วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย - บทที่ 98 ข่าวด่วน เหิงเฉิงถูกปิดล้อม!
- Home
- วิถียุทธเหนือโลก: ข้ามีระบบสังเคราะห์ไร้พ่าย
- บทที่ 98 ข่าวด่วน เหิงเฉิงถูกปิดล้อม!
มณฑลเจียงหนาน ณ ใจกลางหุบเขาลึกสุดหยั่งคาด
ภายในตำหนักเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่กลางเทือกเขา ท่ามกลางห้องโถงอันมืดมิด
เก้าอี้สิบตัวถูกจัดวางล้อมเป็นวง
บนเก้าอี้เหล่านั้น ปรากฏร่างคนสิบคนในชุดคลุมสีดำทมิฬนั่งนิ่งขรึมราวกับภูตผี
จู่ๆ เปลวไฟจากตะเกียงดวงหนึ่งก็สว่างวาบ ขับไล่ความมืดมิดออกไปบางส่วน
ทว่า ภายใต้ชุดคลุมมิดชิดนั้น กลับไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ชัดเจน
ทันใดนั้น ชายชุดดำบนตำแหน่งประธานก็ค่อยๆ เอ่ยปากทำลายความเงียบ
“ทุกท่าน... ชื่อเสียงของไอ้เด็กสวะซูอวี่ชักจะโด่งดังเกินไปแล้ว พวกเจ้าคิดว่าควรจัดการยังไง?”
เสียงของหัวหน้าชุดดำแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูเหล็ก
สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
“ตอนนี้ซูอวี่กบดานอยู่ในค่ายอัจฉริยะ มีเจียงซ่างคอยคุ้มกะลาหัวอยู่ พวกเราลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อีกอย่าง… ข่าวลือช่วงนี้บอกว่ามันมีไพ่ตายระดับสังหารปรมาจารย์ ข้าว่าพวกเราควรระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า” น้ำเสียงเนือยๆ สายหนึ่งดังขึ้น
แต่แล้วก็มีเสียงตวาดกร้าวโต้แย้งทันควัน
“เหอะ! ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่การล่าหัวอัจฉริยะเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต้องมานั่งปอดแหกหวาดระแวงขนาดนี้? เต็มที่ก็แค่ตายไม่ใช่หรือไง! ต่อให้พวกเราตาย องค์เทพสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ทรงชุบชีวิตพวกเราขึ้นมาได้อยู่ดี จะกลัวหาสวรรค์วิมานอะไร!”
“ถ้าให้ข้าเสนอ บุกทะลวงค่ายอัจฉริยะมันซึ่งๆ หน้าไปเลย! ให้ลูกพี่รับมือถ่วงเวลาไอ้แก่หวังหลง ส่วนพวกเราที่เหลือก็ไปเชือดพวกเจียงซ่างกับบรรดาครูฝึก ที่เหลือก็แค่พวกสวะขอบเขตหลอมภายในกระจอกๆ ไม่กี่ตัว!” สาวกผู้บ้าคลั่งเสนอไอเดียอย่างเลือดเย็น
ทว่า คำพูดเหล่านั้นกลับเรียกเสียงแค่นหัวเราะหยันจากหลายคนในห้อง
“สมองทึบ! เจ้ารู้หรือไงว่าค่ายอัจฉริยะตั้งอยู่ซอกไหน? ต่อให้รู้ เจ้ามั่นใจงั้นเรอะว่าไพ่ตายของค่ายอัจฉริยะจะมีแค่นั้น? ยิ่งไอ้เด็กซูอวี่มีของวิเศษสังหารปรมาจารย์ เจ้าคิดว่าตัวเองหนังเหนียวพอจะรับมือมันได้งั้นสิ?”
ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศในห้องก็ปะทุเป็นเสียงถกเถียงดุเดือด
หัวหน้าชุดดำขมวดคิ้วฉับ ก่อนจะตวาดกร้าวเสียงดังก้อง
“หุบปาก!”
สิ้นคำตวาด ทั่วทั้งห้องก็กลับมาเงียบกริบเป็นป่าช้าในพริบตา
เมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ หัวหน้าชุดดำจึงเอ่ยแผนการด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ในเมื่อฆ่ามันในค่ายอัจฉริยะไม่ได้… ก็ล่อมันออกมาลงนรกซะ!”
ทันใดนั้น ดวงตาทั้งเก้าคู่ต่างเบิกกว้างจ้องมองไปที่เขาเป็นตาเดียว
“แต่ลูกพี่… เราจะล่อไอ้สวะซูอวี่ออกมาได้ยังไง?” น้ำเสียงลังเลสายหนึ่งดังขึ้น
ทุกคนต่างก็สงสัยไม่แพ้กัน
ด้วยพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดของซูอวี่ในตอนนี้ พวกค่ายอัจฉริยะกับสมาคมนักสู้ต้องประคบประหงมมันยิ่งกว่าไข่ในหินแน่
ถ้าไม่มีเหตุคอขาดบาดตาย พวกมันไม่มีทางปล่อยซูอวี่ก้าวเท้าออกจากค่ายเด็ดขาด ต่อให้ออกมา ก็ต้องมียอดฝีมือตามประกบคุ้มกันลับๆ ชัวร์
พูดกันตามตรง การจะล่าหัวซูอวี่ในตอนนี้ เป็นงานที่หินสุดๆ
หัวหน้าชุดดำแสยะยิ้มเยือกเย็น ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่
“คนของนิกายเผ่ามารและเผ่าเซียนติดต่อข้ามาแล้ว… ศึกครานี้ พวกมันพร้อมจะผนึกกำลังกับพวกเรา เพื่อลอบสังหารไอ้เด็กซูอวี่!”
