วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 57 เคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุ อันดับเก้าแห่งทำเนียบอัจฉริยะ สือหยวน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 57 เคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุ อันดับเก้าแห่งทำเนียบอัจฉริยะ สือหยวน!
“ไสหัวออกมารับตีนข้าเดี๋ยวนี้ไอ้สวะ!!”
เสียงคำรามลั่นประดุจสัตว์ร้ายของชายหนุ่มร่างกำยำ จุดประกายค่ายอัจฉริยะที่เคยเงียบสงบให้เดือดพล่านขึ้นมาในพริบตา!
เหล่าอัจฉริยะนับไม่ถ้วนต่างหันขวับ พุ่งสายตาไปยังทิศทางของประตูหน้าค่ายเป็นตาเดียว
ส่วนพวกนักเรียนซิ่ว ทันทีที่เห็นเรือนร่างทะมึนตรงหน้าประตู สีหน้าของพวกเขาก็พลันถอดสีอย่างรุนแรง
“เป็นเขาไปได้ยังไงวะ!”
“อันดับเก้าแห่งทำเนียบอัจฉริยะ… สือหยวน!”
สิ้นเสียงประกาศชื่อสือหยวน ไม่ว่าจะเป็นเด็กซิ่วหรือนักเรียนใหม่ สีหน้าของทุกคนต่างแปรเปลี่ยนไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!
“ซี๊ดดด! นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เห็นตัวตนระดับท็อป 10 แห่งทำเนียบอัจฉริยะ ไม่ใช่ว่าพวกนั้นเข้าไปฝึกในดินแดนลับกันหมดแล้วหรอกเหรอ?”
“ดินแดนลับคงปิดลงแล้วแน่ๆ!”
“เชี่ยเอ๊ย! ฉันนึกออกแล้ว สือเจียนเป็นน้องชายของสือหยวนนี่หว่า! วันนี้สือเจียนเพิ่งโดนซูอวี่อัดจนเละคาตีน หรือว่าสือหยวนจะมากู้หน้าให้น้องชาย? จิ๊ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาตามเช็คบิลเร็วขนาดนี้!”
“นั่นมันอันดับเก้าของทำเนียบอัจฉริยะเชียวนะโว้ย! ยิ่งเพิ่งผ่านการฝึกนรกในดินแดนลับมาตั้งนาน ดีไม่ดีตอนนี้สือหยวนคงจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัวแน่!”
สายตาทุกคู่ต่างสาดส่องไปยังประตูทางเข้าค่ายอัจฉริยะ กระทั่งเจียงซ่างและเหล่าผู้ฝึกสอนยังถูกทำให้ตื่นตัว
ณ ชั้นดาดฟ้าของอาคารสูง เจียงซ่างและผู้ฝึกสอนอีกสี่คนกำลังยืนหยัดรับลมค่ำคืน เจียงซ่างไพล่มือไว้ด้านหลัง ทอดสายตามองเรือนร่างทะมึนของสือหยวนเบื้องล่าง มุมปากยกยิ้มบาง
“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าดินแดนลับครั้งนี้ จะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้เจ้าเด็กพวกนี้ได้มหาศาล กระทั่งสือหยวนก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมภายในได้แล้ว”
ด้านหลังของเขา ไป๋จ่านและเฉินเจ๋อหัวเราะเบาๆ
“นั่นสิครับ สือหยวนคืออันดับเก้าของทำเนียบอัจฉริยะ เหนือกว่าเขายังมีสัตว์ประหลาดตัวเป็นๆ อยู่อีกตั้งแปดคน ถึงจะเป็นเด็กซิ่ว แต่คะแนนสอบเกาเข่าตอนนั้นพวกเขาก็ไม่ธรรมดาเลย แค่มีความทะเยอทะยานสูงเกินไป กะจะสอบเข้าห้าสถาบันการศึกษาใหญ่ให้ได้ เลยยอมทนอยู่ต่อเป็นเด็กซิ่ว”
“การเข้าดินแดนลับรอบนี้ ไม่รู้ว่าในบรรดาสัตว์ประหลาดพวกนั้น จะมีใครก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขตหลอมภายในช่วงปลายได้บ้างไหม ถ้าเด็กซิ่วพวกนั้นอยากจะยัดตัวเองเข้าห้าสถาบันการศึกษาใหญ่ล่ะก็ ขืนไม่มีพลังระดับหลอมภายในช่วงปลายไปค้ำยัน มันก็คงจะยากเอาการ!”
