วิถีเซียนฝึกอสูร: ข้าครองพรสวรรค์สัตว์เลี้ยง - ตอนที่ #33 : ผู้จับอสรพิษ!
เมืองหลิ่วเขียวตั้งอยู่ ณ ตีนเขา ไม่ไกลออกไปคือเทือกเขาที่ทอดยาว
ทว่าบนถนนกลับคึกคักอย่างยิ่ง พ่อค้าหาบเร่แผงลอยต่าง ๆ พากันตั้งร้านเรียงรายริมทาง ส่งเสียงร้องขายสินค้าของตน
กลิ่นหอมของหมั่นโถวร้อน ๆ ซาลาเปาไส้เนื้อ และเกี๊ยวน้ำลอยอบอวลไปทั่วท้องถนน แม้ว่ากู่หยวนจะกินอาหารเช้ามาแล้ว แต่เมื่อได้กลิ่นหอมยั่วยวนเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากซื้อหามาลิ้มลองรสชาติ
นอกจากนี้ยังมีนายพรานบางคนหาบเหยื่อที่จับมาได้ เช่น ไก่ฟ้า กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก และหมูป่า รอคอยผู้คนมาซื้ออย่างกระตือรือร้น
กู่หยวนกำลังพิจารณานายพรานสองสามคนที่อยู่ไม่ไกลและเตรียมจะเดินเข้าไป ทันใดนั้นเขาก็พลันยื่นมือออกไปคว้าจับมือข้างหนึ่งที่กำลังล้วงเข้ามาในอกเสื้อของตน
เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นว่าเป็นเด็กชายที่สูงไม่ถึงคางของเขา ผิวดำคล้ำซูบผอมราวกับลิง สวมเสื้อผ้าเก่าขาดและมอซอ ทั้งยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมา
กู่หยวนเผยรอยยิ้มเปี่ยมความหมาย “นักล้วงกระเป๋า?”
“เพ้ย! ข้าไม่ใช่! เจ้ามาจับข้าทำไม? คิดจะใส่ความข้าเพราะเห็นว่าข้ายังเด็กหรือไร?”
หัวขโมยผู้นี้ดูแล้วอายุราวสิบสามสิบสี่ปี แต่กลับไม่กลัวที่จะถูกจับได้คาหนังคาเขา กลับกัน เขายังขู่ทั้งที่ยังเชิดคอแข็ง
“หากเจ้าไม่ปล่อยข้า ข้าจะร้องให้คนช่วยแล้วนะ!”
ขณะที่พูด หัวขโมยก็ดิ้นรน แต่ฝ่ามือของกู่หยวนกลับเป็นดั่งคีมเหล็ก บีบข้อมือของเขาไว้แน่นจนไม่อาจสะบัดหลุดได้
กู่หยวนสังเกตเห็นว่าชายร่างกำยำสองคนที่อยู่ไม่ไกลกำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร มือข้างหนึ่งเอื้อมไปที่เอวด้านหลัง ราวกับจะหยิบอาวุธมีคมบางอย่างออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเดียวกับหัวขโมยผู้นี้
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็จงใจเดินเลี่ยงไป มองกู่หยวนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย บางคนถึงกับหยุดดูความสนุก
ปัง!
กู่หยวนเตะเข้าที่หลังขาของหัวขโมย ทำให้เขาล้มคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เหล็กแหลมชิ้นหนึ่งที่เขาถือไว้ในมืออีกข้างก็ร่วงหล่นลงพื้นดัง เคร้ง
“ในเมื่อเป็นหัวขโมย ก็น่าจะนับเป็นเจ้าถิ่นอันธพาลแถวนี้ด้วยสินะ?!” กู่หยวนเอ่ยถาม
กู่หยวนรู้ดีว่าหัวขโมยผู้นี้ก็เป็นคนในยุทธภพเช่นกัน สังกัดอยู่ในกลุ่มสามศาสนาเก้าสำนักชั้นต่ำสุด พวกเขามีการแบ่งเขตแดนกันและต้องปฏิบัติตามกเกณฑ์บางอย่าง
การที่เขาเป็นคนหน้าใหม่และอายุยังน้อยเช่นนี้ ย่อมโดดเด่นบนถนนสายนี้ จึงไม่แปลกที่จะตกเป็นเป้าหมาย
หัวขโมยจ้องมองเขาเขม็งโดยไม่ตอบ กู่หยวนไม่ใส่ใจ และไม่สนใจชายสองคนที่กำลังเดินเข้ามา เขาหยิบเงินแท่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงบนพื้น
“ไปหาคนจับงูในท้องถิ่นมาให้ข้า ขอเป็นคนที่มีประสบการณ์และฝีมือดี ถ้าทำได้ดีข้าจะให้รางวัล”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวต่อ “ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะเอาเงินคืน ส่วนนิ้วที่เมื่อครู่แตะต้องตัวข้านั้น เจ้าก็ลืมมันไปได้เลย ทำได้หรือไม่?! ถ้าไม่ได้ ข้าจะไปหาคนอื่น!”
