วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 52 แลกเปลี่ยนทรัพยากร เผชิญหน้าสือเจียน จิตมุ่งร้ายปรากฏ!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 52 แลกเปลี่ยนทรัพยากร เผชิญหน้าสือเจียน จิตมุ่งร้ายปรากฏ!
ณ โถงแลกเปลี่ยน ค่ายอัจฉริยะ
ซูอวี่ยืนตระหง่านอยู่ใต้หน้าจอขนาดมหึมา นัยน์ตากวาดมองรายการสิ่งของที่เรียงรายบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้เขาผลาญแต้มไปถึงแปดร้อยคะแนนถ้วนเพื่อแลกเปลี่ยน ‘วิชาดาบแยกนภา’ ทว่าบนป้ายหยกประจำตัวของเขาก็ยังคงมียอดคงเหลืออยู่อีกกว่าหนึ่งพันคะแนน!
ชายหนุ่มตั้งใจจะกวาดแต้มทั้งหมดไปแลกทรัพยากรประเภทโอสถ ตอนนี้เขามี ‘มีดวายุคลั่ง’ เป็นเขี้ยวเล็บโจมตี และมี ‘เกราะไหมทองคำ’ เป็นโล่พิทักษ์กาย ด้วยอุปกรณ์ฟูลออปชั่นระดับนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในก็ยังยากจะเทียบเคียงความมั่งคั่งของเขาได้!
สิ่งเดียวที่ซูอวี่ขาดแคลนที่สุดในตอนนี้… คือระดับการบ่มเพาะ!
ลำพังแค่ในค่ายอัจฉริยะแห่งนี้ ก็มียอดฝีมือขอบเขตหลอมภายในปาเข้าไปถึงห้าคนแล้ว ซ้ำร้ายมณฑลเจียงหนานยังเป็นเพียงหัวเมืองที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญของแคว้นต้าเซี่ย หากนำคุณภาพของเหล่าอัจฉริยะไปเทียบกับมณฑลชั้นแนวหน้าอื่นๆ ถือว่ายังห่างชั้นกันลิบลับ
ดังนั้น หากคิดจะผงาดคว้าอันดับยอดเยี่ยมในการสอบเกาเข่าให้ได้ล่ะก็ การยกระดับการบ่มเพาะคือภาคบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!
มิฉะนั้น ความฝันเรื่องอื่นก็พับเก็บไปได้เลย!
“โอสถหลอมโลหิตขั้นสาม แปดร้อยคะแนน!”
“โอสถหลอมโลหิตขั้นสี่ สามพันคะแนน!”
เมื่อเห็นป้ายราคาหราอยู่บนจอ มุมปากของซูอวี่ก็กระตุกยิกๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เดิมทีเขาคิดว่าแต้มหลักพันในมือตัวเองนับว่าเศรษฐีพอตัวแล้วเชียว
ใครจะไปคาดคิดว่าแต้มตั้งหนึ่งพันกว่าคะแนน กลับไม่พอแลกโอสถหลอมโลหิตขั้นสี่ได้เลยแม้แต่ขี้ผง!
ส่วนโอสถหลอมโลหิตขั้นสาม ก็รีดเลือดปูแลกมาได้เต็มที่แค่สองเม็ด หนำซ้ำ ทันทีที่กดตกลง แต้มคงเหลือก็จะหดหายเหลือติดบัญชีแค่ร้อยเศษๆ เท่านั้น!
แต่สรรพคุณของโอสถหลอมโลหิตขั้นสามก็จัดว่าโคตรเถื่อน มันสามารถอัดฉีดพลังปราณโลหิตได้ถึงยี่สิบหน่วยรวดเดียว! น่าเสียดายเพียงเรื่องเดียวก็คือ… หนึ่งคนสามารถรับสรรพคุณได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“ไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าโอสถหลอมโลหิตขั้นสี่มันจะเทพสักแค่ไหน หวังว่าจะสมราคาคุยสามพันคะแนนนะ!” ซูอวี่พึมพำเบาๆ
ก่อนจะกัดฟันกรอด กดแลกเปลี่ยนโอสถหลอมโลหิตขั้นสามมาสองเม็ดรวดอย่างเด็ดขาด!
พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ด้านข้างมองรายการแลกเปลี่ยนของซูอวี่พลางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเด็กใหม่มีแต้มคะแนนถลุงเล่นเป็นเบี้ยขนาดนี้
ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงทำหน้าที่อย่างแข็งขัน เอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี “น้องนักเรียนคะ โอสถหลอมโลหิตขั้นสามหนึ่งคนกินได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะคะ หากฝืนกินเข้าไปเม็ดที่สอง มันก็ไม่ต่างอะไรกับกินขนม ไม่ส่งผลใดๆ ทั้งสิ้นเลยนะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูอวี่ก็ยิ้มบางๆ ตอบกลับอย่างสุภาพ “ขอบคุณที่เตือนครับ แต่พอดีผมมีวิธีใช้งานมันแบบอื่นน่ะ”
พนักงานสาวได้แต่หุบปากเงียบ ในเมื่อเธอตักเตือนไปแล้ว หากเด็กหนุ่มดันทุรังเอาไปทิ้งขว้างก็คงโทษเธอไม่ได้อีก
ซูอวี่รับขวดโอสถหลอมโลหิตทั้งสองเม็ดมาเก็บไว้ จากนั้นก็แลกเปลี่ยน ‘วิชาชักนำพื้นฐาน’ มาอีกหนึ่งเล่ม ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
ทว่าในวินาทีนั้นเอง บริเวณหน้าประตูโถงแลกเปลี่ยนกลับบังเกิดเสียงฮือฮาอื้ออึงดังกระหึ่มขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
ซูอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันขวับไปมองตามเสียง
หน้าประตูบานใหญ่ ปรากฏร่างของชายหนุ่มใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมยาวสีดำทะมึน ด้านหลังสะพายพลองเหล็กดำทมิฬ กำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น
“ซี๊ดด! นั่นมันสือเจียนนี่หว่า! เก็บตัวไปตั้งนาน นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะโผล่หัวออกมา!”
“นั่นสิ! ข่าวลือบอกว่าหมอนี่สัมผัสถึงคอขวดของขอบเขตหลอมภายในได้แล้วนะ ถึงจะรั้งอยู่อันดับสิบเอ็ด แต่ถ้าเอาไปงัดกับพวกอันดับท้ายๆ ของท็อป 10 ล่ะก็ ฝีมือไม่เป็นรองแน่! ถ้าเขาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมภายในได้สำเร็จล่ะก็ มีสิทธิ์พุ่งพรวดไปติดท็อป 6 ได้สบายๆ เลยเชียว!”
“แล้วลมอะไรหอบให้ไอ้โหดนี่โผล่ออกมาได้ล่ะวะเนี่ย?”
ฝูงชนจ้องมองสือเจียนเป็นตาเดียว พลางซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่
ภายใต้สายตานับร้อยคู่ สือเจียนค่อยๆ สาวเท้าเดินแหวกฝูงชนเข้ามา และทิศทางที่เขากำลังมุ่งหน้าไป… คือจุดที่ซูอวี่ยืนอยู่พอดิบพอดี!
“เฮ้ย! ฉันรู้แล้ว! สือเจียนมันตั้งใจมาหาเรื่องซูอวี่แน่ๆ!”
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะ? ซูอวี่ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน กระตุกหนวดเสือจอมโหดอย่างสือเจียนตอนไหนเนี่ย?” บางคนสะกิดถามคนข้างๆ ด้วยความมึนงง
“หึหึ ตกข่าวแล้วมึงน่ะ จำภารกิจที่สือเจียนเคยรับไปทำตอนนั้นได้ไหมล่ะ?”
“หมายถึงภารกิจระดับ A ที่ซูอวี่เพิ่งเคลียร์ไปน่ะเหรอ?”
“เออ! ภารกิจนั้นแหละ! ตอนนั้นสือเจียนห้าวเป้งบุกไปทำภารกิจคนเดียว ผลคือโดนอัดจนสภาพปางตายหามกลับมา ว่ากันว่าตอนนั้นมันร่อแร่เหลือลมหายใจแค่รวยริน ถ้าหัวหน้าครูฝึกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยดึงวิญญาณไว้ ป่านนี้ได้ไปจิบน้ำชากับยมบาลแล้ว!”
“แต่ว่า… เรื่องหน้าแตกนั่นมันไปเกี่ยวอะไรกับการที่สือเจียนมาหาเรื่องซูอวี่ล่ะวะ!” หลายคนก็ยังเกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะเว้ย! หลังจากที่มันฟื้นตัว สือเจียนก็เคยลั่นวาจาเอาไว้ ว่ารอให้มันทะลวงเข้าขอบเขตหลอมภายในได้เมื่อไหร่ จะกลับไปล้างแค้นภารกิจระดับ A นั่นอีกครั้งให้จงได้”
“แล้วคนอื่นๆ พอเห็นว่าเบอร์สิบเอ็ดอย่างสือเจียนยังโดนเตะกลิ้งกลับมา ก็เลยไม่มีหน้าไหนกล้าเสนอหน้าไปรับภารกิจนั้นอีกเลย ทว่าตอนนี้… ซูอวี่ดันโฉบภารกิจนั้นไปทำ แถมยังปิดจ๊อบสำเร็จลุล่วง แบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับการง้างมือตบหน้าสือเจียนฉาดใหญ่กลางสี่แยกเลยไม่ใช่รึไงวะ!”
“ซี๊ดด… ฟังแกพูดแล้วก็จริงแฮะ ซูอวี่อยู่แค่ขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลาง กลับเคลียร์ภารกิจหินนั่นได้สบายๆ ในขณะที่สือเจียนอยู่ถึงขอบเขตหลอมโลหิตขั้นสูงสุดแท้ๆ แต่ปางตายกลับมา พอเอามาวางเทียบกันแบบนี้… สือเจียนโดนตบหน้าแหกจนหมอไม่รับเย็บจริงๆ ว่ะ!”
