วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 140 ปะทะอวิ๋นซิ่ว, ยาระเบิดวิญญาณ!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 140 ปะทะอวิ๋นซิ่ว, ยาระเบิดวิญญาณ!
“ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวมาสักทีนะ… ซูอวี่!”
ใบหน้าของอวิ๋นซิ่วบิดเบี้ยว เผยรอยยิ้มอำมหิตสุดแสนจะวิปริต นัยน์ตาของมันสาดประกายวาวโรจน์ดุจนายพรานที่จ้องตะครุบเหยื่ออันโอชะ
ซูอวี่ยกมือลูบจมูกเบาๆ เอ่ยกลั้วหัวเราะเย้ยหยัน
“เป็นอะไรไป? รีบร้อนอยากเจอหน้าฉันขนาดนั้นเชียว? น่าเสียดายว่ะ ที่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงให้แกมาทำหน้าหื่นใส่!”
อวิ๋นซิ่วแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
“ความตายมาเยือนถึงหน้าประตูยังจะปากดี! เดี๋ยวฉันจะสงเคราะห์ให้แกได้รู้ซึ้ง… ว่าความหวาดกลัวที่แท้จริงมันเป็นยังไง!”
ซูอวี่จ้องมองอวิ๋นซิ่วด้วยสายตาสมเพชราวกับมองดูไอ้โง่ปัญญาอ่อน
“แกรู้ไหม ว่าก่อนหน้าแก… มีสวะกี่ตัวแล้วที่พ่นประโยคนี้ออกมา? อ้อ จริงสิ… ไอ้น้องชายตัวดีของแกก็เคยแหกปากเห่าแบบนี้เหมือนกัน น่าเสียดายนะ… ที่สุดท้ายมันก็กลายเป็นผีไร้หัวใต้เท้าฉันไปแล้ว!”
เพียงประโยคเดียว โทสะของอวิ๋นซิ่วก็ถูกปั่นป่วนจนเดือดพล่านทะลุขีดจำกัด!
“แกรนหาที่ตายแล้ว ไอเวร!!”
มันแผดเสียงคำรามลั่น คลื่นพลังวิญญาณบ้าคลั่งระเบิดหมุนวนรอบกาย พริบตาต่อมา ร่างเงากายาทองคำก็ผุดพรายขึ้นเบื้องหลัง! ประกายแสงสีทองเข้มข้นสาดเรืองรองเจิดจ้า ราวกับดวงอาทิตย์แผดเผา บาดตาจนแทบไม่อาจลืมตาขึ้นจ้องมอง!
ขณะเดียวกัน ณ โลกภายนอก
การเปิดฉากปะทะของอวิ๋นซิ่วได้ดึงดูดสายตาฝูงชนนับไม่ถ้วนไปในทันที
“เฮ้ย! อวิ๋นซิ่วลงมือแล้ว! คู่ต่อสู้มันคือใครวะ?”
“ซูอวี่งั้นเหรอ?!”
ฝูงชนพากันอุทานเสียงหลงระลอกแล้วระลอกเล่า
“บ้าไปแล้ว! พวกยอดฝีมือมาฉะกันเองตั้งแต่เริ่มเลยหรอวะ? ฉันนึกว่าต้องรอให้ถึงศึกชิงธงยอดเขาโน่น ถึงจะได้เห็นอัจฉริยะตัวท็อปๆซัดกันซะอีก!”
“ว่าแต่… ทำไมอวิ๋นซิ่วถึงได้คลุ้มคลั่งโกรธแค้นซูอวี่เป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้นล่ะ!”
