วิธีฝึกสามีให้เชื่อง - ตอนที่ 3 (1) (Rewrite)
ราเฟล กำลังยกแก้วที่ถูกเติมด้วยเหล้าเหมือน
อย่างปกติขึ้นมาดื่มแต่กลับหยุดชะงัก ทั้งๆ ที่นี่
คือสิ่งที่เขาต้องทำทุกครั้งราวกับเป็นนิสัย แต่
วันนี้กลับไม่อยากทำแปลกๆ น่าจะเป็นเพราะ
การค่อยๆ ดื่มน่าจะดีกว่าการกระดกแก้วดื่ม
เพียงรวดเดียว
แสงสีทองจากเหล้าซึ่งกำลังเปล่งประกายอยู่ใน
แก้วค่อยๆ ไหลเข้าไปภายในโพรงปาก
ช้าๆ สายตาของชายหนุ่มที่กำลังกลั้วเหล้าด้วย
ปลายลิ้นเพื่อดื่มดํ่ารสชาติและกลิ่นหอมมองไป
ยังด้านข้างของตน ที่ตรงนั้นมีแอนเน็ตนอนสลบ
ไสลอยู่
เพราะเหนื่อยอ่อนมากจนสลบไป เปลือกตาที่
บางเบาจึงปิดสนิทไม่เคลื่อนไหว ริมฝีปากซึ่ง
กำลังผ่อนลมหายใจเข้าออกสมํ่าเสมอกลายเป็นสี
ชมพูระเรื่อ หากมองเพียงแค่สีสันอันงดงามละก็
คงไม่รู้เลยว่าหญิงสาวคนนี้เพิ่งผ่านการร่วมรัก
อย่างเผ็ดร้อนมาจนถึงเมื่อครู่ แอนเน็ตทำตัวติด
อยู่กับเขาราวกับเป็นลูกหมากำลังติดแม่ มือเล็กๆ
ที่วางอยู่บนร่างกำยำเบาหวิวจนเขาแทบจะไม่
รู้สึกถึงนํ้าหนักเลยสักนิด น่าแปลกที่ความรู้สึก
ชวนจั๊กจี้นั้นส่งผ่านจากมือของเธอถึงราเฟลจน
ทำให้ชายหนุ่มต้องปัดมือนั้นออกอย่างไร้ความ
ปรานี
ผู้หญิงแปลก
แต่ถึงอย่างนั้นหากมองเพียงใบหน้าอย่างเดียวก็
เรียกได้ว่างดงามจนแทบลืมหายใจ น่าสงสัยว่า
ทำไมสมาชิกตระกูลบาเยิร์นทุกคนต่างก็มีจมูก
โด่งราวกับต้องการแสดงให้เห็นความพิเศษของ
สายเลือด ทั้งดยุกจอมเจ้าเล่ห์อัลลามันด์ บาเยิร์น
เองก็เป็นชายวัยกลางคนเจ้าของเส้นผมสีบลอนด์
ขาวที่มีท่วงท่าสง่างาม หรือนี่จะเป็นหลักฐาน
แสดงให้เห็นถึงเชื้อสายวงศ์ตระกูลอันสูงส่งกันแน่
ราเฟลยื่นมือออกไปสัมผัสแก้มของแอนเน็ตอย่าง
ไร้เหตุผล ผิวนุ่มนิ่มยังคงมีเลือดฝาดที่แสดงให้
เห็นว่าเพิ่งผ่านการร่วมรักมาหลงเหลืออยู่เมื่อ
ดวงตาแดงเรื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกได้ว่าเลือดเริ่ม
ไหลเวียนไปรวมกันที่ด้านล่างของตนอีกแล้ว แต่
หากทำไปมากกว่านี้แอนเน็ตคงได้ล้มปั่วยลง
จริงๆ
อ่อนแอจนไร้ประโยชน์สิ้นดี
ชายหนุ่มเดาะปากด้วยไม่คิดว่าความสัมพันธ์
ระหว่างตนกับผู้หญิงคนนี้จะกลายเป็นแบบนี้ไป
ได้ เพราะความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่เขามีต่อด
ยุกบาเยิร์นนั้นรุนแรงเป็นอย่างมาก
ฝั่ายนั้นเองก็เช่นกัน ดยุกอัลลามันด์ บาเยิร์น
คัดค้านเรื่องที่จะแต่งตั้งให้ราเฟลเป็นมาร์ควิสจ
นถึงที่สุด ชายหนุ่มยังคงจดจำสายตาดูถูกของอัล
ลามันด์ บาเยิร์น ซึ่งมองมาที่ตนได้
ดยุกบาเยิร์นรังเกียจที่จะต้องหายใจร่วมกับรา
เฟลซึ่งเป็นเพียงบุตรนอกสมรสเท่านั้น
เพราะฉะนั้นราเฟลจึงยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
ถึงแม้จะมีข่าวลือว่าแอนเน็ตเป็นหญิงสาวจอม
เจ้าเล่ห์จนต้องยกเลิกการหมั้นหมายกับองค์รัช
ทายาทก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับราเฟลก็คือ
สายเลือดของแอนเน็ตที่จะมาเติมเต็มชาติกำเนิด
ที่ขาดไปของเขาให้สมบูรณ์ นอกจากนี้มันยังทำ
ให้เขาได้เห็นสีหน้าบูดบึ้งของอัลลามันด์ บาเยิร์น
ผู้กลายมาเป็นพ่อตาของตนซึ่งทุกอย่างก็เป็น
เพียงการแลกเปลี่ยนเท่านั้น คุณค่าของแอนเน็ต
มีเพียงแค่นั้นเอง
บนโลกนี้มีคู่แต่งงานเท่าไรกันที่แต่งงานเพราะ
ความรัก
ราเฟลนั้นไม่เคยเชื่อในความรัก บนโลกห่วยแตก
ใบนี้สิ่งที่เชื่อถือได้มีเพียงแค่กำลังตนเองเท่านั้น
เขาอยากตอกหน้าพวกชนชั้นสูงที่เคยหัวเราะ
เยาะตน เพื่อการนั้นจึงจำเป็นต้องมีแอนเน็ต
นอกเหนือจากนั้นไม่ว่าหญิงสาวจะทำอะไร
เบื้องหลังเขาก็ไม่สนใจทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม แอนเน็ตเองก็มีชาติกำเนิดมาจาก
ตระกูลบาเยิร์นอันโด่งดัง คงจะรู้สึกรังเกียจและ
ขยะแขยงที่มีสามีเป็นพวกลูกนอกสมรสแน่ๆ รา
เฟลคิดขึ้นมาอย่างดื้อดึง
ทว่าแอนเน็ตที่เขาได้พบเจอในความเป็นจริงกลับ
แตกต่างไปจากที่เขาคิดไว้นิดหน่อย หญิงสาว
ปฏิบัติกับราเฟลอย่างให้เกียรติเสมอ แม้กระทั่ง
เวลาที่ทะเลาะกันก็พยายามอธิบายด้วยเหตุผล
อย่างจริงจัง แต่เขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งที่เธอทำนั้น
เป็นเพียงการเสแสร้งหรือเป็นความจริงใจกันแน่
แล้วยังไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ไม่เกี่ยวกับ
ฉันสักหน่อย
การที่หญิงสาวทำราวกับให้เกียรติเขาไม่ใช่เรื่อง
ไม่ดี ที่จริงแล้วกลับเป็นเรื่องดีเสียอีก
ราเฟลยังคงดื่มดํ่ากับรสชาติของเหล้าที่อยู่ภายใน
โพรงปากก่อนจะกลืนลงไป ปลอกคอหนังสีดำซึ่ง
ยังคงถูกสวมอยู่บนลำคอระหงของแอนเน็ตทำให้
เขารู้สึกสบายตา ถึงหญิงสาวจะสวมไว้เพราะ
ความเอาแต่ใจของเขา แต่แบบนี้ก็ทำให้ดูราวกับ
ว่าเธอเป็นของเขา ซึ่งนั่นก็ไม่เลวเท่าไร
เมื่อราเฟลหวนคิดถึงร่างขาวผ่องของแอนเน็ตที่
ตนเคยสัมผัสมาก็ทำให้มุมปากทั้งสองข้างยก
สูงขึ้น
อย่างน้อยหญิงสาวก็ไม่ได้มอบร่างกายของเธอ
ให้กับลุดวิก แต่ถึงอย่างนั้น เพียงแค่คิดว่าทั้งคู่
ต่างก็รํ่าไห้เสียใจเพียงใดเมื่อต้องบอกลากันและ
กันก็ทำให้เขามวนท้องแปลกๆ แล้ว
อย่างไรก็ตามเขาคิดว่าตัวเองคงจะทนไม่ได้หาก
แอนเน็ตยอมมอบร่างกายให้กับชายอื่น ถึงจะคิด
ว่าเบื้องหลังเธอจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเขาก็เถอะ
เขาช่างเป็นคนกลับกลอกเสียจริงๆ
แต่นั่นไม่เกี่ยวกันสักนิด เพราะอย่างไรเสียเขาก็
เป็นเพียงคนเลวที่ไต่เต้าขึ้นมาจากชนชั้นล่างสุด
ส่วนแอนเน็ตก็เป็นเพียงเชลยที่ถูกเขาจับเอาไว้ใน
ฝั่ามือเท่านั้น
“อือ อืม…”
อาจจะเป็นเพราะรู้สึกได้ถึงอันตรายจึงทำให้
แอนเน็ตที่กำลังหลับลึกส่งเสียงครางออกมา
ราเฟลมองไปยังริมฝีปากอวบอิ่มของหญิงสาว
ช้าๆ ด้วยสายตาไร้อารมณ์ เขาเพียงยื่นนิ้วไป
สัมผัสสิ่งที่ยื่นออกมาก่อนจะรู้สึกได้ถึงความ
นุ่มนวล
แอนเน็ตทำปากขมุบขมิบเบาๆ เพราะยังอยู่ใน
สภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นซึ่งท่าทางราวกับกำลังจูบ
ปลายนิ้วของเขานั้นช่างน่ารักมาก ราเฟลที่เห็น
ดังนี้ก็หลุดขำเบาๆ แล้วจึงก้มศีรษะลงกระซิบที่
ใบหูของหญิงสาว
“องค์รัชทายาทอะไรนั่นลืมมันไปให้หมดแอนเน็ต
เพราะเธอไม่อาจหนีไปที่ไหนได้อีกแล้ว”
ชายหนุ่มกระซิบด้วยนํ้าเสียงทุ้มตํ่าดุร้ายจากนั้นก็
ขบเม้มใบหูของเธออย่างหนักหน่วง ใบหูเรียวเล็ก
สีขาวซึ่งยังมีรอยฟันเหลืออยู่ดูจะเหมาะกันดีราว
กับนั่นเป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของ
เมื่อแอนเน็ตตื่นจากการหลับใหลแล้วมอง
ออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแสงอาทิตย์ยามเที่ยง
สาดส่องเข้ามาอย่างงุนงง ตอนที่หญิงสาวยังไม่ได้
แต่งงาน เธอได้รับการสั่งสอนอย่างเข้มงวดจึงทำ
ให้เป็นคนที่ค่อนข้างตื่นเช้า แต่เพราะการร่วมรัก
อย่างเผ็ดร้อนกับราเฟลเลยทำให้เธอเผลอนอน
จนตื่นสาย
แอนเน็ตพรูลมหายใจออกแล้วตั้งใจจะออกไป
จากห้องนอน ก่อนจะรับรู้ได้ถึงปลอกคอหนังสีดำ
ที่อยู่บนคอของตนจนทำให้พวงแก้มแดงกํ่า
เพราะหวนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ยังไงก็เป็นคนเลวร้ายละนะ
โชคดีที่มีมีดสำหรับเปิดซองจดหมายวางอยู่บน
โต๊ะเล่มหนึ่ง แอนเน็ตจึงใช้มันตัดปลอกคอหนังที่
อยู่บนคอออก ถึงจะรู้สึกเสียใจเพราะเป็น
ของขวัญที่ได้มาจากแคลร์ผู้เป็นพี่สะใภ้ก็จริง แต่
ของขวัญก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว
ตัวแคลร์เองคงจะพอใจเช่นกัน
หญิงสาวหวนคิดถึงยามที่ราเฟลผลักเธอเข้าหา
กำแพงรุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้ก็ถอนหายใจ
แอนเน็ตรู้สึกถึงความไม่พอใจของเขาจากการที่
เธอพบกับลุดวิก แต่ก็โชคดีที่ความสัมพันธ์ที่
เกิดขึ้นเมื่อคืนพอจะทำให้เขายอมคลายโทสะลง
บ้าง
ก็ยังดีที่ได้ผ่อนคลายอารมณ์เขาลงบ้าง
แอนเน็ตรู้สึกผิดกับราเฟลอย่างมาก แม้ว่าราเฟล
จะไม่รักเธอก็ตาม แต่การที่เธอกลับไปคุยกับ
คู่หมั้นเก่าคงสร้างความไม่พอใจให้กับเขา
หลังจากที่จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว เธอก็ลงไป
ยังชั้นล่างเพื่อตามหาสามี ระหว่างทางหญิงสาว
ได้พบกับสาวใช้คนหนึ่งจึงเอ่ยปากถามโดยไม่ได้
คิดอะไร
“รู้รึเปล่าว่าตอนนี้ราเฟลอยู่ที่ไหน”
“ตอนนี้นายท่านออกไปข้างนอกค่ะนายหญิง
เห็นบอกว่าจะไปที่พระราชวังค่ะ”
สาวใช้ก้มศีรษะตอบอย่างนอบน้อม แอนเน็ตผงก
ศีรษะรับ มองไปที่เธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ถึงแม้
จะรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ราเฟลออกไปโดยไม่ทิ้ง
ข้อความเอาไว้เลย แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาไม่เคย
เปิดเผยจุดหมายการเดินทางล่วงหน้ามาก่อน
เขาน่าจะโกรธเลยรีบออกไปแน่ๆ
แอนเน็ตถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วตัดสินใจก้าว
ไปยังห้องหนังสือแทนถ้าโชคดีก็อาจจะค้นหา
หนังสือเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดเจออีกก็
เป็นได้ทว่าหญิงสาวกลับต้องล้มเลิกความตั้งใจ
เพราะเจอคนที่ไม่คาดคิดกำลังเดินออกมาจาก
ห้องรับรอง
เจอร์ราร์ด?
ชายเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ทอง ร่างสูงโปร่ง
และรูปลักษณ์หมดจดคือเจอร์ราร์ด หนุ่มรูปงาม
ผู้ดำรงตำแหน่งพ่อบ้านแห่งตระกูลบาเยิร์น
นั่นเองครั้งที่แล้วเขามาเพื่อนำของขวัญวัน
แต่งงานที่ราเฟลมอบให้ส่งกลับคืนแต่ถูกเธอไล่
จนโมโหกลับไป แอนเน็ตจึงคิดว่าเขาคงไม่หวน
กลับมาคฤหาสน์มาร์ควิสคาเนซิสอีกเป็นครั้งที่
สอง
เจอร์ราร์ดที่ยังไม่ได้รับรู้ว่าแอนเน็ตอยู่ที่นี่หัน
กลับออกไปทางประตูใหญ่ด้วยใบหน้าเย็นชา
และกล่าวกับคนรับใช้ที่ออกมาส่งแขกนอก
คฤหาสน์
“ถ้าอย่างนั้นกระผมจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้งเมื่อ
ท่านมาร์ควิสคาเนซิสอยู่นะครับ”
แอนเน็ตหรี่ตาลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ถึงแม้ว่า
ตอนนี้ราเฟลจะไม่อยู่ก็จริง แต่ยังมีนายหญิง
อย่างเธออยู่นี่นา แล้วทำไมเจอร์ราร์ดถึงตั้งใจพูด
ว่า‘จะกลับมาอีกครั้งเมื่อราเฟลอยู่’ แล้วกลับไป
เลยล่ะ หญิงสาวรู้สึกว่าพฤติกรรมของเขาดู
แปลกๆ
ไม่ใช่ว่าทางฝังบาเยิร์นจะหาเรื่องอะไรมาต่อว่า
อีกหรอกนะ
แอนเน็ตเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง
ถ้าเป็นแบบนั้นจะปล่อยให้เจอร์ราร์ดกลับไป
เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้ถ้าหากเขามาเยือนตอนที่เธอไม่
อยู่ที่คฤหาสน์แล้วไปยั่วโมโหราเฟลเข้าละก็
หายนะคงตามมาด้วยอย่างแน่นอน
ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบเรียกเจอร์ราร์ดเอาไว้ก่อนที่
เขาจะออกจากคฤหาสน์
“เจอร์ราร์ด! ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ มาทำ
อะไรที่นี่เหรอ”
แม้ว่าจะเป็นเสียงของเธอเองก็เถอะ แต่แอนเน็ต
เองยังรู้สึกว่ามันฟังดูเสแสร้งชะมัด
ตอนที่ 3 (2) (Rewrite)
“สวัสดีครับมาร์เชอเนส สบายดีนะครับ”
เจอร์ราร์ดน่าจะเตรียมตัวมาที่นี่แน่ๆ เพราะเขา
ทำความเคารพแอนเน็ตอย่างสุภาพราวกับกำลัง
ปฏิบัติต่อคนแปลกหน้า ถ้าดูแค่ท่าทางเป็นการ
เป็นงานของเจอร์ราร์ด ใครจะคาดคิดว่าเขาเคยมี
หน้าที่เป็นผู้ดูแลแอนเน็ตอยู่เกือบสิบปี
หญิงสาวผงกศีรษะตอบรับการทำความเคารพ
อย่างสง่างามของเจอร์ราร์ด เขารู้จักตัวเธอดีที่สุด
และแน่นอนว่าเธอเองก็รู้จักเขาดีที่สุดเช่นกัน
แอนเน็ตมองเห็นความรู้สึกผิดคาดซึ่งปรากฏขึ้น
บนใบหน้าราบเรียบของเจอร์ราร์ด เธอทำเป็นไม่
รู้เรื่องและคว้าตัวเขาเอาไว้หน้าตาเฉย
“ครั้งที่แล้วฉันทำตัวเย็นชาเกินไปสินะเจอร์
ราร์ด? แต่ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ ในฐานะคนที่
เป็นภรรยา ฉันทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นมาต่อว่าสามี
ของตัวเอง แต่เห็นแก่มิตรภาพเก่าๆ ฉันเลยอยาก
เสนอชาสักถ้วยมาดื่มชาไปพูดคุยกันไปเหมือน
เมื่อก่อนหน่อยไหม ตามฉันมาสิ”
แอนเน็ตหมุนตัวกลับออกไปเฉยๆ ในขณะที่
รอยยิ้มของเจอร์ราร์ดเองก็ดูเคร่งเครียดขึ้น สี
หน้าของเขาแสดงความยุ่งยากใจออกมาเพราะ
ต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่กับ
หญิงสาวเพียงลำพัง
“กระผมเองก็อยากร่วมดื่มชานะครับ แต่ว่า
กระผมยังมีสิ่งที่ต้องทำตามคำสั่งของท่านดยุก
กระผมเลยจำเป็นต้องขอตัวก่อนครับ มาร์เชอ
เนส”
ไม่ผิดไปจากที่คาดว่าจะต้องได้ยินคำปฏิเสธออก
จากปากของเขาแอนเน็ตแกล้งหันกลับไปเบิกตา
กว้างสื่อถึงความตกใจพร้อมกับยกมือปิดปากเธอ
มองไปยังเจอร์ราร์ดด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความ
เจ็บปวดอย่างชัดเจน
“ให้ตายเถอะ! จะบอกว่าท่านพ่อสั่งห้ามไม่ให้
ร่วมดื่มชากับฉันสักถ้วยด้วยอย่างนั้นหรือ ใจร้าย
เกินไปแล้ว จะยุ่งจนถึงขนาดที่ไม่ยอมให้ฉัน
ทักทายพ่อบ้านที่เคยดูแลฉันมานานเลยเชียว
เหรอ ไม่ได้การ เดี๋ยวฉันจะเขียนจดหมายหาท่าน
พ่อเดี๋ยวนี้”
เมื่อเห็นว่าแอนเน็ตมีท่าทีต่อต้านอัลลามันด์ผู้เป็น
บิดาอย่างแรงกล้าก็ทำให้เจอร์ราร์ดยุ่งยากใจ
ขึ้นมา แรกเริ่มแล้วการได้เจอหญิงสาวแทนที่จะ
ได้พบกับราเฟลก็ถือได้ว่าเป็นหายนะสำหรับเขา
แล้ว หากมีจดหมายของเธอเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำ
ให้เขาไม่อาจแก้ตัวได้ อัลลามันด์ที่ผิดหวังกับ
เจอร์ราร์ดมาครั้งหนึ่งย่อมจะไม่ยกโทษให้เขาอีก
เป็นครั้งที่สอง
ในที่สุดเจอร์ราร์ดก็ต้องตัดใจอย่างช่วยไม่ได้ แล้ว
หันไปตอบรับคำชวนจากหญิงสาว
“หากแค่ชาถ้วยเดียวน่าจะได้ครับ ขอบคุณ
สำหรับความเมตตาที่มอบให้กระผมครับ”
แอนเน็ตยิ้มอย่างผู้ชนะแล้วนำเขาไปทางห้อง
รับรองแขก คราวนี้เธอต้องขุดคุ้ยแผนร้ายที่ซ่อน
อยู่ของผู้เป็นบิดาผ่านทางเจอร์ราร์ดให้ได้ ทว่านี่
กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ชารสชาติดีมากเลยครับ”
“ใช่ไหมล่ะ ถ้าเปรียบเทียบกับชาที่เคยดื่มตอน
อยู่บาเยิร์นก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย”
เจอร์ราร์ดก้มศีรษะลงนิดหน่อยแทนคำตอบ
ให้กับแอนเน็ต เธอมองเขาด้วยความรู้สึกกระวน
กระวายใจนิดหน่อย
แม้ว่าการชักชวนดื่มชาจะประสบความสำเร็จดี
แต่เธอก็ไม่อาจง้างปากของเจอร์ราร์ดได้เลย
เจอร์ราร์ดหรือในอีกฐานะหนึ่งก็คือพ่อบ้านจาก
ตระกูลบาเยิร์นถือว่าเป็นคนที่จัดการได้ไม่ง่าย
เขาตอบคำถามแบบเฉไฉไปทางโน้นทีทางนี้ที มี
เพียงบางเรื่องที่ไม่สำคัญที่เขาจะเปิดปากพูด
อย่างชัดเจน จนในที่สุดนํ้าชาในถ้วยของเขาก็ว่าง
เปล่า
เป็นแบบนี้คงไม่ได้การแล้ว
แอนเน็ตรู้สึกกังวลจนต้องขมวดคิ้ว เจอร์ราร์ด
เป็นคนที่ฉลาดมากทำให้เขาไม่หลงกลการ
ล่อหลอกของเธอ แสดงว่าระเบิดที่เขาเตรียมมา
จะต้องถูกส่งต่อให้กับราเฟลเท่านั้นอย่างแน่นอน
เจอร์ราร์ดมาที่นี่ตามคำสั่งของดยุกบาเยิร์น
ตอนนี้แอนเน็ตซึ่งถือได้ว่าเป็นคนนอกจึงไม่อาจ
ใช้อำนาจบังคับให้เขาเปิดปากได้ หญิงสาวกำ
ชายกระโปรงแน่น พยายามคิดหาหนทางอย่าง
เอาเป็นเอาตาย
ทว่าเขากลับไม่ได้อยู่รอจนแอนเน็ตคิดแผนออก
หลังดื่มชาอึกสุดท้ายเจอร์ราร์ดก็มองหญิงสาว
ด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น เส้นผมสีบลอนด์ทอง
ของเขาถูกเสยไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้
เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของพ่อบ้านผู้แสน
เก่งกาจ
เจอร์ราร์ดซึ่งแน่ใจว่าตนเองเป็นฝั่ายชนะเปิดปาก
บอกลาอย่างนอบน้อม
“ในเมื่อกระผมดื่มชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เห็นที
ตอนนี้คงต้องขอตัวลาก่อนนะครับ ขอบพระคุณ
สำหรับความเมตตาที่มอบให้กระผมด้วยครับมาร์
เชอเนสคาเนซิส”
แอนเน็ตขมุบขมิบปากเล็กน้อยแล้วลุกจากที่นั่ง
มองไปยังแผ่นหลังของพ่อบ้านตระกูลบาเยิร์น
ขณะนั้นเองก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาใน
หัวหญิงสาวพยายามทำให้สีหน้าสงบเยือกเย็น
ก่อนเอ่ยปากกับเขา
“เจอร์ราร์ด ฉันมีเรื่องบางอย่างจะขอร้อง”
ใบหน้าของเจอร์ราร์ดที่หันกลับมามองเธอนั้น
แฝงไปด้วยความระมัดระวัง เป็นสีหน้าของคนที่
เตรียมพร้อมรับมือกับแอนเน็ตที่ไม่ยอมล้มเลิก
และพยายามล่อหลอกเขาจนถึงวินาทีสุดท้าย
หญิงสาวรีบเอ่ยปากอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะทัน
ได้ปฏิเสธ
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่เรื่องส่วนตัวน่ะ
ตอนนี้ฉันกำลังเรียนการขับร้องเพลงอยู่ แต่ไม่
แน่ใจว่าตัวเองมีความสามารถพอหรือเปล่าฉัน
อายที่จะร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเจอร์
ราร์ดที่คอยดูแลฉันมานานก็คงจะไม่เป็นไร ช่วย
ฟังฉันร้องเพลงสักครั้งได้หรือเปล่า ใช้เวลาไม่
นานหรอก”
แอนเน็ตนำเอาคำขอร้องที่องค์รัชทายาทลุดวิก
เคยพูดมาปรับนิดหน่อยเจอร์ราร์ดลังเลกับคำ
ขอร้องที่ไม่คาดคิดนั่นจนไม่อาจปฏิเสธได้ตรงๆ
ถึงเขาจะทำตามคำสั่งที่ได้รับมาจากดยุกอัลลา
มันด์ บาเยิร์นผู้เป็นนายแต่โดยส่วนตัวแล้วเขา
ชอบอยู่กับแอนเน็ตมากกว่า ชายหนุ่มลังเลอยู่
เพียงครู่ก็ผงกศีรษะตอบรับ
“…หากเพียงครู่เดียวก็น่าจะไม่เป็นอะไรครับ”
คำตกลงของเขาเรียกรอยยิ้มของแอนเน็ตขึ้นมา
ได้ รอยยิ้มพร้อมดวงตาหยีลงอย่างน่าเอ็นดูนั่น
ช่างเหมือนกับตอนที่เธอเป็นเพียงเด็กน้อยเจอร์
ราร์ดมองไปยังแอนเน็ตตาเยิ้ม หญิงสาวที่ไม่ทัน
สังเกตสายตานั้นปิดตาลงแล้วเริ่มต้นร้องเพลง
ทันที
“เวลานั้นราวกับใบไม้ที่ค่อยๆ ร่วงหล่นทีละใบ
หากบอกว่าบทละครโศกนี้สามารถสะกดสายตา
ของคุณไว้เพียงแค่ชั่วขณะเดียว
ฉันเองก็ยินดีที่จะร่วงหล่นลงเบื้องหน้าคุณไม่ว่า
จะอีกกี่ครั้งก็ตาม”
แอนเน็ตนำเพลงที่เคยได้ยินตอนชมละครโอเปร่า
ที่พระราชวังมาขับร้อง แต่สิ่งที่สำคัญกลับไม่ใช่
บทเพลง เธอร้องเพลงเท่าที่จำได้ออกมาจากนั้น
จึงค่อยๆ เหลือบตาขึ้นแอบมองเจอร์ราร์ด
ไม่ต่างจากที่คาด ทั้งๆ ที่ร้องเพลงสั้นๆ ยังไม่ถึง
สามสิบวินาทีแท้ๆแต่เจอร์ราร์ดกลับนอนหลับอยู่
บนโซฟาเสียแล้ว แอนเน็ตกะพริบตาปริบๆรู้สึก
ประทับใจความสามารถของตนโดยไม่ต้องให้ใคร
มาบอกอีก
นี่น่าจะเป็นความสามารถพิเศษของฉันแน่ๆ
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งประทับใจกับ
ความสามารถของตัวเองแอนเน็ตไม่รู้ว่า
ความสามารถของเธอนั้นมีมากพอที่จะทำให้คน
หลับได้นานแค่ไหน เพราะฉะนั้นเธอต้องรีบค้น
ตัวเจอร์ราร์ดก่อนที่เขาจะตื่น หากโชคดีคงได้พบ
เบาะแสบางอย่าง
“ขอโทษด้วยนะ เจอร์ราร์ด”
หญิงสาวกระซิบเบาๆ แล้วยื่นมือออกไปเริ่มค้น
ตัวอีกฝั่าย ในกระเปั๋าเสื้อสูทของเขาว่างเปล่า ยัง
ดีที่เจอบางอย่างในกระเปั๋าเสื้อด้านใน
นี่มันจดหมายอะไร
แอนเน็ตค่อยๆ แกะจดหมายเปิดออกโดยไม่ให้มี
ร่องรอยฉีกขาดถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อผู้ส่งอยู่บน
จดหมาย แต่เห็นเพียงแค่ครู่เดียวหญิงสาวก็รู้ว่า
เป็นลายมืออันเป็นระเบียบงดงามของบิดาตัวเอง
ในจดหมายมีเพียงประโยคสั้นๆ ประโยคหนึ่งถูก
เขียนเอาไว้
‘ของขวัญมีไว้สำหรับผู้รับ ไม่ใช่สำหรับผู้ให้’
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน
แอนเน็ตไตร่ตรองเนื้อหาเพียงบรรทัดเดียวบน
จดหมาย อัลลามันด์ผู้ให้ความสำคัญกับสายเลือด
เป็นบุคคลที่ประพฤติตัวสมกับเป็นชนชั้นสูงยิ่ง
กว่าผู้ใด เพราะฉะนั้นการเอ่ยปากแสดงความ
ต้องการออกมาตรงๆ จึงถือว่าเป็นเรื่องหยาบ
คาย
โชคดีที่เธอใช้ชีวิตในฐานะลูกสาวของอัลลามันด์
มายาวนานจึงเข้าใจความหมายที่บิดาต้องการจะ
สื่อ
ชัดเจนว่าเขาไม่พอใจกับของขวัญที่ราเฟลส่งไป
ให้
ดังนั้นเขาจึงส่งของขวัญกลับคืนมา หากลอง
พิจารณาถึงเนื้อหาที่อยู่บนจดหมาย แสดงว่าอัล
ลามันด์น่าจะมี ‘ของขวัญ’ ที่เขาต้องการจากรา
เฟล
แอนเน็ตรู้เหตุผลที่บิดาส่งเจอร์ราร์ดมาติดต่อกับ
ราเฟลบ่อยๆ แล้วในตอนแรกเธอเข้าใจว่าเพราะ
ราเฟลเป็นเพียงบุตรนอกสมรสทำให้อัลลามันด์ที่
กลายมาเป็นพ่อตารู้สึกถูกดูหมิ่น แต่หากนี่เป็น
จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาละก็ จากเหตุการณ์
ส่งของขวัญคืนครั้งก่อน แสดงว่าบิดาต้องการ
บางอย่างจากราเฟล
ว่าแต่สิ่งนั้นมันคืออะไรกันล่ะ
แอนเน็ตขมวดคิ้ว ตระกูลบาเยิร์นนั้นเป็นตระกูล
ชื่อดังที่สุดของเดลเทียม ด้วยอำนาจ ความรํ่า
รวย และชื่อเสียง เรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่ไม่มีสิ่ง
ใดขาดแคลน
ในทางตรงข้าม ราเฟลเรียกได้ว่าเพิ่งถือกำเนิด
ขึ้นมาในฐานะชนชั้นสูงแม้ว่าจะมีผลงานเป็นที่
ประจักษ์จนได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติและ
ที่ดินก็ตาม แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่จะทำให้บิดา
ของเธอเกิดความต้องการขึ้นมาได้แอนเน็ตหวน
คิดถึงเรื่องราวในชาติที่แล้วเพื่อทบทวนว่าสิ่งที่อัล
ลามันด์ต้องการคืออะไรกันแน่
“อือ…อืม…”
ตอนนั้นเองเจอร์ราร์ดผู้กำลังหลับใหลก็ขมวดคิ้ว
เป็นสัญญาณว่าเขากำลังจะตื่นทั้งๆ ที่เพิ่งหลับไป
ไม่ถึงห้านาที นี่ก็หมายความว่า ‘ความสามารถ’
ของแอนเน็ตนั้นไม่อาจทำให้คนหลับได้ยาวนาน
นัก
ตายจริง ฉันต้องตั้งสติให้ดี
ก่อนที่เจอร์ราร์ดจะลืมตาตื่นเต็มที่ หญิงสาวก็รีบ
ปิดซองจดหมายแล้วนำกาวมาติด ก่อนยัดใส่เข้า
ไปในอกเสื้อของเขาเหมือนเดิม แอนเน็ตทำเป็น
ไม่รู้ไม่ชี้พลางเขย่าไหล่ปลุกอีกฝั่ายให้ตื่น
ตอนที่ 3 (3) (Rewrite)
“เจอร์ราร์ด เจอร์ราร์ด? ตื่นได้แล้ว ไหนบอกว่า
จะต้องรีบกลับไปไม่ใช่เหรอ”
เมื่อได้ยินเสียงของแอนเน็ต เจอร์ราร์ดก็ลืมตาตื่น
อย่างงัวเงียเปลือกตาของเขาพับเป็นชั้นๆ จนเผย
ให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวเข้มภายใต้แพขนตาสีทอง
เจอร์ราร์ดกะพริบตาปริบๆ มองไปที่หญิงสาว
เขาหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าที่แสดงว่าเพิ่งตื่น
นอน
“คุณหนูแอนเน็ต”
เจอร์ราร์ดที่ปรือตาลงนิดหน่อยจับมือของ
แอนเน็ตที่กำลังเขย่าไหล่ของเขาอยู่อย่าง
ระมัดระวัง แล้วประทับจุมพิตแผ่วเบาราวกับ
ขนนกลงบนหลังมือของคุณหนูคนสำคัญอย่างไม่
รู้ตัว
แอนเน็ตหัวเราะอย่างขมขื่น ดูจากการที่เขาเรียก
เธอว่า ‘คุณหนู’แล้วละก็ แสดงว่าเจอร์ราร์ดยัง
ตื่นไม่เต็มที่ หญิงสาวทำเป็นไม่รับรู้ความผิดที่เขา
ทำลงไป เธอดึงมือซึ่งถูกจับไว้ออกมาแล้วปรบมือ
เสียงดังเพื่อเป็นการกระตุ้นให้อีกฝั่ายตื่นเต็มตา
“ให้ตายเถอะ เจอร์ราร์ด เบื่อที่จะฟังเพลงของ
ฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอ ผล็อยหลับไปก่อนที่
ฉันจะร้องเพลงจบเสียอีก ทำแบบนี้ฉันเสียใจนะ”
แอนเน็ตทำปากยื่นอย่างแง่งอนจนเจอร์ราร์ดที่
จดจำได้ถึงสถานการณ์ก่อนตนจะหลับไปค่อยๆ
เบิกตากว้าง สีหน้าของเขาแสดงความสับสน
งุนงงออกมาอย่างชัดเจน แม้แต่ตัวของเจอร์ราร์ด
เองยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเกียจคร้านจน
นอนหลับไปในสถานการณ์แบบนี้
“ขออภัยด้วยครับคุณหนู ไม่สิ มาร์เชอเนสคาเน
ซิส ที่กระผมทำเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งออกไป”
เจอร์ราร์ดพรํ่าบอกขออภัยด้วยนํ้าเสียงวกวนไป
มา ทำให้แอนเน็ตมีสีหน้าอ้างว้างพลางตอบกลับ
ด้วยนํ้าเสียงเศร้าสร้อย
“ไม่หรอก ฉันไร้ความสามารถเองจะโทษคนอื่น
ได้ยังไง ต้องขอบใจนายมาก ทั้งๆ ที่เจอร์ราร์ด
กำลังยุ่ง แต่ก็ยอมทำตามคำขอร้องแบบเด็กๆ
ของฉัน ตอนนี้ก็รีบกลับเถอะ เดี๋ยวจะสาย
เสียก่อน”
“…ครับ ถ้าอย่างนั้นกระผมขอตัวกลับก่อนนะ
ครับ”
แม้เขาจะอยากแก้ตัวแต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะตน
เผลอหลับไปจริงๆเจอร์ราร์ดรู้สึกราวกับถูกผีอำ
ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร ทำไมอยู่ดีๆ ถึงผล็อย
หลับลงไปได้
เจอร์ราร์ดที่อํ้าอึ้งเพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรใน
ที่สุดก็ตัดสินใจผงกศีรษะขอตัวกลับจากคฤหาสน์
คาเนซิส เขาคงไม่มีหน้าพบแอนเน็ตไปช่วงหนึ่ง
คืนนั้นเองที่แอนเน็ตตั้งตารอคอยการกลับมา
ของราเฟล หญิงสาวค่อยๆทบทวนความทรงจำ
ในชาติก่อนอย่างถี่ถ้วน ความสัมพันธ์ระหว่าง
ครอบครัวของตนกับสามีนั้นเลวร้ายอย่าง
ที่สุด ดังนั้นเธอจึงไม่อาจจดจำได้ว่าราเฟลเคยส่ง
มอบของสิ่งใดให้กับตระกูลบาเยิร์น
ถ้าอย่างนั้นทางเดียวที่เหลืออยู่ก็มีแค่ลองถาม
ชายหนุ่มตรงๆ เท่านั้นเพราะเขาอาจจะรู้ว่าบิดา
ของเธอต้องการอะไร แอนเน็ตรวบมือทั้งสองเข้า
ด้วยกันอย่างงุ่นง่านรอราเฟลกลับมา เธอรู้สึกผิด
และเสียใจที่บิดามักหาทางเอาเปรียบเขาอยู่
ตลอด
การที่เขาส่งฉันมาให้กับราเฟลเองก็…หรือนี่จะ
เป็นความต้องการของเขา
แอนเน็ตคิดว่าจะลองตรวจสอบความเป็นไปได้นี้
ดูสักครั้ง แรกเริ่มหญิงสาวเข้าใจว่างานแต่งงานนี้
เกิดได้เพราะเหตุการณ์ที่ตนถูกใส่ร้าย เชื่อว่าบิดา
เองก็จำใจต้องยอมรับการแต่งงานอย่างไม่มี
ทางเลือกเช่นกัน
แอนเน็ตที่ไม่อาจกลายเป็นพระชายารัชทายาท
ได้นั้นไร้ประโยชน์หากตระกูลบาเยิร์นยังปฏิเสธ
งานแต่งงานที่พระราชาเสนอมาให้ก็อาจจะทำให้
ข่าวลือแย่ๆ เกี่ยวกับเธอแพร่กระจายออกไปได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นคงกลายเป็นหายนะร้ายแรง
สำหรับแอนเน็ตและตระกูลบาเยิร์น และคงเป็น
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับบิดาอย่างไม่มี
ทางเลี่ยง
แต่ถ้าผู้เป็นพ่อวางแผนบางอย่างไว้ล่ะ หากการ
ส่งเธอที่ไร้ประโยชน์ให้มาแต่งงานกับราเฟล
เพื่อที่จะเอาบางอย่างมาจากเขาล่ะ
แอนเน็ตคิดถึงใบหน้าของบิดาที่เข้าร่วมงาน
แต่งงานของตนแล้วหลับตาลง ความคิดวกวน
สับสน
ต้องรออีกนานแค่ไหนกันนะ
ตอนที่เวลาล่วงเลยเที่ยงคืนมานิดหน่อย เธอก็ได้
ยินเสียงราเฟลกลับเข้ามา หญิงสาวรีบลงมา
ด้านล่างเพื่อพบเขา
“กลับมาแล้วหรือคะราเฟล ที่พระราชวัง
เรียบร้อยดีใช่ไหมคะ”
ราเฟลจ้องมองหญิงสาวแทนการตอบคำถาม เขา
น่าจะไปดื่มเหล้ามาจากที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เดาได้
จากกลิ่นเหล้าซึ่งโชยออกมาจากร่างสูงแอนเน็ตที่
สบตาเขากลับกังวลขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ขึ้นไปข้างบนด้วยกันเถอะค่ะราเฟล ฉันจะพา
คุณขึ้นไปเองนะคะ”
ถึงแม้แอนเน็ตจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็จับมือใหญ่
ที่วางอยู่ข้างลำตัวของชายหนุ่มเอาไว้ ในตอน
แรกเขาสะบัดมือของเธอออก แต่ก็กลับมาจับมือ
เธอไว้ราวกับเวียนศีรษะ หญิงสาวพยายามไม่
แสดงอาการเสียดายออกมาขณะที่ประคองเขา
ไปจนถึงห้องนอน
ราเฟลเดินโซเซจนมาทรุดนั่งลงตรงปลายเตียง
เขาผู้เป็นนักดาบมากพรสวรรค์ไม่อาจหยัด
ร่างกายให้ตรงได้ ดูแล้วท่าทางจะเมามาก
อย่างไรก็ตามวันนี้คงถามอะไรจากเขาไม่ได้แน่
แอนเน็ตถอดเสื้อผ้าของสามีที่กำลังเมามายออก
ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงถุงเท้าด้วยตัวเอง จากนั้นจึงให้
เขานอนลงบนเตียง ราเฟลไม่ได้พูดอะไรต่างไป
จากตอนปกติ ชายหนุ่มคงแปลกใจที่เห็นเธอมา
ช่วยดูแลเขา ดวงตาของเขาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง
ใบหน้ากลายเป็นสีแดงจากเหล้าที่ดื่มมา แต่
เพราะเขาเป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นอยู่แล้ว ทำ
ให้แม้กระทั่งตอนที่มึนเมาก็ดูยั่วยวนชวนให้ละทิ้ง
ศีลธรรม
“วันนี้เข้านอนเร็วหน่อยนะคะราเฟล เดี๋ยวฉัน
จะแจ้งหัวหน้าพ่อครัวให้เตรียมอาหารแก้อาการ
เมาค้างเอาไว้ให้คุณนะคะ”
แอนเน็ตกระซิบบอกเขาขณะที่ปัดเส้นผมสีดำซึ่ง
ร่วงลงมาปิดหน้าผากออก ถึงจะไม่รู้เหตุผล แต่
ในสายตาของเธอตอนนี้ราเฟลดูลำบากมาก เขาดู
ราวกับคนที่ต้องอดกลั้นและเก็บกดบางอย่าง
เอาไว้
หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาสงสารเห็นใจ แต่จู่ๆ
ราเฟลก็คว้ามือที่กำลังปัดผมบนหน้าผากเขา
เอาไว้แล้วดึงตัวเธอเข้ามาจนล้มลงบนตัวเขาโดย
ที่เธอไม่ทันได้ร้องออกมาสักแอะ
ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น
เรื่อยๆ เขากะพริบนัยน์ตาสีนํ้าเงินราวกับทะเล
เหนือจ้องมองแอนเน็ตแล้วพูดพึมพำออกมา
“ฉัน…เกลียดเธอจริงๆ”
หญิงสาวที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็รู้สึกใจหาย ถึง
จะเป็นเรื่องจริงที่เธอรู้อยู่แล้ว แต่การได้ยินคำพูด
นี้ออกจากปากของราเฟลตรงๆ ก็ยังทำให้
แอนเน็ตรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างน่าประหลาด เธอ
คิดว่าในชีวิตนี้ตนน่าจะใช้ชีวิตร่วมกับราเฟลได้
แต่ท่าทางจะเป็นเรื่องที่เธอคิดไปเองฝั่ายเดียว
แอนเน็ตเม้มปากแน่น เธอดึงมือที่ถูกเขาจับเอาไว้
ออกแล้วพยายามลงมาจากร่างกายของราเฟล
แต่ชายหนุ่มกลับยื่นมือออกมากอดรัดแผ่นหลัง
ให้ร่างกายของเธอแนบชิดกับเขายิ่งขึ้น คราวนี้
หญิงสาวจึงอยู่ในท่าทางที่กำลังกอดเขาอยู่
ครึ่งหนึ่ง
ราเฟลยื่นมือไปสัมผัสแก้มของแอนเน็ตพร้อมกับ
พูดออกมา
“ยังไงเธอก็เกลียดฉันอยู่แล้วนี่”
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมราเฟลถึงกลายเป็นแบบ
นี้ แต่ถึงจะโกรธคนเมาไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
แอนเน็ตหลุบตาลงเอ่ยกระซิบเสียงเบา
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะราเฟล”
แน่นอนว่าในชาติที่แล้วย่อมมีช่วงเวลาที่เธอเคย
เกลียดราเฟล เขาดูราวกับเป็นผู้ชายที่ไม่มีหัวใจ
ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด แต่ถึงจะไม่ใช่แบบนั้น
แอนเน็ตผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถูกบิดา
ทอดทิ้งก็เจ็บปั่วยทั้งร่างกายและจิตใจจนไม่อาจ
ทนได้แล้ว
ทั้งการใช้ชีวิตแต่งงานกับราเฟลอย่างกะทันหัน
รวมถึงการถูกใส่ร้ายล้วนเป็นเรื่องที่หนักหนา
เกินไปสำหรับแอนเน็ต ความเครียดในจิตใจทำ
ให้หญิงสาวเริ่มเจ็บปั่วยจนต้องจบชีวิตลงตั้งแต่
อายุยังน้อย แม้ชีวิตแต่งงานในชาติก่อนจะ
ค่อนข้างเลวร้าย แต่มีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตอนนี้
แอนเน็ตอดทนที่จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับราเฟล
ได้
เพราะมีแค่ราเฟลเท่านั้นที่คอยดูแลคนปั่วยอย่าง
ฉันจนวินาทีสุดท้าย
ในตอนที่แอนเน็ตยังแข็งแรงอยู่ ราเฟลเป็นสามี
จอมร้ายกาจที่ไม่มีใครเทียบ ถึงจะดูย้อนแย้งก็
จริง แต่เมื่อหญิงสาวเริ่มมีอาการเจ็บปั่วยเขากลับ
กลายเป็นสามีผู้ประเสริฐที่คอยดูแลเธอซึ่งทำได้
เพียงนอนอยู่บนเตียงตลอดระยะเวลาสองปีเป็น
อย่างดี
แน่นอนว่าด้วยนิสัยร้ายกาจของชายหนุ่ม
บางครั้งเขาก็จะตะโกนหรือขว้างชามซุปใส่เธอ
แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะเดินกลับมาอยู่ข้างๆ
แอนเน็ตและช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอด้วยสีหน้า
