วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 39 เบี่ยงเบนเป้าหมาย, พวกหวังเจี๋ยถึงกับหน้าเหวอ!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 39 เบี่ยงเบนเป้าหมาย, พวกหวังเจี๋ยถึงกับหน้าเหวอ!
หลี่เทียนเฮ่อ!
รูม่านตาของซูอวี่หดเกร็งอย่างรุนแรง ชายหนุ่มคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้มาเผชิญหน้ากับหลี่เทียนเฮ่อ หมาจนตรอกที่หนีเตลิดจากเมืองเหิง ณ สถานที่แห่งนี้!
หนำซ้ำ การพบกันครั้งนี้… อีกฝ่ายกลับกลายเป็นยอดฝีมือ ‘ขอบเขตหลอมภายใน’ ไปเสียแล้ว!
เสื้อผ้าชุดนั้น…
ซูอวี่กวาดสายตาสังเกตเห็นทันทีว่า บนชุดที่หลี่เทียนเฮ่อสวมใส่ ปรากฏลวดลายดวงดาวสามดวงสลักไว้อย่างเด่นชัด
หลังจากคลุกคลีอยู่ในค่ายอัจฉริยะมาหลายวัน ซูอวี่ก็ศึกษาข้อมูลของ ‘หมื่นเผ่าพันธุ์’ จนกระจ่างแจ้ง
ท่ามกลางเผ่าพันธุ์นับหมื่น ขั้วอำนาจสูงสุดที่ยืนตระหง่านเหนือใครก็คือ เผ่าเทพ, เผ่าเซียน, เผ่ามาร, เผ่าภูตผี และเผ่าอสูร!
สำหรับ ‘เผ่าเทพ’ การแบ่งแยกชนชั้นความแข็งแกร่ง จะวัดจากจำนวนดวงดาวบริเวณหว่างคิ้ว
เผ่าเทพดาวหนึ่งดวง เทียบเท่ากับนักสู้ขอบเขตปราณโลหิต, ดาวสองดวง เทียบเท่าขอบเขตหลอมโลหิต… ไล่เรียงขึ้นไปตามลำดับ
และลวดลายดาวสามดวงบนชุดของหลี่เทียนเฮ่อ ก็คือสัญลักษณ์ยืนยันพลังระดับ ‘ขอบเขตหลอมภายใน’ ของมันอย่างไม่ต้องสงสัย!
หลี่เทียนเฮ่อ… มันขายวิญญาณเข้าร่วมนิกายเทพสวรรค์ไปแล้ว!
หัวใจของซูอวี่เต้นระรัวกระหน่ำดุจกลองศึก
วินาทีที่เห็นภาพตรงหน้า ปริศนาการหายสาบสูญของคนทั้งหมู่บ้านก็ถูกไขจนกระจ่าง
ทุกสิ่งทุกอย่าง… ล้วนเป็นฝีมือเดรัจฉานของนิกายเทพสวรรค์!
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของหลี่เทียนเฮ่อ ก็มองเห็นผู้บุกรุกอย่างซูอวี่เต็มสองตาเช่นกัน
“ซูอวี่!!”
หลี่เทียนเฮ่อชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าของมันจะบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธแค้นและเจตนารมณ์ฆ่าฟันอันเดือดพล่าน
“สวรรค์มีตา! ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอหน้าแกที่นี่!”
มันโกรธจัดจนหลุดเสียงหัวเราะแหบพร่าสุดแสนวิปริต
“อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหิง… ไอ้ฆาตกรที่พรากชีวิตลูกชายข้า! ไอ้สวะที่บีบให้ข้าต้องทิ้งศักดิ์ศรีระหกระเหินหนีตาย! คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าวันนี้… ในสถานที่แบบนี้… ข้าจะได้มาเชือดแกด้วยมือตัวเอง!”
“ฮ่าๆๆๆ! สวรรค์ช่างเมตตาข้าซะเหลือเกิน!!”
หลี่เทียนเฮ่อแผดเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่งดั่งปีศาจร้าย ก่อนจะตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมหันไปสั่งการลูกสมุนรอบกาย
“พวกเจ้าเฝ้าแท่นบูชาเอาไว้ให้ดี! คอยดูข้าลากคอไอ้เด็กเหลือขอนี่มาสับเป็นชิ้นๆ ก็พอ!”
สิ้นคำราม ร่างของหลี่เทียนเฮ่อก็ระเบิดความเร็วกลายเป็นภาพติดตา พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าใส่ซูอวี่อย่างบ้าคลั่ง!