“หึ พวกนายคงไม่รู้ข่าววงในสิ อวิ๋นฉี่ น้องชายแท้ๆ ของอวิ๋นซิ่ว เดิมทีก็มีสิทธิ์ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกายาทองคำก่อนสอบเหมือนกัน แต่ตอนที่มันเข้าไปในแดนลับระดับปรมาจารย์มณฑลเจียงหนาน ดันไปโดนซูอวี่เชือดทิ้งน่ะสิ! ลองคิดดู ในฐานะพี่ชายแท้ๆ อย่างอวิ๋นซิ่ว จะไม่ให้มันแค้นจนเลือดขึ้นหน้าได้ยังไง?”
เมื่อได้ฟังความจริง ฝูงชนต่างพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ลองเปลี่ยนเป็นใครก็ตาม ถ้าน้องชายตัวเองโดนเด็ดหัว ต่อให้ฝั่งนั้นจะมีเหตุผลความชอบธรรมล้นฟ้าแค่ไหน แต่พอประจันหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต มันก็ต้องคลั่งเป็นหมาบ้าอยู่แล้ว ยิ่งเป็นอวิ๋นซิ่ว… ไอ้โรคจิตที่ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้ายวิปริตอยู่แล้วด้วย!
“อยากรู้จริงๆ ว่าระหว่างอวิ๋นซิ่วกับซูอวี่ ใครจะหมู่ใครจะจ่า”
“ฉันแทงข้างอวิ๋นซิ่วว่ะ ท้ายที่สุดมันก็คือผู้ครอบครองกายาทองคำระดับสุดยอดขั้น 5 ในขณะที่ซูอวี่ แม้จะมีกายาทองคำไร้มลทิน แต่มันก็เพิ่งจะอยู่แค่ขั้น 2 เท่านั้นเอง”
“แถมความจริงคือ อวิ๋นซิ่วน่ะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกายาทองคำมาเป็นปีแล้ว! การบ่มเพาะสะสมพลังมายาวนานขนาดนี้ ถึงจะเป็นแค่กายาทองคำสุดยอดขั้น 5 แต่ฉันประเมินว่าพลังรบที่แท้จริงของมัน คงทะลวงขีดจำกัดของขั้น 5 ไปไกลลิบแล้ว!”
“ส่วนไอ้ซูอวี่… ได้ข่าวว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน มันยังวนเวียนเป็นขยะอยู่ในขอบเขตหลอมภายในอยู่เลย พลังรบไม่มีทางทัดเทียมความเก๋าเกมของอวิ๋นซิ่วได้หรอก”
ฝูงชนพากันวิเคราะห์คาดเดาไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะพวกสุนัขรับใช้ที่เคยพ่นน้ำลายดูถูกซูอวี่เอาไว้ก่อนหน้านี้ พวกมันยิ่งรีบฉวยโอกาสโผล่หัวผสมโรงเห่าหอนขึ้นมาทันที
“เหอะ! ไอ้ซูอวี่มันจะไปนับเป็นตัวอะไรได้? ก็แค่สวะดวงดีคนหนึ่งเท่านั้นแหละ! ถึงมันจะฟลุกเอาชนะหวังหลั่งมาได้ แต่วัดกันจริงๆ แล้ว ไอ้หวังหลั่งมันจะเอาไปเทียบชั้นกับสัตว์ประหลาดอย่างอวิ๋นซิ่วได้ยังไง!”
“ฉันขอเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ไม่เกินครึ่งก้านธูป ซูอวี่จะต้องถูกบดขยี้จนศพไม่สวยแน่!”
ในขณะที่ฝูงชนภายนอกกำลังถกเถียงกันอย่างเมามัน ในเวลาเดียวกันที่ห้องพักรับรองระดับ VIР ของเขตฉู่
ใบหน้าของอวิ๋นหรงมืดทะมึนหม่นหมอง มันจ้องเขม็งไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ตาไม่กะพริบ และวินาทีที่เห็นซูอวี่เผชิญหน้ากับอวิ๋นซิ่ว รอยยิ้มบิดเบี้ยวสุดแสนจะอำมหิตก็พลันฉีกกว้างบนใบหน้าเหี่ยวย่นของมันทันที
“ไอ้เด็กสวะเอ๊ย… ถ้าแกต้องมาตายเป็นผีเฝ้าโลกจำลองในการสอบครั้งนี้ล่ะก็ ต่อให้เป็นราชันพิฆาตมังกร ก็เอาผิดอะไรตระกูลพวกข้าไม่ได้หรอก! วันนี้ของปีหน้า… จะต้องเป็นวันครบรอบวันตายของแก!”