เย็นชา เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้นแล้วหญิงสาวก็ไม่ได้
รู้สึกเกลียดราเฟลเหมือนตอนแรก ในตอนนี้เองก็
เช่นกัน แม้ว่าเธอจะต้องแต่งงานกับเขาอย่างไร้
ทางเลือก แต่ถึงอย่างนั้น…หากเป็นไปได้เธอก็
อยากวาดฝันถึงอนาคตที่มีความสุขร่วมกันกับรา
เฟลผู้เป็นสามีของตน
“ฉันไม่ได้เกลียดคุณนะคะราเฟล คุณคือ
ครอบครัวของฉันค่ะ”
แอนเน็ตหัวเราะขมขื่นพลางยื่นมือออกไปสัมผัส
แก้มของเขา ราเฟลขมวดคิ้วได้รูปแล้วจับมือเธอ
ลงเป็นการปฏิเสธอย่างเย็นชา
“ไม่หรอก เธอไม่ใช่ครอบครัวของฉัน เธอเป็นคน
ตระกูลบาเยิร์นต่างหาก ไม่ใช่หรือไง”
ชายหนุ่มหัวเราะเย้ยหยันออกมาอีกครั้งหนึ่ง
แม้แต่รสสุราร้อนแรงก็ไม่อาจทำให้ริมฝีปากเฉียบ
คมของเขาทึ่มทื่อลงได้
“ราเฟล…”
แอนเน็ตได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็อยากจะร้องไห้
ออกมา ถึงจะมีสิ่งที่อยากพูดมากมายแต่กลับไม่มี
สิ่งใดหลุดออกจากปาก เพราะหากเธอพูดมันจะ
ยิ่งทำให้เธอดูน่าเวทนามากขึ้น
ผู้เป็นพ่อทอดทิ้งเธอ ส่วนพี่ชายเพียงคนเดียวก็
ข้ามมหาสมุทรไปอาศัยอยู่ที่จักรวรรดิอันห่างไกล
แคลร์ผู้เป็นพี่สะใภ้เองตอนนี้ก็เดินทางกลับไปที่
นั่น ตอนนี้ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่
ของแอนเน็ตจึงมีเพียงราเฟลเท่านั้น แต่เขากลับ
เกลียดชังเธอ
ดวงตาที่กำลังจ้องมองราเฟลซึ่งอยู่ใต้ร่างตนนั้น
เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ชายหนุ่มที่เห็นดังนี้จึง
ยื่นมือออกไปเพื่อปิดตาของแอนเน็ตแล้วเอ่ย
พึมพำแก้ตัว
“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น ให้ตาย ทุกครั้ง
ที่เธอมองฉันแบบนั้นมันทำให้ฉัน…”
ราเฟลขบริมฝีปากแน่นแทนการจบประโยคของ
ตน
ตอนที่ 3 (4) (Rewrite)
เขาน่าจะไม่ชอบสายตาของเธอ
แอนเน็ตหลั่งนํ้าตาออกมาโดยไม่รู้ตัว หยาดนํ้าตา
สีใสร่วงหล่นลงสู่ฝั่ามือของชายหนุ่ม ทำให้เขา
สะดุ้งและดึงมือออกราวกับถูกไฟลวก
“ร้องไห้อย่างนั้นเหรอ”
ราเฟลซึ่งกำลังมึนเมาหรี่ตามองแอนเน็ตอย่าง
จริงจัง เธอยื่นมือไปเช็ดขอบตาเงียบๆ แล้ว
พยายามกลั้นนํ้าตาไม่ให้ไหลออกมาอีก หญิงสาว
ได้รับการอบรมจากตระกูลบาเยิร์นให้เคยชินกับ
การเก็บงำอารมณ์ของตนแอนเน็ตจึงซ่อน
บาดแผลไว้อย่างแนบเนียนแล้วเอ่ยปากพูด
ออกมาอย่างเฉยชา
“ฉันเข้าใจดีค่ะว่าทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นออกมา
ราเฟล แต่คุณคือสามีเพียงคนเดียวของฉัน ฉันจึง
ถือว่าคุณเป็นครอบครัวคนสำคัญ นี่มาจากใจจริง
ของฉันค่ะ”
หญิงสาวที่ดวงตาแดงขึ้นกว่าปกติหัวเราะออกมา
อย่างหดหู่ ราเฟลจ้องมองเธอกลับด้วยสายตาไม่
พอใจและยังคงพูดยํ้าด้วยถ้อยคำเดิมอย่างดื้อดึง
“แต่ถึงอย่างนั้น ฉัน…ก็เกลียดเธออยู่ดี”
ได้ยินเขาพูดแบบนั้นแล้วแอนเน็ตก็รู้สึกราวกับ
หายใจไม่ออก เธอรีบหยัดตัวลุกขึ้นแล้วพยายาม
ลงจากเตียงก่อนที่จะเก็บสีหน้าไม่อยู่
ยังไงก็ตาม การแต่งงานครั้งนี้ก็ดีกว่าครั้งก่อน แต่
คนที่สบายใจดูท่าจะมีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
หญิงสาวที่กลับมายังห้องของตนนอนไม่หลับ
ตลอดคืน แอนเน็ตตั้งใจว่าจะต่อสู้กับบิดาเพื่อ
ปกปั้องสามี แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ราเฟลพูดออกมาก็
ทำให้เธอลังเลนิดหน่อย
แล้วฉันจะปกปั้องราเฟลได้งั้นเหรอ เพราะฉัน…
เขาเลยต้องเผชิญกับความทุกข์
ความจริงแล้วทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมีเพียงทาง
เดียวเท่านั้น แต่เธอก็ไม่อยากจะยอมรับมัน
หากต้องการให้ราเฟลมีชีวิตสงบสุข แอนเน็ตก็
ต้องออกไปจากชีวิตของเขา เพราะนั่นจะทำให้
ตระกูลบาเยิร์นไม่อาจใช้เธอเป็นข้ออ้างเพื่อ
เรียกร้องอะไรจากชายหนุ่มได้
ยังไงเขาก็ไม่อยากจะเห็นหน้าเธออยู่แล้ว ราเฟล
ก็คงจะยอมรับได้แน่ๆ
แอนเน็ตหัวเราะขมขื่น ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิต
อีกครั้งแตกต่างจากคนอื่นๆ แต่เธอก็ไม่เคยใช้
ชีวิตได้อย่างถูกต้องพอเหมาะเลยสักครั้งถึงจะ
พยายามทำให้ดีที่สุดมาตลอด แต่ทำไมถึงไม่อาจ
หลบเลี่ยงการถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนนอกไปได้
กันนะ เมื่อหวนคิดถึงใบหน้าของบิดาที่ไม่ได้เห็น
มานานก็ยิ่งทำให้คืนนี้น่าหดหู่มากกว่าเดิม
นั่นสินะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็ลองหาทางดูแล้วกัน
ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่เธอก็ไม่อาจคิดฝันถึง
ชีวิตใหม่ที่ปราศจากการวางแผนรับมือได้ ถึงจะ
บอกว่าชีวิตนี้ดีขึ้นเพราะได้ย้อนเวลากลับมาแต่
แอนเน็ตก็ยังเป็นเพียงไม้ประดับที่อยู่แต่ในเรือน
กระจกเท่านั้น ดังนั้นคราวนี้ก่อนที่จะออกจาก
เรือนกระจกเธอก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด จะ
ยอมตายเปล่าเหมือนชีวิตก่อนไม่ได้
แอนเน็ตปิดตาลงพร้อมนํ้าตาที่คลอเบ้าและ
พยายามกล่อมตัวเองให้หลับ เธอได้แต่หวังว่า
พรุ่งนี้จะดีขึ้นเท่านั้น
วันต่อมาราเฟลกุมศีรษะพลางลุกขึ้นจากเตียง
นอน ทั้งอาการเมาค้างและอาการนอนไม่หลับ
รุมเร้าทำให้เขารู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทั้งคืนจน
อยู่ในสภาพที่เลวร้ายสุดๆ แต่เขาก็ไม่อาจงดการ
ฝึกซ้อมดาบประจำวันได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ราเฟล
มีทุกวันนี้ได้ล้วนมาจากปลายดาบทั้งสิ้น
ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะเป็นซอร์ดมาสเตอร์แล้ว
แท้ๆ
ชายหนุ่มสวมชุดฝึกด้วยแววตาอ่อนล้าก่อนจะ
ก้าวไปล้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคสุดท้ายที่ขวางกั้น
เอาไว้ เขาก็ไม่คิดที่จะล้มเลิก ราเฟลรู้จักนักดาบ
จำนวนมากที่ไม่อาจก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้
ซึ่งนั่นทำให้เขากระวนกระวายใจ
ใบหน้าของชายหนุ่มสะท้อนอยู่บนผืนนํ้า รอบๆ
นัยน์ตาสีนํ้าเงินเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงกํ่าไม่น่า
มอง หนวดเครารกครึ้มและมีสีหน้าหมองคลํ้า ถ้า
มาเจอเขาในสภาพนี้ละก็ ต่อให้แอนเน็ต บาเยิร์น
จะเสแสร้งเป็นคนดีเก่งแค่ไหนก็คงรับไม่ได้แน่
พอมาคิดๆ ดูแล้วเหมือนเมื่อวานเขาจะได้เจอ
แอนเน็ตก่อนเข้านอนแม้จะจำบทสนทนากับ
หญิงสาวไม่ได้ แต่เหมือนว่าดวงตาสีชมพูราวกับ
ดอกไม้ของเธอจะมีนํ้าตาไหลออกมา ราเฟลเผลอ
ก้มมองฝั่ามือของตนนั่นยิ่งทำให้อารมณ์ของเขา
ขุ่นมัวมากยิ่งขึ้น
“ให้ตายเถอะ”
จริงๆ แล้วแอนเน็ตดีต่อเขามากกว่าที่คิด แม้จะ
ถือกำเนิดมาจากตระกูลบาเยิร์นที่แสนจะ
เย่อหยิ่งแต่ก็ไม่ได้ทำตัวโอหัง ไหนจะยังให้
ความสำคัญกับเขาผู้เป็นสามีทั้งๆ ที่เขาเป็นเพียง
ลูกนอกสมรสเท่านั้น นอกจากนั้นทุกครั้งที่เขา
เอ่ยคำพูดร้ายๆ ออกไป เธอก็ไม่เคยโกรธเคือง
จนราเฟลต้องยอมรับในความอดทนที่หญิงสาวมี
เลยทีเดียว
ดังนั้นหากได้เห็นแอนเน็ตหลั่งนํ้าตานั่นก็แสดงว่า
เขาคงพูดอะไรบางอย่างที่ร้ายกาจออกไปเพราะ
ความเมาแน่ๆ เมื่อราเฟลคิดว่าตนอาจจะถูกหญิง
สาวขอหย่าก็หัวเราะขมขื่นออกมา ถึงอย่างนั้น
แค่คิดถึงคำว่า ‘หย่า’บางส่วนของหัวใจกลับรู้สึก
หวาดกลัวขึ้นมา
คงเป็นเพราะอารมณ์พาไปนั่นแหละ
ราเฟลที่กำลังก้าวเดินลงมายังชั้นล่างหยุดชะงัก
กะทันหันเพราะภาพที่แอนเน็ตกำลังนั่งฮัมเพลง
อย่างอ่อนโยนอยู่ในห้องรับรองแขกสะท้อนเข้าสู่
สายตา เมื่อทั้งคู่ประสานสายตากันเธอก็หยุดฮัม
เพลงทันทีราวกับเป็นเรื่องโกหก
กำลังโกรธอยู่เหรอ
เขาจ้องมองหญิงสาวด้วยสีหน้าเย็นชา เป็น
ธรรมดาอยู่แล้วที่จะถูกเกลียดเพราะตนดื่มเหล้า
จนเมามาย มิหนำซํ้ายังพูดจาทำร้ายจิตใจเธออีก
ชายหนุ่มกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัวขณะที่เฝั้ารอให้
แอนเน็ตเบือนหน้าหนีไป
ในตอนนั้นเองแอนเน็ตที่ยังคงมองมาทางนี้ก็
หัวเราะคิกออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ สายตาที่มอง
มายังเขากลับปราศจากความขุ่นเคือง ร่างบอบ
บางลุกจากที่นั่งก่อนจะค่อยๆ เดินมาหาเขาทีละ
ก้าว
ราเฟลพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เฝั้ามองดูหญิงสาวที่
กำลังเดินเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ
แอนเน็ตเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขาและกล่าวคำ
ทักทายอย่างร่าเริง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ราเฟล คุณเป็นยังไงบ้าง เมื่อคืน
นอนหลับสบายดีไหมคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มยิ่งออกแรงกำหมัดมาก
ขึ้นกว่าเดิม
ผู้หญิงคนนี้คิดอะไรถึงได้เดินหัวเราะเข้ามาพูดกับ
เขากัน
ใจจริงแล้วราเฟลกำลังสงสัยว่าภายในหัวของ
แอนเน็ตกำลังคิดอะไรอยู่ หญิงสาวตรงหน้านั้น
เป็นเหมือนแสงแดดอันแสนงดงามและอบอุ่น
กระทั่งตัวเขาซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตยังทำได้แค่เพียง
มองเธอด้วยสายตาที่ต้องคอยหลบเลี่ยงความเจิด
จ้านั้น
สีหน้าของราเฟลที่กำลังมองเธอดูไม่ดีเอาเสียเลย
ทำให้สายตาของแอนเน็ตเริ่มฉายแววกังวล
ท่าทางเมื่อคืนเขาน่าจะนอนไม่หลับอีกแล้วแน่ๆ
หญิงสาวตัดสินใจเอ่ยคำแนะนำอย่างใจเย็นที่สุด
แม้จะรู้ดีว่าราเฟลอาจจะโกรธก็ตาม
“ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้ว ลองมาดื่มชากับฉันสัก
ถ้วยไหมคะ พอดีว่าฉันกำลังดื่มชาสมุนไพรอยู่
มันช่วยแก้อาการปวดหัวกับบรรเทาอาการ
เหนื่อยล้าได้นะคะ”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงหันหลัง
กลับไปเท่านั้น
หรือว่าเขาตั้งใจจะเมินคำพูดของเธอแล้วก็เดิน
หนีไปเฉยๆ กันนะ
แอนเน็ตที่คิดว่าถูกปฏิเสธจึงห่อไหล่ลงเล็กน้อย
ตอนนั้นเองราเฟลซึ่งหมุนตัวกลับไปก็พูดกระตุ้น
เตือนเธอด้วยนํ้าเสียงแข็งกระด้าง
“มัวทำอะไรอยู่ล่ะ ไหนบอกว่าจะดื่มชาไง”
แอนเน็ตเบิกตากว้างจ้องมองไปยังแผ่นหลังของ
ราเฟลเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิด ร่างสูงใหญ่รีบ
ก้าวเท้าเร็วๆ เพื่อสื่อว่าไม่ต้องการรอนานชาย
หนุ่มเดินมานั่งโซฟาบริเวณริมหน้าต่างที่หญิงสาว
เคยนั่งอยู่ก่อน
ฉันทำแบบนี้ทำไมกัน
ภายในใจของราเฟลสับสนวุ่นวาย
ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นแค่บุตรสาวตระกูลบาเยิร์นที่
คอยดูแคลนเขาแท้ๆหรืออาจจะเป็นเพราะเขา
อยากขอโทษเธอที่ทำตัวแย่ๆ ตอนเมาก็เป็นได้
ชายหนุ่มตัดสินใจว่าจะดื่มชากับเธอสักแก้วใน
ฐานะสามี แล้วค่อยรีบขอตัวออกไปจากสถานที่ที่
แสนจะอึดอัดนี่
แอนเน็ตซึ่งเข้าใจถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายใน
จิตใจของราเฟลหัวเราะอย่างอ่อนหวานแล้วริน
ชาให้เขาถ้วยหนึ่ง เธอกำลังมีความสุขที่ได้ใช้เวลา
ร่วมกับเขาโดยปราศจากการทุ่มเถียงกัน หญิง
สาวคิดว่าจะลองหยั่งเชิงชายหนุ่มอย่างไรดีเพื่อ
