วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 6 เครือตระกูลหลี่ กับความตกตะลึงของหลิวขวง
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 6 เครือตระกูลหลี่ กับความตกตะลึงของหลิวขวง
ณ ใจกลางเมืองเหิงเฉิง บนยอดตึกระฟ้าที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ปรากฏป้ายไฟนีออนขนาดมหึมาสาดแสงเจิดจ้าเป็นตัวอักษรสี่ตัว… ‘เครือตระกูลหลี่!’
เครือตระกูลหลี่คือขั้วอำนาจระดับแนวหน้าของเมืองเหิงเฉิง พวกมันผูกขาดธุรกิจโอสถในเมืองนี้ไปถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสวะอย่างหลี่หู่ถึงเบ่งบารมีเป็นลูกค้าระดับ VIP ของร้านขายโอสถซิงเฉิงได้
ขณะเดียวกัน ภายในห้องทำงานหรูหราบนชั้นสูงสุดของเครือตระกูลหลี่ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังทอดสายตาดำทะมึนจ้องมองหลี่หู่และหลี่หลง นิ้วมือผอมเกร็งเคาะลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงเป็นจังหวะชวนอึดอัด
“หมายความว่า… พวกแกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน กระตุกหนวดเด็กเปรตที่น่าจะเป็น ‘นักสู้’ มางั้นสิ?”
หลี่หลงกลืนน้ำลายฝืดคอ เค้นเสียงสั่นเครือแก้ตัว “พะ… พ่อครับ! ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นนักสู้! มันก็แค่เพื่อนร่วมชั้นของน้องรอง ถึงจะอยู่ ม.6 เหมือนกัน แต่ผมไม่เคยได้ยินชื่อไอ้จืดนี่ในโรงเรียนมาก่อนเลยนะ!”
ชายวัยกลางคนผู้แผ่กลิ่นอายคุกคามตรงหน้านี้ คือผู้นำตระกูลหลี่… หลี่เทียนเฮ่อ!
“พ่อครับ! พ่อต้องช่วยพวกเรานะ! ผมไม่อยากถูกจับโยนเข้าคุกนักสู้ไปเน่าตายในนั้นตลอดชีวิต!” หลี่หู่คร่ำครวญเสียงหลง
‘คุกนักสู้’ คือนรกบนดินที่สมาคมนักสู้ก่อตั้งขึ้นเพื่อคุมขังนักสู้เดนตายที่แหกคอกโดยเฉพาะ สวะทุกตัวที่ถูกส่งเข้าไปในนั้น ล้วนแต่เป็นพวกชั่วช้าสามานย์ที่มือเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน!
หากซูอวี่บรรลุเป็นนักสู้จริงๆ แค่มันเอ่ยปากฟ้องสมาคมนักสู้ประโยคเดียว ต่อให้หลี่หลงจะเป็นตัวเต็งนักสู้ฝึกหัด ก็ต้องถูกจับโยนเข้าคุกนักสู้ ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกตลอดกาล!
‘ห้ามหยามเกียรตินักสู้’ กฎเหล็กข้อนี้ฝังรากลึกไปทั่วทั้งประเทศต้าเซี่ย ไม่มีหน้าไหนกล้าท้าทายอำนาจมืดนี้!
หลี่เทียนเฮ่อขมวดคิ้วเป็นปม นิ้วมือยังคงเคาะโต๊ะดังก๊อกๆ อย่างต่อเนื่อง บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก หลี่หลงกับหลี่หู่ได้แต่ยืนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เนิ่นนานผ่านไป แววตาของหลี่เทียนเฮ่อก็แปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตสุดขีด
“เงา!”
ฟุ่บ!
สิ้นเสียงเรียก ร่างชุดดำสายหนึ่งก็โผล่พรวดพุ่งทะยานออกมาจากมุมมืดข้างกายหลี่เทียนเฮ่อราวกับภูตผี
“ขอรับ ท่านประธาน!” ชายชุดดำคุกเข่าหมอบกราบด้วยความนอบน้อม
หลี่เทียนเฮ่อสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ปรานี
“ไปดักรอที่หน้าสมาคมนักสู้ ถ้าไอ้เด็กที่ชื่อซูอวี่ก้าวเท้าออกมาเมื่อไหร่ ให้รีบมารายงานฉันทันที… แต่ถ้าสืบรู้มาว่ามันยังไม่ได้เป็นนักสู้ ก็จัดการ ‘เก็บ’ มันซะ!”