ทั่วร่างของมันแผ่ซ่านกลิ่นอาย ‘พลังปราณวิญญาณ’ บริสุทธิ์ออกมาจางๆ!
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์บรรลุถึงขอบเขตหลอมภายใน พวกเขาจะสามารถดูดซับพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินมาใช้งานได้ในระยะเวลาสั้นๆ
แก่นแท้ของขอบเขตหลอมภายใน คือการรีดเร้นพลังปราณโลหิตไปขัดเกลาหลอมภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหก เพื่อสร้างภาชนะรองรับพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินไว้ชั่วคราว
และเมื่อใดที่ขัดเกลาหลอมภายในจนสมบูรณ์แบบ ก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการหล่อหลอมทั่วทั้งร่าง เพื่อทะลวงเข้าสู่ ‘ขอบเขตกายาทองคำ’ ซึ่งจะทำให้สามารถกักเก็บพลังปราณวิญญาณไว้ในร่างกายได้อย่างถาวร!
นี่แหละคือความน่าสะพรึงกลัวของขอบเขตหลอมภายใน!
หากบอกว่าช่องว่างระหว่างขอบเขตปราณโลหิตกับขอบเขตหลอมโลหิต ยังพอจะใช้ทักษะยุทธ์หรือวิชาลับมาอุดรอยรั่วเพื่อต่อกรข้ามขั้นได้…
เช่นนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘หลอมโลหิต’ กับ ‘หลอมภายใน’ ก็คือหุบเหวลึกที่ไม่อาจถมให้เต็มด้วยลูกไม้ใดๆ ทั้งสิ้น!
เหตุผลง่ายๆ… ขอบเขตหลอมภายใน ได้ก้าวล่วงเข้าสู่วิถีแห่ง ‘ปราณวิญญาณ’ แล้ว!
ซึ่งพลังปราณวิญญาณ คือมวลพลังงานระดับสูงที่ทรงอานุภาพกว่าปราณโลหิตชนิดที่เทียบกันไม่ติดฝุ่น!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่เทียนเฮ่อในร่างหลอมภายใน ภายในหัวของซูอวี่ก็มีเพียงสัญชาตญาณเดียวที่ดังก้องขึ้นมา
หนี!!
ปราศจากความลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ซูอวี่ระเบิดพลังปราณโลหิตขีดสุดในพริบตา อัดฉีดพลังงานทั้งหมดลงสู่สองเท้า!
ปัง!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าปริแตก ร่างของชายหนุ่มพุ่งทะยานแหวกอากาศ หลบหนีออกไปทางหน้าหมู่บ้านด้วยความเร็วสูงสุดดุจสายฟ้าแลบ!
“หืม? ขอบเขตหลอมโลหิตงั้นเรอะ!”
ที่ด้านหลัง หลี่เทียนเฮ่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังของซูอวี่อย่างชัดเจน แววตาของมันยิ่งทอประกายอำมหิตเจิดจ้า
“ตอนนั้นข้าพลาดที่ไม่ได้เด็ดหัวแกด้วยตัวเอง ไม่คิดเลยว่าพรสวรรค์ของแกจะน่าสะพรึงกลัวจนทะลวงขั้นได้ไวขนาดนี้!”
“แต่ก็ดี! เพราะหลังจากวันนี้เป็นต้นไป โลกใบนี้จะไม่มีชื่อของไอ้สวะซูอวี่อีกต่อไป!”
“อ้อ จริงสิ… แกเป็นถึงอัจฉริยะระดับสีทองเชียวนี่! การเด็ดหัวแก รางวัลที่นิกายเทพสวรรค์จะประทานให้… มันอาจจะมากพอที่จะดันให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้เลยด้วยซ้ำ!”
“ซูอวี่เอ๋ยซูอวี่! แกนี่มันดาวนำโชคของข้าจริงๆ!”
ใบหน้าของหลี่เทียนเฮ่อบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ มันแผดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งพลางไล่กวดเข้าประชิด
ทางด้านหน้า ซูอวี่รูดซิปปากสนิทไม่ต่อล้อต่อเถียง เขาเพียงแค่กัดฟันรีดเร้นพลังปราณโลหิตหยดสุดท้าย เร่งความเร็วฝีเท้าขึ้นไปอีกขั้น!
บัดซบเอ๊ย! มียอดฝีมือระดับหลอมภายในโผล่มาคุมเชิงแบบนี้ นี่มันยังนับเป็นภารกิจระดับ A ได้อีกเหรอวะ!? ความยากระดับนี้มันพุ่งทะลุปรอทไปถึงภารกิจระดับ S แล้วชัดๆ!