จะได้รู้ว่าสิ่งที่ครอบครัวของเธอต้องการคืออะไร
กันแน่
ชาสมุนไพรซึ่งไหลออกมาจากกานํ้าชาโบราณอัน
แสนงดงามส่งกลิ่นหอมฟุั้งกระจาย เมื่อได้กลิ่น
หอมของสมุนไพรที่อบอวลอยู่ในอากาศเขาก็รู้สึก
ผ่อนคลายขึ้น ขณะที่กำลังดื่มดํ่ากับชาร้อน รา
เฟลก็มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝังตรงข้ามกัน เขาเห็น
เธอกำลังเอื้อมมือออกไปหยิบหนังสือที่อ่านอยู่
เมื่อครู่
“ท่าทางจะชอบอ่านหนังสือสินะ”
ราเฟลคิดถึงภาพที่เคยเห็นแอนเน็ตอ่านหนังสือ
อยู่ในสวนแล้วจึงเอ่ยปากถามขึ้น หญิงสาวจึง
หัวเราะตอบกลับอย่างนุ่มนวล
“ค่ะ แทนที่จะเรียกว่าชอบ จะว่ายังไงดีล่ะ ต้อง
บอกว่างานอดิเรกที่ทำได้ภายในห้องมีอยู่ไม่กี่
อย่างมากกว่าค่ะ อย่างที่คุณทราบว่าชาวเด
ลเทียมนิยมคนผิวขาว ตั้งแต่ยังเด็กฉันแทบจะไม่
เคยโดนแดดเลยสักครั้ง หากต้องออกไปข้างนอก
ทุกคนก็จะวุ่นวายบอกว่า ‘แล้วผิวจะไหม้หรือ
เปล่า’หรือ ‘ถ้าหกล้มไปมีบาดแผลจะทำยังไง’
ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยกลายเป็นว่าไม่ยอมออกไป
ข้างนอกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
ราเฟลจ้องมองแอนเน็ตเงียบๆ เธอมีแขนขาเรียว
บาง ผิวขาวราวกับหิมะ และใบหน้าอันงดงาม
ราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบซึ่งถูกปันแต่งจาก
สุดยอดช่างฝีมือ แต่ตอนที่หญิงสาวพูดถึงอดีต
ของตนด้วยสีหน้าคลุมเครือกลับทำให้เขารู้สึกได้
ว่าเธอเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจริงๆ
การมีชีวิตอยู่ในฐานะบุตรสาวตระกูลบาเยิร์นเอง
ก็คงจะเหนื่อยไม่น้อยสินะ
ตอนที่ 3 (5) (Rewrite)
ชายหนุ่มเผลอคิดอย่างไม่รู้ตัว แต่ในไม่ช้าเขาก็
เริ่มทำสีหน้าแข็งกระด้าง
ยังไงการเกิดมาในตระกูลบาเยิร์นก็คงไม่เคยทำ
ให้แอนเน็ตต้องอดอยากหรือต้องประสบกับ
ความหนาวเย็นจนตัวสั่นมาก่อนหรอก และ
แน่นอนว่าเธอต้องไม่เคยถูกคนทำร้ายจนแทบ
ปางตายด้วยเช่นกัน
เขาขบฟันแน่นขณะที่หวนคิดถึงอดีตอันดำมืด
ของตน ราเฟลผู้หยิ่งทะนงมีชาติกำเนิดมืดมนจน
ต่อให้ตายก็ไม่อาจเปิดเผยออกไปได้
โชคดีที่พระราชาเซลกราติสผู้เป็นบิดาใช้อำนาจ
ปกปิดไว้ทำให้เรื่องราวทางฝังมารดาของเขาไม่
ถูกเผยแพร่ออกไป
หากมันถูกเปิดเผยไปละก็ พวกชนชั้นสูงของเด
ลเทียมที่มักจะดูหมิ่นเหยียดหยามเขาคงจะ
หัวเราะชอบใจอย่างบ้าคลั่งไปแล้ว
สันกรามได้รูปสมบุรุษของราเฟลถูกขบแน่น เขา
พูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจเพื่อบรรเทาอารมณ์ขุ่นมัว
ที่เกิดขึ้น
“ฉันคิดว่าผิวขาวดูแล้วอย่างกับคนปั่วย เลยไม่ได้
ชอบขนาดนั้นหรอก”
“…อย่างนั้นเหรอคะ”
หางตาแอนเน็ตตกลงสื่อถึงความผิดหวัง หญิง
สาวก้มลงมองดูแขนและมือของตนที่ขาวผ่องราว
กับปราศจากเส้นเลือด
ทำไมถึงพูดเรื่องไร้สาระออกไปอยู่เรื่อยเลยนะ
ท่าทางเขาจะเป็นพวกดวงซวยสินะ ราเฟลที่
กำลังกล่าวโทษตัวเองเดาะปาก แต่เมื่อหันไปเห็น
ใบหน้าหดหู่ของแอนเน็ตแล้ว เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา
ขณะนั้นเองจู่ๆ หญิงสาวก็ยื่นแขนออกมาจับมือ
ของเขาเอาไว้อย่างนุ่มนวล แล้วถามด้วยดวงตาที่
สั่นไหวเพราะความเขินอาย
“ถ้าอย่างนั้นราเฟลคะ ถ้าผิวของฉันคลํ้าขึ้น…ถึง
จะแค่นิดหน่อยคุณจะชอบฉันบ้างไหมคะ”
ดวงตาราวกับดอกกุหลาบซึ่งถูกโอบล้อมด้วยแพ
ขนตาสีทองกะพริบเบาๆ จ้องมองเขา แม้คำถาม
จะดูไร้เดียงสา แต่กลับกระตุ้นให้หัวใจของราเฟล
ไหววูบอย่างรุนแรง
“…เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระอยู่ได้”
ชายหนุ่มจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนตนเองพูดอะไรออกไป
ดังนั้นจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าแอนเน็ตซึ่งได้ยินคำพูด
ที่ว่า ‘ฉันเกลียดเธอ’ นั้น ถามคำถามเขาด้วย
ความรู้สึกแบบไหน แม้จะรู้ว่าต้องเจ็บปวด แต่
หญิงสาวก็ยังคงรวบรวมความกล้าเพื่อออกมา
เผชิญหน้ากับเขาตรงๆ
ราเฟลที่สบเข้ากับดวงตาสั่นไหวของแอนเน็ต
อยู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
ถึงจะไม่อยากยอมรับก็จริง แต่นี่เป็นความกลัว
แบบหนึ่งอย่างแน่นอน เขากลัวว่าสักวันหนึ่ง
ตัวเองจะล้มลงต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ นั่นเป็น
ความรู้สึกที่แปลกมาก
“ฉันดื่มชาหมดแล้ว ขอตัวก่อนนะ”
ร่างสูงใหญ่ผุดลุกจากที่นั่งพลางแกะมือของ
แอนเน็ตออกอย่างเย็นชา จากนั้นจึงหันหลังให้
ราวกับต้องการหนีไปจากตรงนี้ ถึงจะไม่ได้ตั้งใจ
แต่การกระทำของเขาก็สร้างความเจ็บปวดให้กับ
เธออีกจนได้
แอนเน็ตซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิมหลุบตาลงอย่างเศร้า
สร้อย มือที่ค้างอยู่กลางอากาศค่อยๆ ตกลงอย่าง
สิ้นเรี่ยวแรง หญิงสาวซึ่งสูญเสียความกล้าทั้งหมด
ทำได้เพียงนั่งลงอยู่เพียงลำพังเท่านั้น
ถ้วยชาที่ราเฟลดื่มยังคงมีไอนํ้าบางเบาหลงเหลือ
อยู่ ไอนํ้าซึ่งไหวเป็นระลอกเบาๆ กลางอากาศนั้น
สะบัดผ่านร่างกายราวกับต้องการเยาะเย้ยหญิง
สาวแอนเน็ตที่เห็นแบบนี้จึงตัดสินใจยอมรับ
ความจริงอันแสนเจ็บปวด
เรื่องระหว่างเราคงจะเป็นไปไม่ได้สินะ ก็ราเฟล
เขา…เกลียดฉันนี่นา
หากคิดตามความเป็นจริงแล้ว ราเฟลก็คง
อยากจะเยาะเย้ยที่เธอต้องแต่งงานกับเขาผู้มีชาติ
กำเนิดเป็นเพียงบุตรนอกสมรสอย่างช่วยไม่ได้
และเพราะข่าวลือแย่ๆ ที่บอกว่าเธอสำส่อนจนไม่
อาจกลายเป็นพระชายารัชทายาทได้
แต่ถึงอย่างนั้น จากมุมมองของราเฟล นี่ช่างเป็น
การแต่งงานที่น่าอึดอัดใจจริงๆ แม้แต่บ้านของ
ภรรยาก็ยังหยิบยกเรื่องชาติกำเนิดมาพูดดูแคลน
เขา ชายหนุ่มจะต้องหวาดระแวงขนาดไหนเมื่อ
คิดว่าภรรยาจะต้องการบางสิ่งจากตน นั่นเลย
เป็นเหตุผลว่าทำไมสายตาที่เขามองมายังเธอนั้น
ถึงมีแต่ความเย็นชา
หากว่าคุณเป็นคนไม่ดีละก็ ฉันคงเกลียดคุณได้
มากเท่าที่ใจต้องการเหมือนตอนที่ยังไม่รู้เรื่องราว
อะไรเลย
ใบหน้าของแอนเน็ตบูดบึ้ง สีหน้าที่สะท้อนอยู่
บนนํ้าชาเย็นชืดในถ้วยนั้นยากจะบอกได้ว่ากำลัง
หัวเราะหรือร้องไห้ หญิงสาวรู้ดีว่าจริงๆ แล้ว
แม้ว่าราเฟลจะไม่ใช่คนดีนัก แต่ที่เขาต้อง
กลายเป็นสัตว์ร้ายก็เพื่อการมีชีวิตรอดในสภาพ
สังคมอันแสนโหดร้ายนี้เท่านั้น
ราเฟลยังคงอยู่เคียงข้างแอนเน็ตในยามที่เธอล้ม
ปั่วยและถูกครอบครัวทอดทิ้ง เขาคอยดูแลหญิง
สาวจนวาระสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้
รักเธอ แต่ราเฟลก็รับผิดชอบดูแลเธอเป็นอย่างดี
ท้ายที่สุดแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราเฟล แต่เพราะ
ศัตรูรอบข้างคอยแต่หาเรื่องจ้องทำร้ายเขา จึงทำ
ให้ชายหนุ่มมีนิสัยดุดันและไม่เชื่อใจใคร และส่วน
ใหญ่ศัตรูพวกนั้นก็มักจะใช้แอนเน็ตเป็นอาวุธเพื่อ
ทำลายเขาอีกด้วย
แอนเน็ตต้องยอมรับความจริงว่ามีเพียงวิธีเดียว
เท่านั้นที่จะทำให้เขามีความสุขได้คือเธอต้องออก
ห่างจากราเฟล หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่กับที่และจมอยู่
ในห้วงความคิดมานานก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนไหว
ร่างกายช้าๆ
หากต้องการค้นหาหนทางใหม่ๆ ก็คงมีเรื่องที่ต้อง
ทำอีกมาก
คนงามที่ปล่อยผมยาวสลวยสีม่วงแดงงดงาม
สยายลงสู่ด้านล่างใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะดังก๊อกๆ
ทั้งดวงตาสีแดงที่ยั่วยวนราวกับแมว ทั้งผิวพรรณ
ขาวสะอาดและริมฝีปากไร้ตำหนินั้นพาให้คนมอง
รู้สึกเหมือนกำลังถูกล่อลวงทว่าตัวตนที่แท้จริง
ของคนงามกลับไม่ใช่หญิงสาว แต่เป็นชายหนุ่ม
ตรงข้ามดวงตาสีแดงราวกับทับทิมของชายหนุ่ม
ที่กำลังมองอยู่เงียบๆก็คือแอนเน็ต แม้ว่าหญิง
สาวจะสวมหมวกที่มีผ้าคลุมเพื่อปิดบังใบหน้า
เอาไว้ก็ตาม แต่กลับไม่อาจหลบซ่อนจากสายตา
เขาได้ ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่าเธอนั้นสูงส่ง
เพียงใด
“อืม”
ในที่สุดเสียงกระแอมของไรลิน ผู้ดูแลสมาคมลับ
ซีเคร็ตซึ่งคอยลักลอบส่งคนออกนอกประเทศก็ดัง
ขึ้น เขาพยายามตั้งสติและเอ่ยปากพูดขึ้นก่อน
ด้วยเสียงนุ่มนวล
“ต้องการค้นหาตำแหน่งงานที่น่าเชื่อถือได้ที่ต่าง
อาณาจักรงั้นหรือครับ แล้วคิดไว้ล่วงหน้ารึยัง
ครับว่าต้องการไปที่ใด”
“คิดไว้แล้วค่ะ หากเป็นไปได้ขอเป็นที่ออสแลนด์
นะคะ ได้ยินมาว่าเป็นที่ที่เหมาะกับการอยู่
อาศัย”
หญิงสาวตอบกลับด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
ออสแลนด์เป็นอาณาจักรที่มีความสงบสุขเป็น
อย่างมากและประชาชนยังปฏิบัติตามกฎหมาย
ต่างๆอย่างเข้มงวด ถึงตอนนี้เธอจะยังไม่ได้
ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แต่ด้วยนิสัยอันละเอียด
รอบคอบของแอนเน็ต การเตรียมตัวไว้ก่อนก็
ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
“ออสแลนด์อย่างนั้นเหรอ เป็นที่ที่ดีนะครับ
เพราะที่นั่นยึดถือเรื่องกฎหมายเลยมีความ
ปลอดภัยสูง ถึงการข้ามผ่านชายแดนจะเป็นเรื่อง
ยุ่งยากแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แล้วคุณมี
ทักษะความรู้ด้านไหนครับหากต้องการตำแหน่ง
งานก็ต้องรู้ก่อนว่าคุณมีทักษะอะไรบ้าง”
ไรลินส่งยิ้มงดงามแล้วลองถามเพื่อหยั่งเชิง
หากเอาสถานะทางสังคมออกไปแล้วจะยังเหลือ
อะไรอยู่บ้างล่ะ
หากเป็นชนชั้นสูงคงรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องตอบ
คำถามแบบนี้ ทว่าแอนเน็ตไม่ได้หวั่นไหวต่อ
คำถามนั้น เธอค่อยๆ บรรยายสิ่งที่ตนเองทำได้
ออกมาอย่างสงบ
“ก่อนอื่นฉันรู้และเข้าใจภาษาราชการของ
อาณาจักรเดลเทียม ภาษาราชการกลาง ภาษา
ของจักรวรรดิชาเปลและของออสแลนด์ สามารถ
อ่านออกเขียนได้ทั้งสี่ภาษา จึงสามารถทำงานที่
เกี่ยวกับการแปลหรือการเขียนหนังสือแทนคน
อื่นได้ค่ะ”
หญิงสาวพูดออกไปหน้าตายโดยตัดความจริงที่ว่า
ตนเองลายมือไก่เขี่ยออกไป ถึงลายมือจะไม่
สวย แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการอ่านออกสัก
หน่อย แม้แอนเน็ตจะเชื่อมั่นในลายมือของตน
มาก แต่คงจะดีกว่าถ้าบอกข้อดีข้ออื่นๆ ออกไป
“สำหรับงานปักผ้าฉันทำได้ตั้งแต่งานปักรูปลงบน
ผืนผ้า งานปักฟูกงานปักฉลุ งานปักลายลูกไม้
การเย็บปักแบบคัตเวิร์ก[1] งานเย็บตะเข็บ
เย็บสม็อก[2] ก็ทำได้หมดค่ะ ได้ยินว่าระดับ
มาตรฐานของร้านเสื้อผ้าที่ออสแลนด์สูงมากเลย
นี่คะ อืม ฉันค่อนข้างคุ้นเคยกับงานเอกสารและ
งานบัญชีด้วยดังนั้นถ้าเป็นงานสำนักงานก็คงจะดี
ค่ะ แน่นอนว่าหากมีคนที่ต้องการจ้างฉันนะคะ”
“อือฮึ”
ไรลินเท้าคางจ้องมองแอนเน็ต แต่ก็ไม่อาจมอง
ทะลุจนเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอได้ ทว่าเขา
รู้สึกได้ว่าหญิงสาวลึกลับตรงหน้าต้องเป็นสาวเจ้า
เสน่ห์อย่างแน่นอน
เธอต้องเป็นหญิงสาวที่ชาญฉลาดไม่เหมือนกับ
สตรีชั้นสูงคนอื่นๆ
คงมีเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างอยู่สินะ
ไรลิน มอสลีย์ เป็นชายหนุ่มรูปงามไม่ทราบอายุ
เขาเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของโลกเบื้องหลัง
แห่งอาณาจักรเดลเทียม กิจการด้านต่างๆของ
สมาคมซีเคร็ตไม่ได้มีเพียงแค่การลักลอบส่งคน
ออกนอกประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นองค์กรสืบค้น
ข้อมูลต่างๆ และยัง ‘รับจ้าง’ ทำงานที่ผิด
กฎหมายในหลายๆ อย่างอีกด้วย
ไรลินทำงานที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายตรงข้ามกับ
รูปลักษณ์ภายนอกอันงดงาม ด้วยนิสัยช่างสังเกต
ของเขา หากได้ฟังสิ่งที่อีกฝั่ายพูดออกมาก็จะ
สามารถวิเคราะห์นิสัยของคนคนนั้นได้ทันที ซึ่ง
จากมุมมองของชายหนุ่มแอนเน็ตต้องไม่ใช่คน
ธรรมดา
คำพูดของหญิงสาวนั้นดูสุภาพและสุขุม แม้จะ
กำลังเจรจาอยู่กับพวกลักลอบนำคนออกนอก
ประเทศแต่ก็ไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นให้เห็น
ดูราวกับว่าเธอเป็นคนที่รู้ดีว่าเหตุการณ์ใน
อนาคตที่กำลังจะมาถึงมีแต่เรื่องร้ายๆ จึงเตรียม
หาทางหนีเพื่อดึงตัวเองออกมาก่อน หากให้พูด
สั้นๆ ละก็เธอไม่เหมือนลูกสาวขุนนางที่ต้องการ
หนีออกจากบ้านโดยไม่รู้ประสีประสา
ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นบุตรีชนชั้นสูงผู้สง่างาม
แท้ๆ แล้วทำไมถึงตัดสินใจเลือกหนทางชีวิตที่
ลำบากกัน
ไรลินรู้สึกสนใจในตัวหญิงสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก
เขาเป็นคนที่มาจากโลกเบื้องหลังแต่กลับมี
รสนิยมแสนจะจู้จี้จุกจิกเพราะเขาชอบแต่พวก
ของลํ้าค่าที่ดูมีรสนิยมเท่านั้น และแอนเน็ตที่อยู่
ตรงหน้าก็เป็นแบบที่เขาชอบพอดี ทั้งเสียงลม
หายใจของเธอ ท่วงท่าที่กำลังนั่ง ไปจนถึงการ
โบกมือ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความ
สง่างามไร้ที่ติ
แอนเน็ตจ่ายเงินมัดจำจำนวนมากเพื่อแลกกับ
การไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ส่วนไรลินที่ได้รับค่าจ้าง
มาก็ตกลงจะแจ้งข่าวเกี่ยวกับตำแหน่งงานดีๆให้
เพียงเท่านั้น แต่ชายหนุ่มหวังว่าความสัมพันธ์
ของหญิงสาวกับตนจะไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ‘กิจการ’ ของเขาก็ครอบคลุม
หลายด้านหากโชคดีก็คงจะได้พบกันอีก
——————–
[1] การคัตเวิร์ก (Cutwork) คือ การตกแต่งริม
ชายเสื้อเพื่อปั้องกันการหลุดลุ่ยของผ้า นิยมใช้
สำหรับตกแต่งคอเสื้อหรือชายเสื้อ เพื่อให้เกิด
ลวดลายที่สวยงาม
[2] การเย็บสม็อก คือ การตกแต่งก่อนตัดเย็บ
เป็นตัวเสื้อ โดยการเย็บตะเข็บขนาดเล็กเป็น
ลวดลายเรขาคณิต นิยมใช้สำหรับตกแต่งเสื้อผ้า
เด็ก เพื่อเพิ่มความน่ารักอ่อนหวานให้กับเสื้อผ้า
มากขึ้น
ตอนที่ 3 (6) (Rewrite)
ไรลินยุติความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับหญิงสาวลง
และกล่าวสรุปข้อตกลงทั้งหมด
“ทราบแล้วครับ ผมจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่
เหมาะกับการอยู่อาศัยสักสองสามที่และตำแหน่ง
งานให้อย่างละเอียดทางเอกสารโดยเร็วที่สุด
หากต้องการเปลี่ยนใจหรือมีข้อสงสัยต้องการ
ซักถามเพิ่มเติมขอให้ใช้แหวนวงนี้ในการติดต่อได้
เสมอเลยครับ”
ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มเพื่อการค้าออกไปพร้อมกับ
มอบแหวนวงหนึ่งให้แอนเน็ต บนเรือนแหวน
ทองคำถูกประดับด้วยแอเมทิสต์ขนาดใหญ่และ
ยังมีตรารูปตัว ‘S’ ถูกสลักเอาไว้ มันคือ
สัญลักษณ์ของสมาคมซีเคร็ตที่ไรลินดูแลอยู่
แอนเน็ตรับแหวนเอาไว้ด้วยความเต็มใจ หากพูด
ถึงการลักลอบออกนอกประเทศ ก่อนอื่นก็
จำเป็นต้องจัดการบางอย่างก่อน เธอต้องทำให้
‘แอนเน็ต บาเยิร์น คาเนซิส’ หายออกไปจาก
อาณาจักรเดลเทียม หรืออาจจะต้องทำให้เกิด
ข่าวลือว่าเสียชีวิตเพราะประสบอุบัติเหตุเสียก่อน
เพราะมันจะทำให้เธอไม่ถูกใครไล่ล่าตามหาใน
อนาคต
ไม่สิ ไม่ต้องกังวลเรื่องจะมีคนมาตามหาหรอก
มุมปากของแอนเน็ตยกยิ้มขมขื่นภายใต้ผ้าคลุม
หน้า ครอบครัวที่ทอดทิ้งเธอไปแล้วไม่มีทางสงสัย
เรื่องความเป็นความตายของผู้หญิงไร้ประโยชน์
อย่างเธอหรอก อย่างมากก็คงมีแค่พี่ชายอย่าง
อาร์เยนกับพี่สะใภ้อย่างแคลร์เท่านั้นที่วิตก
กังวล เดี๋ยวเธอค่อยหาทางทีหลังว่าจะส่งข่าวให้
พวกเขารู้ได้อย่างไรดี
ส่วนราเฟล…
หญิงสาวหวนคิดถึงสามีแล้วรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจ
เพราะคิดถึงคำว่าเกลียดซึ่งออกจากปากของรา
เฟลในสภาพเมามายขึ้นมา
เขาดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร บางทีอาจจะเป็น
เพราะต้องมาแต่งงานกับฉันก็ได้
สำหรับราเฟลนั้น สิ่งที่เธออยากขอโทษเขามี
มากมาย และอยากแก้ไขข้อผิดพลาดของ
ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ที่กระท่อนกระแท่นนี้ด้วย
ด้วยเหตุนี้แอนเน็ตจึงพยายามที่จะอยู่ร่วมกับเขา
อย่างมีความสุข แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็คือเป็นไป
ไม่ได้อยู่ดี
หญิงสาวเม้มริมฝีปากและกำแหวนแอเมทิสต์ที่
อยู่ในมือแน่น
หากราเฟลบอกว่าเกลียดเธอถึงเพียงนั้น ตอนนี้
สิ่งที่แอนเน็ตสามารถทำให้เขาได้ก็มีเพียงการ
หายไปจากตรงหน้าเขาเท่านั้น แม้การที่เธอ
หายไปแล้วจะทำให้เขานอนไม่หลับก็ตาม แต่ก็
คงไม่เป็นไร เพราะความกังวลที่เกี่ยวกับเธอก็จะ
หายไปด้วยเช่นกัน
หลังจากที่กลับมาถึงคฤหาสน์แล้วแอนเน็ตก็ไม่
อาจหลับตาพักผ่อนลงได้หญิงสาวเอื้อมมือไป
แตะหัวเตียงซึ่งประดับด้วยทองคำแสนหรูหรา
ในฐานะที่เกิดมาเป็นบุตรีตระกูลบาเยิร์น เธอเคย
ชินกับชีวิตหรูหราที่ล้อมรอบไปด้วยข้าวของชั้น
ยอดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการจะออกไปใช้ชีวิต
เพียงลำพังจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
ที่จริงแล้วหญิงสาวเองก็คิดอยู่ว่าหรือจะไปอยู่กับ
พี่ชายและพี่สะใภ้ดีแต่หากมีความเป็นไปได้แม้
เพียงน้อยนิดที่เรื่องราวของเธอจะถูกเปิดเผยนั่น
ก็อาจทำให้พวกเขาได้รับอันตรายไปด้วย อาร์
เยนกับแคลร์ซึ่งเป็นขุนนางระดับสูงอาจจะได้รับ
ผลกระทบจากสิ่งที่เธอทำก็ได้
นี่จึงทำให้แอนเน็ตตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะ
เดินทางไปที่อาณาจักรออสแลนด์ หญิงสาวที่
กำลังกังวลว่าจะวางแผนสำหรับอนาคตอย่างไรดี
จึงมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย แต่
เมื่อเห็นตำแหน่งของดวงจันทร์แล้วเธอถึงกับ
สะดุ้งแล้วผุดลุกขึ้นมา
“ตายแล้ว เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย”
แอนเน็ตที่เคยชินกับวิถีชีวิตที่เป็นระเบียบ
ตัดสินใจนอนลงบนเตียงเพื่อพักผ่อน แต่เพราะ
ในหัวคิดเรื่องราวต่างๆ มากมายจึงทำให้นอน
หลับไม่สนิท
อย่างน้อยเธอก็ต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกหลาย
เดือนเพื่อที่จะออกจากอาณาจักรเดลเทียมที่เกิด
และเติบโตมานี้
ในคืนที่เงียบสงบจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจของ
ตัวเอง แอนเน็ตที่กำลังนอนเหม่อกะพริบตาปริบ
ก่อนจะหูผึ่งเพราะได้ยินเสียงบางอย่างจากข้าง
นอก และที่สำคัญมันยังเป็นเสียงที่เกิดขึ้นหน้า
ประตูห้องนอนของเธอด้วย
เสียงฝีเท้าคนหรือเปล่า
เสียงฝีเท้าของคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใครนั้นเดินอยู่
ระหว่างหน้าห้องนอนของหญิงสาวกับระเบียง
ทางเดิน แอนเน็ตที่เดินมาจนถึงประตูห้องนอน
จึงหลับตาแล้วเอาหูแนบกับประตู เธอไม่ได้เข้าใจ
ผิดไปเอง ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าคนจริงๆ ด้วย
หรือ…หรือว่าจะเป็นผี
หญิงสาวตัวสั่นอย่างรุนแรง ในตอนแรกเธอคิดว่า
จะเป็นพวกสาวใช้แต่ในเวลานี้คงไม่มีสาวใช้คน
ไหนมาทำความสะอาดรบกวนการนอนหลับหน้า
ห้องนายหญิงหรอก ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินก็ดู
หนักกว่าที่จะเป็นเสียงฝีเท้าของผู้หญิง แอนเน็ต
พยายามสะกดความกลัวแล้วส่งเสียงถามออกไป
“ใครอยู่ข้างนอกน่ะ”
แน่นอนว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา มีเพียงแค่เสียง
ฝีเท้าที่เดินเป็นจังหวะหยุดชะงักลงและมีเพียง
ความเงียบราวกับจะหยุดหายใจเข้ามาแทนที่
ในตอนนี้เองที่บางสิ่งซึ่งอยู่ข้างนอกถีบประตู
อย่างแรงเหมือนตั้งใจจะเข้ามาภายในห้องจนทำ
ให้แอนเน็ตหอบหายใจถี่รัว ในขณะที่เธอส่งเสียง
ร้องออกมาและกำลังจะเรียกใครสักคนมาช่วยก็
ได้ยินเสียงพึมพำบางอย่างลอดเข้ามา
“ไม่นะ ฉัน…ไม่ได้จะทิ้งนายจริงๆ ตอนนั้นมันไม่
มีทางอื่นแล้ว”
เสียงพึมพำที่ดังลอดเข้ามาในห้องนั้นเต็มไปด้วย
ความสับสนและไม่ปะติดปะต่อ ทว่านั่นเป็นเสียง
ที่เธอรู้จักดี
ราเฟลเหรอ
เมื่อรู้ว่าเสียงฝีเท้านั้นเป็นของใครก็ทำให้ความ
หวาดกลัวในใจค่อยๆหายไป ที่เหลืออยู่มีเพียงแค่
ความวิตกกังวลเท่านั้น แน่นอนว่าการที่ราเฟล
ปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชานั้นทำให้แอนเน็ตทั้งหด
หู่ทั้งโกรธเคือง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอเป็นห่วง
ชายหนุ่ม
เขาน่าจะกำลังตกอยู่ในฝันร้ายนั่นอีกแล้ว
หญิงสาวค่อยๆ ผลักประตูห้องนอนให้เปิด
ออกไปอย่างระมัดระวังแสงสลัวซึ่งส่องออกมา
จากตะเกียงด้านนอกตกกระทบไปยังใบหน้า
ด้านข้างที่คมเข้มราวกับรูปสลัก
ท่าทางเขาจะนอนหลับแล้วละเมอเดินออกมา รา
เฟลอยู่ในสภาพที่เกือบเปลือยเปล่า บนร่างสวม
เพียงกางเกงตัวเดียว เหงื่อกาฬไหลโซมพร้อมกับ
เปลือกตาที่ปิดแน่นราวกับกำลังเจ็บปวด
“ฉันเอง…ฉันเองก็อยากจะช่วยนาย โรเบิร์ต ศัตรู
ล้อมรอบพวกเราเต็มไปหมด ไม่สิ ถึงอย่างนั้นฉัน
เองก็ไม่ควรทิ้งนายเอาไว้ ขอโทษด้วย”
คำพูดอันรวดร้าวไหลผ่านลมหายใจซึ่งสะท้าน
ไหวอย่างรุนแรงของราเฟลแล้วค่อยๆ เงียบ
หายไปจนถูกความมืดแห่งรัตติกาลกลืนกิน เขา
กำลังโทษตัวเองกับเหตุการณ์บางอย่างอย่าง
รุนแรง แม้ดวงตาของเขาจะปิดอยู่แต่เธอก็
มองเห็นความเจ็บปวดที่เคลื่อนไหวอยู่ในนั้นได้
อย่างชัดเจน
“ราเฟล คุณไม่เป็นอะไรนะคะ”
แอนเน็ตรีบก้าวเดินเข้าไปอยู่ข้างๆ เขาอย่าง
รวดเร็วแล้วเอ่ยด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล ทว่าหูของ
ชายหนุ่มที่กำลังจมอยู่ในห้วงฝันกลับไม่ได้ยิน
เสียงของเธอ ราเฟลผู้ซึ่งถูกฝันร้ายกลืนกินขมวด
คิ้วยืนหันหน้าเข้ากำแพงแล้วเริ่มต้นเอาหน้าผาก
โขกกับกำแพง
“ฉันมันขี้ขลาด อ่อนแอ ฉัน…สมควรตายไปซะ”
ชายหนุ่มส่งเสียงพึมพำออกมาขณะที่กำลัง
กระแทกหน้าผากเข้ากับกำแพงแรงขึ้นเรื่อยๆ รา
เฟลที่จิตใจน่าจะได้รับผลกระทบจากสงคราม
อย่างมากไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยสักนิด
แม้ว่าหน้าผากของเขาจะกระแทกกำแพงอย่าง
แรงก็ตาม
หน้าผากของเขาจะต้องเป็นแผลใหญ่มากแน่ๆ
“ราเฟล ทำไมทำแบบนี้คะ หยุดเถอะค่ะ!”