“รับทราบ!” ชายชุดดำพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะชะงักไปชั่วครู่ “ท่านประธาน… แล้วถ้าหากไอ้เด็กนั่นกลายเป็นนักสู้ไปแล้วจริงๆ ล่ะครับ จะให้ทำยังไง?”
“ถ้ามันเป็นนักสู้ไปแล้วงั้นรึ…”
จิตสังหารอันบ้าคลั่งระเบิดวูบออกจากแววตาของหลี่เทียนเฮ่อ
“งั้นก็ยิ่งต้องส่งมันไปลงนรก! แค่ลงมือให้มันกลืนหายไปกับความมืด อย่าทิ้งร่องรอยเอาไว้ก็พอ!”
“พ่อ!!”
หลี่หลงกับหลี่หู่อ้าปากค้าง มองผู้เป็นพ่อด้วยความตกตะลึง
นี่มันบ้าไปแล้ว! กฎเหล็กคือห้ามหยามเกียรตินักสู้ แต่พ่อของพวกเขากลับเลือกที่จะลอบสังหารนักสู้ทิ้งหน้าตาเฉย!
หลี่เทียนเฮ่อตวัดสายตาดุดันจ้องลูกชายทั้งสอง ความเดือดดาลปะทุขึ้นจนแทบทะลุปรอท
“มองหาสวรรค์วิมานอะไรวะ! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกแกไปก่อเรื่องระยำเอาไว้ แกคิดว่าพ่ออยากจะเอาคอไปพาดเขียง เสี่ยงตายลอบสังหารนักสู้หรือไงฮะ!” หลี่เทียนเฮ่อตวาดลั่นจนโต๊ะสะเทือน
“จำเอาไว้… ต่อให้สมาคมนักสู้จะระแคะระคายว่าพวกแกเคยมีเรื่องกับไอ้เด็กนั่น แต่กับ ‘ศพ’ ของนักสู้ที่ไร้ค่าคนนึง บวกกับบารมีและเม็ดเงินของตระกูลหลี่ในเมืองเหิงเฉิง พวกสมาคมมันก็ทำได้แค่หลับตาข้างลืมตาข้างเท่านั้นแหละ!”
พูดจบ หลี่เทียนเฮ่อก็ปรายตามองเงาร่างชุดดำ ชายผู้นั้นผงกศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะกลืนหายไปกับเงามืดภายในห้องทำงานอย่างไร้ร่องรอย
……
เวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในลานฝึกซ้อมของสมาคมนักสู้
บนหน้าจอดิจิทัลของเครื่องจักรทรงกระบอกขนาดมหึมา ตัวเลขสีแดงสดกำลังเด้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
[**0.1!**]
[**0.2!**]
ตัวเลขพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ แข่งกับเวลาที่เดินไปข้างหน้า
หลิวขวงก้าวมายืนกอดอกอยู่ข้างๆ อู๋หมิง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แค่ทดสอบปราณโลหิตมันของกล้วยๆ ใครที่กล้าแหยมเข้ามาทดสอบก็ผ่านด่านนี้ได้กันทั้งนั้นแหละ ด่านของจริงคือการทดสอบพละกำลังกับความเร็วหลังจากนี้ต่างหาก อยากรู้นักว่าไอ้หนูนี่มันจะรีดเร้นพลังออกมาได้สักแค่ไหน”
อู๋หมิงลูบเคราตัวเองพลางหัวเราะหึๆ
“ขอแค่เหยียบเข้าสู่ขอบเขตนักสู้ได้สำเร็จ ด้วยอายุอานามแค่นี้ ยังไงมันก็มีสิทธิ์ก้าวเข้าไปใน ‘สถานที่แห่งนั้น’ อยู่แล้ว!”
หลิวขวงปรายตามองอู๋หมิงด้วยแววตาลึกล้ำ ก่อนจะหัวเราะร่วน
“ก็ถูกของคุณ”
พูดจบ บิ๊กบอสทั้งสองก็หันกลับไปจดจ่อที่หน้าจออีกครั้ง
ไม่กี่อึดใจต่อมา ตัวเลขบนหน้าจอก็พุ่งทะยานไปหยุดนิ่งที่…
[**1.0!**]
“ผ่านฉลุย!” หลิวขวงคลี่ยิ้มพอใจ “ไอ้หนูนี่มันของจริงว่ะ”
เสียงปลดล็อคเครื่องจักรดังขึ้น ซูอวี่ก้าวเท้าออกมาจากแคปซูลกระจก เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไอ้พวกหนวดเซนเซอร์เมื่อกี้มันทำตัวเหมือนปลิงดูดเลือดไร้ก้นบึ้ง ที่สูบเอาปราณโลหิตของเขาไปตรวจสอบอย่างตะกละตะกลาม
“ซูอวี่! ทางนี้!”
