วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 127 มาถึงเมืองเจิ้นหนาน เด็กสาวในห้องพัก
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 127 มาถึงเมืองเจิ้นหนาน เด็กสาวในห้องพัก
ณ เมืองเจิ้นหนาน ภายในห้องทำงานของสมาคมผู้ฝึกยุทธ์
‘หนานหวัง’ ในชุดเกราะทมิฬนั่งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะทำงาน นิ้วมือหยาบกร้านลูบคลำม้วนหยกชิ้นเล็กไปมาอย่างเชื่องช้า
นัยน์ตาของเขาดำมืดลึกล้ำสุดหยั่งคาด ยากจะเดาความคิดอ่าน
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะ ก่อนที่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจะผลักประตูเดินเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมขั้นสุด
“ท่านหนานหวังครับ การจัดเตรียมสอบจำลองเสร็จสิ้นแล้ว อัจฉริยะจากมณฑลต่างๆ ใกล้จะเดินทางมาถึง พวกเราควรเริ่มจัดโต๊ะต้อนรับเลยหรือไม่ครับ?”
หนานหวังเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นี้ ไม่เห็นต้องถ่อมารายงานฉันเลยนี่”
ชายวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว
“ทว่า… ปีนี้สถานการณ์แตกต่างไปจากเดิมนิดหน่อยครับ เพราะมีอัจฉริยะบางส่วนจาก ‘หมัวตู’ และ ‘จิงตู’ เดินทางมาที่เมืองเจิ้นหนานด้วย”
ประกายแสงวาบผ่านนัยน์ตาหนานหวังทันที มือที่กำลังลูบคลำม้วนหยกชะงักกึก เขาค่อยๆ ตวัดสายตามองลูกน้องแล้วเอ่ยถาม
“พวกหมัวตูกับจิงตูงั้นเหรอ? พวกมันถ่อมาทำบ้าอะไรที่นี่?”
สีหน้าของหนานหวังฉายแววสนใจใคร่รู้ ต้องเข้าใจก่อนว่า พวกอัจฉริยะจากจิงตูกับหมัวตูล้วนเป็นพวกหยิ่งผยองจองหอง เบื้องหลังของพวกมันต่างมีบิ๊กเบิ้มแห่งต้าเซี่ยคอยหนุนหลัง ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีตัวตนระดับที่ทัดเทียมกับเขารวมอยู่ด้วย
สำหรับพวกเด็กเมื่อวานซืนเหล่านี้ หนานหวังจะเมินเฉยไม่แยแสก็ย่อมได้ ทว่าเขากลับอดไม่ได้ที่จะต้องคาดเดาถึงจุดประสงค์แอบแฝงของกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน
ชายวัยกลางคนอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “ดูเหมือนว่า… พวกมันต้องการจะเข้าร่วมการสอบจำลองของภูมิภาคใต้ครับ?”
“โห?”
หนานหวังเลิกคิ้วสูง ความสนใจบนใบหน้ายิ่งพุ่งทะยาน
“ถ่อมาสอบจำลองที่ภูมิภาคใต้เนี่ยนะ? ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ ถ้าจำไม่ผิด พวกหมัวตูกับจิงตูไม่จำเป็นต้องสอบจำลองด้วยซ้ำนี่นา แล้วปีนี้มันนึกครึ้มเกิดบ้าอะไรขึ้นมา?”
ชายวัยกลางคนรีบอธิบาย “สาเหตุน่าจะมาจาก... เด็กที่เป็นลูกศิษย์ของราชันพิฆาตมังกรคนนั้นครับ”
สิ้นคำ นัยน์ตาของหนานหวังพลันสาดประกายเจิดจ้าวาบขึ้นอีกระลอก
“ซูอวี่งั้นเรอะ?”
“น่าสนุกดีนี่ แค่ลูกศิษย์ของราชันพิฆาตมังกรคนเดียว กลับดึงดูดความสนใจจากพวกตัวเป้งได้มากมายขนาดนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เฉียดกรายไปยุ่งกับราชันพิฆาตมังกร มันไม่ธรรมดาสักเรื่อง!”
หนานหวังแค่นหัวเราะในลำคอ “ไอ้เด็กซูอวี่มาจากมณฑลเจียงหนานใช่ไหม? แกไปสั่งการสมาคมผู้ฝึกยุทธ์ฝั่งนั้นที บอกว่าฉันต้องการข้อมูลทั้งหมดของมัน”
ชายวัยกลางคนเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที
“ท่านหนานหวังครับ เรื่องนั้น…”
หนานหวังปรายตามองลูกน้องด้วยแววตาเย็นเยียบ “ทำไม? ตัวตนระดับหนานหวังอย่างฉัน ขอดูประวัติไอ้เด็กอมมือขอบเขตกายาทองคำคนเดียว… ทำเป็นมีปัญหาหรือไง?”
