วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 89 มนุษย์ในคราบอสูร และความล้ำค่าของแก่นวิญญาณ
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 89 มนุษย์ในคราบอสูร และความล้ำค่าของแก่นวิญญาณ
บทที่ 89 มนุษย์ในคราบอสูร และความล้ำค่าของแก่นวิญญาณ
แม้ ‘แก่นวิญญาณอสูร’ จะวิวัฒนาการมาจากแก่นอสูรทั่วไป ทว่าคุณประโยชน์ของมันกลับเหนือชั้นกว่ากันหลายขุม หากแก่นอสูรเปรียบเสมือนวัสดุชั้นดีในการถลุงศาสตรา แก่นวิญญาณอสูรก็คือวัตถุดิบระดับตำนานสำหรับการกลั่นโอสถทิพย์!
โดยเฉพาะการนำไปกลั่นเป็น ‘โอสถเทียนซิน’ หรือ ‘โอสถเทียนหุน’ แก่นวิญญาณเพียงหนึ่งเม็ด สามารถสกัดเป็นโอสถเทียนซินได้ถึงสิบเม็ด ทว่าหากจะกลั่นเป็นโอสถเทียนหุน กลับทำได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น
โอสถเทียนซินนั้นช่วยหนุนนำให้นักพรตหลอมรวมพลังจิตวิญญาณให้เป็นรูปร่าง แต่โอสถเทียนหุนกลับล้ำค่ายิ่งกว่า เพราะมันช่วยให้ดวงวิญญาณก่อกำเนิดเป็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์ ยอดฝีมือใน ‘ระดับรวมแก่น’ ต่างพร้อมจะสู้ถวายหัวเพียงเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง!
เมิ่งฝานเก็บแก่นวิญญาณของพญางูขาวไว้อย่างทะนุถนอม สิ่งนี้เมื่อกลับไปถึงสำนัก ย่อมแลกเป็นศิลาวิญญาณได้มหาศาล นอกจากแก่นวิญญาณแล้ว เขายังไม่ลืมที่จะควัก ‘ดีงู’ ออกมาด้วย มันคือวัตถุดิบปรุงยาถอนพิษชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง ย่อมต้องเก็บรวบรวมไปให้สิ้น
จากนั้น ชายหนุ่มจึงเริ่มกระบวนการดูดซับกลิ่นอายวิญญาณจากซากอสูร เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วธูปดับเพื่อหลอมรวมพลังของพญางูขาวเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ ‘กายแท้จอมอำนาจ’ รุดหน้าเข้าใกล้ระดับที่สี่เข้าไปทุกที
หากได้อสรพิษระดับนี้อีกสักตัว ข้าคงทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นที่สี่ได้อย่างไร้อุปสรรค!
ส่วนซากอสูรหัวโคที่เหลือ พลังวิญญาณในร่างของพวกมันเริ่มสลายตัวไปเกือบหมด เมิ่งฝานจึงดูดซับไว้อย่างเสียไม่ได้ เพราะหากเทียบกับพญางูขาวแล้ว พลังของเจ้าพวกนี้แทบไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึงเลยสักนิด
เวลาล่วงเลยไปพักใหญ่ ในที่สุดอสูรหัวโคทั้งสามที่หลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวรับมืออยู่ก็สิ้นฤทธิ์ลง
หลิวเยียนผิง ตกอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาภรณ์ขาดวิ่นจนเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดในบางจุด นางหอบหายใจอย่างหนักพลางถลึงตาใส่เมิ่งฝานด้วยความขุ่นเคือง
“เจ้านั่งดูดซับพลังฝึกปรืออยู่ที่นั่นอย่างสบายใจ แต่กลับไม่คิดจะขยับกายมาช่วยพวกข้าสักนิดเลยหรือ?”
เมิ่งฝานตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าแฝงความจริงจัง “นั่นเป็นเพราะข้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าพวกเจ้าทั้งสองสามารถจัดการพวกมันได้ หากข้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปสอดมือ ย่อมเป็นการดูแคลนความสามารถของพวกเจ้า… หรือว่าพวกเจ้าอยากให้ข้ามองข้ามศักดิ์ศรีของพวกเจ้ากันล่ะ?”
เมื่อได้ยินข้ออ้างที่บิดเบือนเหตุผลอย่างหน้าด้าน ๆ หลิวเยียนผิงถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความโมโหจนพูดไม่ออก!