“หึหึ วันนี้หมอนั่นคงได้สายสืบรายงานว่าซูอวี่โผล่มาโถงแลกเปลี่ยน ก็เลยรีบบึ่งมาหาเรื่องถึงที่นี่แหงๆ!”
ฝูงชนต่างเบนสายตาไปทางซูอวี่ด้วยแววตาตื่นเต้น ราวกับกำลังรอรับชมละครฉากเด็ดเผ็ดมันส์ ประหนึ่งว่าพวกเขาสามารถมโนภาพล่วงหน้าได้แล้ว ว่าซูอวี่จะต้องดิ้นรนทุรนทุรายหนีตายภายใต้เงื้อมมือของสือเจียนอย่างน่าสมเพชขนาดไหน
ในสายตาของคนนอก ต่อให้ซูอวี่จะทำภารกิจหฤโหดนั่นสำเร็จ แต่บางครั้งการทำภารกิจมันก็มีปัจจัยเรื่องโชคและดวงเข้ามาเอี่ยวด้วยเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าหากจับมางัดกันซึ่งๆ หน้าด้วยความแข็งแกร่งเพียวๆ ซูอวี่ยังไงก็ไม่มีทางเป็นคู่มือของปีศาจอย่างสือเจียนได้เลย!
สือเจียนสาวเท้าเข้ามาหยุดตระหง่านอยู่เบื้องหน้าซูอวี่ สายตาดุดันคมกริบดั่งใบมีดจ้องเขม็งราวกับจะทิ่มแทงให้ทะลุร่างชายหนุ่ม
“แกคือซูอวี่งั้นเรอะ?”
น้ำเสียงอันเย็นเยียบของเขากดต่ำ ราวกับจะแช่แข็งอุณหภูมิโดยรอบให้ลดฮวบลงไปหลายองศา
ซูอวี่จ้องมองสือเจียนพลางเลิกคิ้ว ก่อนหน้านี้หยางเสี่ยวเคยเตือนเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อจู่ๆ สือเจียนโผล่หัวมาดักหน้า เขาจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก อย่างมากก็แค่คาดไม่ถึงว่า… อีกฝ่ายจะถ่อมาหาเรื่องถึงที่รวดเร็วปานนี้ แถมยังจงใจกร่างต่อหน้าประชาชีอย่างโจ่งแจ้งเสียด้วย
“ฉันซูอวี่ แกมีปัญหาอะไรไม่ทราบ?”
ซูอวี่สวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความยำเกรงแม้แต่เสี้ยวเดียว
ปัง! สือเจียนกระทืบเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างเกรี้ยวกราด พริบตานั้น อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดทะลักออกจากร่างราวกับทำนบแตก!
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาหรี่แคบลง
แค่ประเมินจากคลื่นกลิ่นอายเพียงอย่างเดียว สือเจียนคือยอดฝีมือขอบเขตหลอมโลหิตขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ซูอวี่เคยปะทะด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย! ต่อให้เอาไปเทียบกับหลี่เทียนเฮ่อ หมอนี่ก็เป็นรองเพียงแค่ปลายเล็บเท่านั้น!
สมกับเป็นค่ายอัจฉริยะจริงๆ… แค่ยอดฝีมืออันดับสิบเอ็ดยังดุดันถึงขนาดนี้ แล้วสัตว์ประหลาดในท็อปเท็นทั้งสิบอันดับแรก มันจะน่าเกรงขามขนาดไหนกัน? ชายหนุ่มลอบถอนใจเงียบๆ
ทว่า หลังจากผ่านสมรภูมิและอัปเกรดตัวเองมาพักใหญ่ ระดับความแข็งแกร่งของซูอวี่ก็ก้าวกระโดดขึ้นมาไม่เห็นฝุ่นเช่นกัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นอายก้าวร้าวของสือเจียน เขาจึงไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ แม้แต่นิดเดียว!
ตูม!
ปราณพลังระดับขอบเขตหลอมโลหิตขั้นกลางระเบิดออกจากร่างซูอวี่อย่างดุดัน มันพุ่งสวนทะลวงคลื่นพลังของสือเจียนที่กดทับลงมาจนแตกกระจุยอย่างสมบูรณ์แบบ!
เมื่อสือเจียนเห็นดังนั้น มุมปากก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา
“ดีมาก! สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะผู้ทำลายสถิติโหวหอกศักดิ์สิทธิ์ลงได้! ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ… ว่าคนเก่งอย่างแก จะมีความกล้าพอตะกายขึ้นลานประลองไปซัดกับฉันสักตั้งหรือเปล่า?!”
เผชิญหน้ากับคำท้าทายอันโอหังเย้ยฟ้าดิน มุมปากของซูอวี่ก็เหยียดยิ้มกว้างกระหายเลือด
“แล้วทำไมฉันจะไม่กล้าล่ะวะ?!”