คนทั้งกลุ่มต่างถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
ทว่าในตอนนั้นเอง ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกสอน เสียงเล็กๆ ที่แฝงไปด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ก็ดังแทรกขึ้นมา
“เอ่อ… ลูกพี่ครับ เมื่อกี้สือหยวนมันเพิ่งประกาศว่าจะไปหาเรื่องซูอวี่นะครับ ลูกพี่ไม่คิดจะลงไปห้ามหน่อยเหรอครับ?”
สิ้นคำถาม รอยยิ้มบนใบหน้าเจียงซ่างก็ค่อยๆ แข็งค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความอึมครึมดำมืดในชั่วพริบตา
เขาสบถด่าลั่น “แม่งเอ๊ย! เจ้าเด็กพวกนี้มันกะจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือไงวะ! ทำไมไอ้พวกเวรนี่ถึงดาหน้าไปหาเรื่องซูอวี่กันไม่หยุดหย่อนเลยเนี่ย?”
“อืม… คือว่าลูกพี่ครับ สือเจียนที่โดนอัดไปเป็นน้องชายของสือหยวนนะครับ”
เจียงซ่างชะงักไปชั่วครู่ เขานวดคลึงหัวคิ้วตัวเองเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดขมับ
“ช่างหัวแม่มันเถอะ! ฉันขี้เกียจจะไปเช็ดล้างให้แล้วเหมือนกัน ไอ้เด็กซูอวี่คนนี้… ตั้งแต่ที่มันเหยียบเท้าเข้ามา ค่ายอัจฉริยะของเราก็ไม่เคยมีความสงบสุขเลยสักวัน!”
เฉินเจ๋อหัวเราะร่วน “จะสงบสุขหรือไม่สงบสุขก็ช่างเถอะครับ แต่ลูกพี่ไม่สังเกตเหรอว่า ตั้งแต่ซูอวี่เข้ามา บรรยากาศการแข่งขันในค่ายก็ดุเดือดและกดดันขึ้นเป็นกอง? ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็… บางทีรุ่นนี้ มณฑลเจียงหนานของเราอาจจะหลุดพ้นจากตำแหน่งบ๊วยได้สักทีนะครับ”
พอได้ยินแบบนั้น เจียงซ่างก็หลุดหัวเราะออกมาจากใจจริง
“นั่นสินะ เจ้าเด็กแต่ละคนในรุ่นนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ บางที… เกียรติยศของมณฑลเจียงหนาน อาจจะต้องฝากให้พวกเขานี่แหละเป็นคนกอบกู้มันขึ้นมา!”
“แล้ว… ตกลงเรื่องสือหยวนล่ะครับ เรายังจะเข้าไปห้ามอยู่ไหม?”
เสียงเล็กๆ ที่แฝงความขลาดกลัวดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาบรรยากาศอันฮึกเหิมเมื่อครู่แหลกสลายลงในชั่วพริบตา
นัยน์ตาประหนึ่งจะกินเลือดกินเนื้อของเจียงซ่าง ตวัดขวับไปจดจ้องหน้าไอ้คนที่เพิ่งขัดจังหวะทันที
“ถ้าแกเงียบปากไปซะ ก็ไม่มีใครหาว่าแกเป็นใบ้หรอกนะ!”
ผู้ฝึกสอนคนนั้นหดคอวูบด้วยความเสียวสันหลัง ก่อนจะบ่นอุบอิบเสียงอ่อย “ผม… ผมก็แค่พูดความจริงนี่นา”
เจียงซ่างสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความรู้สึกอยากจะตบกะโหลกไอ้หมอนี่ให้ตายคามือสุดฤทธิ์ เขาหันกลับไปทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่าง
“แล้วจะให้ทำยังไงได้วะ? ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน แล้วค่อยหาจังหวะลงไปเบรกแหละมั้ง!”