ชายวัยกลางคนหัวเราะแห้งแล้ง “ไม่ใช่ว่ามีปัญหาหรอกครับ แต่ข้อมูลของซูอวี่ถูก ‘ท่านราชันกระบี่สวรรค์’ ยึดอำนาจควบคุมไปหมดแล้ว ถ้าเราต้องการประวัติของมัน… จำเป็นต้องได้รับคำอนุญาตจากท่านราชันกระบี่สวรรค์ก่อนครับ”
หนานหวังนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง
“ดูเหมือนศิษย์พี่ของมันจะกางปีกปกป้องศิษย์น้องคนนี้ไว้ซะดิบดีเลยนะ แต่ช่างเถอะ ยังไงซะคนที่จ้องจะเด็ดหัวซูอวี่ก็ไม่ใช่ฉันอยู่แล้ว ทางฝั่งตระกูลอวิ๋นว่ายังไงบ้าง?” หนานหวังแค่นเสียงฮึดฮัด ก่อนจะหันไปคาดคั้นลูกน้อง
ชายวัยกลางคนฉีกยิ้มประจบ “คนของตระกูลอวิ๋นแจ้งว่ารับทราบแล้วครับ ป่านนี้น่าจะกำลังวางแผนลงมือกันอยู่”
หนานหวังพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “แค่นั้นก็พอ ขอเพียงทุกอย่างดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ต่อให้เป็นถึงราชันพิฆาตมังกร ก็ไม่มีสิทธิ์มาเห่าหอนอะไรได้หรอก”
ร่างกำยำลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง สองมือไพล่หลัง ทอดสายตามองผืนฟ้าและแผ่นดินเบื้องนอกอย่างเงียบงัน
“พลังตัวคนเดียวล้างบางทั้งตระกูลได้แล้วมันยังไง? ความลับในตัวเจ้านั่นน่ะ… มีพวกตาเฒ่าอีกตั้งมากมายที่หิวจ้องอยากจะตะครุบ เกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องถูกกฎเกณฑ์ผูกมัดคอเอาไว้ ริอ่านจะแหกกฎงั้นเรอะ… น่าเสียดายที่มันยังไม่มีความแข็งแกร่งพอจะฉีกทึ้งกฎเกณฑ์พวกนี้ทิ้งไปได้หรอก!”
“ทัณฑ์สวรรค์ขอบเขตจักรพรรดิ… วันที่ทัณฑ์สวรรค์ขอบเขตจักรพรรดิมาเยือนเมื่อไหร่ นั่นแหละคือวันตายของราชันพิฆาตมังกร!”
หนานหวังแค่นหัวเราะเย้ยหยัน นัยน์ตาดำมืดไร้ก้นบึ้ง ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเขากำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่
ส่วนชายวัยกลางคนเบื้องหลังทำเพียงค้อมเอวลงต่ำสงบนิ่ง ราวกับหูหนวกตาบอด ไม่ได้ยินถ้อยคำกบฏเหล่านั้นแม้แต่ครึ่งคำ
…
ณ บริเวณหน้าประตูเมืองเจิ้นหนาน
เจียงซ่างนำขบวนพาซูอวี่และคนอื่นๆ เร่งรุดเดินทางมาถึงในที่สุด หลังจากผ่านด่านตรวจยืนยันตัวตนสุดเข้มงวด ทั้งหมดก็ก้าวเท้าเข้าสู่เขตเมือง
ตลอดสองข้างทาง ตู้เนี่ยนกวนเบิกตากว้างมองความเจริญของเมืองเจิ้นหนานพลางอุทานเสียงหลง
“สมแล้วที่เป็นมหานครอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้! ถึงจะยังเทียบจิงตูกับหมัวตูไม่ได้ แต่ก็คงสูสีเบียดกันมาติดๆ นั่นแหละ แค่ขนาดพื้นที่ก็กว้างกว่าเมืองเจียงหนานบ้านเราตั้งสองสามเท่าแล้ว!”