หลิวขวงกวักมือเรียก ซูอวี่รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที
“เอาล่ะ ด่านปราณโลหิตถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ไปต่อกันที่ด่านพละกำลังทำลายล้าง!”
ซูอวี่พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเครื่องจักรเครื่องที่สอง
ลักษณะของมันคล้ายคลึงกับแผ่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บนพื้นผิววัสดุสีดำทมิฬนั้น ปรากฏรอยบุบร่องรอยหมัดประทับเอาไว้นับไม่ถ้วน แผ่กลิ่นอายความดุดันออกมาอย่างชัดเจน
“กฎของด่านนี้ง่ายมาก... งัดพละกำลังทั้งหมดที่แกมี ซัดเข้าไปให้ได้ ‘หนึ่งพันกิโลกรัม’ หรือหนึ่งตันถ้วน! ถึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็นนักสู้ที่แท้จริง พร้อมรึยังไอ้หนู?” หลิวขวงอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พูดตามตรง เขาเองก็ไม่รู้ขีดจำกัดสูงสุดของตัวเองเหมือนกันว่าพลังหมัดในตอนนี้มันบ้าคลั่งไปถึงระดับไหนแล้ว ก็แหม… ที่บ้านไม่ได้มีเครื่องทดสอบเฉพาะทางราคาแพงหูฉี่แบบนี้นี่นา
งานนี้คงต้องใส่ให้สุดแรงเกิด แล้วรอดูตัวเลขเอาเอง!
‘ในเมื่อปราณโลหิตทะลุ 1.0 ไปแล้ว พละกำลังแค่หนึ่งพันกิโลกรัม มันจะไปยากอะไรวะ!’
ซูอวี่เพ่งสมาธิจดจ่อไปที่แผ่นศิลาเบื้องหน้า กล้ามเนื้อทุกมัดทั่วร่างเกร็งเขม็ง พลังปราณโลหิตเดือดพล่านไหลเวียนไปรวมศูนย์ที่หมัดขวาจนเส้นเลือดปูดโปน
จากนั้น… เขาก็บิดเอวส่งแรง ซัดหมัดกระแทกออกไปสุดเหวี่ยง!
ตูมมมม!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องประหนึ่งอุกกาบาตพุ่งชนโลก คลื่นกระแทกสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้องโถง!
บนผิวศิลาโลหะสีดำทมิฬที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กลับปรากฏรอยปริร้าวเล็กๆ แตกแขนงออกไปคล้ายใยแมงมุม!
พร้อมกันนั้น ตัวเลขสีแดงฉานบนหน้าจอดิจิทัลก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะหยุดชะงักลงที่…
[**1,893 กิโลกรัม!!**]
ทันทีที่ตัวเลขนี้ปรากฏขึ้น รูม่านตาของหลิวขวงและอู๋หมิงก็หดเกร็งวูบอย่างรุนแรง!
“พันแปดร้อยกิโลกรัม!!”
บิ๊กบอสทั้งสองหันขวับมามองหน้ากันด้วยความช็อกตาตั้ง ต่างฝ่ายต่างเห็นความตื่นตะลึงสุดขีดในแววตาของกันและกัน!
เด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตนักสู้… แต่กลับระเบิดพละกำลังทำลายล้างได้เกือบสองตันเนี่ยนะ?! นี่มันคอนเซปต์สัตว์ประหลาดบ้าบออะไรกันวะเนี่ย!!
หลิวขวงสูดอากาศเย็นเยียบเข้าปอดลึกๆ หันไปมองอู๋หมิงด้วยสายตาอิจฉาตาร้อนสุดขีด
“ตาเฒ่าอู๋… โรงเรียนมัธยมที่ 1 ของนาย ขุดเจอโคตรเพชรเม็ดงามเข้าให้แล้วว่ะ! ดูท่า ‘สถานที่แห่งนั้น’ คงจะได้ต้อนรับอัจฉริยะจากเมืองเหิงเฉิงของเราจริงๆ ซะแล้ว!”
ทางด้านอู๋หมิงในตอนนี้ แทบจะหุบยิ้มไม่ได้ ใบหน้าเหี่ยวย่นบานแฉ่งเป็นจานกระด้งไปเรียบร้อยแล้ว!
