วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 88 ความตกตะลึงของหลินอวี่ การดึงดาบเริ่มต้น!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 88 ความตกตะลึงของหลินอวี่ การดึงดาบเริ่มต้น!
ซูอวี่สาวเท้าก้าวเดินเข้าหาดาบโบราณอย่างเนิบนาบ ทันทีที่ปลายเท้าแตะเข้าสู่รัศมีของคมดาบ กลิ่นอายโอหังและดุดันก็พุ่งเข้าถาโถมบดขยี้ร่างของเขาทันที
คิ้วของซูอวี่เลิกขึ้นเล็กน้อย
ทว่าแรงกดดันที่ทำให้อัจฉริยะคนอื่นแทบกระอักเลือด… กลับไม่อาจระคายผิวเขาได้แม้แต่น้อย! ชายหนุ่มยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างผ่อนคลาย ท่วงท่าสบายอารมณ์ราวกับกำลังเดินเล่นรับลมอยู่ในสวนหลังบ้าน!
วงนอก สยงจ้านหันไปถามหยางฉีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายคิดว่าไอ้เด็กนี่จะทนเดินไปได้ลึกแค่ไหน?”
หยางฉีจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของซูอวี่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“อย่างน้อยก็น่าจะเหยียบเส้นห้าเมตรได้ ถึงพลังปราณจะอยู่แค่ขอบเขตหลอมภายในขั้นต้น แต่ด้วยพลังรบวิปริตของมัน น่าจะพอฝืนแบกรับความเสียหายจากปราณดาบไหว!”
สยงจ้านส่ายหน้าพรืด
“แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องที่พลังรบจะเอามาทดแทนกันได้นะเว้ย! ระดับพลังปราณกับความอึดถึกต่างหากคือหัวใจหลักของการทดสอบนี้”
“ต่อให้พลังรบจะโหดแค่ไหนก็ช่วยได้แค่ประคองตัวเท่านั้น ปัจจัยหลักมันอยู่ที่พลังปราณ! คนที่เปิดจุดเมล็ดพันธุ์ได้แค่สามเมล็ดอย่างมัน ปริมาณพลังวิญญาณมีอยู่น้อยนิด จะเอาอะไรไปทนยืนซดกับปราณดาบได้นานนักหนา?”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่แยแสของสยงจ้าน หยางฉีก็เพียงแค่ยิ้มมุมปาก ไม่ได้เอ่ยแย้งอะไรกลับไป
ไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณลึกๆ ในใจเขากลับร้องเตือนว่า ซูอวี่คือตัวตนที่เกิดมาเพื่อฉีกกระชากสามัญสำนึกและสร้างปาฏิหาริย์โดยเฉพาะ
และครั้งนี้… ก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไหร่
หยางฉีเพ่งมองแผ่นหลังของชายหนุ่มเขม็ง ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่ว
“ในตัวนาย… ซ่อนความลับบ้าบออะไรเอาไว้กันแน่?”
ซูอวี่ยังคงสาวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าอย่างใจเย็น ยิ่งเข้าใกล้ดาบโบราณ แรงกดดันจองหองก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพียงไม่นานเขาก็ทะลวงผ่านเส้น ‘สิบเมตร’ อันเป็นปราการด่านแรกไปอย่างง่ายดาย!
แม้เส้นสิบเมตรจะไม่โหดหินเท่าเส้นห้าเมตร แต่มันก็มากพอที่จะบดขยี้อวัยวะภายในของยอดฝีมือขั้นกลางจนแทบกระอักเลือดได้
ทว่าวินาทีที่ซูอวี่เหยียบข้ามเส้นนั้น ใบหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความทรมาน ราวกับสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านร่างเท่านั้น!
ความชิลขั้นสุดนี้ทำเอากระทั่งโครงกระดูกบนแท่นหินยังต้องหันขวับมามอง
สยงจ้านเบิกตากว้าง คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม
“เป็นไปได้ยังไง!? ปราณแค่หลอมภายในขั้นต้น ทำไมถึงแบกรับแรงกดดันมากมายมหาศาลขนาดนี้ได้หน้าตาเฉย!?”
หยางฉีเลือกที่จะหุบปากเงียบ
เขาเคยโดนบดขยี้ในระยะสิบเมตรมาแล้ว หากให้พูดกันตามตรง แรงกดดันจากดาบนี้ ยังเทียบไม่ได้กับแรงบดขยี้วิปริตในก้นสระน้ำพลังวิญญาณเลยด้วยซ้ำ!