จะบอกว่าอวิ๋นหรงเคียดแค้นซูอวี่เข้ากระดูกดำก็คงไม่ผิดนัก เพราะน้ำมือของไอ้เด็กนี่ ตระกูลอวิ๋นต้องสูญเสียขุมกำลังไปมหาศาลขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้!
ทั้งดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังจะเจิดจรัสกลับต้องมาร่วงหล่นดับสูญ ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ของตระกูล ก็ยังต้องมาตกตายอย่างอนาถเพราะมันอีก!
หายนะทั้งหมดนี้… ล้วนมีต้นเหตุมาจากไอ้สวะซูอวี่เพียงคนเดียว! เรียกได้ว่าคนตระกูลอวิ๋นตั้งแต่ผู้นำยันสุนัขรับใช้ ต่างก็จงเกลียดจงชังและเคียดแค้นซูอวี่เข้าไส้!
ทันใดนั้น ห้วงมิติภายในห้องพักระดับ VIР พลันสั่นกระเพื่อมบิดเบี้ยวเบาๆ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเดินแหวกความว่างเปล่าออกมาอย่างเงียบเชียบ
ทันทีที่อวิ๋นหรงเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนผู้นั้น สีหน้าของมันพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง รีบค้อมเอวต่ำเอ่ยทักทายด้วยความเคารพสอพลอ
“อวิ๋นหรง... ขอคารวะใต้เท้า!”
ชายวัยกลางคนปรายตามองอวิ๋นหรงด้วยสายตาเย็นชาดุจมองมดปลวก
“ท่านหนานหวังฝากมาบอกว่า… ไอ้ลูกไม้ตุกติกสกปรกที่ตระกูลอวิ๋นของพวกแกแอบเล่นในการสอบจำลองครั้งนี้ ทางเราจะหลับตาข้างหนึ่งถือซะว่าไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน แต่ผลกรรมที่ตามมาทั้งหมด… พวกแกตระกูลอวิ๋นต้องเป็นคนแบกรับเอาไว้เอง!”
สิ้นประโยคราวฟ้าผ่า ใบหน้าของอวิ๋นหรงพลันซีดเผือดไร้สีเลือด! มันเงยหน้าขวับ จ้องเขม็งไปที่ชายวัยกลางคนราวกับเห็นผี ละล่ำละลักเสียงสั่น
“ใต้เท้า! ตอนแรกพวกเราไม่ได้ตกลงกันไว้อย่างนี้นี่นา! ชัดเจนว่าพวกท่านเป็นคนไฟเขียวสั่งให้พวกเราทำแบบนี้ พวกเราถึงได้กล้าลงมือแท้ๆ!”
“ใต้เท้า! พวกท่านจะมาถีบหัวส่ง เสร็จนาฆ่าโคถึกแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ!!”
ทันใดนั้น คลื่นพลังอำมหิตดุดันสายหนึ่ง ก็พุ่งเข้าสะกดข่มบดขยี้ร่างของอวิ๋นหรงในพริบตา!
อวิ๋นหรงผู้เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเหินเวหาขั้นสูงสุด ภายใต้แรงกดดันจากกลิ่นอายสายนี้ มันกลับถูกบีบให้หุบปากฉับ กระทั่งเรี่ยวแรงจะขยับริมฝีปากเปล่งเสียงยังทำไม่ได้!
