วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 83 ง่ายมาก เจ้าก็แค่เข้าสู่ ‘สภาวะคุกคาม’ ให้ได้ก็พอ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 83 ง่ายมาก เจ้าก็แค่เข้าสู่ ‘สภาวะคุกคาม’ ให้ได้ก็พอ
บทที่ 83 ง่ายมาก เจ้าก็แค่เข้าสู่ ‘สภาวะคุกคาม’ ให้ได้ก็พอ
จากอสูรกระทิงทั้งหมดสิบห้าตัว สิบสองตัวสิ้นใจภายใต้คมกระบี่ของเมิ่งฝาน อีกสองตัวเป็นผลงานของหลี่เสวี่ยโหรว ส่วนหลิวเยียนผิงนั้นสังหารไปเพียงตัวเดียว
ทว่าอสูรตัวเดียวนั้น หากจะกล่าวกันตามตรง ก็แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นผลงานของนางด้วยซ้ำ
“ข้าไม่สน! ในเมื่อข้าเป็นคนขุดมันออกมา มันก็ต้องเป็นของข้า! ถ้าเจ้าอยากได้นัก ก็เอาแก่นอสูรตัวอื่นมาแลกสิ”
เด็กสาวผู้นี้ยังคงติดใจเรื่องแก่นอสูรไม่หาย ในใจลอบตัดพ้อเมิ่งฝานที่มอบแก่นอสูรระดับสูงให้หลี่เสวี่ยโหรวแต่กลับมองข้ามหน้านางไปเสียได้ ‘ช่างขี้เหนียวเหลือเกิน!’ นางบ่นพึมพำในใจ
เมิ่งฝานเพียงยกยิ้มบาง ๆ เขาไม่ได้ยึดติดกับแก่นอสูรเหล่านี้นัก เพราะก่อนจะก้าวเข้าสู่ดินแดนอสูร ท่านผู้เฒ่าหลิน เคยกำชับไว้ว่า สำหรับเมิ่งฝานแล้ว ‘พลังวิญญาณ’ ที่ไหลเวียนอยู่ในกายอสูรนั้นมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า ส่วนแก่นอสูรเป็นเพียงวัสดุชั้นดีในการหลอมศาสตราเท่านั้น
เมื่อเห็นหลิวเยียนผิงยังคงอาลัยอาวรณ์แก่นอสูรของวัวหน้าคน เมิ่งฝานจึงสะบัดมือโยนมันให้นางไปเสีย สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่า ‘หยก’ ที่ซ่อนอยู่ในท้องอสูรตนนั้น มีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าแก่นอสูรเม็ดนี้หลายเท่าตัวนัก
หลิวเยียนผิงรีบคว้าแก่นอสูรมาไว้ในมือ ใบหน้าฉายแววปลื้มปริติประหนึ่งได้รับลาภลอยก้อนใหญ่ ส่วนเมิ่งฝานแม้ใบหน้าจะดูเรียบเฉย ทว่าในใจก็ลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจไม่ต่างกันที่ได้ของล้ำค่ามาครอง
ส่วนใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายได้กำไรจริง ๆ คงต้องรอให้ท่านผู้เฒ่าหลินพิสูจน์หยกชิ้นนี้เสียก่อน
“ศิษย์พี่เมิ่ง ข้าขอร่วมเดินทางไปกับทีมของพวกท่านได้หรือไม่?” หวังจิ่วหยวน เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
เขาประจักษ์แจ้งแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือ ‘เสาหลัก’ และผู้มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดของกลุ่มนี้!
เมิ่งฝานปรายตามองหวังจิ่วหยวนพลางยิ้มเย้า “เราต่างเป็นศิษย์ร่วมสำนัก หากเจ้าดึงดันจะตามมา ข้าคงไม่ใจร้ายถึงขั้นขับไล่ไสส่งหรอก แต่เจ้าต้องเตรียมใจไว้หน่อยนะ เพราะการติดตามพวกเรา เจ้าอาจจะไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย… เพราะข้าคงไม่เหลือโอกาสให้เจ้าได้ออกโรงแน่”
หวังจิ่วหยวนยิ้มร่าพลางตอบอย่างไม่ถือตัว “แบบนั้นแหละที่ข้าต้องการ! ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อเปิดหูเปิดตา ไม่ได้หวังลาภยศอันใด การได้ร่วมทางกับพวกท่านทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยที่สุดแล้ว”
“ตามใจเจ้าเถอะ” เมิ่งฝานตอบรับสั้น ๆ
เขายังจำได้ดีว่าตอนที่พบกันครั้งแรก หวังจิ่วหยวนผู้นี้วางท่าทีเย็นชา สูงส่ง วางอำนาจบารมีผ่านสายตาโดยไม่ปริปากพูดแม้แต่น้อย ทว่าผ่านไปเพียงไม่ถึงสิบห้านาที ภาพพจน์ผู้สูงศักดิ์ที่เจ้าตัวเพียรสร้างกลับพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
รอยยิ้มประจบประแจงที่ปรากฏบนใบหน้าเขาในยามนี้ ไม่มีเค้าลางของความถือดีในอดีตหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว!
“ศิษย์พี่เมิ่ง กระบวนดาบที่ท่านใช้เมื่อครู่ ดูคล้ายกับ ‘เจตนาสังหารอสูร’ ใช่หรือไม่? เหตุใดอานุภาพของมันถึงได้รุนแรงและล้ำลึกถึงเพียงนี้?” หวังจิ่วหยวนนึกถึงภาพการสะบัดดาบปลิดชีพวัวหน้าคน จึงเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้อย่างยิ่ง
ตัวเขาเองก็ฝึกฝน ‘วิชากระบี่สังหารอสูร’ มาเช่นกัน ซึ่งถือเป็นวิชาพื้นฐานบังคับที่ศิษย์สำนักซู่ซันทุกคนต้องผ่านหูผ่านตา ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นวิชาที่ใช้บ่มเพาะเจตนาแห่งกระบี่ได้ง่ายที่สุด หวังจิ่วหยวนมั่นใจว่าตนเองก็มีเจตนาสังหารอสูรที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง แต่เมื่อนำไปเปรียบกับดาบของเมิ่งฝานเมื่อครู่ พลังของเขากลับดูต้อยต่ำราวกับแสงหิ่งห้อยที่หาญกล้าแข่งกับแสงตะวัน
ด้วยความกระหายในวิชา เขาจึงไม่ลังเลที่จะขอคำชี้แนะ
“ความจริงแล้ว หากเจ้าต้องการบรรลุถึงอานุภาพเช่นที่ข้าแสดงให้เห็น มันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก” เมิ่งฝานตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ
“ศิษย์พี่โปรดเมตตา ชี้แนะผู้น้องด้วยเถิด!” หวังจิ่วหยวนรีบรับคำอย่างไม่อายปาก
เจ้าหมอนี่ช่างปรับตัวเก่งนัก เดี๋ยว ‘ศิษย์พี่’ เดี๋ยว ‘ผู้น้อง’ อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ตามทำเนียบสำนักแล้ว เมิ่งฝานที่เป็นศิษย์เฝ้าหอแลกเปลี่ยนกระบี่นั้น มีสถานะเทียบเท่าศิษย์ฝ่ายนอกเท่านั้น ส่วนหวังจิ่วหยวนมีฐานะสูงกว่า หากนับกันตามจริงเขาควรจะเป็นฝ่ายถูกเรียกว่าพี่เสียด้วยซ้ำ!
ทว่าเมิ่งฝานก็หาได้แยแสความจริงข้อนั้นไม่ การถูกผู้อื่นเรียกว่า ‘พี่’ ย่อมรื่นหูกว่าถูกเรียกว่า ‘น้อง’ เป็นไหน ๆ
“ที่ข้าใช้ไปเมื่อครู่ หาใช่เพียงเจตนาแห่งดาบไม่ แต่มันคือ ‘สภาวะคุกคามสังหารอสูร’ ดังนั้นที่ข้าบอกว่ามันง่าย ก็เพราะเจ้าแค่บ่มเพาะสภาวะคุกคามนี้ให้สำเร็จก็พอแล้ว” เมิ่งฝานกล่าวทิ้งท้ายด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
ง่าย… อย่างนั้นหรือ?
หวังจิ่วหยวนถึงกับเป็นใบ้ไปชั่วขณะ สมองสั่งการไม่ถูก
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าคำว่า ‘สภาวะคุกคาม’ กับคำว่า ‘ง่าย’ จะสามารถมาบรรจบกันได้อย่างไรในโลกใบนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังที่ดูไม่เหมือนการล้อเล่นของเมิ่งฝาน มันยิ่งทำให้เขารู้สึกสงสัยในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองขึ้นมาทันที
หรือว่าสำหรับอัจฉริยะแล้ว การเข้าถึงสภาวะคุกคามจะง่ายดายดุจการพลิกฝ่ามือจริง ๆ?
“ศิษย์พี่เมิ่ง! หากคราวหน้าเจออสูรวัวหน้าคนแบบนั้นอีก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าบ้างนะ!”
หลี่เสวี่ยโหรว ที่เพิ่งจัดการเก็บกวาดแก่นอสูรเสร็จ เดินเข้ามาสมทบพร้อมเอ่ยปากอย่างกระตือรือร้น
ดูเหมือนวิญญาณนักสู้ของแม่นางน้อยผู้นี้จะถูกจุดติดเสียแล้ว
“ได้สิ หากพบมันอีก ข้าจะยกให้เจ้า” เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำ
จากการทดสอบด้วยคมดาบเมื่อครู่ เขาประเมินได้แล้วว่าแม้วัวหน้าคนจะแข็งแกร่งกว่าอสูรกระทิงทั่วไปหลายเท่า แต่ด้วยฝีมือระดับหลี่เสวี่ยโหรว นางย่อมรับมือและสยบมันได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นหากเจออสูรกระทิงแบบนี้อีก ข้าก็ขอลองบ้างนะ” หลิวเยียนผิง รีบเอ่ยสมทบขึ้นทันควัน
ในเมื่อนางแย่งลำดับแรกกับหลี่เสวี่ยโหรวไม่ได้ อย่างน้อยนางก็ขอจองคิวลำดับถัดไปก็ยังดี
เมิ่งฝานปรายตามองหลิวเยียนผิงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนอารมณ์ว่า “เจ้าจะลองอะไร ลองดูว่าตัวเองจะไปเยือนปรโลกด้วยท่าไหนอย่างนั้นหรือ?”
ความจริงที่ว่าเมิ่งฝานใช้เพียงดาบเดียวปลิดชีพวัวหน้าคนได้นั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของอสูรตัวนี้ดูอ่อนแอและโง่เขลาจนน่าขัน แต่ในความเป็นจริง ‘มิโนทอร์’ ตนนี้หาได้กระจอกงอกง่อยไม่
สำหรับหลิวเยียนผิง การจะเอาชนะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย หากต้องดวลกันตัวต่อตัว แม้นางจะไม่ถึงขั้นถูกมันสังหาร แต่โอกาสที่จะบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่ายนั้นมีสูงยิ่งนัก และหากนางได้รับบาดเจ็บขึ้นมา พวกเขาก็ต้องเสียเวลามาคอยดูแลประคบประหงม ซึ่งเมิ่งฝานมองว่านั่นเป็นเรื่องยุ่งยากที่เขาไม่อยากเผชิญที่สุด!
“เมิ่งฝาน นี่เจ้าดูถูกข้าชัด ๆ!” หิวเยียนผิงแผดเสียงด้วยความโมโห
เมิ่งฝานพยักหน้ายอมรับหน้าตาย โดยไม่มีท่าทีจะโต้แย้งหรือรักษาน้ำใจแม้แต่นิดเดียว
หลิวเยียนผิงโกรธจนตัวสั่นทว่ากลับจนปัญญาจะโต้กลับ เพราะไม่ว่านางจะสรรหาคำพูดใดมาโจมตีเขา มันก็ไม่อาจลบเลือนความจริงที่ว่า ในกลุ่มคนทั้งหมดที่ยืนอยู่ตรงนี้ นางคือคนที่อ่อนแอที่สุด
เมิ่งฝานเห็นท่าทางฟึดฟัดของนางจึงเอ่ยเสนอทางเลือกให้ “เอาแบบนี้ไหมล่ะ? หากเจ้าอยากจะสังหารมิโนทอร์เพื่อระบายโทสะนัก คราวหน้าข้าจะอัดมันให้ปางตายจนลุกไม่ขึ้นก่อน แล้วค่อยให้เจ้าเป็นคนลงดาบสุดท้ายปิดฉาก แบบนี้เจ้าพอใจหรือไม่?”
“นี่เจ้ากำลังดูถูกข้าในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเดิมอีกนะ!” หลิวเยียนผิงส่ายหน้ากุมขมับ
“ก็เจ้ามันอ่อนแอ!” เมิ่งฝานยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเลิกสนใจนางไปเสียดื้อ ๆ เขารู้นิสัยของแม่นางผู้นี้ดีว่านางเป็นคนใสซื่อและไร้เดียงสา ต่อให้โกรธจนฟ้าถล่ม อย่างมากก็แค่สามนาทีเดี๋ยวก็ลืมแล้ว
พริบตาต่อมา ทั้งสี่คน รวมสมาชิกใหม่ที่เดินตามต้อย ๆ อย่างหวังจิ่วหยวน ก็เริ่มขยับฝีเท้า มุ่งหน้าลึกเข้าไปในพงไพรต้องมนต์อันดำมืดอีกครั้ง
ยามนี้กลุ่มนักล่าอสูรได้ขยายจำนวนเป็นสี่คนอย่างเป็นทางการ
หวังจิ่วหยวน วิ่งตามหลังกลุ่มของเมิ่งฝานด้วยท่าทางร่าเริงผิดกับตอนแรกอย่างลิบลับ เขาพยายามหาจังหวะสอดแทรกบทสนทนา คอยชวนหลิวเยียนผิง หลี่เสวี่ยโหรว และเมิ่งฝานคุยอยู่ตลอดเวลา
เขาใช้วิธีทักทายเรียงตัวทีละคน หากคนนี้ไม่ตอบเขาก็แค่หันไปหาอีกคน การ ‘เป็นฝ่ายเริ่มสนทนา’ คือกลยุทธ์พื้นฐานที่สุดในการผูกมิตร และดูเหมือนเขาก็ไม่ได้ยี่หระหากไม่มีใครสนใจ ขอเพียงแค่ตัวเขาเองไม่รู้สึกอึดอัดใจก็เป็นอันใช้ได้
ผ่านไปราวสิบนาที เมิ่งฝานก็สังเกตเห็นกลุ่มศิษย์สำนักซู่ซันอยู่เบื้องหน้า
อันที่จริงจะเรียกว่า ‘กลุ่ม’ ก็ดูจะยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย เพราะพวกเขามีกันเพียงสี่คนเท่านั้น
“นั่นศิษย์พี่ซุน ศิษย์พี่หยาง ศิษย์พี่หลิว และก็ศิษย์น้องจางนี่นา” หวังจิ่วหยวนรีบเอ่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้น
เมิ่งฝานปรายตามองหวังจิ่วหยวนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ‘เจ้าหมอนี่รู้จักคนไปทั่วสำนักซู่ซันเลยหรืออย่างไร?’ แต่เมื่อนึกถึงนิสัยช่างจ้อที่เห็นตลอดทางที่ผ่านมา เมิ่งฝานก็เริ่มเข้าใจว่าการที่คนแบบนี้จะมีคนรู้จักเยอะก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เมิ่งฝานสังเกตเห็นลำดับขั้นจากคำเรียกขานของหวังจิ่วหยวน ในบรรดาสี่คนนั้น มีสามคนที่ฐานะสูงกว่าจนถูกเรียกว่า ‘พี่’ แต่มีเพียงคนเดียวที่ถูกเรียกว่า ‘น้อง’ เห็นได้ชัดว่าศิษย์น้องจางผู้นี้คงเป็นศิษย์รุ่นหลังที่ยังไม่มีชื่อเสียงเรียงนามเท่าใดนัก
“แปลกจริง ทำไมข้างกายพวกเค้าถึงมีผู้หญิงอีกคนอยู่ด้วยล่ะนั่น?” หวังจิ่วหยวนพึมพำด้วยความสงสัย
เมื่อคนทั้งสี่เดินเข้าไปใกล้จนระยะสายตาชัดเจนขึ้น พวกเขาก็พบว่าท่ามกลางวงล้อมของศิษย์พี่ทั้งสี่คนนั้น มีหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่
นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ท้าทายความมืดมิดของป่า และที่สำคัญชุดที่นางสวมใส่นั้นไม่ใช่เครื่องแบบของสำนักกระบี่ซู่ซันแต่อย่างใด!