และในเวลาเดียวกันนั้น การปรากฏตัวของสือหยวน ก็ทำให้ทั่วทั้งค่ายอัจฉริยะลุกเป็นไฟ!
เด็กซิ่วสองสามคนที่เป็นลูกสมุนของสือเจียน รีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาสือหยวน พร้อมกับฟ้องร้องสารพัดอย่างออกรส
“พี่หยวน! ในที่สุดพี่ก็กลับมาสักที! พี่ไม่รู้หรอกว่าไอ้เด็กใหม่ที่ชื่อซูอวี่มันกำเริบเสิบสานขนาดไหน! มันไม่แค่แย่งภารกิจของพี่เจียนไปหน้าด้านๆ แต่ตอนที่พี่เจียนขึ้นประลองกับมัน… ยังโดนมันกระทืบซะเละ จนถึงตอนนี้ก็ยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่ห้องพยาบาลเลยครับพี่!”
“ใช่ครับพี่หยวน! พี่ต้องทวงแค้นให้พี่เจียนนะครับ!”
พวกมันสาดโคลนใส่ซูอวี่ไฟแลบ สือหยวนที่เป็นพวกสมองกล้ามคิดตื้น พอโดนลูกน้องยุแยงเติมเชื้อเพลิงแบบนี้ เปลวเพลิงแห่งโทสะก็พลันพุ่งทะลักปรี๊ดขึ้นสมองทันที!
“ไอ้สวะบังอาจ!!”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ไอ้ลูกเจี๊ยบหน้าใหม่มันกล้ากำเริบเสิบสานเหยียบหัวคนอื่นถึงขนาดนี้?!”
สือหยวนคำรามลั่นราวกับสัตว์ร้าย ฉับพลันกลิ่นอายพลังอันป่าเถื่อนก็ระเบิดพลุ่งพล่าน! ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณท่อนแขนล่ำสันของเขายังมีไอพลังปราณโลหิตจางๆ ลอยหมุนวนอยู่รอบๆ อย่างน่าสะพรึงกลัว!
“เชี่ยเอ๊ย! นั่นมันพลังปราณนี่หว่า! สือหยวนทะลวงขอบเขตหลอมภายในสำเร็จแล้ว!”
บรรดาไทยมุงรอบๆ พอเห็นพลังปราณคลุมผิวกายของสือหยวน ต่างก็เบิกตากว้าง ร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก
“ซี๊ดดด! คราวนี้ซูอวี่ซวยตายชักแน่! ต่อให้มันจะโค่นสือเจียนลงได้ แต่ยังไงสือเจียนก็เป็นแค่ขอบเขตหลอมโลหิต ทว่าสือหยวนตอนนี้… ก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตหลอมภายในไปแล้วนะโว้ย!”
“ใช่! ขอบเขตหลอมภายในกับหลอมโลหิตจุดสูงสุด แม้จะห่างกันแค่เส้นด้ายบางๆ แต่อนุภาพพลังมันห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!”
“ถูกต้องที่สุด! พลังปราณกับปราณโลหิต มันคนละสปีชีส์กันเลย!”
“คราวนี้ ไอ้หนุ่มนั่นได้เตะเข้ากับแผ่นเหล็กหนาเตอะเข้าให้แล้ว!”
หลายคนเริ่มส่งสายตาสมเพชเวทนาซูอวี่ลึกๆ อยู่ในใจ
สือหยวนกระชับกระบองเขี้ยวหมาป่าในมือแน่น สาวเท้ามุ่งหน้าเดินตรงดิ่งไปกระซวกหอพักของซูอวี่ทันที!