ซูอวี่ก้มมองหมัดของตัวเองพลางขมวดคิ้ววิเคราะห์เงียบๆ
‘พลังบ้าบอขนาดนี้… เป็นเพราะเอฟเฟกต์ของโอสถพวกนั้นงั้นเหรอ?’
ซูอวี่รู้ลิมิตตัวเองดี พรสวรรค์ตั้งต้นของเขาไม่ได้สูงส่งอะไรเลย แต่อย่าลืมสิว่าเขามี ‘สูตรโกง’ ซ่อนอยู่!
โอสถระดับเทพที่คราฟต์ผ่านช่องสังเคราะห์ ล้วนแฝงไปด้วยสรรพคุณลึกลับสุดหยั่งคาด! มันไม่ได้แค่ช่วยเร่งปราณโลหิตอย่างดุดันเท่านั้น แต่มันยังแอบหล่อหลอมเส้นเอ็นและกระดูก ยกระดับพละกำลังของเขาขึ้นมาอย่างมหาศาลโดยไม่รู้ตัว!
แค่คิดถึงตรงนี้ เลือดในกายของซูอวี่ก็เดือดพล่าน เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะกลืน ‘โอสถชำระกระดูก’ เม็ดนั้นลงท้องในคืนนี้ซะเดี๋ยวนี้เลย!
ไม่ปล่อยให้เสียเวลา ซูอวี่ก้าวต่อไปยังด่านสุดท้าย… เครื่องทดสอบความเร็ว!
หลิวขวงกระแอมไอเรียกสติ ก่อนจะเอ่ยสั่งการ
“ขึ้นไปยืนบนลู่วิ่ง แล้ววิ่งให้สุดฝีเท้าสักหนึ่งนาทีก็พอ ขอแค่วิ่งฉิวทะลุเกณฑ์ ‘ยี่สิบเมตรต่อวินาที’ ได้ ก็ถือว่าสอบผ่านฉลุย!”
ซูอวี่พยักหน้ารับ แววตาทอประกายคาดหวังอย่างแรงกล้า
‘พละกำลังยังดีดขึ้นมาได้ขนาดนี้เพราะเอฟเฟกต์ยา… งั้นความเร็วของฉัน มันจะพุ่งทะลุปรอทขนาดไหนกันวะ!’
วืดดดด! ทันทีที่เครื่องจักรเริ่มทำงาน ซูอวี่ก็งัดเอาแรงฮึดทั้งหมดที่มี ระเบิดสปีดออกตัวพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งวายุคลั่ง!
เวลาหนึ่งนาทีสั้นๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ซูอวี่ก้าวลงมาจากลู่วิ่งด้วยสภาพหอบแฮก เหงื่อซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองตัวเลขบนหน้าจอ มุมปากก็แสยะยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
[**ความเร็วสูงสุด: 43 เมตร/วินาที!**]
ทางด้านหลิวขวงกับอู๋หมิง พอเห็นตัวเลขบนหน้าจอวิปริตแบบนั้น ก็ถึงกับเข่าอ่อน สั่นสะท้านไปทั้งตัว!
“ไอ้เด็กปีศาจ…” หลิวขวงสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดดังเฮือก
ในฐานะรองประธานสมาคมนักสู้ผู้กุมอำนาจแห่งเมืองเหิงเฉิง เขาเห็นอัจฉริยะมานักต่อนัก แต่ไอ้สัตว์ประหลาดที่เพิ่งบรรลุเป็นนักสู้ แล้วเสือกบดขยี้สถิติพังพินาศย่อยยับขนาดนี้… เขาไม่ได้เห็นมาหลายสิบปีแล้ว!!
ทันใดนั้น สีหน้าของหลิวขวงก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจังขั้นสุด เขาหันขวับไปกำชับอู๋หมิงเสียงเข้ม
“ตาเฒ่าอู๋! นายต้องคุ้มครองไอ้เด็กนี่เอาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตนายจะทำได้! ฉันจะรีบส่งเรื่องสายตรงไปที่ ‘สถานที่แห่งนั้น’ เดี๋ยวนี้แหละ ให้พวกเบื้องบนส่งทูตลงมาประเมินผลมันเป็นกรณีพิเศษเลย!”
ดวงตาของอู๋หมิงเบิกกว้างทอประกายเจิดจ้า เขาพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
วินาทีนี้… สายตาที่ทั้งสองมองไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่ชื่อซูอวี่ มันไม่ได้เป็นแค่การมองนักเรียนธรรมดาอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะสั่นสะเทือนไปถึงเบื้องบน!