แต่ซูอวี่คือยอดอัจฉริยะพรสวรรค์สูงที่ดำดิ่งลงไปแช่ในสระน้ำนั่นได้ถึงชั่วโมง! กับแค่แรงกดดันระดับนี้ จะเอาอะไรไปหยุดสัตว์ประหลาดอย่างมันได้? เขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นัก
บนแท่นหิน เปลวเพลิงสีน้ำเงินในเบ้าตาของโครงกระดูกเต้นเร่าอย่างตื่นเต้น มันจ้องเขม็งไปที่ร่างของซูอวี่ก่อนจะพึมพำเสียงแหบพร่า
“สมแล้วที่เป็นสัตว์ประหลาดพรสวรรค์สีทอง! ฐานพลังแค่ขั้นต้น แต่ความบริสุทธิ์หนาแน่นของพลังวิญญาณกลับไม่ด้อยไปกว่าขั้นปลายเลยแม้แต่น้อย!”
ระดับสายตาของอดีตปรมาจารย์ไร้พ่าย ย่อมมองทะลุปรุโปร่งกว่าพวกหยางฉีหลายขุม ท้ายที่สุดแล้ว เพียงแค่ปรายตามอง มันก็ประเมินรากฐานอันลึกล้ำของซูอวี่ได้ทะลุปรุโปร่งทั้งหมด
ทว่าขณะที่สายตาของหลินอวี่กำลังกวาดมองสำรวจชายหนุ่ม จู่ๆ มันก็หยุดชะงักที่ ‘แหวนมิติ’ บนนิ้วของซูอวี่!
วินาทีต่อมา ร่องรอยความตกตะลึงและตื่นเต้นขีดสุดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากระดูกขาวโพลน!
“นั่นมัน…”
เปลวไฟสีน้ำเงินในเบ้าตาลุกฮืออย่างบ้าคลั่ง ราวกับได้เห็นสิ่งที่ทำให้มันต้องตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง! สายตาระดับปรมาจารย์ทะลวงผ่านพันธนาการแห่งห้วงมิติของแหวนเข้าไปโดยตรง
และในมุมมืดของแหวนวงนั้น… กลับมีป้ายคำสั่งโบราณชิ้นหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่อย่างเงียบงัน
มันคือป้ายเหล็กสีดำทมิฬ ที่สลักลวดลายมังกรยักษ์อหังการเปล่งประกายแสงสีคราม มังกรตัวนั้นกำลังเชิดหัวทะยานฟ้า อ้าปากคำรามก้องกัมปนาทสะท้านนภา!
“นี่มัน… ป้ายราชันมังกร! ของท่านราชันพิฆาตมังกรนี่!”
“ไอ้หนูนี่!”
“หรือว่ามันจะเป็นผู้สืบทอดของท่านราชันพิฆาตมังกร!?”
วิญญาณของอดีตปรมาจารย์ไร้พ่ายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงถึงขีดสุด!
หากก่อนหน้านี้ หลินอวี่ให้ความสนใจซูอวี่เพราะพรสวรรค์สีทอง… มาตอนนี้ ความสนใจนั้นได้ยกระดับกลายเป็นความเทิดทูนและตื่นเต้นอย่างหาที่สุดไม่ได้!
ต่อให้มันจะเป็นถึงปรมาจารย์ไร้พ่ายที่หยิ่งผยอง แต่บนโลกนี้ยังมีตัวตนหนึ่งที่มันเคารพบูชาสุดหัวใจ
บุคคลผู้นั้นก็คือ… ราชันพิฆาตมังกร!
หลินอวี่อาจจะเก่งกาจถึงขั้นข้ามระดับไปบั่นคอขอบเขตโหว จนสร้างความหวาดผวาให้หมื่นเผ่าพันธุ์ ทว่าราชันพิฆาตมังกรผู้นั้น… กลับใช้พลังระดับราชัน กวาดล้าง ‘ทำลายล้างทั้งเผ่าพันธุ์’ ให้สูญสิ้นไปจากหน้าประวัติศาสตร์มาแล้ว!
และเผ่าพันธุ์ที่ถูกลบไปนั้น ก็เป็นถึงเผ่าพันธุ์ระดับแนวหน้าของจักรวาล!
ลึกสุดในจิตวิญญาณของหลินอวี่ คนที่มันเลื่อมใสศรัทธาที่สุดก็คือราชันพิฆาตมังกรผู้นี้!
“คิดไม่ถึงเลยว่า… บนโลกนี้จะมีผู้สืบทอดของท่านราชันพิฆาตมังกรปรากฏตัวขึ้น! หากมรดกทั้งหมดของข้าได้ตกทอดไปอยู่ในมือของผู้สืบทอดท่านราชัน ก็นับว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดและถือว่าข้าได้รับบารมีของท่านมาบุญตาแล้ว!”
โครงกระดูกพลันฉีกยิ้มกว้างด้วยความปีติ แม้ว่าใบหน้ากระดูกที่ไร้เนื้อหนังนั้น… จะไม่มีใครดูออกเลยก็ตามว่ามันกำลังยิ้มอยู่
ในจังหวะนั้นเอง ซูอวี่ก็ก้าวล่วงล้ำเข้าสู่ ‘เส้นห้าเมตร’ เป็นที่เรียบร้อย!