แววตาของสาวกทุกคนใต้ชุดคลุมสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
หมื่นเผ่าพันธุ์นั้นแตกแขนงออกเป็นหลายนิกาย นิกายที่ทรงอิทธิพลที่สุดคือ ‘นิกายเทพสวรรค์’ ของเผ่าเทพ ‘นิกายมาร’ ของเผ่ามาร และ ‘นิกายเซียนสวรรค์’ ของเผ่าเซียน
ร้อยวันพันปี พวกมันต่างคนต่างอยู่ แยกย้ายกันทำภารกิจแทบไม่เคยข้องแวะกัน แถมความศรัทธาต่อเผ่าพันธุ์ที่ต่างกัน ทำให้พวกนิกายเหล่านี้มักจะเขม่นและกัดกันเองบ่อยๆ
แต่วันนี้… ทั้งสามนิกายมหาอำนาจ กลับตัดสินใจจับมือเป็นพันธมิตรกัน!
ทั่วทั้งห้องโถงดำดิ่งสู่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงอีกครั้ง!
…
ขณะที่โลกภายนอกไม่ทราบถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังปั่นป่วน
ทว่าภายในค่ายอัจฉริยะ กลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ระหว่างที่ซูอวี่เดินทอดน่องไปตามทางเดินของค่าย สายตาของเหล่าอัจฉริยะรอบข้างต่างก็ทอดมองมาที่เขาด้วยความยำเกรงและหวาดหวั่น
แน่ล่ะสิ! ไอ้หนุ่มนี่เพิ่งจะโชว์โหดบดขยี้ยอดฝีมือปรมาจารย์เป็นผงมาหมาดๆ!
ต่อให้เป็นการยืมจมูกคนอื่นหายใจพึ่งพาของวิเศษ แต่ไอ้คนที่กล้าทำและทำสำเร็จ ย่อมคู่ควรแก่การก้มหัวเคารพจากพวกเขาทุกคน!
ช่วงแรกๆ ซูอวี่ก็ยังรู้สึกเกร็งๆ ทำตัวไม่ค่อยถูกกับสายตาพวกนี้
แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็ค่อยๆ ปรับตัวจนชินชากับมันไปเอง
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ซูอวี่ไม่ได้เอาแต่นั่งตบยุง เขาไล่เคลียร์ภารกิจรัวๆ กวาดคะแนนสะสมมาได้เป็นกอบเป็นกำ
เขาไม่ได้แค่จับเอา ‘มีดสั้นวายุคำราม’ อุปกรณ์วิญญาณระดับหนึ่ง มาสังเคราะห์อัปเกรดเป็นอุปกรณ์วิญญาณระดับสองอย่าง ‘ดาบฟันวิญญาณ’ เท่านั้น
แต่ยังจับ ‘เคล็ดวิชาชักนำห้าธาตุ’ มายัดลงช่องสังเคราะห์ หลอมรวมจนกลายเป็นเคล็ดวิชาระดับสามอย่าง ‘เคล็ดวิชากลืนกินวิญญาณ’ ได้สำเร็จอีกด้วย!
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงเก็บ ‘เคล็ดวิชาใจพิฆาตมาร’ กับ ‘เพลงดาบพิฆาตมาร’ เอาไว้ ไม่ยอมแตะต้องน่ะเหรอ...
มีเหตุผลเดียวสั้นๆ!
นั่นก็คือ… มันไม่เข้ามือเขาเลยสักนิด!
ใช่ มันไม่เข้ากับสไตล์การต่อสู้ของเขาเอาเสียเลย!
แม้ว่าเคล็ดวิชาใจพิฆาตมารและเพลงดาบพิฆาตมาร จะเป็นการดำรงอยู่ระดับหกอันสูงส่ง แต่พอซูอวี่ลองฝึก เขากลับรู้สึกติดขัดไปหมด สู้ของที่ได้จากการสังเคราะห์ของระบบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้นก่อน รอให้ระบบสังเคราะห์สามารถหลอมเอาทักษะระดับหกออกมาได้เมื่อไหร่ ค่อยเอามันมาเป็นวัตถุดิบก็ยังไม่สาย
ถึงตอนนั้น ด้วยความโกงและรู้ใจของผลผลิตจากระบบ เขาต้องทำความเข้าใจและบรรลุวิชาได้อย่างก้าวกระโดดแน่นอน!
