วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 8 เมื่อปลิดชีพเสีย ย่อมสิ้นไร้บทลงโทษ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 8 เมื่อปลิดชีพเสีย ย่อมสิ้นไร้บทลงโทษ
บทที่ 8 เมื่อปลิดชีพเสีย ย่อมสิ้นไร้บทลงโทษ
“ท่านผู้เฒ่าหลิน?” เมิ่งฝานทวนคำด้วยความสงสัย
ศิษย์พี่หลัวยิ้มกริ่มพลางเอ่ย “ท่านผู้เฒ่าหลินพำนักอยู่ชั้นบน วันหน้าหากมีวาสนาเจ้าคงได้พบกับท่านเองนั่นแหละ ส่วน ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ นี้ เจ้าก็จงฝึกฝนไปอย่างสบายใจเถิด มิต้องกังวลสิ่งใดทั้งสิ้น”
“รับทราบขอรับ ขอบคุณศิษย์พี่หลัวมากที่เมตตา”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ต่อให้ข้ามิถ่ายทอดให้เจ้า วันหน้าท่านผู้เฒ่าหลินก็คงมอบให้เจ้าอยู่ดี ในเมื่อเจ้าก้าวเข้ามาเป็นคนของหอศาสตราแล้ว ย่อมถือเป็นศิษย์ในสายเดียวกัน”
ช่วงบ่ายของวันนั้น กลับมีอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงหน้าหอศาสตรา
เมิ่งฝานเอ่ยถามผู้มาเยือนไปตามมารยาท “มิทราบว่าท่านมีธุระอันใดถึงได้มาเยือนหอศาสตราแห่งนี้?”
ผู้มาเยือนปรายตามองเมิ่งฝานแวบหนึ่ง แววตาแฝงไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ “เจ้าคือเมิ่งฝานอย่างนั้นรึ?”
เมิ่งฝานขมวดคิ้วมุ่นในทันที
มันรู้จักชื่อข้า?
น้ำเสียงเย็นชาและท่าทางคุกคามเช่นนี้ เห็นชัดว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาหาเรื่องเขาโดยเฉพาะ
เมิ่งฝานเริ่มคาดเดาตัวตนของผู้มาเยือนได้เลือนราง… คงหนีไม่พ้น ‘หยางสือ’ เจ้าของกระบี่หักเล่มที่หยางเฟยนำมามอบให้เมื่อวานเป็นแน่
เมิ่งฝานจึงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ “ข้าคือเมิ่งฝาน… ท่านมีธุระอันใดกับข้า?”
“กระบี่ของข้าอยู่ที่ไหน!”
“กระบี่อะไรกัน? ข้ามิเห็นรู้เรื่อง”
“เมื่อวานข้าให้หยางเฟยนำกระบี่มาสับเปลี่ยนที่นี่ แต่เจ้าไม่เพียงแต่ลงมือทำร้ายคนของข้า ยังบังอาจช่วงชิงกระบี่เล่มนั้นไปอีก... เจ้ามีคำอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร!”
ชัดเจนแล้วว่า… บุคคลเบื้องหน้าผู้นี้คือ ‘หยางสือ’
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มบาง ทว่าแววตากลับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
“หยางเฟยเป็นฝ่ายรนหาที่ เริ่มลงมือก่อนจนถูกข้าสั่งสอนไปตามระเบียบ จากนั้นเขาก็ทิ้งกระบี่ไว้แล้วหนีเตลิดไปอย่างหัวซุกหัวซุน เรื่องนี้ถือเป็นความโง่เขลาของเขาเอง”
“ในเมื่อเขาทำกระบี่หาย หากเจ้าปรารถนาจะทวงคืน ก็ควรไปไล่เบี้ยเอาจากเขา”
“แต่หากคิดจะมารับกระบี่เล่มใหม่ไปจากหอศาสตรา เจ้าต้องจ่ายหินปราณสิบก้อน... นี่คือกฎ!”
หยางสือจ้องหน้าเมิ่งฝานด้วยโทสะที่เดือดพล่านพลางเค้นเสียงเย็น “กระบี่ของข้ายังซุกซ่อนอยู่ที่เจ้าเห็น ๆ! ตามธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกระบี่ ใช้หินปราณเพียงสามก้อนเท่านั้น”
“การสับเปลี่ยนกระบี่ใช้เพียงสามก้อนนั้นถูกของเจ้า… ทว่ากระบี่ที่จะนำมาเปลี่ยนของเจ้าอยู่ที่ใดกันเล่า?” เมิ่งฝานย้อนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจว่ามันอยู่ที่เจ้า!”