ทันใดนั้น ปราณดาบอันคลุ้มคลั่งก็ระเบิดกวาดซัดออกมาจากดาบโบราณราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ!
ครืนนน!!!
เสียงอากาศถูกบดขยี้ดังกึกก้องกัมปนาท คลื่นปราณดาบคมกริบพุ่งทะลวงเข้าหาชายหนุ่มหมายจะสับให้แหลก
ในที่สุด สีหน้าเรียบเฉยของซูอวี่ก็เริ่มขยับ! พลังวิญญาณเดือดพล่านถูกบีบอัดจนข้นคลั่ก ระเบิดทะลักออกจากร่าง ก่อรูปร่างกลายเป็นเกราะวิญญาณสวมทับเรือนร่างในพริบตา!
เช้ง! เช้ง! เช้ง!!!
ห่าฝนปราณดาบซัดกระหน่ำเข้าใส่เกราะคุ้มกันจนเกิดเสียงโลหะปะทะกันบาดแก้วหู ประกายไฟสว่างวาบ แต่ซูอวี่กลับใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งต้านทานแรงกระแทกเหล่านั้น แล้วเดินหน้าฝ่าดงปราณดาบเข้าไปทีละก้าวๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน!
นอกสนาม สยงจ้านหน้าถอดสี อ้าปากค้างกรามแทบหล่นถึงพื้น
“เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไงวะ!? พลังวิญญาณมันจะหนาแน่นขนาดนั้นได้ยังไง!? มันเพิ่งจะขั้นต้นไม่ใช่เรอะ!?”
เขาหันขวับไปมองหยางฉี แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายยืนเอามือไพล่หลัง สีหน้าสงบนิ่งดุจน้ำนิ่งเมฆาล่องลอย
“นายไม่ตกใจบ้างเลยเหรอวะ!?”
หยางฉีปรายตามองสยงจ้านอย่างราบเรียบ ก่อนจะตอบกลับ
“แล้วฉันต้องทำหน้าตายังไงล่ะ? ไอ้หมอนั่นมันหลุดกรอบสามัญสำนึกไปตั้งนานแล้ว ขืนแกยังเอาไม้บรรทัดคนปกติไปวัดมัน ชาตินี้แกก็ไม่มีวันมองมันออกหรอก”
โดนตอกกลับไปแบบนั้น สยงจ้านถึงกับพูดไม่ออก
เขาทำได้เพียงกลืนน้ำลายฝืดคอ แล้วหันกลับไปจ้องมองแผ่นหลังของซูอวี่ตาไม่กะพริบ
ภาพตรงหน้าคือแผ่นหลังของซูอวี่ ที่กำลังก้าวบุกทะลวงฝ่าพายุระห่ำของปราณดาบนับไม่ถ้วนอย่างเยือกเย็น!
ห้าเมตร!
สี่เมตร!
สามเมตร!
…….
หนึ่งเมตร!
ท่ามกลางพายุคลุ้มคลั่ง ในที่สุดซูอวี่ก็ลุยฝ่าเข้ามาจนยืนจังก้าอยู่หน้าคมดาบโบราณได้สำเร็จ! ระยะห่างแค่หนึ่งเมตร!
ณ วินาทีนี้ ความหวังที่จะได้ครอบครองมรดกของสยงจ้านและหยางฉีได้สลายหายไปจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดแล้ว ภาพตรงหน้ามันชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่าใครคือผู้ชนะที่แท้จริง
ทว่าสิ่งที่ปะทุขึ้นมาแทนที่คือความอยากรู้อยากเห็น…
พวกเขากำลังลุ้นจนตัวโก่งว่า ซูอวี่จะสามารถดึงดาบเล่มนั้นออกมาได้หรือไม่! การทนแรงกดดันเดินฝ่าเข้าไปได้… กับการกำราบอาวุธระดับนี้ให้สยบ มันเป็นคนละเรื่องกัน!
ภายใต้สายตาเบิกโพลงของทุกชีวิตในตำหนัก ซูอวี่ย่างสามขุมเข้าประชิดตัวดาบอย่างสมบูรณ์!
สองมือของชายหนุ่มค่อยๆ เอื้อมออกไปทาบทับลงบนด้ามจับโบราณ!
พริบตาที่เนื้อหนังบดเบียดเข้ากับโลหะ ดาบโบราณราวกับถูกกระตุ้นความกราดเกรี้ยว มันสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่งจนเสียงหอนดังบาดหู!
วินาทีต่อมา ซูอวี่ออกแรงกำด้ามดาบแน่นสนิท!
บึ้มมม!!!
ชั่วพริบตาเดียว ปราณดาบรอบทิศทางทวีความรุนแรงขึ้นนับสิบเท่า! พวกมันพุ่งทะลวงเข้าฟันร่างของซูอวี่อย่างอำมหิต ราวกับเพชฌฆาตไร้เงาที่ต้องการบดขยี้ชายหนุ่มให้กลายเป็นกองเลือดเนื้อแหลกเหลวคาที่!!!