ซูอวี่สบถด่าบรรพบุรุษคนจัดระดับภารกิจอยู่ในใจอย่างเกรี้ยวกราด
ทว่าด่าไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ สิ่งเดียวที่ทำได้คือวิ่งหนีตาย!
ต้องรอดออกไปให้ได้เท่านั้น ถึงจะมีความหวัง!
ชายหนุ่มพุ่งตัวฝ่าความมืดหลบหนีสุดชีวิต ชั่วอึดใจเดียว เขาก็พุ่งเข้าใกล้ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่บริเวณด้านนอกหมู่บ้าน...
ชายผอมที่หลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่ พลันเบิกตากว้างตวัดสายตามองลึกเข้าไปในหมู่บ้าน
“หืม? มีคลื่นพลังกดดัน… ขนาดที่ทำให้ฉันยังต้องใจสั่นโผล่มาได้ยังไง?”
“อย่าบอกนะว่า… ไอ้เด็กซูอวี่นั่นมันไปเตะโดนตออะไรเข้าให้อีกแล้ว?”
ไม่ใช่แค่ชายผอม ชายอ้วนที่เร้นกายอยู่ก็เผยตัวออกมาประกบข้างหวังเจี๋ย ทั้งสามคนจ้องมองเข้าไปในความมืดมิดของหมู่บ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหนักอึ้ง
“กลิ่นอายอำมหิตนั่น… ดูยังไงก็เป็นของยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในชัดๆ!”
หวังเจี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าเผือดสีลงไปหลายส่วน
นัยน์ตาตี่เล็กของชายอ้วนฉายแววครุ่นคิด “หมู่บ้านซอมซ่อแค่นี้ กลับมียักษ์ใหญ่ระดับหลอมภายในซุกซ่อนอยู่… ดูท่าว่าข้างในนั้น คงจะมีความลับดำมืดอะไรบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ!”
และในจังหวะนั้นเอง ร่างเงาสีดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดฝ่าความมืดออกมาจากทางเข้าหมู่บ้านอย่างเกรี้ยวกราด!
เมื่อหวังเจี๋ยเห็นเงาร่างนั้นชัดๆ ดวงตาก็เบิกโพลงเปล่งประกายวาววับ
“ไอ้ซูอวี่!!”
ชายอ้วนและชายผอมแสยะยิ้มอำมหิตให้กันทันที
“หึๆ… ได้ตัวมาง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อยเลยเว้ย! ไม่คิดเลยว่าแค่มานั่งดักรอ ก็จะได้เด็ดหัวมันจริงๆ!”
ซูอวี่ที่เพิ่งพุ่งตัวทะลวงพ้นซุ้มประตูหมู่บ้านออกมา ก็หักเบรกกะทันหัน เมื่อปะทะสายตาเข้ากับพวกหวังเจี๋ยทั้งสามคน ที่ยืนตั้งด่านดักรอเชือดเขาอยู่พอดิบพอดี!
สถานการณ์บ้าบอคอแตกอะไรวะเนี่ย!?
หัวคิ้วของซูอวี่ขมวดมุ่น เขารู้จักหวังเจี๋ยดี เพราะบรรดาอัจฉริยะบนทำเนียบ ล้วนผ่านตาเขามาหมดแล้ว
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มนึกไม่ถึงก็คือ… หวังเจี๋ยดันมาโผล่ที่นี่ด้วย!
ทันใดนั้น เสียงเย้ยหยันของหวังเจี๋ยก็ดังแว่วมา
“ไอ้ซูอวี่ วันนี้คือวันตายของแก! กล้ากระตุกหนวดเสือล่วงเกินนายน้อยหวังแล้ว ยังเสร่อเสนอหน้าก้าวออกจากค่ายอัจฉริยะอีก! ชาติหน้าเกิดใหม่… ก็หัดเจียมกะลาหัวซะบ้างนะโว้ย!”
หัวใจของซูอวี่กระตุกวูบ
ไอ้พวกนี้ถูกส่งมาดักฆ่าฉันงั้นรึ!?
ในชั่วพริบตานั้น วิกฤตความเป็นความตายก็ถาโถมเข้าใส่ซูอวี่จากทุกสารทิศ!
ข้างหน้ามีพวกหวังเจี๋ยสามคนดักเชือด… ข้างหลังมีหลี่เทียนเฮ่อขอบเขตหลอมภายในไล่กวด!
“เวรเอ๊ย…”
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมรณะของหลี่เทียนเฮ่อที่พุ่งกระชั้นชิดเข้ามาจากด้านหลัง สมองของซูอวี่ก็ปั่นป่วนประมวลผลด้วยความเร็วแสง
ทันใดนั้น นัยน์ตาของเขาก็ทอประกายเจ้าเล่ห์วาววับ!