เมิ่งฝานมองดูหยางสือด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“นั่นหมายความว่ายามนี้เจ้า ‘ไม่มี’ กระบี่อยู่ในมือ… เมื่อไม่มีกระบี่มายื่นหมูยื่นแมว ย่อมมิอาจเรียกว่าการสับเปลี่ยน แต่มันคือการ ‘ขอรับ’ กระบี่เล่มใหม่ ซึ่งต้องใช้หินปราณสิบก้อนขาดตัว”
หยางสือถลึงตาจ้องมองเมิ่งฝาน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดก่อนจะคำรามออกมา “เจ้ากล้าเล่นตลกกับข้าอย่างนั้นรึ?”
เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเพียงแต่ชี้แจงกฎเกณฑ์ของหอศาสตราให้เจ้าได้รับทราบเท่านั้น”
หยางสือตวาดลั่น “เจ้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ปลายแถว บังอาจเสียมารยาทต่อข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? รนหาที่ตายนักใช่ไหม!”
เมิ่งฝานเพียงแต่ส่ายหน้าช้า ๆ เขายังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหยางสือด้วยแววตาที่เยือกเย็นประดุจน้ำแข็ง
“ยามนี้ข้าคือศิษย์เฝ้ากระบี่แห่งหอศาสตรา” เมิ่งฝานย้ำสถานะตนเอง
“ต่อให้เป็นศิษย์เฝ้ากระบี่ เจ้ามันก็แค่เศษสวะวันยังค่ำ!”
ในจังหวะนั้นเอง ศิษย์พี่หลัวก็เดินอาด ๆ ออกมาจากห้องพัก พลางแผดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ “ส่งเสียงเอะอะอันใดกัน! ที่นี่คือหอศาสตรา มิใช่โรงอาหารที่จะมาตะโกนโหวกเหวกได้ตามใจชอบ!”
เขาสืบเท้าเข้ามาหาเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถาม “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
เมิ่งฝานจึงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังโดยละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่หยางเฟยเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนเมื่อวาน ทว่ากลับถูกเขาซ้อนแผนเอาชนะได้ จนอีกฝ่ายต้องทิ้งกระบี่หนีเตลิดและทำมันสูญหายไปเอง
เมื่อได้รับฟังจนจบ ศิษย์พี่หลัวก็ตวัดสายตาอันเย็นชาไปทางหยางสือ ก่อนจะเค้นเสียงกร้าว “กระบี่ของตนเองก็ควรจะดูแลรักษาให้ดี เหตุใดจึงเที่ยวส่งต่อให้ผู้อื่นมั่วซั่วเช่นนี้? ในเมื่อทำหายเองแล้วยังมีหน้ามาพาลรีพาลขวางใส่คนอื่นอีกรึ!”
หยางสือยังคงดื้อแพ่งโต้กลับอย่างไม่ลดละ “แต่… แต่กระบี่เล่มนั้นมันหายไปในเขตหอศาสตรานะขอรับ!”
ศิษย์พี่หลัวแค่นหัวเราะเสียงเย็น “มิต้องมาอ้างว่าหายที่ใด ในเมื่อเจ้าเป็นคนทำหายเอง เจ้าก็ต้องยืดอกรับผิดชอบผลที่ตามมา หากอยากได้เล่มใหม่ก็จงควักหินปราณออกมาสิบก้อน แต่ถ้าไม่มี… ก็รีบไสหัวไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเสีย!”
เมื่อจัดการกับคนนอกเสร็จ ศิษย์พี่หลัวก็หันมาเอ่ยกับเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงคาดโทษเล็ก ๆ “ส่วนเจ้าเองก็มีปัญหา… ใจอ่อนจนเกินไป! เมื่อวานไอ้หนูนั่นบังอาจถึงขั้นลงมือกับเจ้าในเขตหอศาสตรา ฮึ… ต่อให้เจ้าจะปลิดชีพมันทิ้งเสียตรงนี้ ก็หามีผู้ใดกล้าเอาผิดเจ้าไม่!”
แม้ประโยคนี้จะดูเหมือนการตักเตือนเมิ่งฝาน ทว่าหยางสือที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจจนเหงื่อเย็นผุดพรายไปทั่วร่าง
เขาสัมผัสได้ทันทีว่าชายชราผู้นี้มิได้เพียงแค่ข่มขู่… ทว่าพูดจริงทำจริง!
และที่สำคัญที่สุดคือ… เขากำลังหวาดกลัวคำขู่นั้นจนแทบสิ้นสติ!
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล หยางสือจึงมิกล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เขาทำได้เพียงหมุนตัวกลับและเดินจากไปในทันที
หากที่นี่มีเพียงเมิ่งฝานคนเดียว เขาคงกล้าโต้เถียงหรือใช้โวหารเข้าสู้ท้าทายศีลธรรมทว่ากับชายชราผู้ลึกลับที่ดูท่าทางมิใช่ตอไม้ที่ใครจะข้ามได้ง่าย ๆ ผู้นี้… การสงบปากสงบคำเพื่อมิให้ภัยมาถึงตัวย่อมเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า!
