วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 80 รวมพล ณ พระราชวัง แกมีปัญหาหรือไง?
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 80 รวมพล ณ พระราชวัง แกมีปัญหาหรือไง?
ขอบเขตหลอมภายในช่วงต้นระดับสูงสุด!
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งดุดันระเบิดออกจากร่างซูอวี่ คลื่นพลังวิญญาณบ้าคลั่งหมุนวนล้อมรอบตัวเขาราวกับพายุ
ทันใดนั้น เงาร่างสายหนึ่งพลันพุ่งพรวด ตัดผ่านระยะการมองเห็นของคนบนฝั่งทั้งสี่ไปอย่างรวดเร็วจนตาพร่า!
วินาทีต่อมา ซูอวี่ก็มาปรากฏตัวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสี่คน
ซูอวี่ยกยิ้มบางมุมปาก กวาดสายตามองคนทั้งหมด
“ทุกท่าน รอกันนานเลยสินะ!”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซูอวี่ในยามนี้ ต่อให้เป็นคนเย่อหยิ่งจองหองอย่างอู่เจี้ย ก็ยังใบ้กิน ตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
การยืนหยัดสู้ความตายในสระน้ำไอวิญญาณได้นานถึงครึ่งชั่วโมง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเพียงยอดอัจฉริยะจากนครมารเท่านั้นที่เคยทำสถิติไว้
แต่ตอนนี้… มีสัตว์ประหลาดชื่อซูอวี่เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับการบ่มเพาะของซูอวี่ยังต่ำกว่าตำนานแห่งนครมารคนนั้นอยู่ถึงหนึ่งขั้นเต็มๆ!
ชั่วขณะนั้น ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มในสายตาของพวกเขา พลันดูยิ่งใหญ่และสูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึงในทันที
ทว่าในจังหวะนั้นเอง สระน้ำไอวิญญาณเบื้องหน้ากลับสั่นสะเทือน ก่อนจะอันตรธานหายวับไปในพริบตา!
สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่ คือประตูมิติสีขาวโพลนสาดแสงเรืองรอง ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงัน
สายตาทุกคู่หันขวับไปจ้องมองเป็นตาเดียว
เมื่อเพ่งมองทะลุผ่านม่านแสงเข้าไป พวกเขาสามารถมองเห็นทัศนียภาพของพระราชวังขนาดมหึมาซ่อนตัวอยู่ลางๆ
ลมหายใจของทุกคนเริ่มถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ในที่สุดก็เปิดออก... ด่านทดสอบสุดท้าย!” หยางฉีจ้องมองประตูมิติเขม็ง แววตาแผดเผาด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
ซูอวี่และตู้เนี่ยนกวนหันมาสบตากัน ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง
เป้าหมายสูงสุดที่พวกเขาดั้นด้นฝ่าฟันนรกมาจนถึงที่นี่ ก็เพื่อมรดกปรมาจารย์ด่านสุดท้ายนี้ไม่ใช่หรือไง!
ไม่รอช้า พวกเขาทั้งหมดก้าวเท้าพุ่งทะยานเข้าสู่ประตูมิติไปทันที!
……
ณ ภายในพระราชวัง
ลำแสงสีขาวสาดส่องวาบขึ้นเป็นระลอก เงาร่างหลายสายปรากฏตัวขึ้นกลางโถงตำหนัก
เสี้ยววินาทีที่พวกเขาเหยียบย่างเข้ามา ทั่วทั้งพระราชวังพลันถูกจุดให้สว่างไสวขึ้นมาในพริบตา จากสถานที่ที่เคยมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง บัดนี้กลับสว่างขึ้นราวกับเวลากลางวัน!
หนึ่งในนั้นกวาดสายตาสำรวจรอบด้านด้วยท่าทีหยิ่งยโส ก่อนจะแค่นเสียงเอ่ย
“ที่นี่น่ะเหรอสถานที่รับมรดกสืบทอดด่านสุดท้าย? หึ… คิดไม่ถึงเลยว่าแค่ระดับปรมาจารย์กระจอกๆ จะมีอารมณ์สุนทรีย์สร้างของพรรค์นี้ทิ้งไว้ด้วย”
“เหอะ! ก็สมกับเป็นปรมาจารย์บ้านนอกแห่งมณฑลเจียงหนานนั่นแหละ ตัวตายไปแล้วยังอุตส่าห์ทิ้งสิ่งก่อสร้างอลังการไว้ดูเล่นอีก สู้เอาไปยกให้ลูกหลานซะยังจะเกิดประโยชน์กว่ามั้ง”
คนกลุ่มนี้คือขบวนอัจฉริยะที่เดินทางมาจาก ‘แดนฉู่’ นั่นเอง
หลังจากตะลุยบททดสอบนรกมาถึงสามด่าน จากยอดฝีมือแดนฉู่ทั้งสิบคน ท้ายที่สุดก็เหลือรอดชีวิตมาเหยียบที่นี่ได้เพียงแค่สี่คนเท่านั้น
ทว่าสี่คนที่เหลือรอดนี้… ต่อให้อ่อนแอที่สุด ก็ยังเป็นถึงอัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดที่กระตุ้นเมล็ดพันธุ์พลังวิญญาณได้ถึง ‘หกเม็ด’!
หากเอาขุมพลังระดับนี้ไปเทียบกับมณฑลเจียงหนาน การันตีได้เลยว่าสามารถทะยานติดท็อปห้าในทำเนียบอัจฉริยะได้อย่างสบายๆ!
ต้องรู้ก่อนนะว่า อันดับหนึ่งแห่งรุ่นเยาว์ของมณฑลเจียงหนานอย่าง ‘หวังหลิน’ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะกระตุ้นเมล็ดพันธุ์พลังวิญญาณได้แค่เจ็ดเม็ดเท่านั้น!
แม้ว่าหลังจากผ่านบททดสอบมา ความแข็งแกร่งของหวังหลินอาจจะยกระดับก้าวกระโดดขึ้นมาบ้างแล้ว แต่นั่นก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า ขุมพลังของแดนฉู่ในศึกคราวนี้นั้น แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
“คิดไม่ถึงเลยแฮะ ว่าพวกเราจะได้มาเปิดงานเป็นกลุ่มแรก” อัจฉริยะจากตระกูลอวิ๋นคนหนึ่งฉีกยิ้มกริ่ม
“เดิมทีพวกเราก็แค่กะจะมารับงานเด็ดหัวไอ้สวะซูอวี่เท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะพลอยได้มรดกปรมาจารย์ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย แหมๆๆ… โชคหล่นทับแบบนี้ก็รู้สึกไม่เลวเหมือนกันนะเว้ย”
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มันพล่ามจบ ประตูมิติอีกบานก็พลันสว่างวาบขึ้น!
ปรากฏร่างของชายหนุ่มร่างกำยำดุจหมีควาย เดินนำหน้าชายอีกสองคนก้าวออกมาอย่างองอาจ
“คิดจะฮุบมรดกสืบทอดไปกินเองคนเดียวงั้นเหรอ? เกรงว่าพวกข้าคงยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ว่ะ!”
น้ำเสียงหยาบกระด้างดังกังวาน แฝงเจตนาฆ่าฟันและคุกคามอย่างไม่คิดจะปิดบัง
คนกลุ่มนี้คือยอดอัจฉริยะที่ตีตั๋วมาจาก ‘มณฑลตง’ นั่นเอง! และไอ้หนุ่มร่างยักษ์ผู้เป็นจ่าฝูง ย่อมต้องเป็นอันดับหนึ่งในรุ่นเยาว์ของมณฑลตงอย่างไม่ต้องสงสัย… ‘สยงจ้าน’!
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นสัตว์ประหลาดระดับต้นๆ ที่กระตุ้นเมล็ดพันธุ์พลังวิญญาณได้ถึง ‘แปดเม็ด’! แม้ต้องประจันหน้ากับพวกหยิ่งยโสจากแดนฉู่ ก็ไม่ได้ถูกข่มให้ด้อยกว่าเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ้อ… มณฑลตง? ในบรรดาเมืองรอบนอกชายขอบของเจียงหนาน ก็มีแค่มณฑลตงของพวกแกนี่แหละที่พอจะมีหน้ามีตากับเขาอยู่บ้าง แต่ทว่า… คิดจะมาทำตัวกร่างงัดกับแดนฉู่ของพวกข้า เกรงว่าพวกแกคง… ยังไม่คู่ควรว่ะ!”
‘อวิ๋นฉี่’ ผู้นำทัพแดนฉู่เอ่ยแค่นเสียงเย็นชา แววตาของมันเหยียดหยามมองพวกอัจฉริยะต่างมณฑลราวกับมองดูเศษขยะใต้ฝ่าเท้า
สยงจ้านหรี่ตาแคบ จ้องหน้าอวิ๋นฉี่อย่างเอาเรื่อง “ถ้าพี่ใหญ่ของแกมาประจันหน้าเอง ข้าอาจจะยังไว้หน้าอยู่บ้าง แต่กะอีแค่ไอ้สวะปลายแถวอย่างแก… เสือกคิดจะฮุบมรดกปรมาจารย์ไว้แค่คนเดียว เกรงว่า… แกเองก็ยังไม่คู่ควรเหมือนกันว่ะ!”
พอโดนจี้ปม ประกายจิตสังหารก็พาดผ่านดวงตาของอวิ๋นฉี่ทันที!
สิ่งที่มันเกลียดเข้าไส้ที่สุด ก็คือการที่มีไอ้โง่มาเปรียบเทียบมันกับพี่ใหญ่ให้ระคายหูนี่แหละ!
สองยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลอวิ๋น คนหนึ่งคือพี่ใหญ่ และอีกคนก็คือตัวมันเอง แม้จะถูกเชิดชูร่วมกันว่าเป็นมังกรคู่แห่งตระกูล ทว่าช่องว่างความแข็งแกร่งระหว่างมันกับพี่ใหญ่ กลับห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว!
อวิ๋นฉี่เพิ่งจะตะเกียกตะกายมาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมภายใน แต่พี่ใหญ่ของมัน… บรรลุเข้าสู่ ‘ขอบเขตกายาทองคำ’ ไปตั้งนานแล้ว! ขุมพลังระดับนั้นถึงขั้นมีสิทธิ์ไปงัดกับพวกสัตว์ประหลาดจากนครมารและเมืองหลวงได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ!
การต้องใช้ชีวิตจมปลักอยู่ใต้ร่มเงาของพี่ใหญ่มาตลอด ย่อมสร้างความคับแค้นใจให้มันอย่างถึงที่สุด
“ไอ้สวะ… แน่จริงแกก็เห่าอีกรอบสิวะ!”
อวิ๋นตะโกนกลับด้วยความโกรธ ชั่วขณะนั้น บรรยากาศระหว่างสองขั้วอำนาจก็พุ่งทะยานสู่จุดเดือดเลือดพล่าน อาจจะปะทะกันเมื่อไหร่ก็ได้!
ทว่าในวินาทีที่กำลังจะลงไม้ลงมือ ประตูมิติอีกบานก็พลันสว่างวาบขึ้นขัดจังหวะ!
หวังหลินเดินนำหน้าหลี่เสี่ยนจง และโอวหยางหนิงเสวี่ย ก้าวออกมาปรากฏตัวกลางโถงพระราชวัง
ในศึกคราวนี้ ความสูญเสียของเจ้าถิ่นอย่างเจียงหนานถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ จนสุดท้ายเหลือรอดมากระทืบเท้าที่นี่ได้แค่สามคนเท่านั้น
การปรากฏตัวของทีมหวังหลิน สลายบรรยากาศตึงเครียดที่พร้อมจะฆ่ากันให้ตายไปในพริบตา
ทุกคนต่างรู้สันดานกันดีว่า หากมณฑลตงกับแดนฉู่เปิดศึกฟาดฟันกันเองจนบาดเจ็บ คนที่ชุบมือเปิบกินรวบผลประโยชน์ ย่อมต้องเป็นพวกรอรับส้มหล่นจากมณฑลอื่นอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะตอนนี้… กองทัพของมณฑลซียังไม่โผล่หัวมาเลยด้วยซ้ำ! หากพวกเขากัดกันเองจนตายตกไปตามกัน มณฑลซีก็จะนอนกินรวบชิ้นปลามันไปแบบสบายๆ
หวังหลินกวาดสายตาเย่อหยิ่งมองไปรอบๆ ก่อนจะถามว่า
“ไอ้ขยะซูอวี่นั่น… ร่วงไปตั้งแต่ด่านก่อนๆ แล้วงั้นเหรอ?”
หลี่เสี่ยนจงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “กะอีแค่ขยะขอบเขตหลอมโลหิต มันจะลากสังขารไปได้สักกี่น้ำกันเชียว? โชคดีผ่านด่านแรกมาได้ก็บุญหัวแล้ว นี่มันมโนไปเองจริงๆ เหรอวะ ว่าแค่ทำลายสถิติเก่าๆ ของโหวหอกศักดิ์สิทธิ์ได้นิดหน่อย แล้วจะเอาตัวเองมาเทียบชั้นกับพวกเราได้น่ะ”
โอวหยางหนิงเสวี่ยคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยเสริม “น่าเสียดายก็แต่ตู้เนี่ยนกวนนั่นแหละ ด้วยฝีมือของเขา ถ้าเลือกที่จะฉลาดเกาะกลุ่มมากับพวกเรา ไม่แน่ว่าอาจจะได้เข้ามาเหยียบที่นี่ ขุมพลังของเจียงหนานเราก็จะได้แข็งแกร่งขึ้นมาอีกนิด”
หวังหลินส่ายหน้าอย่างไม่แยแส “ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ… นั่นมันเป็นทางตายที่หมอนั่นเลือกเดินเอง!”
อวิ๋นฉี่ที่ยืนสอดหูฟังบทสนทนาอยู่ด้านข้าง เผยสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้ามันตายห่าไปแล้วก็คงน่าเสียดายแย่เลย อุตส่าห์กะจะมาสับมันเป็นชิ้นๆ ที่นี่ซะหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าจะโดนเขี่ยทิ้งไปซะก่อน แบบนี้คำขอของท่านอาอวิ๋นซิ่ว ชักจะทำผลงานให้ดูดียากซะแล้วสิ!”
หวังหลินตวัดสายตาเย็นชาปรายมองอวิ๋นฉี่ “เรื่องบาดหมางส่วนตัวระหว่างแกกับไอ้ซูอวี่ อย่าดึงให้มณฑลเจียงหนานของฉันต้องเข้าไปแปดเปื้อนด้วยก็แล้วกัน”
อวิ๋นฉี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหวังหลินอย่างท้าทาย มันแสยะยิ้มมุมปาก แต่ก็ไม่คายคำพูดใดออกมา
ไม่กี่อึดใจต่อมา… ประตูมิติบานสุดท้ายก็พลันสว่างจ้าขึ้น!
กองทัพอัจฉริยะจากมณฑลซีภายใต้การนำทัพของหยางฉี ทยอยก้าวเท้าออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ทว่า สิ่งที่เหลือเชื่อจนทุกคนต้องอ้าปากค้างก็คือ… ร่างของ ‘ซูอวี่’ และ ‘ตู้เนี่ยนกวน’ กลับเดินล้วงกระเป๋าตามหลังหยางฉีออกมาด้วยท่าทีสบายๆ!
ทันใดนั้น สีหน้าของพวกที่เพิ่งปากดีไปเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวตกตะลึงสุดขีด!
“พะ… พวกแกสองคน! มาโผล่หัวอยู่ที่ด่านสุดท้ายได้ยังไงกันวะ!?”
ซูอวี่ตวัดสายตาเย็นเยียบปรายมองพวกสวะที่แหกปากโวยวาย ก่อนจะแค่นเสียงตอกกลับนิ่งๆ
“ทำไม? แกมีปัญหาหรือไง?”