผ่านไป หนึ่งยามล่วงเลย
เมิ่งฝานยังคงนั่งนิ่งประดุจรูปสลักหิน ฝ่ามือทั้งสองยังคงประกบแน่นบนศิลาจารึก มิมีแม้แต่แรงสั่นสะเทือนหรือรอยไหวติงใด ๆ ให้เห็นจากภายนอก
มิเห็นมีสิ่งใดน่าดูชมเลยสักนิด!
ท่านผู้เฒ่าหลินลอบยิ้มขมขื่นกับตนเองเบา ๆ ก็แน่ละ การเข้าถึงวิถีกระบี่ผ่านศิลาจารึกนั้นย่อมเป็นสภาวะภายในจิตวิญญาณ ตาเนื้อปุถุชนย่อมมิอาจมองเห็นปาฏิหาริย์ใดได้ ท่านคงได้แต่รอจนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งวันหนึ่งคืน เพื่อดูว่าศิษย์ผู้นี้จะหอบหิ้ววาสนาใดกลับออกมา
ในขณะนั้นเอง ชายชราสวมชุดเทาผู้เฝ้าวิหารก็ค่อย ๆ เยื้องย่างเข้ามาหาท่านผู้เฒ่าหลินอย่างเงียบเชียบดุจไร้ร่องรอย
“นี่คือศิษย์สายตรงที่เจ้าเพิ่งรับมาดูแลใช่รึไม่?” ชายชราชุดเทาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ถูกต้องแล้ว ท่านเห็นแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างเล่า?” ท่านผู้เฒ่าหลินยิ้มพลางถามหยั่งเชิง
“ข้าจะไปมองออกได้อย่างไรกัน มิเคยเห็นเขาออกกระบวนท่า มิเคยสัมผัสคมกระบี่ของเขา ข้ารู้เพียงว่าเขาคือนักพรตระดับห้าแห่งขอบเขตภูมิจิตสัจธรรมเท่านั้น” ชายชราตอบอย่างเฉยเมย
“แต่ข้าได้ยินมาว่า เจ้าพาเขาไปยังแท่นสามจักรพรรดิเพื่อฝึกฝนเนตรสมาธิมาแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้างเล่า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าหลินพลันเผยสีหน้าลึกลับซับซ้อนทันที ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านลองเดาดูสิ!”
รอยแปลกใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราชุดเทาเพียงครู่หนึ่ง ท่านหันกลับไปจ้องมองเมิ่งฝานที่กำลังดำดิ่งอยู่ในสภาวะหยั่งรู้อีกครั้งด้วยความฉงน เพราะสีหน้าภาคภูมิใจจนปิดมิอยู่ของท่านผู้เฒ่าหลินได้บอกคำตอบที่น่าเหลือเชื่อออกมาหมดสิ้นแล้ว
เจ้าเด็กหนุ่มผู้มีสง่าราศีผุดผ่องดุจหยกขาวผู้นี้ ประสบความสำเร็จในการทำสมาธิบูชาสามจักรพรรดิจริง ๆ!
เมื่อมีรากฐานจิตสมาธิที่ลุ่มลึกถึงเพียงนี้ อนาคตเบื้องหน้าย่อมมิอาจประเมินค่าได้ ทว่าสิ่งที่น่าใคร่รู้ยิ่งกว่าคือ ‘วิชากระบี่’ ของเขานั้น จะเฉียบคมเทียมทานกับระดับจิตสมาธิรึไม่?