หลังจากแผ่นหลังของหยางสือลับสายตาไป เมิ่งฝานจึงเอ่ยถามศิษย์พี่หลัวด้วยความข้องใจ
“ศิษย์พี่หลัว… หากเมื่อวานข้าพลั้งมือสังหารหยางเฟยผู้นั้นไป ข้าจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์จากสำนักจริง ๆ หรือขอรับ?”
ศิษย์พี่หลัวยกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
เขาส่งสายตาไปทางทิศที่หยางสือเพิ่งเดินจากไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ไอ้หนู… เจ้าเพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่หอศาสตราได้มินาน ย่อมยังมิรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของสถานที่แห่งนี้ จำไว้ว่า… ผู้ใดที่บังอาจมาสร้างความวุ่นวาย ณ หอศาสตรา พวกมันผู้นั้นก็มิแตกต่างจากคนตายไปแล้วครึ่งตัว!”
“ข้าขอรับรองกับเจ้าได้เลยว่า วันหน้าหากมีผู้ใดมารนหาที่หรือก่อเรื่องในหอศาสตราอีก เจ้าจะฆ่าพวกมันทิ้งเสียก็ย่อมได้ หามีปัญหาใดตามมาไม่”
“อย่าว่าแต่เจ้าพวกศิษย์ปลายแถวเลย ต่อให้เป็น ‘หอคุมกฎ’ อันเกรียงไกรของสำนักซู่ซัน เมื่อต้องผ่านหน้าหอศาสตรา… พวกมันก็ยังต้องเดินอ้อมไปทางอื่นด้วยความยำเกรง!”
“แต่แน่นอน... เงื่อนไขสำคัญคือเจ้าต้องมีฝีมือแกร่งกล้าพอ ไม่เช่นนั้นหากเจ้าเป็นฝ่ายถูกฆ่าตายเสียเอง ก็คงมิมีที่ใดให้เจ้าไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมได้หรอกนะ”
คำกล่าวของศิษย์พี่หลัวเปรียบเสมือนเปลวเพลิงที่จุดประกายความตื่นเต้นให้พลุ่งพล่านไปทั่วทั้งใจของเมิ่งฝาน
เขามินึกมิฝันเลยว่า… การที่เขาถูกล่อลวงให้มาประจำการยังสถานที่อันตรายแห่งนี้ กลับกลายเป็นการมอบโอกาสให้เขาได้ ‘เกาะขาใหญ่’ ผู้มีอิทธิพลล้นพ้นโดยไม่รู้ตัว
ทว่า… ขาใหญ่ที่ว่านั้นหาใช่ศิษย์พี่หลัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่
แต่เป็นบุคคลลึกลับที่สถิตอยู่เบื้องบนหอศาสตรา ตามคำบอกเล่าของศิษย์พี่หลัว… นั่นก็คือ “ท่านผู้เฒ่าหลิน” นั่นเอง!
เพียงมินาน ตะวันก็ลาลับขอบฟ้า บานประตูใหญ่ของหอศาสตราถูกปิดลงอีกครั้งหนึ่ง
เมิ่งฝานเร้นกายกลับเข้าสู่ห้องพักและเริ่มต้นจารึก ‘เคล็ดวิชาลมหวนลี้ลับ’ ลงในห้วงจิตวิญญาณ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างเป็นทางการ ทำให้ในส่วนลึกของหัวใจอดมิได้ที่จะสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น
วิชาบำเพ็ญเพียรที่มีธาตุลมหนุนเสริมเช่นนี้ แม้อานุภาพในการทำลายล้างอาจมิได้โดดเด่นกร้าวแกร่งที่สุด ทว่าในด้านความเร็วนั้นกลับเหนือชั้นและว่องไวดุจภูตพราย
ซึ่งเพียงเท่านี้… เมิ่งฝานก็พึงพอใจมากแล้ว
เพราะหากเขาฝืนฝึกปรือ ‘วิชาปราณมูลฐานซู่ซัน’ ทั่วไป นอกจากพลังโจมตีจะอ่อนด้อยแล้ว ความเร็วในการโคจรปราณยังเชื่องช้าจนหาสิ่งใดมาเป็นข้อได้เปรียบมิได้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งลงสู่การบำเพ็ญอยู่นั้น ณ ตำแหน่งท้องน้อยของเมิ่งฝานพลันบังเกิดกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นมาอีกครั้ง
มันคือขุมพลังลึกลับที่ช่วยพัดพาและเร่งเร้าความเร็วในการฝึกตนของเมิ่งฝานให้ก้าวล้ำไปอย่างชัดเจน
หากพิจารณาตามความเป็นจริง ด้วยรากปราณระดับขยะที่เขามี การฝึกบำเพ็ญย่อมต้องเชื่องช้าประหนึ่งเต่าคลาน ต่อให้ตรากตรำฝึกฝนตลอดทั้งคืน ก็อาจมิเห็นผลลัพธ์ที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่นิดเดียว
ทว่าในยามนี้ ภายใต้การโหมโรงจากกระแสความอบอุ่นปริศนา เมิ่งฝานกลับสัมผัสได้อย่างถนัดถนี่ว่า เส้นปราณแท้ที่เคยบางเบาดุจเส้นไหมภายในร่างกาย กำลังค่อย ๆ หล่อหลอมและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง
ทว่าความรวดเร็วที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้กลับดำรงอยู่ได้เพียงช่วงครึ่งแรกของคืนเท่านั้น เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงหลังของราตรี อานุภาพเหล่านั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป
นั่นเป็นเพราะกระแสความอบอุ่นที่สะสมอยู่ ณ จุดตันเถียนของเมิ่งฝาน ได้ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นไปเสียแล้ว!