จิตสังหารเหี้ยมเกรียมพาดผ่านใบหน้าชายวัยกลางคน
“นี่แก… กำลังกล้าตั้งคำถามกับคำสั่งของท่านหนานหวังอย่างนั้นรึ?”
ใบหน้าของอวิ๋นหรงบวมเป่งจนแดงก่ำเลือดแทบทะลัก ทว่าโชคยังดีที่อีกฝ่ายไม่ได้กะจะปลิดชีพ เพียงไม่นานก็รั้งพลังสะกดข่มกลับไป
“แค่กๆๆ… ขะ… ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับใต้เท้า!”
อวิ๋นหรงหอบหายใจแฮ่กๆ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดผวาสุดขีด หากเมื่อครู่มันกล้าปริปากเถียงแม้แต่ครึ่งคำล่ะก็ ไม่แน่ว่าวินาทีนั้น… หัวของมันอาจจะหลุดจากบ่าไปแล้ว!
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเหี้ยม
“ข้าจะพูดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น! ไอ้ลูกไม้ตุกติกที่ตระกูลอวิ๋นของพวกแกแอบทำลงไป ท่านหนานหวังไม่เคยล่วงรู้เรื่องนี้มาก่อน แกเข้าใจความหมายที่ข้าจะสื่อหรือเปล่า?”
อวิ๋นหรงทรุดเข่ากระแทกพื้นด้วยความหวาดผวา เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลทะลักเปียกชุ่มแผ่นหลัง
“ขะ… ข้าน้อย… เข้าใจกระจ่างแล้วขอรับ!”
“เหอะ!”
ชายวัยกลางคนแค่นเสียงเย็นชาอีกครั้ง ก่อนสะบัดชายเสื้อก้าวเดินแหวกมิติจากไปอย่างหมางเมิน
คล้อยหลังจอมขมังเวทย์จากไป อวิ๋นหรงถึงกล้าเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังสุดหยั่งราก แต่แล้วจู่ๆ… อวิ๋นหรงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา มันเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูบ้าคลั่งเสียสติสุดขีด!
“ฮ่าๆๆๆๆ! หมากใช้แล้วทิ้งก็เป็นได้แค่หมากใช้แล้วทิ้ง! หนานหวังเอ๋ยหนานหวัง… แกช่างเป็นสุนัขเฒ่าที่อำมหิตเลือดเย็นเหลือเกินนะ!!”
อวิ๋นหรงแผดเสียงก่นด่าสาปแช่งทุบตีข้าวของในห้องพัก VIР อย่างบ้าคลั่ง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ณ ที่ทำการสมาคมนักสู้
ภายในห้องทำงานของหนานหวัง ร่างของทูตวัยกลางคนก็ค่อยๆ โผล่พ้นรอยแยกมิติขึ้นมาอีกครั้ง
“เรียนท่านหนานหวัง ทุกอย่างถูกปัดสวะพ้นตัวเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หนานหวังในชุดคลุมหรูหราเอนหลังพิงโซฟา สายตายังคงจับจ้องหน้าจอมอนิเตอร์ตาไม่กะพริบ ภาพที่ฉายอยู่คือวินาทีที่ซูอวี่และอวิ๋นซิ่วกำลังประจันหน้ากันอย่างดุเดือดพอดิบพอดี
“อืม” หนานหวังขานรับเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ก่อนเอ่ยถามลอยๆ “แกว่า… ระหว่างซูอวี่กับอวิ๋นซิ่ว ใครจะเป็นฝ่ายคว้าชัย?”
ทูตวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองภาพการปะทะบนหน้าจอ ก่อนจะคลี่รอยยิ้มมั่นใจ
“แน่นอนว่าต้องเป็นซูอวี่สิขอรับ ท้ายที่สุดแล้ว พลังสะกดข่มของกายาทองคำไร้มลทิน ย่อมไม่ใช่เศษเหล็กอย่างกายาทองคำระดับสุดยอดจะทาบรัศมีได้”
หนานหวังแค่นเสียงเรียบเฉย
“แล้วถ้าอวิ๋นซิ่ว… งัด <ยาระเบิดวิญญาณ> ออกมาใช้ล่ะ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของทูตวัยกลางคนพลันแข็งค้าง! มันรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเคร่งเครียด
“ท่านหนานหวัง… จะให้ข้าน้อยสั่งระงับการสอบเดี๋ยวนี้เลยไหมขอรับ? หากปล่อยให้ซูอวี่ตกตายขึ้นมา ราชันพิฆาตมังกรจะต้องลงมาถล่มที่นี่พังพินาศแน่…”
หนานหวังปรายตามองลูกน้องด้วยแววตาเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ เพียงเสี้ยววินาทีที่สบตา! ทูตวัยกลางคนก็รู้สึกเหมือนถูกมฤตยูดึกดำบรรพ์จ้องกลืนกินวิญญาณ! เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลทะลักเปียกชุ่มเสื้อผ้าราวกับเพิ่งตกน้ำปะการัง มันรีบหดคอก้มหน้าต่ำติดดิน ไม่กล้าปริปากเสนอหน้าอีกแม้แต่ครึ่งคำ!
“ตายก็ตายไปสิ… ยังไงซะก็มีสุนัขตระกูลอวิ๋นรอเป็นแพะรับบาปตายแทนอยู่แล้วไม่ใช่รึ? ข้าอุตส่าห์ยอมเปลืองตัววางหมากโยนหินถามทางขนาดนี้ หรือแกคิดว่าไอ้ราชันพิฆาตมังกรมันจะกล้าข้ามหัวผู้กุมอำนาจระดับเพดานสูงสุด… มาเด็ดหัวข้าถึงที่นี่?”
“อีกอย่าง ตอนนี้หมอนั่นน่ะ… แค่ปัญหาของตัวเองก็หัวหมุนจนก้นลุกเป็นไฟแล้ว มันไม่มีเวลาว่างมากพอจะมาตามเช็ดก้นให้ลูกศิษย์สวะหรอก” หนานหวังเอ่ยวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น
ทูตวัยกลางคนเหงื่อตกหน้าซีดเผือด หดหัวมุดหน้าแทบจะสิงลงไปในพรม
“ไสหัวไปได้แล้ว ไปจับตาดูไอ้พวกสวะตระกูลอวิ๋นเอาไว้ให้ดี อย่าให้พวกมันแว้งกัดทำเสียเรื่องได้ล่ะ” หนานหวังสะบัดมือไล่
ทูตวัยกลางคนลอบถอนหายใจยาวราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบสาวเท้าถอยกรูดออกจากห้องทำงานนรกนั่นไปในทันที
..…
ภายในโลกจำลอง
ร่างเงากายาทองคำสีทองเข้มข้นประทับทาบปกคลุมทั่วร่างอวิ๋นซิ่ว คลื่นพลังบ้าคลั่งดุดันระเบิดสาดกระเซ็นออกไปรอบทิศทางระลอกแล้วระลอกเล่า! กลิ่นอายกดดันอัดแน่นไปด้วยอานุภาพทำลายล้างชวนขนลุก!
ตู้มมม!!
และแล้ว… อวิ๋นซิ่วก็เปิดฉากทะลวงฟันเป็นคนแรก! กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในกำมือตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ ตัวคมกระบี่อาบย้อมแสงสีทองสาดประกายอำมหิตระยิบระยับ พริบตาเดียว วิถีกระบี่มฤตยูก็พุ่งแหวกมวลอากาศเจาะทะลวงเข้าใส่เป้าหมาย!
ซูอวี่เลิกคิ้วกระตุกยิ้ม พลังวิญญาณเดือดพล่านในจุดตันเถียนปะทุทะลักสวนกลับไปเช่นกัน!