ชายหนุ่มหันขวับกลับไปประจันหน้ากับหลี่เทียนเฮ่อที่กำลังพุ่งตามมาติดๆ ก่อนจะแผดเสียงตะโกนลั่นฟ้า
“หลี่เทียนเฮ่อ! แกคิดจริงๆ เหรอ... ว่าฉันโง่พอที่จะบุกมาที่นี่ตัวคนเดียวน่ะ!!”
หลี่เทียนเฮ่อขมวดคิ้วฉับ แน่นอนว่าสัมผัสระดับมัน ย่อมรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของพวกหวังเจี๋ยทั้งสามคนที่ดักรออยู่ตรงทางออกเช่นกัน!
พอได้ยินซูอวี่พูดแบบนั้น ความมั่นใจของมันก็เกิดรอยร้าวและชะงักงันไปชั่วจังหวะหนึ่ง
เมื่อเห็นเหยื่อติดเบ็ด ซูอวี่ก็ลอบยิ้มกริ่มในใจ ก่อนจะหันไปแหกปากตะโกนลั่นใส่พวกหวังเจี๋ย
“ศิษย์พี่หวังเจี๋ย! ช่วยผมรุมสกรัมมันที!!”
ทันทีที่ประโยคนั้นเข้าหู หวังเจี๋ยกับเพชฌฆาตอีกสองคนก็ถึงกับหน้าเหวออ้าปากค้างไปตามๆ กัน!
เชี่ยอะไรวะเนี่ย!?
พวกกูสามคนถูกส่งมาดักฆ่ามึงนะโว้ย! แล้วไอ้คำว่า ‘ช่วยผมรุมสกรัมมันที’ นี่มันหมายความว่าไงวะ!?
แต่ทว่า… ในวินาทีที่สายตาของพวกมันปะทะเข้ากับร่างของหลี่เทียนเฮ่อที่กำลังพุ่งทะยานตามมา สีหน้าของทั้งสามคนก็ซีดเผือดแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่นทันที!
มาถึงขั้นนี้ มีหรือที่พวกมันจะดูไม่ออกถึงแผนชั่วโยนเผือกร้อนของซูอวี่!
ชัดเจนว่าไอ้เด็กเวรนี่… กำลังจะยืมมือฆ่าคน โยนขี้หันเหความสนใจของยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายใน ให้มาลงที่หัวของพวกมันแทน!!
และก่อนที่พวกมันจะได้อ้าปากด่า ซูอวี่ก็ชิงตะโกนป่าวประกาศโอ้อวดสรรพคุณเสียงดังลั่น
“หลี่เทียนเฮ่อ! ศิษย์พี่หวังเจี๋ยของฉันน่ะ เป็นถึงอัจฉริยะไร้พ่ายอันดับที่สี่สิบแห่งค่ายอัจฉริยะเชียวนะโว้ย! ถ้าแกแน่จริงอยากจะฆ่าฉันล่ะก็… ก็ข้ามศพศิษย์พี่หวังเจี๋ยไปให้ได้ก่อนเถอะ!!”
ซูอวี่หัวเราะเยาะเย้ย ก่อนจะพลิกแพลงก้าวเท้าพุ่งพรวดเข้าไปหลบฉากอยู่ด้านหลังกลุ่มของหวังเจี๋ยอย่างเนียนตาสุดๆ!
และก็เป็นไปตามคาด… หลี่เทียนเฮ่อถูกคำยั่วยุของซูอวี่ดึงดูดความสนใจไปอย่างสมบูรณ์แบบ!
นัยน์ตาอำมหิตมืดมิดของมัน ตวัดวูบไปจ้องเขม็งดุดันใส่พวกของหวังเจี๋ยทั้งสามคนทันที!
“ค่ายอัจฉริยะงั้นรึ! ใต้เท้าคาดการณ์เอาไว้ไม่ผิดจริงๆ ว่าสวะอย่างแกต้องมุดหัวเข้าไปซุกปีกค่ายอัจฉริยะ!” หลี่เทียนเฮ่อแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “แต่แกคิดจริงๆ เหรอ... ว่าแค่ขยะขอบเขตหลอมโลหิตกระจอกๆ พวกนี้ จะเอาตัวรอดจากน้ำมือข้าไปได้!?”
“ก็ดี! ได้เด็ดหัวอัจฉริยะของค่ายเพิ่มอีกสักสองสามศพ… ผลงานชิ้นนี้ คงทำให้ข้าได้รับรางวัลมหาศาลยิ่งขึ้นไปอีก!!”