แอนเน็ตตกใจมาก เธอรีบเอามือไปโอบหน้าผาก
ของเขาเพื่อปั้องกันไม่ให้เขาเอาหน้าผากกระแทก
ไปมากกว่านี้ ทว่ามันกลับทำให้มือเล็กๆ ของเธอ
กระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรงแทน จนหญิง
สาวแทบจะร้องออกมาเพราะความเจ็บปวด แต่
เธอก็กัดฟันอดทนเอาไว้
ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของราเฟลแผ่
ความเย็นออกมา น่าจะเป็นเพราะว่าเขาละเมอ
เดินออกจากห้องมานานแล้วแน่ๆ แอนเน็ตรู้สึก
เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงพยายามเต็มที่เพื่อกันให้
เขาออกห่างจากกำแพง
“มาทางนี้เร็วค่ะราเฟล ได้โปรดเถอะค่ะ ตรงนี้
มันทั้งมืดทั้งหนาวเลยไม่ใช่เหรอคะ”
แอนเน็ตรีบพาชายหนุ่มเข้าไปยังห้องของเธอ
ก่อนที่เขาจะเริ่มทำร้ายตัวเองอีก ภายใน
ห้องนอนของหญิงสาวส่องสว่างด้วยแสงนวลจาก
โคมไฟแล้วยังอบอวลไปด้วยกลิ่นของบุหงาที่ช่วย
ในการนอนหลับ แม้จะอยู่ในสภาพไร้สติ แต่รา
เฟลน่าจะรู้สึกได้ถึงบางสิ่งจึงทำให้สีหน้าที่บิด
เบี้ยวอย่างเจ็บปวดค่อยๆ ผ่อนคลายลง
แอนเน็ตจัดการให้เขานั่งลงบนเตียงของเธอแล้ว
แอบดูมือของตนอย่างแนบเนียน มือที่รองรับ
หน้าผากของราเฟลไม่ให้กระแทกเข้ากับกำแพงดู
เหมือนจะไม่ได้มีบาดแผลอะไร แต่ปลายนิ้วกลับ
เริ่มเจ็บแปลบ อีกทั้งบริเวณนิ้วกลางกับนิ้วนางก็
เริ่มบวมแดงขึ้น
กระดูกคงไม่แตกหรอกนะ
แอนเน็ตมองมือของตนด้วยสายตาเป็นกังวล
ในขณะที่ราเฟลผู้ซึ่งยังคงอยู่ในห้วงฝันร้ายเริ่ม
ร้องครํ่าครวญจากทางด้านหลังขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันเอง…ก็อยากจะช่วยนาย โรเบิร์ต”
หญิงสาวคิดว่าหากเขาช่วยรักษามือของเธอก่อน
จะขอบคุณมากๆไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือสิ่งที่
ถนัดของแอนเน็ตส่วนใหญ่นั้นล้วนต้องใช้มือทำ
เพราะฉะนั้นหากกระดูกแตกจริงๆ คงจะลำบาก
แน่ๆ
แค่ชนเข้ากับกำแพงแท้ๆ
เธอก้มลงมองนิ้วที่ปูดบวมของตนพลางรู้สึกว่าไม่
ยุติธรรมเอาเสียเลยอยู่ดีๆ เธอก็หวนนึกถึงคำพูด
ของหมอคนหนึ่งในชาติที่แล้วที่คอยดูแลเธอ
ขึ้นมา หญิงสาวบอกว่าแอนเน็ตนั้นเป็นพวก
‘กระดูกนก’ มาแต่กำเนิดหมายความว่ากระดูก
ของเธอทั้งบางและอ่อนแอ จึงบาดเจ็บได้ง่าย
และเตือนให้เธอระมัดระวังตัวเอง
แสดงว่าสิ่งที่คุณหมอพูดน่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ
อย่างไรก็ตาม หากต้องการพบหมออย่างน้อยก็
ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้เช้า แอนเน็ตละสายตาออก
จากมือที่กำลังบาดเจ็บแล้วจ้องมองไปยังราเฟล
เขากำลังเกลือกกลิ้งตัวที่เหงื่อกาฬไหลโซมไปบน
เตียงนอนของเธอทั้งๆ ที่กำลังหลับตา หญิงสาว
รู้สึกเสียใจกับสภาพอันแสนเจ็บปวดของราเฟลที่
ยังไม่อาจหนีออกจากสงครามในอดีตได้
ตอนที่ 3 (7) (Rewrite)
“ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วค่ะราเฟล คุณไม่ใช่คนเลว
นะคะ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด”
แอนเน็ตเอื้อมมือข้างที่ยังคงเป็นปกติดีออกไปลูบ
ผมสีดำของเขาอย่างนุ่มนวล เธอคอยลูบและ
จัดการผมยุ่งๆ ให้เขา มือเล็กแต่อบอุ่นไล้เส้นผม
ซึ่งตกลงมาปรกหน้าให้ย้อนกลับไปทางด้านหลัง
และใช้นิ้วค่อยๆนวดคิ้วที่ขมวดให้คลายออก นั่น
ทำให้จังหวะการหายใจของราเฟลค่อยๆสงบลง
ราเฟลมีสันกรามที่คมกริบ รับกับดวงตาและริม
ฝีปากแดงจัดนั่นทำให้เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้
หาตัวจับได้ยาก
ถ้าใบหน้านี้เคยส่งยิ้มให้ฉันสักครั้งคงเป็นเรื่องที่ดี
มากๆ
แต่น่าเศร้าที่ราเฟลชอบขมวดคิ้วทุกครั้งที่เห็นเธอ
แอนเน็ตก้มมองเขาด้วยสายตาเจ็บปวดแล้ว
กระซิบบอกอย่างอ่อนหวาน
“เพราะคุณต่อสู้อย่างกล้าหาญในสงครามถึงได้
ทำให้อาณาจักรเดลเทียมปลอดภัย ตอนนี้ไม่มี
อะไรทำอันตรายคุณได้อีกแล้ว ฉันจะคอยปกปั้อง
คุณเอง ไม่ต้องห่วงแล้วนอนพักเถอะนะคะ”
เสียงกระซิบกระซาบของแอนเน็ตราวกับเป็นบท
เพลงขับกล่อมให้ราเฟลซึ่งกำลังกัดฟันแน่น
ค่อยๆ คลายริมฝีปากลงช้าๆ หญิงสาวเอื้อมมือ
ไปแตะที่หัวไหล่เย็นเฉียบของเขาเพื่อส่งต่อ
อุณหภูมิจากร่างกายของเธอจากนั้นจึงเริ่มร้อง
เพลงกล่อม
“หลับเถิดหนา ที่รักของฉัน
เมื่อยามที่ดอกพริมโรสผู้โอบอุ้มนํ้าค้างแบ่งบาน
เมื่อแหวนสีเงินที่ถูกวางไว้ริมหน้าต่างส่อง
ประกายอบอุ่นราวดวงตะวัน
เธอนั้นจะได้นอนหลับฝันดี…”
ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะคุ้นกับความสามารถพิเศษ
ของตนขึ้นมาแล้วสีหน้าของราเฟลกำลังเริ่มเข้าสู่
ห้วงนิทราอย่างสงบ แอนเน็ตดึงผ้าห่มมาคลุม
ร่างกายท่อนบนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนั้นให้อุ่น
สบาย ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาก็คงพูดแต่อะไรแย่ๆ
ออกมา แต่ยามหลับใหลใบหน้าของเขาก็ไม่ต่าง
จากเทพบุตร เมื่อได้จ้องมองดูขนตางอนยาวที่
ทาบทับลงมาบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา มันทำ
ให้เธอแทบจะหยุดหายใจเลยทีเดียว
จะมีสักวันไหมนะ ที่ใบหน้านี้จะค่อยๆ จาง
หายไปจากความทรงจำของฉัน
แอนเน็ตคิดแล้วก็ได้แต่สั่นศีรษะ
ไม่สิ ไม่มีทาง ฉันคงไม่อาจลืมใบหน้านี้ไปได้แน่ๆ
หญิงสาวระบายยิ้มขมขื่นแล้วยกมือขึ้นไปแตะสัน
จมูกคมของชายหนุ่มที่กำลังหลับสนิท เธอรู้สึกได้
ว่าเขาหลับลึกมากจนถึงขนาดปล่อยให้มือของ
เธอสัมผัสเขาได้โดยไร้การปั้องกัน ไม่เหมือนกับ
ราเฟลในเวลาปกติซึ่งมีสัญชาตญาณเฉียบไวเลย
ดูเหมือนว่าความสามารถของแอนเน็ตจะใช้ได้ดี
ยิ่งขึ้นหากใช้มันกับคนที่มีอาการเหนื่อยล้า
เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีสติครบถ้วน
หรือไม่ง่วงนอนแล้วจะคงอยู่ได้ไม่ถึงห้านาที
เหมือนกับตอนที่เธอใช้ความสามารถกับเจอร์
ราร์ดเพื่อให้เขาหลับไปโดยไม่รู้ตัว
“หลับฝันดีนะคะ ราเฟล”
แอนเน็ตนั่งลงตรงที่นอนอีกฝังเงียบๆ แล้วโน้มตัว
ลงนอน เมื่อหลับตาลงหญิงสาวก็ได้ยินเสียงลม
หายใจของราเฟลดังมาจากที่ใกล้ๆในชีวิตก่อน
เธอไม่เคยได้นอนร่วมเตียงเดียวกับเขาเลยสักครั้ง
แต่พอได้ย้อนเวลากลับมาแบบนี้ก็ดูไม่เลว
เหมือนกัน มันทำให้แอนเน็ตมีความทรงจำ
สุดท้ายที่ดีเพื่อให้เธอได้นำติดตัวไปตอนออกจาก
อาณาจักรเดลเทียม
หญิงสาวปิดตาลงเงียบๆ แม้มือข้างที่เจ็บจะสั่น
ไหวเล็กน้อย แต่เดี๋ยวพอถึงตอนเช้าค่อยเรียก
หมอมาก็คงไม่เป็นไร
เช้าวันรุ่งขึ้นราเฟลตื่นขึ้นมาด้วยความ
งัวเงีย แม้จะเป็นช่วงที่กำลังสะลึมสะลือ แต่ก็ยัง
รู้สึกได้ว่าวันนี้ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพพร้อม
ที่สุดเมื่อคืนเขาคงนอนหลับสนิทแน่ ดังนั้นวันนี้
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจว่าจะฝึกดาบเพิ่มขึ้นไปอีก
ไม่แน่ว่าคราวนี้เขาอาจจะก้าวสู่การเป็นซอร์ด
มาสเตอร์ได้ราเฟลลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความ
คาดหวังเต็มที่ แต่กลับพบใบหน้าที่ไม่คาดคิดจน
ตัวแข็งทื่อไป
แอนเน็ต บาเยิร์น?
แอนเน็ตกำลังนอนหันหน้าเข้าหาเขาแล้วขดตัว
หลับอยู่บนเตียงใบหน้าขาวเรียวเล็กเท่าฝั่ามือ
ช่างดูงดงามราวกับตุ๊กตา มีเพียงสีแดงเรื่อบน
ปากและแก้มเท่านั้นที่พิสูจน์ว่าเธอนั้นเป็นมนุษย์
จริงๆ
ราเฟลใช้ดวงตาจ้องมองไล่ไปตามใบหน้าของ
หญิงสาวที่กำลังหลับอย่างช้าๆ ผมสีบลอนด์ทอง
แผ่สยายลาดไหล่ขาวนวลซึ่งเผยให้เห็นเพียง
เล็กน้อยผ่านผ้าห่ม ทั้งหมดนั้นส่องประกายราว
กับว่าเธอเป็นดวงอาทิตย์เสียเอง ชายหนุ่มที่เห็น
ดังนี้ก็เบือนสายตาหนีไปด้วยความไม่สบอารมณ์
อยู่บ้างเพราะช่วงนี้ทุกครั้งที่มองแอนเน็ตมันทำ
ให้ซอกหนึ่งในหัวใจของเขารู้สึกแปลกๆ พิกล
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ห้องซึ่งนั่นทำ
ให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย ในห้องที่อบอวล
ไปด้วยกลิ่นบุหงา ประดับด้วยเครื่องเรือนสีขาว
ทั้งหมด พรมนุ่มบนพื้นและผ้าม่านสีชมพูที่ขยับ
เมื่อลมพัดผ่านมาจากทางหน้าต่าง ทั้งหมดนี้ล้วน
บ่งบอกว่าที่นี่คือห้องนอนของแอนเน็ต
แล้วฉันมาที่นี่ทำไมกัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วฉับ เขาคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ
อาการฝันร้ายบ้าบอนั่นทำให้ตนเดินละเมอมา
เรื่อยๆ จนมาถึงห้องนอนของแอนเน็ต ก่อนหน้า
นี้ถึงเขาจะปั่วยหนักขนาดไหนก็ไม่เคยเดินละเมอ
ออกจากห้องเลยสักครั้ง เขาประมาทไปเอง เห็น
ทีต่อไปคงต้องล็อกห้องนอนด้วยกุญแจเหล็กเสีย
แล้ว
ไม่ใช่ว่าเธอเห็นแล้วหรอกนะ
แม้ไม่รู้ว่าตนทำอะไรลงไปบ้างในขณะที่กำลัง
หลับ แต่เขาก็พอจะเดาได้ เพราะบางครั้งดวงตา
ก็มีรอยชํ้า บางทีมือก็มีบาดแผล รวมทั้งคอแห้ง
จนแสบไปหมด เมื่อลองนำทุกอย่างมารวมกัน
แล้วคาดว่ามันคงเป็นเรื่องที่แย่เอามากๆ แน่นอน
ราเฟลผู้หยิ่งทะนงที่กำลังบ้าคลั่งและรํ่าไห้เพื่อ
อ้อนวอนขอออกไปจากห้องนี้ราวกับคนบ้า ถ้า
แอนเน็ตเห็นเข้าละก็…!
แค่คิดเขาก็ทั้งอับอายและอัปยศอดสูจนกัดฟัน
กรอด สายตาที่กำลังมองหญิงสาวนั้นดูดุร้ายเป็น
อย่างมาก
“ตื่นได้แล้ว แอนเน็ต”
ชายหนุ่มผู้มีนิสัยปั่าเถื่อนเอื้อมมือออกไปปลุก
แอนเน็ตให้ตื่น เขาตัดสินใจจะถามว่าเมื่อคืนเธอ
เห็นสภาพที่น่าสังเวชของเขาแล้วใช่หรือไม่ ทว่า
หญิงสาวกลับหลับลึกจนไม่ยอมตื่นแม้ว่าเขาจะ
เขย่าตัวเธอแล้วก็ตาม
“อืม ราเฟล”
แม้แอนเน็ตจะตอบรับโดยไม่รู้สึกตัว แต่แพขนตา
งอนงามของเธอกลับไม่ขยับเป็นสัญญาณว่าจะ
ตื่นเลยแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยเดิมที่เป็นคนใจร้อน
จึงทำให้เขาใช้มือข้างหนึ่งคว้าใบหน้าเรียวเล็กขึ้น
มาแล้วเริ่มเขย่า
“ฉันบอกให้ตื่น แอนเน็ต ตื่นเดี๋ยวนี้!”
ร่างกายผอมบางกลับไหลลงไปตามมือของเขา รา
เฟลรู้สึกถึงความผิดปกติของหญิงสาวจึง
หยุดชะงักการกระทำทั้งหมด
“อะไรเนี่ย ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้”
แอนเน็ตไม่อาจลืมตาขึ้นมาโดยง่าย เธอทำได้
เพียงตัวสั่นไร้เรี่ยวแรงในมือของเขา สัมผัสจาก
ลำคอระหงซึ่งร่วงหล่นลงมาจากฝั่ามือกลับทำให้
ราเฟลใจหายวาบ นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าอาการ
ของเธอนั้นไม่ปกติ
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลายเป็นแบบนี้ได้”
ความโกรธที่เกิดขึ้นกลายเป็นความสับสนทันที
ราเฟลเองก็ไม่รู้ว่าตนนั้นเผลอแตกตื่นจนทำอะไร
ไม่ถูกนอกจากจ้องหน้าหญิงสาว ตอนแรกเขา
เข้าใจว่าที่เธอตัวร้อนน่าจะเป็นเพราะเธอนอนขด
ตัวอยู่ในผ้าห่ม แต่พอลองดูแล้วนี่มันอาการของ
คนเป็นไข้ แก้มของแอนเน็ตแดงเรื่อก็จริงแต่กลับ
ร้อนผ่าวเพราะพิษไข้
ชายหนุ่มที่กำลังร้อนรนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี
จึงพยายามปลุกแอนเน็ตด้วยการเคลื่อนไหวที่
นุ่มนวลและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
ต้องปลุกเธอให้ตื่นก่อนเพื่อจะได้ถามว่าไม่สบาย
ตรงไหน
ขณะที่มือของเขาเอื้อมไปสัมผัสแขนบอบบาง
หญิงสาวกลับร้องขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย!”
แอนเน็ตซึ่งกำลังปกปั้องส่วนที่บาดเจ็บอย่าง
เต็มที่ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ดวงตา
ของราเฟลสอดส่องไปทางมือขวาของหญิงสาว
มือของเธอบวมแดงเสียจนเขาสงสัยว่าทำไมถึง
เพิ่งสังเกตเห็นตอนนี้ ในฐานะนักดาบ ราเฟลรู้ได้
ทันทีว่าทำไมเธอถึงประคองมือเอาไว้
นี่มัน…กระดูกร้าว?