ไม่ใช่แค่ตู้เนี่ยนกวนเท่านั้น แม้แต่หยางเสี่ยวและอัจฉริยะคนอื่นๆ เมื่อได้มาสัมผัสความยิ่งใหญ่อลังการและแสงสีสุดตระการตาของตัวเมือง แววตาของพวกเขาต่างก็ทอประกายตื่นเต้นระริกออกมาอย่างปิดไม่มิด
อาการตื่นตูมแบบนี้ ช่างดูไม่ต่างอะไรกับชาวนาบ้านนอกเพิ่งเคยเข้ากรุงเป็นครั้งแรก พอได้เห็นของแปลกใหม่ก็ตื่นตาตื่นใจไปซะหมด
มีเพียงซูอวี่ที่นั่งเอนกายหลับตาพักผ่อนอย่างสงบอยู่เบาะหลัง ราวกับว่าแสงสีเสียงตระการตาทั้งหมดนี้ ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้แม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา ขบวนรถก็แล่นมาจอดเทียบหน้าประตูโรงแรมหรูระดับห้าดาว พนักงานบริการแต่งตัวเนี้ยบรีบกรูกันเข้ามาช่วยยกกระเป๋าสัมภาระลงอย่างกระตือรือร้น
ทุกคนก้าวลงจากรถและทยอยเดินเข้าไปในล็อบบี้สุดหรูหรา
เหล่าผู้ท้าชิงที่มารวมตัวกัน ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะหัวกะทิจากมณฑลต่างๆ ดังนั้นสมาคมผู้ฝึกยุทธ์แห่งภูมิภาคใต้จึงให้ความสำคัญกับงานนี้ขั้นสุด ตลอดระยะเวลาการสอบ ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน ค่าอยู่ หรือที่พักหรูหรา… ทุกอย่างล้วนฟรีตลอดรายการ!
ทุกคนรับคีย์การ์ดห้องพักของตนเอง โรงแรมแห่งนี้ถูกสมาคมนักสู้เหมาปิดตึกไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้เข้าสอบทุกคนจึงได้สิทธิพักห้องสูทส่วนตัวกันคนละห้อง
เมื่อซูอวี่เข้ามาในห้องพักและจัดแจงโยนสัมภาระเก็บลวกๆ เสร็จ เขาก็ลุกเดินตรงไปยังห้องประชุมรวมทันที
ภายในห้องประชุม ตัวแทนจากมณฑลเจียงหนานสิบชีวิตมารวมตัวกันครบองค์ประชุม เจียงซ่างนั่งขัดสมาธิรออยู่ตรงตำแหน่งประธาน
“เอาล่ะทุกคน พรุ่งนี้ศึกจำลองก็จะเริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว ก่อนหน้านั้น ฉันจะอธิบายกฎเกณฑ์และรูปแบบการประเมินคะแนนให้พวกนายฟังให้ชัดเจน!”
สีหน้าของเจียงซ่างดูตึงเครียดขึ้นมาถนัดตา นั่นก็เพราะการสอบรอบนี้เดิมพันสูงปรี๊ดจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้… ดันมีตัวแทนจากสถาบันการศึกษาวิถียุทธ์ชั้นนำมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย หากใครโชว์ฟอร์มโดดเด่นจนไปเตะตาพวกผู้ใหญ่เข้าล่ะก็ อนาคตรับรองว่าได้ติดปีกทะยานขึ้นสวรรค์แน่นอน!
ต่อให้เป็นซูอวี่ นี่ก็ยังนับเป็นโอกาสทองครั้งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การติวเข้มกฎกติกาให้เป๊ะก่อนลงสนามจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
“การสอบจำลองครั้งนี้ แบ่งออกเป็นสามด่าน!”
“ด่านแรก... คือการสอบภาคทฤษฎี ฉันเชื่อว่าระดับพวกนายคะแนนคงเกาะกลุ่มสูสีกันอยู่แล้ว พื้นฐานความรู้พวกนี้ฉันคงไม่ต้องมานั่งบ่นอะไรให้มากความ”
“ด่านที่สอง… คือการทดสอบศักยภาพและระดับพลังยุทธ์ เรื่องระดับพลังมันทดสอบง่ายมาก แค่ระเบิดพลังของตัวเองออกมาให้เต็มเหนี่ยว แล้วระบบก็จะคำนวณคะแนนตามเกณฑ์เป๊ะๆ”
“ส่วนเรื่องการประเมินศักยภาพ พวกเขาจะใช้ ‘ศิลาวัดพรสวรรค์’ ในการสแกน ฉันมั่นใจว่าพวกนายทุกคนคงเคยผ่านเครื่องนี้กันมาหมดแล้ว ตรงนี้ข้ามไปได้เลย”
จังหวะที่พูดประโยคนี้ เจียงซ่างจงใจปรายตามองมาที่ซูอวี่อย่างมีนัยยะ
ซูอวี่ลอบครุ่นคิดในใจ ถ้าต้องใช้ศิลาวัดพรสวรรค์ งั้นพรสวรรค์ระดับสีทองอร่ามของฉันก็ต้องถูกเปิดโปงกลางงานน่ะสิ?