“ได้! ข้าทำได้! ได้แน่นอน!”
หัวขโมยไม่สนใจความเจ็บปวดที่ขาจากการถูกเตะ โผเข้าหาแท่งเงินนั้นราวกับสุนัขหิวโหยที่ตะครุบอาหาร หลังจากใช้ฟันกัดดูแล้ว เขาก็เปลี่ยนสีหน้าในทันใด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโค้งคำนับ
“ท่านพี่ผู้นี้ โปรดวางใจ ข้าน้อยคุ้นเคยกับเรื่องราวบนถนนสายนี้เป็นอย่างดี เพียงมอบหมายเรื่องนี้ให้ข้า รับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายร่างกำยำทั้งสองก็สบตากัน ปล่อยมือจากมีดสั้นที่เอวด้านหลัง แล้วกลับไปยังที่เดิม ทำทีเป็นไม่สนใจกู่หยวนราวกับเขาไม่มีตัวตน
“หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว นำทางไป!”
กู่หยวนแค่นเสียงเย็นชา เขารู้ดีว่ากับคนประเภทนี้ไม่ควรสุภาพด้วย หากปล่อยให้พวกเขาคิดว่าตนอ่อนข้อและพูดจาง่าย อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมได้
“ขอรับ ท่านพี่มากับข้าเลย”
หัวขโมยไม่ใส่ใจท่าทีแย่ ๆ ของกู่หยวน เขาชำนาญทางพากู่หยวนเดินวนไปครึ่งรอบจนมาถึงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง
บริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ส่วนใหญ่เป็นบ้านเก่า
หัวขโมยพากู่หยวนมาถึงหน้าลานบ้านเก่าหลังหนึ่ง จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปเอง ทันทีที่เข้าไปในลานบ้าน เขาก็ตะโกนขึ้นว่า “เฒ่าตาเดียว อยู่หรือไม่? มีคนมาหา เหตุใดจึงไม่ออกมาเร็วเข้า?!”
น้ำเสียงของเขาหยาบคายยิ่งนัก แต่เขาก็กล้าตะโกนแค่ในลานบ้านและไม่มีทีท่าว่าจะก้าวเข้าไปในห้อง
กู่หยวนมีสายตาเฉียบแหลม มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตามมุมต่าง ๆ ของลานบ้านมีไหตั้งอยู่ บางใบมีกระเบื้องปิดไว้
แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่ในไหบางใบกลับมีหัวงูโผล่ออกมา จ้องมองมายังพวกเขาทั้งสอง
“หึ ข้าเป็นพ่อม่ายแก่ชรา ไร้บุตรไร้ญาติ ใครกันจะกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำถึงได้มาหาข้า?”
เสียงหนึ่งดังออกมาจากบ้านที่มืดทึบ จากนั้น ชายชราหลังค่อมในชุดคลุมสีดำเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าบึ้งตึงดูอมทุกข์ ก็เดินออกมาจากห้อง
ดวงตาข้างหนึ่งของชายชราโบ๋ลึกลงไป ราวกับว่าลูกตาได้หายไปแล้ว มีเพียงตาอีกข้างที่ยังคงเฉียบคมและเย็นชา เขาไม่สนใจหัวขโมย แต่กลับมองมาที่กู่หยวน
“พ่อหนุ่ม เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใด?”