ทว่า… พลังปราณของเขากลับเปล่งประกายแสงสีทองหม่นอันเป็นเอกลักษณ์!
วี้ดดดด!!
เสียงกระบี่แหวกอากาศกรีดร้องบาดแก้วหู คลื่นพลังงานลึกลับสลับซับซ้อนแผ่สยายครอบคลุมรัศมีรอบทิศในเสี้ยววิ!
เจตจำนงแห่งยุทธ์!!
“โอ้… แม่เจ้าเว้ย! อวิ๋นซิ่วมันบรรลุเจตจำนงแห่งยุทธ์ได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ! มิน่าล่ะมันถึงผงาดเป็นเบอร์หนึ่งของตระกูลอวิ๋น! ต้องจำใส่กะโหลกไว้นะโว้ย ว่าเจตจำนงแห่งยุทธ์น่ะ… ไม่ใช่ผักปลาที่สวะหน้าไหนจะเดินเตะเจอได้ง่ายๆ!”
“เออจริง! ตามหลักแล้ว มีแค่สัตว์ประหลาดระดับขอบเขตปรมาจารย์ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะแตะต้องมันได้… แต่นี่อวิ๋นซิ่วดันบรรลุได้ตั้งแต่ขอบเขตกายาทองคำ โคตรวิปริตเลยวะ!”
“แบบนี้ซูอวี่ตายหยั้งเขียดแน่! เจองานหยาบของแท้แล้ว!” ฝูงชนแหกปากตะโกนลั่นลานรับชมด้วยความแตกตื่น
แม้แต่บนใบหน้าของซูอวี่เอง ก็ยังปรากฏร่องรอยประหลาดใจพาดผ่านวูบหนึ่ง ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ปะทะกับศัตรูที่ปล่อยเจตจำนงแห่งยุทธ์ออกมาเป็นรูปธรรมแบบนี้
ทว่า… เสี้ยววินาทีต่อมา ซูอวี่กลับหลุดขำก๊ากในใจ
เจตจำนงแห่งยุทธ์ของไอ้หน้าสวยที่แผ่ซ่านออกมากดดันเขานั้น… แม่งโคตรจะเปราะบางอ่อนหัด! ถ้ากล้าเอามาวัดรอยเท้ากับ ‘เจตจำนงแห่งหยินหยาง’ ของเขาล่ะก็… มันเทียบกันไม่ได้แม้แต่เศษขี้เล็บ! ขยะก็คือขยะ!
“พายุเมฆาโหมกระหน่ำ!!”
อวิ๋นซิ่วกู่ร้อง กระบี่ยาวในมือทะลวงฟันออกไปดุจพายุคลั่งมฤตยูโหมกระหน่ำในชั่วพริบตา!
มิหนำซ้ำ ยังมีม่านหมอกไอเมฆจางๆ ลอยปกคลุมพรางตาบดบังทัศนวิสัยของซูอวี่จนมืดมิด! จิตสังหารอำมหิตพวยพุ่งระเบิดจากคมกระบี่!
วี้ดดดด!!
กระบี่มฤตยูหวีดร้องคำราม ปลดปล่อยอานุภาพทำลายล้างปิดล้อมทุกทิศทาง!
ซูอวี่ขมวดคิ้วแคบ ทันใดนั้น ร่างเงากายาทองคำสีทองหม่นก็ผุดพรายขึ้นเบื้องหลังเขาอย่างสง่างาม! บนแผ่นหลังเงาทองคำ… ปรากฏลวดลายเส้นสายลึกลับสองเส้นฉายชัดแจ้ง!
พลังบ่มเพาะปะทุเดือดทะลุปรอท!
ซูอวี่ตะบันกำหมัดอุกกาบาต ซัดพุ่งกระแทกสวนกลับไปสุดแรงเกิด! หมัดที่ห่อหุ้มด้วยอานุภาพบดขยี้สวรรค์ของกายาทองคำไร้มลทิน หมายมั่นจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งให้แหลกเป็นผุยผง!