เมิ่งฝานลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตาของเขาฉายชัดถึงความปรารถนาที่ยังมิได้รับการเติมเต็มจนจุใจ
หลังจากได้สัมผัสกับสภาวะการฝึกปรือที่พุ่งทะยานราวกับปาฏิหาริย์ในช่วงต้นคืน การกลับมาเผชิญกับความเชื่องช้าอืดอาดในช่วงหลัง ก็ทำให้เขารู้สึกหดหู่และสิ้นหวังอยู่มิน้อย
“กระแสความอบอุ่นเหล่านั้น… เห็นได้ชัดว่าเป็นพลังลึกลับที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างทุกครั้งยามที่ข้าชักกระบี่ออกจากฝัก มินึกเลยว่าพวกมันจะส่งผลต่อการเร่งเร้าการบำเพ็ญเพียรได้ถึงเพียงนี้!”
พลันนั้น หัวใจของเมิ่งฝานก็กลับมาพองโตด้วยแรงปณิธาน เขาตัดสินใจในทันทีว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะเพิ่มพูนการทำความสะอาดกระบี่เป็นวันละสี่สิบเล่ม!
สิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวที่สุดคือการมองมิเห็นหนทางแห่งความหวัง ทว่ายามใดที่มีแสงสว่างรำไรปรากฏขึ้น ยามนั้นแรงผลักดันมหาศาลย่อมบังเกิดขึ้นตามมา
รุ่งสางวันถัดมา เมิ่งฝานเริ่มต้นภารกิจชำระล้างศาสตราด้วยความกระปรี้กระเปร่า
ทว่าเมื่อมาถึงกระบี่เล่มที่สิบสาม กลิ่นอายสังหารอันเยือกเย็นที่มิได้สัมผัสมานานวันก็พลันประทุขึ้นมาอีกครั้ง!
เดิมทีในการเลือกกระบี่ เมิ่งฝานมักจะจงใจหลีกเลี่ยงเล่มที่มีรังสีคุกคามอันทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด โดยวางแผนไว้ว่ารอให้ตนเองแกร่งกล้ากว่านี้จึงค่อยมาจัดการ ทว่าโชคชะตามักมีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเสมอ
บางครา… กระบี่ที่รูปลักษณ์ภายนอกดูธรรมดาสามัญ กลับซุกซ่อนอำนาจอาฆาตอันอำมหิตไว้ภายในอย่างมิดชิด
ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะเป็นเพียงเหล็กธรรมดา หากได้ดื่มเลือดสด ๆ และปลิดชีพคนมามากพอ มันย่อมถูกย้อมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและไอสังหารอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ประหนึ่ง ‘กระบี่ไป๋เย่’ ที่เขาเคยชำระล้างก่อนหน้านี้… ศาสตราที่ครั้งหนึ่งเคยลือกันว่าเป็นกระบี่คู่กายเล่มแรกในวัยเยาว์ของ ‘หย่งเยี่ยเสินโหว’ ผู้เกรียงไกร!
ศาสตราที่เมิ่งฝานกำลังชำระล้างอยู่ในยามนี้ มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับ ‘กระบี่ไป๋เย่’ มิผิดเพี้ยน… หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก มันกลับดูสามัญธรรมดาจนแทบไร้จุดเด่น ทว่าความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นคือมันเคยผ่านการเข่นฆ่าสังหารมานับครั้งไม่ถ้วน และถูกย้อมด้วยโลหิตของศัตรูมามากมายเหลือคณานับ!
[นามแห่งกระบี่ : เฟิงเฮย (ลมทมิฬ)]