กู่หยวนไม่ตอบคำถามของเขา แต่กลับหยิบเศษเหรียญทองแดงกำหนึ่งออกมาโยนให้หัวขโมยที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับออกปากไล่ “เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”
“ขอรับ! ท่านพี่ หากคราวหน้ามีเรื่องเช่นนี้อีก ท่านมาหาข้าน้อยได้ทุกเมื่อ ข้าน้อยรับรองว่าจะจัดการให้เรียบร้อย”
หัวขโมยไม่ถือสาแม้แต่น้อย เขายัดเงินใส่เข้าไปในอกเสื้ออย่างมีความสุขแล้วหันหลังเดินจากไป
หลังจากในลานบ้านเหลือเพียงกู่หยวนและเฒ่าตาเดียว กู่หยวนก็ประสานหมัดคารวะ “ท่านผู้เฒ่า ข้าน้อยอยากจะสอบถามเรื่องบางอย่าง”
“เรื่องอันใด? เกี่ยวกับงูหรือ?”
เฒ่าตาเดียวยืนอยู่ที่ประตูมองกู่หยวน ไม่มีทีท่าว่าจะเชิญเขาเข้าไปในห้อง
“ถูกต้อง”
กู่หยวนพยักหน้าแล้วถามว่า “ข้าอยากทราบว่าแถบเมืองหลิ่วเขียวนี้มีงูกี่ชนิด แล้วนิสัยและลักษณะพิเศษของงูเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เจ้าถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม?”
น้ำเสียงของเฒ่าตาเดียวยังคงเย็นชา “แล้วในห่อผ้าข้างหลังเจ้านั่นซ่อนอะไรไว้?!”
กู่หยวนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงยิ้ม “ท่านผู้เฒ่าช่างยอดเยี่ยมโดยแท้ แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังสังเกตเห็น”
จี๊ด จี๊ด จี๊ด!
ขณะที่พูด หนูตัวใหญ่สีดำขนมันปลาบตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากห่อผ้าด้านหลังแล้วปีนขึ้นไปบนบ่าของกู่หยวน
มันหมอบอยู่บนบ่าของกู่หยวน กรงเล็บของมันเกาะเส้นผมของเขาไว้เส้นหนึ่ง แต่กลับส่งเสียงร้องใส่ชายชราอย่างระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่ามันหวาดระแวงชายชราผู้ไม่เป็นวรยุทธ์ผู้นี้
หนูสีดำตัวใหญ่นี้มีขนาดน่าประหลาดใจ ใหญ่พอ ๆ กับแมวตัวหนึ่ง กรงเล็บและฟันของมันส่องประกายเย็นเยียบ ชวนให้ผู้คนใจสั่น!
หนูตัวนี้ก็คือสัตว์เลี้ยงวิญญาณของกู่หยวน หนูฟันเหล็กอาหวงนั่นเอง!
“หนูฟันเหล็ก?”
เมื่อเห็นอาหวง ใบหน้าเหี่ยวย่นของเฒ่าตาเดียวยังคงเย็นชาและบึ้งตึง แต่น้ำเสียงกลับเผยความประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าเลี้ยงของเช่นนี้ด้วยรึ?”
“ท่านผู้เฒ่าช่างมีความรู้กว้างขวางนัก”
กู่หยวนยิ้มพลางลูบขนเรียบลื่นของอาหวง กล่าวว่า
“บอกตามตรง ข้านั้นชอบอยู่กับสัตว์เหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ได้ยินมาว่าในภูเขาใกล้เมืองหลิ่วเขียวมีแมลงพิษและสัตว์ร้ายอยู่มากมาย วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อสอบถามท่าน ตั้งใจว่าจะเลี้ยงงูสักตัว การเลี้ยงงูนั้นง่าย แต่การจะหางูที่ถูกใจมาฝึกให้เชื่องนั้นค่อนข้างยาก”
“ข้ามองออกว่า แม้ท่านจะเป็นผู้จับอสรพิษ แต่ท่านก็เป็นผู้ที่รักงูเช่นกัน มิเช่นนั้นคงไม่เลี้ยงงูไว้มากมายในลานบ้านแห่งนี้”
กู่หยวนมองไปรอบ ๆ ลานบ้านแล้วกล่าวกับเฒ่าตาเดียวอย่างจริงใจ
“ดังนั้น ขอท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะด้วย”