หลี่เสวี่ยโหรว มิได้เอ่ยคำทัดทานใดต่อคำกวนประสาทของเมิ่งฝาน นางทำเพียงก้มหน้าก้มตาใช้กระบี่ขุดเอาแก่นอสูรออกจากซากวัวหน้าคนอย่างเงียบเชียบ เมื่อ หลิวเยียนผิง เห็นดังนั้นจึงรีบทำตามทันที นางตั้งใจจะเก็บกวาดแก่นอสูรจากซากที่เมิ่งฝานสังหารทิ้งไว้ก่อนหน้าเพื่อเป็นการ ‘เอาคืน’ และระบายความขุ่นเคืองในใจ
ทางด้านเมิ่งฝาน เขาฉวยจังหวะนี้ดูดซับกลิ่นอายวิญญาณจากซากอสูรสามตัวสุดท้าย แม้พลังที่เหลืออยู่จะน้อยนิดจนเขาเปรียบเปรยว่าเป็นเพียง ‘ขาของยุง’ แต่สำหรับเขามันก็ยังเป็นเนื้อหนังที่มิต้องการทิ้งให้สูญเปล่า ส่วนพวกอสูรวัวชั้นต่ำทั่วไปในยามนี้ในสายตาของเขามันไม่มีค่าแม้แต่จะเป็นเศษฝุ่นด้วยซ้ำ!
“ศิษย์พี่เมิ่ง ในกระท่อมอีกสองหลังมีสิ่งใดซ่อนอยู่หรือ?” หลี่เสวี่ยโหรวถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลังจากเก็บกวาดแก่นอสูรเสร็จสิ้น ครานี้นางไม่ได้ยื่นแก่นอสูรให้เขาเหมือนทุกที เพราะรู้ดีว่าต่อให้ยื่นไปเมิ่งฝานก็คงปฏิเสธอย่างไม่ใยดีเช่นเคย
หลิวเยียนผิงเองก็สาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจ กระท่อมหลังที่สามนั้นทุกคนประจักษ์แล้วว่ามันคือรังของพญางูขาว แต่หลังที่หนึ่งและสองยังคงเป็นปริศนาที่น่าค้นหา
“หากพวกเจ้าใคร่รู้นัก เหตุใดไม่ลองไปสำรวจดูด้วยตาตนเองเล่า?” เมิ่งฝานกล่าวพลางคลี่ยิ้มบาง
สองสาวสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าไปยังกระท่อมไม้ พวกนางรู้ดีว่าในเมื่อเมิ่งฝานปล่อยให้เดินเข้าไปเองเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าภายในนั้นไร้ซึ่งอันตราย หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่พวกนางรับมือได้อย่างแน่นอน
ทั้งสองเคียงบ่าเคียงไหล่มาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อมหลังแรก ทันทีที่ผลักบานประตูออก แววตาของพวกนางก็สั่นไหวด้วยความตกตะลึง ทว่าในพริบตาถัดมา หลี่เสวี่ยโหรวกลับกระชากกระบี่ออกจากฝัก ตั้งท่าเตรียมปลิดชีพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทันที!
นั่นเป็นเพราะนางเห็นเด็กน้อยสามคนนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ภายใน และนางจำได้แม่นยำว่าเมิ่งฝานเคยกล่าวไว้ในป่าแห่งนี้ นอกจากศิษย์ซู่ซันแล้วย่อมไม่มีมนุษย์อื่นใดอาศัยอยู่!
สัญชาตญาณสั่งการให้นางเชื่อว่า เด็กเหล่านี้ต้องเป็น ‘ปีศาจจำแลง’ ที่แปลงกายมาเพื่อตบตาและลอบทำร้ายอย่างแน่นอน และหากเป็นเช่นนั้น นางต้องสังหารพวกมันให้สิ้นซาก!
เมื่อเห็นคมกระบี่วาววับ เด็กทั้งสามก็หวาดผวาจนตัวสั่น วิ่งเข้ามากอดกันกลมพลางร้องไห้โฮด้วยความรันทด ทว่าหลี่เสวี่ยโหรวกลับมีสีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง นางคิดว่านี่เป็นเพียงเล่ห์กลของปีศาจจิ้งจอกที่พยายามล่อลวงให้นางใจอ่อน ยิ่งพวกมันร้องไห้ดูน่าเวทนาเพียงใด ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าปีศาจตนนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายเพียงนั้น
นางวาดกระบี่ออกไปอย่างอำมหิตไร้ความเมตตา หมายจะบั่นคอเด็กทั้งสามให้ขาดกระเด็น!
เมิ่งฝานที่เฝ้ามองอยู่ด้านหลังถึงกับใจหายวาบเมื่อเห็นหลี่เสวี่ยโหรวลงมือจริงจัง เขาเร่งใช้วิชาตัวเบา ‘สายใยหิมะล่องลม’ ทะยานร่างออกไปดุจเงาพราย
ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะสับลงบนร่างเด็กน้อย เมิ่งฝานก็พุ่งมาถึงพอดี เขาชูนิ้วขึ้นหนีบใบกระบี่ของหลี่เสวี่ยโหรวไว้มั่นด้วยเพียงสองนิ้ว
ในดินแดนอสูรที่พลังฝึกปรือถูกกดทับเช่นนี้ คงไม่มีศิษย์ซู่ซันคนใดกล้าบ้าบิ่นพอที่จะใช้มือเปล่ารับกระบี่ของหลี่เสวี่ยโหรวโดยตรงเช่นนี้แน่ แม้แต่ตัวหลี่เสวี่ยโหรวเองยังสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ นางกลัวจนหน้าถอดสีว่าแรงเหวี่ยงของตนจะตัดนิ้วของเมิ่งฝานจนขาดสะบั้น
“ศิษย์พี่เมิ่ง! ท่านบ้าไปแล้วหรือ!!?” หลี่เสวี่ยโหรวแผดเสียงหลงด้วยความโกรธระคนหวาดกลัว
หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก หากนิ้วของเขาต้องสูญเสียไปด้วยน้ำมือของนาง นางคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ไปชั่วชีวิต!