พวกไทยมุงและพวกชอบสอดรู้สอดเห็นจำนวนมาก ต่างกรูกันเดินตามหลังสือหยวนไปติดๆ เพื่อรอชมมหรสพโรงใหญ่
สือหยวนย่ำเท้ามาหยุดอยู่ใต้ตึกหอพัก ทันใดนั้นมันก็แผดเสียงแหบพร่าคำรามลั่น!
“ซูอวี่!! ไสหัวออกมารับตีนข้าเดี๋ยวนี้ไอ้สวะ!!”
คลื่นเสียงดุดันกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งตึก!
และในเวลาเดียวกันนั้น ตัดภาพมายังภายในห้องพักของซูอวี่…
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นอย่างเชื่องช้า
หลังจากผ่านการทำสมาธิบีบอัดรากฐานพลังมาได้สักพัก ซูอวี่ก็สามารถควบแน่นพลังปราณโลหิตอันบ้าคลั่ง ให้อยู่ในระดับประมาณ 85 หน่วยได้สำเร็จ ถึงแม้ตัวเลขจะหดหายจาก 89 หน่วยไปบ้าง ทว่าในด้านความบริสุทธิ์และคุณภาพ… มันกลับก้าวข้ามของเดิมไปอย่างเทียบไม่ติด!
“ฟู่… ขอเวลาฉันอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น บางทีคงจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมโลหิตจุดสูงสุดได้แล้ว!”
ซูอวี่ยกยิ้มมุมปาก พลางสะบัดมือเรียกเคล็ดวิชาชักนำพื้นฐานที่เพิ่งแลกมาสดๆ ร้อนๆ ออกมาจากแหวนมิติ
ก่อนหน้านี้เขาแลกติดตัวมาแล้วเล่มหนึ่ง และตอนนี้… สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำก็คือ…
การจับวิชาขยะสองเล่มนี้มา ‘สังเคราะห์’ เข้าด้วยกัน!
ซูอวี่โยนคัมภีร์เคล็ดวิชาชักนำพื้นฐานทั้งสองเล่ม ยัดใส่ช่องสังเคราะห์โดยไม่ลังเล!
วิ้งงงง!
แสงสีทองสาดประกายเจิดจ้าบาดตา! ตำราเล่มใหม่เอี่ยมอ่องที่แผ่กลิ่นอายลึกลับเล่มหนึ่ง ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอยู่กลางช่องเก็บของสีทอง!
[**แจ้งเตือน: สังเคราะห์สำเร็จ! ได้รับวิชาบ่มเพาะระดับ 2 <เคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุ>**]
[**รายละเอียด: สามารถฝึกฝนได้จนถึงขอบเขตหลอมภายใน ดึงดูดพลังเบญจธาตุแห่งฟ้าดินมาหลอมรวมเพื่อเสริมสร้างพลังปราณ หากบ่มเพาะจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ จะมีอานุภาพเทียบเคียงวิชาบ่มเพาะระดับ 3!**]
เมื่อไล่สายตาอ่านคำอธิบายในหน้าต่างระบบ นัยน์ตาของซูอวี่ก็พลันสาดประกายความบ้าคลั่งเจิดจ้าขึ้นมาทันที!
วิชาบ่มเพาะระดับหนึ่ง การประคองพลังไปจนถึงขอบเขตหลอมโลหิตจุดสูงสุดก็ถือว่าชนเพดานแล้ว ทว่าวิชาบ่มเพาะระดับสองเล่มนี้ กลับทะลวงขีดจำกัดไปได้ไกลจนถึงขอบเขตหลอมภายใน!
วินาทีนั้น เลือดในกายของซูอวี่ก็เริ่มเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น!
ทว่า!
ในเสี้ยววินาทีที่ซูอวี่กำลังเตรียมจะหลับตาบ่มเพาะเคล็ดวิชาชักนำเบญจธาตุนั้นเอง เสียงคำรามแหบพร่าปานสัตว์ร้ายที่ดังทะลุทะลวงแก้วหู ก็พลันระเบิดกึกก้องอัดกระแทกเข้ามาถึงในห้อง!
“ซูอวี่!! ไสหัวออกมารับตีนข้าเดี๋ยวนี้ไอ้สวะ!!!”