ทว่า… เสี้ยววินาทีที่สาดหมัดปะทะ เขากลับพบว่าม่านหมอกไอเมฆพวกนั้น ดันมีแรงหนืดคล้ายปลิงดูดเลือดเกาะกุมพันธนาการท่อนแขนเขาไว้ ส่งผลให้พลังทำลายล้างที่งัดออกมา… ถูกลดทอนอานุภาพลงไปส่วนหนึ่ง!
นี่น่ะเหรอ... เจตจำนงแห่งยุทธ์ลูกไม้ตื้นๆ ของแก?
อวิ๋นซิ่วแสยะยิ้มโรคจิต
“ซูอวี่… แกเป็นไอ้โง่คนแรกเลยนะ ที่กล้าเอากายเนื้อสวะๆ มารับเจตจำนงแห่งยุทธ์ของฉันตรงๆ! ในเมื่อรนหาที่ตายนัก… ก็ไสหัวไปเกิดใหม่ในนรกซะเถอะ!!”
สิ้นคำราม คมกระบี่ในมืออวิ๋นซิ่วก็พุ่งกระหน่ำทะลวงแทงเป็นห่าฝน หมายกระซวกร่างซูอวี่ให้พรุนเป็นรังผึ้งเลือด!
ทว่า… สีหน้าซูอวี่กลับเย็นเยียบไร้ความตระหนก ทันใดนั้น คลื่นพลังงานลี้ลับที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าสายหนึ่ง… ก็ระเบิดแผ่ซ่านออกจากสองฝ่ามือของเขาเป็นการสวนกลับ!
เจตจำนงแห่งหยินหยาง!!
“เฮ้ย!! เป็นไปไม่ได้!! ซูอวี่มันก็มีเจตจำนงแห่งยุทธ์เหมือนกันงั้นรึวะ!!”
“บ้าหน่า… ตาฝาดไปหรือเปล่า! ดูเจตจำนงของซูอวี่สิ… กลิ่นอายมันลึกล้ำราวกับบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว! เอาไปเทียบกับเศษสวะของอวิ๋นซิ่ว… พลังสะกดข่มมันรุนแรงกว่าเป็นร้อยเท่าเลยนะเว้ย!”
การอุบัติขึ้นของ ‘เจตจำนงแห่งหยินหยาง’ ฟาดหน้าผู้ชมทั้งสนามจนใบ้กิน ก่อนจะแหกปากอุทานลั่นด้วยความสติแตก!
สีหน้าหยิ่งผยองของอวิ๋นซิ่วแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ทันตาเห็น! มันเบิกตาถลนแทบหลุดออกจากเบ้า เมื่อสัมผัสได้ถึงภัยพิบัติระดับหายนะจากกำปั้นอุกกาบาตของซูอวี่ที่กำลังพุ่งทะลวงหมอกเข้ามา… มันคือสัญชาตญาณความตาย… ที่กำลังเคาะประตูเรียกหา!!
ไม่มีแม้เสี้ยววินาทีให้ขบคิดหนีตาย! อวิ๋นซิ่วลนลานควักเม็ดยาสีดำทะมึนออกมาจากแหวนมิติ โยนยัดเข้าปากกลืนลงคออึกใหญ่ไปในชั่วพริบตา!
การกระทำอันอุกอาจหน้าด้านๆ นั้น ดึงดูดสายตาฝูงชนจับจ้องเป็นตาเดียว!
ใครบางคนที่มีสายตาเฉียบคม รูม่านตาพลันหดเกร็งวูบ ก่อนจะแหกปากตะโกนลั่นลานรับชมด้วยความหวาดผวา!
“เหี้ยเอ๊ย!!… นั่นมันยาต้องห้าม <ยาระเบิดวิญญาณ> นี่หว่า!!”