แถมจากการทดลองคราฟของเล่นๆ ในช่วงนี้ ซูอวี่ยังค้นพบบั๊ก… เอ้ย ฟังก์ชันลับของการสังเคราะห์เข้าอย่างจัง
ช่องสังเคราะห์ที่ผ่านการอัปเกรดมาแล้วหนึ่งขั้น ไม่ได้บังคับหน้าด้านๆ ว่าต้องใช้ไอเทมเหมือนกันเป๊ะๆ อีกต่อไป ขอแค่เป็นของที่มี ‘คุณสมบัติใกล้เคียงกัน’ ก็จับยัดรวมกันได้แล้ว!
เหมือนตอนที่คราฟ ‘ดาบฟันวิญญาณ’ ซูอวี่ก็แค่เอาแร่เหล็กบริสุทธิ์ระดับสองหนึ่งก้อน มาหลอมรวมกับมีดสั้นวายุคำราม ก็ได้ของใหม่มาครองแบบชิลๆ
นั่นหมายความว่า ข้อจำกัดสุดงี่เง่าของระบบในอดีตได้ถูกพังทลายลงไปแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ซูอวี่ยังมีลางสังหรณ์เต้นตุบๆ ในใจ
บางที… ถ้าอัปเกรดระบบรอบหน้า มันอาจจะเทพถึงขั้นจับไอเทมคนละขั้วมารวมกันได้เลยก็ได้!
คิดได้ดังนั้น ซูอวี่ก็สับเท้ากลับเข้าห้องพัก แล้วเรียกหน้าต่างระบบสุดที่รักขึ้นมาทันที
“ระบบเอ๊ย เมื่อไหร่แกจะอัปเกรดขั้นต่อไปสักทีวะ?”
ซูอวี่เอ่ยถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
ชั่วพริบตา ตัวอักษรแสงก็เด้งพรวดขึ้นมากลางหน้าต่างระบบ
[**แจ้งเตือนเงื่อนไขอัปเกรดขั้นต่อไป: โฮสต์ต้องบรรลุถึง <ขอบเขตปรมาจารย์!>**]
ขอบเขตปรมาจารย์!
ม่านตาของซูอวี่หดเกร็ง เขามุมปากกระตุก ยิ้มเจื่อนออกมาทันที
“เวรเอ๊ย! ต้องรอให้ถึงขอบเขตปรมาจารย์เลยงั้นดิ? ดูทรงแล้ว ถ้าอยากคราฟของเทพๆ กว่านี้ ฉันต้องรีบเลื่อนระดับของเขตของตัวเองให้ไวขึ้นแล้วสินะ!”
ซูอวี่พึมพำเบาๆ
หลายวันที่ผ่านมา เขาผลาญเม็ดยาที่คราฟจากระบบไปเป็นกำๆ
และด้วยอานุภาพสรรพคุณยาที่อัดแน่น ซูอวี่ก็ทะลวงจุดชีพจร กระตุ้นเมล็ดพันธุ์พลังวิญญาณเม็ดที่เจ็ด ก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขตหลอมภายในขั้นปลาย’ ได้อย่างสบายๆ!
ต้องยอมรับเลยว่า ความเร็วการพัฒนาของเขามันติดจรวดชัดๆ! นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกในฐานะนักสู้จนถึงตอนนี้ คิดคำนวนดูแล้วเพิ่งผ่านไปแค่เดือนสองเดือนเท่านั้น!
พวกอัจฉริยะปลายแถวทั่วไป ถ้าอยากตะกายมาถึงจุดนี้ อย่างน้อยต้องตรากตรำบ่มเพาะกันสองสามปีเป็นอย่างต่ำ
ซูอวี่ทิ้งห่างพวกมันแบบไม่เห็นฝุ่น!
ขณะที่ซูอวี่กำลังวุ่นกับหารวางแผนกอบโกยผลประโยชน์จากระบบ จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังรัวเป็นปืนกลจนแทบพัง!
“ซูอวี่! ฉิบหายแล้ว!!”
เสียงตื่นตระหนกของตู้เนี่ยนกวนแผดทะลุบานประตูเข้ามา
ซูอวี่ขมวดคิ้วฉับ เขารีบก้าวฉับๆ ไปเปิดประตู ก็พบตู้เนี่ยนกวนยืนหอบแฮกๆ หน้าดำหน้าแดงอยู่หน้าห้อง
พอเห็นประตูเปิด ตู้เนี่ยนกวนก็ละล่ำละลักพ่นคำพูดออกมารัวๆ
“ซูอวี่… เกิดเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายแล้ว!”
ซูอวี่ยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นปราม “ใจเย็นๆ เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ทำไมนายถึงลุกลี้ลุกลนขนาดนี้? หายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ พูด”
ตู้เนี่ยนกวนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พยายามระงับอาการสั่น ก่อนจะเค้นเสียงเครียดจัด สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด
“รอบๆ เมืองเหิงเฉิง… มีช่องทางเชื่อมมิติของหมื่นเผ่าพันธุ์โผล่ขึ้นมา! ตอนนี้เมืองเหิงเฉิง… ถูกพวกมันปิดล้อมเบ็ดเสร็จแล้ว!!”
ทันใดนั้นม่านตาของซูอวี่หดเกร็งวูบ รังสีฆ่าฟันปะทุเดือดขึ้นในชั่วพริบตา!