ท้ายที่สุดแล้ว สำนักซู่ซันคือแดนดินแห่งนักพรตสายกระบี่ หาใช่สำนักพรตเต๋าที่เน้นเพียงการบำเพ็ญเพียรทางจิต ทุกผู้คนย่อมให้ความสำคัญกับ ‘กระบี่’ เหนือสิ่งอื่นใด
“แต่การที่เจ้าถึงกับยอมทุ่มเทแลกมาด้วยราคามหาศาลเพียงเพื่อให้เด็กหนุ่มคนนี้ได้ใคร่ครวญศิลาจารึกเทพกระบี่ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน มิเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปหน่อยรึ?” ชายชราชุดเทายังคงติดใจสงสัยมหาย
การเข้าถึงศิลาจารึกเทพกระบี่นั้นมีพันธะแลกเปลี่ยนที่สูงค่าลิบลิ่ว คนส่วนใหญ่จึงมักลองเพียงชิมลาง หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งยาม หากมิอาจสัมผัสถึงสิ่งใดได้ก็มักจะถอดใจรามือ เพราะดวงตาที่มืดบอดต่อวิถี ย่อมมิอาจเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้เลย
ทว่า ‘หลินเปียนหยุน’ ผู้นี้ กลับดื้อรั้นให้ศิษย์นั่งใคร่ครวญนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน มิน่าเชื่อว่าจะเป็นเพราะความเอ็นดูศิษย์จนกู่มิกลับ ก็คงเป็นเพราะเด็กหนุ่มผู้นี้ ‘มีดี’ คู่ควรกับเวลาเหล่านั้นจริง ๆ
ชายชราชุดเทาเอนเอียงไปทางเหตุผลแรกมากกว่า เพราะเพียงพิจารณาจากสีหน้าที่ปลาบปลื้มจนเกินเหตุของหลินเปียนหยุน ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเขานั้นตามใจศิษย์ผู้นี้มากเพียงใด
“รอเวลาผ่านไปอีกมิกี่ปี ท่านก็จะประจักษ์แจ้งด้วยตาตนเอง!” ท่านผู้เฒ่าหลินหัวเราะอย่างร่าเริงและภาคภูมิใจ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินออกจากวิหารเทพกระบี่ไป
ด้วยรู้ดีว่าต่อให้ยืนเฝ้าดูสภาวะการหยั่งรู้ของเมิ่งฝานต่อไปก็คงมิเห็นสิ่งใดมากไปกว่าร่างที่นิ่งสงบ สู้รอให้ถึงวันพรุ่งนี้แล้วค่อยซักไซ้เอาความจากเจ้าตัวโดยตรงจะดีกว่า
กาลเวลาไหลผ่านดั่งสายน้ำตก หนึ่งวันหนึ่งคืนพ้นผ่านไปในชั่วพริบตา
เมิ่งฝานดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งวิถีกระบี่ ‘หยวนซื่อ’ จนตัดขาดจากโลกภายนอก ลืมสิ้นแม้กระทั่งการไหลเวียนของเวลา ในช่วงเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้ สิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวได้นั้นล้ำค่าเกินกว่าจะพรรณนาออกมาเป็นถ้อยคำ ความลุ่มลึกในวิถีกระบี่ของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด มิใช่เพียงก้าวเดียว ทว่าเป็นการข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมไปอย่างสิ้นเชิง!
สิ่งแรกที่บรรลุถึงขั้นอุกฤษฏ์ คือกระบวนท่าที่เขาเพียรสรรสร้างขึ้นเองอย่าง ‘หมื่นกระบี่คืนสำนัก’ ท่าแรก ‘กระบี่มา’ มันได้รับการขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบถึงขีดสุด เข้าสู่จุดสูงสุดของความเลิศเลอในเชิงกระบี่
ยิ่งไปกว่านั้น ‘สภาวะข่มขวัญ’ ของกระบี่มายังถือกำเนิดขึ้นโดยที่เขาเองก็แทบมิทันตั้งตัว และเมื่อความลึกลับของกระบี่มาถูกไขออก เมิ่งฝานก็ประหนึ่งปลาที่ได้แหวกว่ายในวารีอันกว้างใหญ่ เขาสามารถหยิบจับกระบวนกระบี่ต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและพลิกแพลงตามใจปรารถนา
มิต้องกล่าวถึง ‘กระบี่วารีคลั่ง’ ‘กระบี่ผ่าขุนเขา’ หรือ ‘กระบี่สายฟ้าสะท้าน’ เพราะเขาสามารถบรรลุสภาวะข่มขวัญของวิชาเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติประหนึ่งหยิบของในย่าม
แม้กระทั่งกระบวนกระบี่ที่แสนอันตรายอย่าง ‘กระบี่มารเจ็ดจบสิ้น’ และ ‘กระบี่ราตรีนิรันดร์’ เมิ่งฝานก็มีความเข้าใจในแก่นแท้ที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้น ทว่าเนื่องจากกระบวนท่าหนึ่งธาตุบ้าคลั่งแห่งมาร อีกอย่างหนึ่งเป็นวิถีของเผ่ามาร เมิ่งฝานจึงมิกล้าถลำลึกศึกษาให้สุดทาง มิเช่นนั้นการบรรลุสภาวะข่มขวัญของวิชาสายมารเหล่านี้ก็หาใช่เรื่องยาก
ทว่าลึก ๆ ในใจเขารู้ดีว่าตนเองยังมิอาจควบคุมพลังอำนาจฝ่ายมืดเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หากดื้อรั้นฝึกปรือต่อก็มีสิทธิ์ที่จะพลัดหลงเข้าสู่ ‘วิถีมาร’ จนมิอาจหวนคืนได้!