ทว่า เมื่อลองคิดทบทวนดูดีๆ ซูอวี่ก็คลายความกังวลลง
ช่างเถอะ… ยังไงซะดีกรีศิษย์สายตรงของราชันพิฆาตมังกรก็ถูกป่าวประกาศไปทั่วประเทศแล้ว ป่านนี้พวกคนใหญ่คนโตคงเดาพรสวรรค์ของฉันไปไกลลิบแล้วล่ะ
ขืนพรสวรรค์ฉันกระจอก ไม่ถึงระดับสีทองสิ นั่นแหละถึงจะเป็นเรื่องช็อกโลก ก็แหงสิฟะ… เป็นถึงศิษย์ของยอดคนอย่างราชันพิฆาตมังกร ถ้าลูกศิษย์ไม่มีพรสวรรค์ระดับทองคำ มันจะเป็นไปได้ยังไงล่ะ!
ขนาดยอดฝีมืออย่างราชันบัณฑิตเหวินหวังหรือราชันกระบี่สวรรค์เทียนเจี้ยนหวัง ตอนวัยรุ่นพวกเขาก็เป็นพวกสัตว์ประหลาดพรสวรรค์สีทองกันทั้งนั้น แถมก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ราชันกระบี่สวรรค์ก็การันตีไว้แล้วนี่นา… ว่าขอแค่ฉันเล่นตามกฎเกณฑ์ ก็จะไม่มีหมาตัวไหนกล้ายื่นมือมาแตะต้องฉันได้!
พอคิดจบ ซูอวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เจียงซ่างดึงสายตากลับไปพลางกล่าวต่อ “และไฮไลท์สำคัญที่สุด ก็คือด่านที่สามนี่แหละ…”
“การต่อสู้จริง!” เจียงซ่างเน้นย้ำทีละคำด้วยสีหน้าขึงขัง
“การสอบจำลองและการสอบเกาเข่าปีก่อนๆ โหมดต่อสู้จริงถ้าไม่ใช่การดวลตัวต่อตัวบนลานประลอง ก็จะเป็นการโดดร่มลงไปตะลุมบอนในมิติเสมือนจริง ฉันเดาว่าการสอบรอบนี้ รูปแบบก็น่าจะคล้ายเดิมนั่นแหละ ไม่น่าหนีไปจากนี้เท่าไหร่”
“แต่ถ้าเป็นเวทีใหญ่ตอนสอบเกาเข่าจะมาไม้ไหน... นั่นก็สุดปัญญาที่ฉันจะคาดเดาแล้ว”
เจียงซ่างร่ายยาวฉะฉาน เหล่าอัจฉริยะจากมณฑลเจียงหนานต่างนั่งหลังตรง หูผึ่งตั้งใจฟังทุกตัวอักษรไม่ให้ตกหล่น
“ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าภาคปฏิบัติสำคัญที่สุด ก็เพราะว่าสัดส่วนคะแนนการต่อสู้จริง มันคิดเปอร์เซ็นต์ไปเยอะที่สุดยังไงล่ะ!”
ทุกคนขมวดคิ้วมุ่นโดยพร้อมเพรียง สมองซึมซับข้อมูลตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง
“พูดภาษาคนคือ ด่านต่อสู้จริงมันออกแบบมาเพื่อรีดเค้นสัญชาตญาณดิบของพวกนาย ถ้าอยากโกยแต้มสูงๆ ก็ต้องไล่บดขยี้คู่ต่อสู้แบบไม่หยุดหย่อน! หากจับฉลากได้แบบขึ้นลานประลอง คะแนนจะแปรผันตามความเข้มงวดของกรรมการรักษาลาน แต่ถ้าแจ็กพอตแตกได้เข้าไปลุยในมิติเสมือนจริงล่ะก็…”
“ก็ต้องก้มหน้าเล่นตามกฎกติกาของมิตินั้นๆ ซึ่งบอกเลยว่ากฎแต่ละปีมันเอาแต่ใจสุดๆ! ไม่เคยซ้ำหน้า เพราะงั้นฉันเองก็มืดแปดด้านเหมือนกัน!”
เจียงซ่างร่ายยาวข้อควรระวังครบทั้งสามด่านจนน้ำลายแทบเหนียวคอ
“เอาล่ะ ใครมีคำถามอะไรจะซักไซ้ไหม? ถ้าไม่มี… ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเตรียมตัวซะ!”
เขากวาดตามองลูกศิษย์ เมื่อเห็นว่าทุกคนพยักหน้าเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เจียงซ่างก็ได้ออกจากห้องไป
ซูอวี่เห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นเตรียมกลับห้องพักเช่นกัน
ทว่า… ทันทีที่เขาก้าวเท้าพ้นประตูห้องประชุม คิ้วของซูอวี่พลันกระตุกขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
สัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบดุจใบมีดคู่หนึ่งที่กวาดมองมาที่เขาอย่างกำเริบเสิบสาน… เป็นแววตาของนักล่าที่กำลังจ้องมองลูกแกะในกำมือ!
ซูอวี่ตวัดสายตามองสวนกลับไป ทันใดนั้นก็ปะทะเข้ากับร่างชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าของมันเย่อหยิ่งจองหองถึงขีดสุด แววตาที่มองตวัดมานั้น ราวกับกำลังเหยียดหยามมองขยะที่ไร้ค่าที่สุดในโลก!
จังหวะนั้นเอง ตู้เนี่ยนกวนที่เดินตามหลังมาพลันกระซิบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หมอนั่นคือ ‘อวิ๋นซิ่ว’ อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลอวิ๋น... ไอ้เด็กเปรต ‘อวิ๋นฉี่’ ที่นายเชือดทิ้งไปก่อนหน้านี้ ก็คือน้องชายแท้ๆ ของเจ้านี่แหละ!”
“แถมดีกรีมันยังเป็นถึงมังกรอันดับหนึ่งแห่งดินแดนฉู่! ลือกันว่ามันสามารถควบแน่นกายาทองคำระดับสุดยอดได้สำเร็จ แถมยังทะลวงไปถึงระดับสองแล้วด้วย!”
เมื่อได้ฟังข้อมูลจากตู้เนี่ยนกวน ซูอวี่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย จ้องประสานตากับอวิ๋นซิ่วอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนรอยยิ้มหยันจะผุดขึ้นมุมปาก
“ก็แค่กายาทองคำระดับสอง… กากเดนแบบนี้ ไม่เห็นน่าสนใจตรงไหน”
อวิ๋นซิ่วที่หูผึ่งได้ยินคำถากถางนั้น สีหน้าพลันบิดเบี้ยวถมึงทึงทันที!
“ไอ้สวะจองหอง… รอให้การสอบเริ่มขึ้นก่อนเถอะ ข้าจะสับแกเป็นชิ้นๆ ให้รู้ซึ้งว่าความโหดที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นยังไง!”
“หวังว่าแกคงไม่ด่วนชิงลงนรกไปก่อนจะได้เจอกับข้าล่ะ!”
อวิ๋นซิ่วสบถทิ้งท้ายอย่างอาฆาตมาดร้าย ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างผยอง
ซูอวี่ยิ้มขำกับคำขู่กิ๊กก๊อก... นี่มันบทพูดสูตรสำเร็จของตัวประกอบกีกี้ชัดๆ!
เขาส่ายหัวอย่างระอาใจ กะอีแค่ขยะที่มีกายาทองคำระดับสุดยอดขั้นสอง มันยังกระจอกเกินกว่าจะทำให้เขาต้องเสียเวลาปรายตามองด้วยซ้ำ!
ซูอวี่โยนคำขู่ไร้สาระทิ้งลงถังขยะในสมอง แล้วเดินทอดน่องกลับห้องพักตัวเองชิลๆ เอาเวลาที่เหลือไปนั่งสมาธิบำเพ็ญตบะเพิ่มพลังยังจะคุ้มค่ากว่ามานั่งไร้สาระกับพวกปลายแถว
ก็แน่ล่ะ การจะเพิ่มระดับ ‘กายาทองคำไร้มลทิน’ จำเป็นต้องผลาญทั้งเวลาและทรัพยากรมหาศาลราวกับถมมหาสมุทร ต่อให้จะมีระบบสุดโกงอย่าง ‘ช่องสังเคราะห์’ คอยช่วยเหลือ แต่การจะทะลวงระดับแต่ละขั้นก็ยังโหดหินสุดๆอยู่ดี
แกร๊ก...
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ซูอวี่ผลักบานประตูห้องพักเปิดออก รูม่านตาของเขาพลันหดเกร็งวูบ!
ภาพเบื้องหน้าคือเด็กสาวในชุดเดรสสีดำสนิทผู้หนึ่ง! เธอโผล่มานั่งเงียบๆ อยู่กลางห้องพักส่วนตัวของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้!
เมื่อสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของเจ้าของห้อง เด็กสาวปริศนาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาดำขลับที่ว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทะลุกระดูก...
“นาย… คือซูอวี่งั้นเหรอ?”