“เจ้าต่างหากที่บ้าไปแล้ว!” เมิ่งฝานตวาดกลับด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยโทสะ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ เจ้ายังตัดใจลงมือสังหารได้ลงคอเชียวหรือ? เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่!”
เมื่อต้องเผชิญกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของเมิ่งฝาน หลี่เสวี่ยโหรวถึงกับยืนเซ่อตะลึงงัน เดิมทีนางปักใจเชื่อมาตลอดว่าเด็กเหล่านี้คืออสูรจำแลงกาย ทว่าปฏิกิริยาที่รุนแรงของเมิ่งฝานกลับกระชากให้นางตื่นจากความโง่เขลาในทันที
“พะ พวกเขา มิใช่อสูรหรอกหรือ?” หลี่เสวี่ยโหรวเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ ความจริงนางรู้คำตอบดีอยู่แก่ใจแล้ว แต่ที่ถามออกไปก็เพียงเพื่อหวังจะกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนใจของตนเองเท่านั้น
เมิ่งฝานถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ “พวกเขาไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรานี่แหละ”
“ก็ก่อนหน้านี้ ท่านเป็นคนบอกพวกข้าเองมิใช่หรือ ว่าในป่าแห่งนี้ นอกจากศิษย์สำนักซู่ซันแล้ว ย่อมไม่มีทางมีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ หากพบเจอผู้ใด ย่อมเป็นอสูรจำแลงมาแน่นอน!” หลี่เสวี่ยโหรวเริ่มพยายามขุดเอาคำพูดเก่าของเขาขึ้นมาหักล้างเพื่อหาทางลงให้ตนเอง
เมิ่งฝานยิ้มขมขื่นพลางตอบว่า “ข้าพูดเช่นนั้นจริง ทว่าใครจะไปคาดคิดล่ะว่า พวกอสูรเหล่านี้จะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นลักพาตัวเด็กมนุษย์จากโลกภายนอกเข้ามาในที่แห่งนี้?”
ชายหนุ่มยอมรับความผิดพลาดในใจลึก ๆ ว่าเขาเองก็ประเมินสถานการณ์และพูดอย่างมั่นใจจนเกินไป
“แต่พวกมันจะลักพาตัวเด็กเหล่านี้มาเพื่อสิ่งใดกัน?” หลี่เสวี่ยโหรวยังคงไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพวกอสูร
หากเมิ่งฝานมิได้เห็นเศษกระดูกเด็กที่แตกหักเกลื่อนกราดอยู่ในรังของพญางูขาวด้วยตาตนเอง เขาก็คงมิอาจทำใจให้เชื่อได้เช่นกัน
เขาถอนหายใจยาวด้วยความรันทดใจก่อนจะเอ่ยความจริงที่แสนโหดร้ายออกมา
“เด็กพวกนี้ถูกพวกอสูรวัวจับมาเพื่อใช้เป็น ‘อาหาร’ ให้พญางูขาว”
มนุษย์! อาหาร!
เมื่อคำสองคำนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งย่อมบังเกิดความรู้สึกอึดอัด คลื่นเหียน และโกรธแค้นขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“น่าตายนัก! เจ้าเดรัจฉานพวกนี้!!” หลี่เสวี่ยโหรวแผดเสียงคำรามด้วยโทสะอันคลุ้มคลั่ง จนเด็กน้อยทั้งสามในกระท่อมสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดผวาอีกครั้ง
นางพุ่งตรงไปยังซากของพญางูขาวที่ขาดเป็นสองท่อน แล้วกระหน่ำฟาดฟันกระบี่ลงบนซากไร้วิญญาณนั้นอย่างบ้าคลั่ง เพื่อระบายความอัดอั้นและโกรธแค้นที่สุมอยู่ในอก
เมิ่งฝานส่ายหัวเบา ๆ พลางมองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนใจ เขาหันไปหาหลิวเยียนผิงแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่หลิว รบกวนท่านช่วยเข้าไปปลอบประโลมเด็ก ๆ พวกนั้นหน่อยเถิด ศิษย์น้องเสวี่ยโหรวทำพวกเขาเสียขวัญไปมากแล้ว คงมิอาจรับผิดชอบหน้าที่นี้ได้อีกต่อไป”
“ได้เลย ข้าจัดการเอง!” หลิวเยียนผิงผู้มีความเมตตาเป็นทุนเดิมรีบตอบรับทันที นางรีบก้าวเข้าไปหาเด็กน้อยทั้งสามด้วยความเวทนาและเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุด