วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 82 ความอิจฉาริษยา! ความไร้ยางอายของหวังหลิน!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 82 ความอิจฉาริษยา! ความไร้ยางอายของหวังหลิน!
กระทั่งอวิ๋นฉี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันขวับไปมอง สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือภาพของซูอวี่ที่ยังคงยืนเอามือไพล่หลังนิ่งสงบ ขณะที่เบื้องหน้าของเขานั้น… ร่างของหลี่เสียนจงถูกอัดเละ สภาพดูไม่จืด ฝังรากลึกลงไปในพื้นดินจนขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว!
อวิ๋นฉี่หรี่ตาลงต่ำ แววตาที่จ้องเขม็งไปยังซูอวี่ทอประกายอันตรายวูบหนึ่ง “น่าสนใจดีนี่…” เขายกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
ตัดมาที่หวังหลิน เขาจ้องซูอวี่เขม็งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนแทบไม่เชื่อสายตา!
ต้องรู้ก่อนนะว่าหลี่เสียนจงคือยอดฝีมือที่กระตุ้นเมล็ดพันธุ์พลังวิญญาณได้ถึงหกเม็ด! ต่อให้เป็นเขาเอง หากคิดจะเอาชนะหลี่เสียนจงก็ยังต้องออกแรงเหนื่อยบ้างประปราย
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าซูอวี่… อัจฉริยะอย่างหลี่เสียนจงกลับถูกอัดน่วมในกระบวนท่าเดียว!
หวังหลินจ้องซูอวี่ตาไม่กะพริบพลางเพ่งสัมผัสกลิ่นอายพลังของอีกฝ่าย ทันใดนั้น รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงอย่างฉับพลัน!
‘สามเม็ด!’ หวังหลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามอย่างหนักเพื่อสะกดกลั้นความสั่นสะท้านในใจเอาไว้
ก่อนจะย่างก้าวเข้าสู่ดินแดนลับปรมาจารย์ ซูอวี่ยังเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมโลหิตระดับปลายอยู่เลย ยังไม่แตะขั้นสูงสุดเลยด้วยซ้ำ!
แต่ตอนนี้ เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม ซูอวี่กลับทะลวงคอขวด ก้าวพรวดเดียวขึ้นมาถึงขั้นหลอมภายในระดับต้นขั้นสูงสุดได้อย่างหน้าตาเฉย! ความเร็วในการเลื่อนระดับที่วิปริตผิดมนุษย์มนาขนาดนี้ ต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะอย่างหวังหลินก็ยังไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต!
วินาทีนั้น สายตาของหวังหลินที่จับจ้องไปยังซูอวี่ก็ทวีความอันตรายถึงขีดสุด สองหมัดกำแน่นจนข้อต่อขาวซีด ไฟแห่งความอิจฉาริษยาเดือดพล่านแผดเผาอยู่ในอก!
‘ไม่ได้เด็ดขาด! อันดับหนึ่งในหมู่คนรุ่นเยาว์ของมณฑลเจียงหนาน จะต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น!’ เขาคิดในใจ
ทันใดนั้น หางตาก็เหลือบไปทางอวิ๋นฉี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล แววตาเจ้าเล่ห์ทอประกายชั่วร้ายวูบหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งมณฑลตง สยงจ้านก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาไม่แพ้กัน พลังรบของหลี่เสียนจงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต่อให้ย้ายมาอยู่มณฑลตงของพวกเขา ก็ยังถือเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าได้สบายๆ
ทว่า… ตัวตนระดับนั้น กลับถูกตบหัวทิ่มพ่ายแพ้ราบคาบในกระบวนท่าเดียว!
สยงจ้านมองตรงเข้าไปในดวงตาของซูอวี่ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “ไม่เลวนี่!”
ส่วนทางด้าน มณฑลซี บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่ามาก อู่เจี้ยหัวเราะร่วนพลางสบถ
“พวกเจียงหนานนี่มันโง่ดักดานของแท้เลยว่ะ ในทีมมีอัจฉริยะสัตว์ประหลาดขนาดนี้แท้ๆ เสือกโง่ผลักไสไล่ส่งกันเอง มิน่าล่ะถึงได้รั้งท้ายเป็นหางแถวอยู่อย่างนั้น”
หยางฉีเชิดคางขึ้น ปรายตาเหยียดหยามไปทางหวังหลินที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียด ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา
“ไอ้เวรนั่นก็สันดานเสียแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เก่งแต่กร่างเป็นอันธพาลคุมซอยอยู่ในเจียงหนาน พอออกมาเจอของจริงจากที่อื่น ก็โดนอัดเละอยู่ฝ่ายเดียว”
“ตอนนี้พอเห็นซูอวี่ผงาดขึ้นมา ป่านนี้ในใจมันคงดิ้นพล่านจนอกแตกตายไปแล้วมั้ง”
สิ้นคำ หยางฉีกับอู่เจี้ยก็หันมาสบตาแล้วหัวเราะเยาะกันอย่างรู้ใจ ไม่ได้สนใจจะพูดอะไรต่อ
กลางสมรภูมิ ซูอวี่ยังคงยืนนิ่งตระหง่าน เขาก้มมองร่างของหลี่เสียนจงที่นอนสลบเหมือดจมกองฝุ่นด้วยใบหน้าที่ปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ
และในจังหวะนั้นเอง เสียงตวาดกร้าวของหวังหลินก็แผดลั่นขึ้นทะลุความเงียบ!
“ไอ้ซูอวี่! แกกล้าดีตายังไงถึงมาทำร้ายพวกพ้องเดียวกันฮะ!!”
เสียงตวาดนั้นดังกะทันหันจนทำเอาทุกคนสะดุ้ง ก่อนจะพร้อมใจกันหันขวับไปมองหวังหลินเป็นตาเดียว
ภาพที่เห็นคือหวังหลินกำลังจ้องเขม็งไปที่ซูอวี่ด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายสุดขีด
“ซูอวี่! อย่าคิดว่าเก่งขึ้นมาหน่อยแล้วจะทำตัวกร่าง เห็นหัวพวกพ้องเป็นขยะได้นะเว้ย! วันนี้แกกล้าลงมือกับหลี่เสียนจง วันหน้าแกก็คงไม่แคล้วแว้งกัดพวกพ้องคนอื่นเหมือนกัน!”
“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ค่ายอัจฉริยะมณฑลเจียงหนาน ไม่ขอต้อนรับคนเนรคุณอย่างแกอีกต่อไป!”
ชั่วพริบตา หวังหลินก็ฉวยโอกาสสาดโคลนใส่ซูอวี่ดื้อๆ ประกาศตัดหางปล่อยวัด ขีดเส้นแบ่งแยกซูอวี่ออกจากค่ายมณฑลเจียงหนานอย่างหน้าไม่อาย!
โอวหยางหนิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่า ในสถานการณ์เป็นตายเช่นนี้ หวังหลินยังกล้าพ่นตรรกะหมาไม่รับประทานแบบนี้ออกมาได้อีก!
ตู้เนี่ยนกวนทนฟังความทุเรศไม่ไหว สวนกลับไปทันควัน
“หวังหลิน! แกผายลมบ้าอะไรออกมาวะ! ก็เห็นกันอยู่เต็มสองตาว่าหลี่เสียนจงเป็นฝ่ายเปิดก่อน ซูอวี่มันก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้น!”
ทว่า หวังหลินกลับตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมองตู้เนี่ยนกวน ก่อนจะเค้นเสียงเย็นชา
“ฉันเห็นแค่ว่าหลี่เสียนจงถูกไอ้ซูอวี่อัดจนกลายเป็นหมาคลุกฝุ่นก็เท่านั้น! ส่วนเรื่องอื่น… ฉันไม่สน!”
ประโยคเดียวของมัน เล่นเอาตู้เนี่ยนกวนถึงกับสะอึกจนเถียงไม่ออก “ไอ้หน้าด้าน!”
ซูอวี่ยังคงยืนนิ่งตระหง่าน ชายเสื้อสีขาวพลิ้วไสวไปตามสายลม เขาปรายตามองความต่ำต้อยของหวังหลินด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“แกบอกว่าฉันลงมือกับพวกพ้อง? ใช้ตาตุ่มข้างไหนดูไม่ทราบ?”
หวังหลินแค่นเสียงเย้ยหยัน “หลี่เสียนจงโดนแกอัดจนลงไปคลุกฝุ่นแบบนั้น ทุกคนเขาก็เห็นกันเต็มสองตา ทำไม? หลักฐานคาตาขนาดนี้ แกยังหน้าด้านคิดจะแถอะไรอีก?”
ซูอวี่หลุบตามองร่างของหลี่เสียนจง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ “งั้นถ้าคนที่นอนกองอยู่บนพื้นตอนนี้เป็นฉัน แกจะยังเสือกพ่นคำพูดสุนัขๆ พวกนี้ออกมาอีกไหมล่ะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หวังหลินสวนกลับทันควันอย่างหน้าไม่อายที่สุดในสามโลก
ในเมื่อคนที่นอนอมฝุ่นอยู่ตอนนี้คือหลี่เสียนจง ไม่ใช่ซูอวี่ หวังหลินอยากจะดัดจริตปั้นน้ำเป็นตัวยังไงก็ย่อมได้อยู่แล้ว
ซูอวี่หลุดขำพรืดออกมากับความหนาของหนังหน้าหวังหลิน เขาหัวเราะเยาะ “หลี่เสียนจงเนี่ยนะ? หมาลอบกัดจ้องจะแว้งกัดชาวบ้านแบบมัน… นับเป็นพวกพ้องด้วยเหรอ?”
หางคิ้วของหวังหลินกระตุกกึก “พวกเราทุกคนล้วนมาจากค่ายอัจฉริยะมณฑลเจียงหนานด้วยกันทั้งนั้น จะไม่นับเป็นพวกพ้องได้ยังไง?”
ประกายแสงคมกริบวาบผ่านดวงตาของซูอวี่ “แล้วพวกแก… เคยเห็นหัวฉันเป็นพวกพ้องตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ?”
หวังหลินแถหน้าตายด้าน “พวกเรามองแกเป็นพวกพ้องมาตลอดนั่นแหละ! มีแต่แกนั่นแหละที่ดื้อด้านอวดดีทำตัวแยกคอก จะไปโทษใครได้!”
ซูอวี่มองทะลุปรุโปร่งถึงสันดานดิบของอีกฝ่ายในทันที หวังหลินก็แค่อยากจะยัดข้อหานี้ใส่เขาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะอธิบายยังไง ไอ้สวะนี่ก็จะบิดเบือนและตีไข่ใส่สีเพื่อขับไล่เขาอยู่ดี
พอเห็นซูอวี่เงียบไป หวังหลินก็หันขวับไปหาอวิ๋นฉี่ที่ยืนดูงิ้วอยู่ แล้วเสนอหน้าพูดขึ้น
“พวกมณฑลฉู่ของนายมาที่นี่เพื่อล่าหัวไอ้ซูอวี่ไม่ใช่หรือไง? ตอนนี้ไอ้เวรนี่มันไม่ใช่คนของมณฑลเจียงหนานอีกต่อไปแล้ว พวกนายเชิญตามสบายได้เลย ค่ายมณฑลเจียงหนานจะไม่ขอสอดมือเข้ายุ่งเด็ดขาด!”
อวิ๋นฉี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย การที่หวังหลินโยนเรื่องมาให้ดื้อๆ แบบนี้ ทำเอาเขาประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มมองหวังหลินด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย เขาไม่ได้เอ่ยปากตอบรับ แต่เบนสายตากลับมาจับจ้องซูอวี่แทน
“ดูเหมือนว่า… สันดานของนายตอนอยู่เจียงหนานจะบัดซบเอาเรื่องเลยนะ ถึงได้ไม่มีหมาตัวไหนกล้าออกหน้าช่วยพูดแทนเลยสักคน!”
แต่ทว่า ในวินาทีนั้นเอง ตู้เนี่ยนกวนก็ก้าวพรวดออกมายืนขวางหน้าซูอวี่เอาไว้ดุจปราการเหล็ก พร้อมกับตวัดสายตาดุดันมองไปยังหวังหลินและอวิ๋นฉี่!
“ใครบอกว่าไม่มีวะ!? แล้วที่ยืนหัวโด่อยู่นี่ไม่ใช่คนหรือไง!”
หวังหลินปรายตามองตู้เนี่ยนกวนแวบหนึ่งด้วยสายตาสมเพช แต่ก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ
ทว่า ใครจะไปคาดคิดว่า ในจังหวะเดียวกันนั้น โอวหยางหนิงเสวี่ยก็ก้าวฉับๆ ออกมาเช่นกัน เธอเลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างซูอวี่อย่างไม่ลังเล!
“นับฉันเข้าไปด้วยอีกคน!”
หวังหลินเห็นภาพนั้นก็คิ้วขมวดเป็นปมแน่น ก่อนจะเค้นเสียงต่ำตวาดกร้าว “หนิงเสวี่ย! อย่ามาทำตัวไร้สาระ! นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงอย่างเธอจะสอดมือเข้ามายุ่ง!”
โอวหยางหนิงเสวี่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ “หวังหลิน คนหน้าด้านอย่างนายยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเจียงหนานอยู่อีกเหรอ? ฉันว่า… สันดานนายมันก็แค่สุนัขรับใช้ที่คอยเลียตีนคนอื่นก็เท่านั้นแหละ!”
เมื่อโดนด่ากราดแสกหน้าแบบไม่เหลือชิ้นดี สีหน้าของหวังหลินก็ดำทะมึนลงถึงขีดสุดในชั่วพริบตา!
มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันขวับไปมองอวิ๋นฉี่อย่างรวดเร็ว “ฉันจะช่วยสกัดสองตัวเกะกะนี่เอาไว้ให้ ส่วนนาย… ช่วยจัดการหั่นคอไอ้ซูอวี่ให้พ้นหูพ้นตาที จะได้ไหม!?”
“ไอ้ชาติหมาหวังหลิน!! แกกล้าเรอะ!!”
ตู้เนี่ยนกวนแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้นแทบกระอักเลือด เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหวังหลินจะระยำตำบอน หน้าด้านไร้ยางอายได้บัดซบถึงขนาดนี้!
เมื่ออวิ๋นฉี่ได้ยินข้อเสนอชั่วๆ ของหวังหลิน พูดตามตรงเขาก็แอบตกใจกับความเลวทรามของอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน ทว่า… โอกาสทองมาประเคนให้ถึงที่ขนาดนี้ มีหรือที่คนอย่างเขาจะโง่ปล่อยให้หลุดมือ?
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอวิ๋นฉี่ “ย่อมได้อยู่แล้ว!”
สิ้นคำตอบรับ ร่างของหวังหลินก็ระเบิดพลังพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรหลุดจากแล่ง พุ่งตรงเข้าปะทะกับตู้เนี่ยนกวนและโอวหยางหนิงเสวี่ยอย่างเกรี้ยวกราดในชั่วพริบตา!!