อาการไข้เป็นหนึ่งในอาการซึ่งเกิดจากการที่
กระดูกแตกร้าว ราเฟลขมวดคิ้วและจับมือเธอ
อย่างระมัดระวังเพื่อมองดูให้ชัดเจน มือเล็กๆซึ่ง
ราวกับจะแตกหักหากออกแรงมากไปเพียง
เล็กน้อยนั้นร้อนผ่าว โชคดีที่อาการกระดูกร้าว
นั้นไม่รุนแรงมาก แต่เดิมแอนเน็ตก็ถูกเลี้ยงดูมา
อย่างทะนุถนอมแม้กระทั่งตอนนี้ที่อาการไม่ได้
รุนแรงมาก แต่เธอก็ดูราวกับปั่วยหนัก
“ลืมตาตื่นขึ้นมาหน่อยแอนเน็ต เจ็บมากไหม”
ราเฟลจับใบหน้างดงามอย่างประหม่าแล้วเขย่า
เบาๆ นั่นทำให้แอนเน็ตลืมตาขึ้นจ้องมาที่เขา นํ้า
ตาไหลร่วงออกมาจากดวงตาสีชมพูของหญิงสาว
ที่กำลังเป็นไข้และตัวสั่นสะท้าน ชายหนุ่มเห็น
แล้วหัวใจก็แปลบปลาบในช่วงเวลานี้เองที่เธอ
เอ่ยปากส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ราเฟล…ฉันท่าทางจะไม่สบายแล้วค่ะ”
ราเฟลกัดฟันแทนการตอบรับเมื่อนํ้าตาของหญิง
สาวไหลอาบแก้มจนมาสัมผัสกับมือของเขา ชาย
หนุ่มรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกนํ้าร้อนลวก
การที่นํ้าตาของคนอื่นทำให้เราเจ็บปวดช่างเป็น
เรื่องไร้สาระอย่างยิ่ง
เขาเผลอลุกขึ้นอย่างกระวนกระวายโดยไม่รู้ตัว
“รออยู่นี่สักครู่นะ แอนเน็ต”
ราเฟลรีบร้อนออกจากห้องนอนลงมายังชั้นล่าง
เขารีบวิ่งลงบันไดมาทีละหลายๆ ขั้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อมาถึงด้านล่างก็รีบคว้าตัวคนรับใช้บริเวณนั้น
แล้วเริ่มตะคอกใส่พวกเขาอย่างเกรี้ยวกราด
“เรียกหมอมา รีบเรียกหมอมาเดี๋ยวนี้!”
ตอนที่ 3 (8) (Rewrite)
เหล่าคนรับใช้ของตระกูลคาเนซิสตกอยู่ในความ
อลหม่านวุ่นวายทันทีผ่านไปไม่นานแพทย์หนุ่มก็
ปรากฏตัวขึ้นที่คฤหาสน์ราวกับถูกพวกเขาฉุดดึง
ให้มาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าเป็นแพทย์คนเดียวกับที่
เคยมาคฤหาสน์ก่อนหน้านี้เพื่อพิสูจน์ ‘ความ
บริสุทธิ์’ ของแอนเน็ต
แพทย์หนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ตรงหน้าราเฟลทำท่า
กังวลราวกับลูกหนูที่มาเจอกับงู ต่อหน้าสายตา
อันดุดันของมาร์ควิสคาเนซิส เขากลัวจนตัวสั่น
ขณะพูดแสดงความเห็นของตนออกมา
“อาการไข้เกิดจากกระดูกร้าวเลยทำให้อักเสบ
ครับ ส่วนกระดูกร้าวผมได้รักษาเบื้องต้นให้แล้ว
หลังจากนี้หากมาร์เชอเนสรับประทานยาแก้
อักเสบแล้วพักผ่อนเยอะๆ ก็จะดีขึ้นแล้วครับ”
แพทย์หนุ่มตัวสั่นขณะเขียนใบสั่งยา เขาจ้องมอง
ราเฟลด้วยสายตาที่ต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็จ้องเขากลับด้วยสายตา
อันตราย
“มองอะไร”
ราเฟลรู้สึกไม่สบอารมณ์จากสายตาที่น่าจะสื่อว่า
‘สามีทุบตีภรรยา’ถึงเขาจะไม่สบอารมณ์เพราะ
จินตนาการเพ้อเจ้อ ทว่าน่าอึดอัดใจที่มันเป็น
เรื่องจริง เพราะมีส่วนที่เขาเองก็สงสัยอยู่ลึกๆ
สิ่งที่จะอยู่ในมือเล็กๆ ของแอนเน็ตมีเพียงแค่
สะดึงกับหนังสือเท่านั้น ไม่ว่าจะมองยังไงของ
พวกนี้ก็คงไม่อาจทำอันตรายจนกระดูกมือร้าวได้
พอลองคิดถึงความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว หญิงสาวก็
ยังสบายดีอยู่จนกระทั่งเมื่อบ่ายวานนี้ แสดงว่าผู้
ที่กระทำเรื่องนี้คงเป็นเขาอย่างแน่นอนดวงตา
ของราเฟลที่ยังคงสับสนเพราะอาการฝันร้ายดู
อันตรายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ตรงข้ามกับความคิดของราเฟล
แพทย์หนุ่มนั้นไม่ได้สงสัยมาร์ควิสคาเนซิสจนต้อง
จ้องมองอีกฝั่าย เขาเพียงสงสัยอารมณ์ที่
เปลี่ยนไปมาของราเฟลเท่านั้น แต่เขาก็ยังมือสั่น
ขณะที่กำลังยื่นของบางสิ่งให้ ซึ่งนั่นคือจดหมาย
แนะนำแผ่นหนึ่ง
“แถว…แถวๆ บริเวณนี้มีแพทย์หญิงที่เก่งมากๆ
อยู่คนหนึ่งครับผมลองตรวจดูแล้วร่างกายของ
มาร์เชอเนสค่อนข้างอ่อนแอและบอบบางอย่างไร
ก็ให้แพทย์ที่เป็นผู้หญิงด้วยกันมาตรวจน่าจะเป็น
เรื่องที่ดีกว่าไม่ใช่หรือครับ? หากไม่…ไม่เป็นอะไร
ก็ลองไปพบดูสักครั้งนะครับ”
แพทย์หนุ่มนั้นแม้จะตัวสั่นเพราะความกลัวแต่ก็
ยังแนะนำเพื่อนร่วมอาชีพอย่างแข็งขัน จากนั้นก็
รีบออกจากคฤหาสน์อย่างรวดเร็วราวกับต้องการ
หนีตาย เมื่อมองภาพแผ่นหลังของคนที่หนีไป
อย่างรวดเร็วนั้นดูราวกับว่าเขาจะไม่มีวันก้าวเท้า
เข้ามาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สาม ไม่แน่ว่าที่
แนะนำเพื่อนหมอก็เพราะต้องการหาเหยื่อมารับ
เคราะห์แทนตนเอง
“ให้ผู้หญิงด้วยกันมาตรวจ? พูดอะไรไร้สาระ”
ราเฟลขมวดคิ้วตั้งใจจะทิ้งจดหมายแนะนำแผ่น
นั้น แต่จากที่แพทย์หนุ่มกล่าวออกมาว่าแอนเน็ต
ทั้งอ่อนแอและบอบบาง เพราะฉะนั้นการมี
แพทย์หญิงมาเป็นแพทย์ประจำตระกูลคาเนซิสก็
ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีเสียเท่าไร
ในบรรดาตระกูลของชนชั้นสูงโดยปกติก็จะมี
แพทย์ประจำตัวของทายาทแต่ละรุ่นอยู่แล้ว แต่
เพราะตระกูลคาเนซิสเป็นตระกูลที่เพิ่งได้รับการ
แต่งตั้งไม่นานจากความสามารถของราเฟล เขา
จึงถือเป็นมาร์ควิสลำดับที่หนึ่งของตระกูล
แม้กระทั่งคฤหาสน์หลังนี้ที่เพิ่งถูกสร้างเมื่อไม่กี่ปี
ที่ผ่านมาก็ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบ้านซึ่งถูก
สร้างขึ้นใหม่ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีแพทย์
ประจำตระกูล
ราเฟลเดาะปากและตัดสินใจเก็บจดหมาย
แนะนำแผ่นนั้นเอาไว้ในที่สุด
รอแอนเน็ตตื่นแล้วก็ค่อยลองถามความเห็นของ
เธอโดยตรงแล้วกัน
เขาไม่ทันเฉลียวใจเลยว่านี่เป็นเป็นครั้งแรกที่
ตนเองใส่ใจความคิดเห็นของหญิงสาว
สติของแอนเน็ตยังคงมึนงง เธอไม่ได้ล้มปั่วยจาก
อาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากกระดูกร้าวเท่านั้น แต่
ความเหนื่อยล้าทางจิตใจที่เกิดจากการย้อนเวลา
กลับมาอีกครั้ง ทั้งยังมีความเครียดสะสมเมื่อต้อง
ทำสงครามประสาทกับราเฟลอีก จนสุดท้ายก็
ระเบิดออกมา และเมื่อตัดสินใจจะหลบหนีออก
นอกอาณาจักรก็มีเรื่องให้เธอต้องคิดอีกเป็น
จำนวนมากจนกระทั่งร่างกายอ่อนแอทนไม่ไหว
แล้วล้มปั่วยลงในที่สุด
ราเฟลนั่งขมวดคิ้วอยู่ด้านข้างเตียงนอนเพราะ
แอนเน็ตล้มปั่วยมาได้สองวันแล้ว เครื่องเรือน
ทั้งหลายที่อยู่ภายในห้องนอนของเธอล้วนมี
ขนาดเล็กและงดงามหรูหราเหมาะสมกับหญิง
สาว ถ้าผู้ชายร่างใหญ่เช่นเขาต้องการนั่งบนเก้าอี้
คงต้องขดตัวเพื่อที่จะนั่งให้ได้ ราเฟลจึงนั่งด้วย
ท่าทางที่ไม่ค่อยสบายพลางจ้องมองแอนเน็ตด้วย
สายตาแข็งกระด้าง
มือขวาของหญิงสาวที่โผล่พ้นออกมานอกผ้าห่ม
นั้นมีผ้าพันแผลพันเอาไว้ หากเทียบกับข้อมือ
เรียวบางของเธอแล้ว มือขวาดูราวกับกำลังสวม
นวมอยู่เลย ราเฟลไม่ต้องการมองมือข้างนั้นของ
เธอจึงนำมือข้างที่บาดเจ็บสอดเข้าไปใต้ผ้าห่มอีก
ครั้ง เขาวัดอุณหภูมิร่างกายของแอนเน็ตผ่านมือ
อีกข้างที่ยื่นออกมาแล้วพึมพำด้วยนํ้าเสียง
อันตราย
“ไอ้หมอเถื่อนเฮงซวย ไหนบอกว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นไง”
แม้จะกินยาตามที่หมอสั่งทุกครั้ง แต่ไข้ของหญิง
สาวกลับไม่ลดลงเลย ราเฟลเองแม้จะไม่เคยดูแล
คนปั่วยมาก่อน แต่กลับพยาบาลแอนเน็ตได้อย่าง
คุ้นชิน เขาปลุกเธอให้ลุกขึ้นมากินยาและคอยนำ
ผ้าขนหนูชุบนํ้าเช็ดลำคอและแก้มราวกับคนที่
เคยทำเรื่องแบบนี้มาหลายต่อหลายครั้ง
มือใหญ่ที่คุ้นเคยเพียงการจับดาบมาจนถึงตอนนี้
กลับดูเชี่ยวชาญการพยาบาลอย่างน่าประหลาด
นั่นทำให้แอนเน็ตยังอยู่ในภาวะปลอดภัยแต่หาก
เกิดปัญหาขึ้นในสถานการณ์นี้ละก็…
ฉันทำแบบนี้ไปทำไมกัน
สิ่งที่เขาได้แต่เฝั้าคิดนับครั้งไม่ถ้วนมาตลอดสอง
วันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง
คฤหาสน์หลังนี้มีคนมากพอที่จะดูแลคนปั่วย แค่
เลือกเอาใครสักคนมาก็ได้แล้ว หากเขาตั้งใจแล้ว
ละก็ จะให้สาวใช้ผลัดกันมาคอยดูแลพยาบาล
แอนเน็ตทุกชั่วโมงเลยก็ยังได้
แต่ทำไมเขาถึงไม่อาจแยกตัวออกห่างจากหญิง
สาวที่นอนอยู่ข้างๆคนนี้ได้เลย หรือเขากำลัง
เจ็บปั่วยเหมือนกันนะ
ราเฟลกลับไปดื่มเหล้าที่ห้องของตนเพื่อแก้
ปริศนาที่ไม่รู้คำตอบนี้ทว่าสถานที่ที่เขาวกกลับ
มาตอนกำลังเมาเต็มที่ก็ยังคงเป็นห้องนอนของ
หญิงสาวอยู่ดี ถึงจะเป็นความรู้สึกไม่สบอารมณ์
ซึ่งไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่เขารู้สึก
ทนไม่ได้หากไม่ได้เห็นว่าแอนเน็ตนอนหลับ
สบายดีด้วยตาตัวเอง
แม้จะยังล้มปั่วยอยู่แต่หญิงสาวจากตระกูลบาเยิร์
นกลับงดงามอะไรเช่นนี้ แค่คิดเขาก็อยากจะบ้า
ตาย
ก็นะ ที่เธองดงามก็เป็นเรื่องจริง
นัยน์ตาสีนํ้าเงินของราเฟลไล่มองไปตามใบหน้า
ของแอนเน็ตซึ่งกำลังนอนหลับอย่างอ่อนเพลีย
ทั้งๆ ที่เป็นใบหน้าของคนที่ไม่ได้ล้างหน้ามาสอง
วันแล้วแท้ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกงดงามจนน่า
ประหลาดใจ น่าจะพูดได้ว่าก่อนเธอจะมา
แต่งงานกับเขา หญิงสาวถือว่าเป็นคนที่โดดเด่น
ที่สุดในวงสังคมเลยก็ว่าได้
นั่นสินะ ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะใบหน้างดงามของ
แอนเน็ต หญิงสาวจากตระกูลบาเยิร์นที่มีดีเพียง
รูปลักษณ์ถึงสามารถล่อลวงและทำให้เขาเป็น
เหมือนไอ้โง่คนหนึ่งได้
ชายหนุ่มกัดฟันกรอดจ้องมองไปที่แอนเน็ตด้วย
ดวงตากระหายเลือดแม้จะนอนหลับอยู่ แต่หญิง
สาวก็เหมือนจะรู้สึกถึงอันตรายบางอย่างจึงเริ่ม
ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วส่งเสียงงึมงำออกมา
“อื้ม”
ใบหน้าของหญิงสาวดูขาวซีดตัดกับริมฝีปาก
แดงกํ่าที่ค่อยๆ เผยอออก การเห็นแอนเน็ตนอน
เปิดปากอย่างสบายใจทำให้เขารู้สึกแปลกๆรา
เฟลจึงนิ่วหน้าแล้วยื่นมือออกไปแตะริมฝีปาก
อวบอิ่มของหญิงสาวอย่างไร้เหตุผล
แอนเน็ตเม้มริมฝีปากแล้วเริ่มดูดปลายนิ้วของเขา
เบาๆ
ท่าทางจะฝันว่ากำลังกินอะไรสักอย่างอยู่สินะ
ริมฝีปากเนียนนุ่มราวกับกลีบดอกไม้กำลัง
ดูดกลืนนิ้วของเขาอยู่ส่วนเรียวลิ้นเล็กฉํ่าก็กำลัง
เคลื่อนไหวราวกับกำลังไล้เลียลูกกวาด สัมผัส
จากบริเวณปลายนิ้วซึ่งเป็นจุดอ่อนไหวนั้นช่าง
อ่อนหวาน เร้าอารมณ์ และน่าหลงใหล
ราเฟลผู้แข็งกระด้างถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ยามจ้องมองแอนเน็ตที่กำลังดูดกลืนนิ้วของตน
ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังยื่นริมฝีปากออกมา
ราวกับต้องการลิ้มรสชาติให้มากขึ้นไปอีกช่างดูไร้
เดียงสา ขณะที่กำลังมองริมฝีปากงดงามนั้น
เคลื่อนไหว เขาก็รู้สึกว่าตัวเองอยากใส่อย่างอื่น
เข้าไปในปากของเธอแทนนิ้ว และนั่นทำให้เขา
ขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก
“!”
อยู่ดีๆ ร่างกายช่วงล่างก็พองโตขึ้นจนทำให้รา
เฟลตกใจ เขาเผลอชักนิ้วออกมาอย่างรวดเร็ว
และรีบวิ่งออกไปจากห้องนอนของแอนเน็ตทันที
ริมฝีปากของชายหนุ่มที่กำลังบิดเบี้ยวราวกับ
กำลังโกรธนั่นไม่อาจสบถคำหยาบมากมาย
ออกมาได้จึงส่งเสียงคล้ายกับเสียงคำรามออกมา
แทน
แอนเน็ต บาเยิร์น เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งหญิงเจ้า
เล่ห์คนนี้ต้องทำให้เขาอกแตกตายแน่นอน
แอนเน็ตรู้สึกว่าภายในหัวว่างเปล่า เหมือนกับ
เมื่อครู่เธอได้กินอะไรอร่อยๆบางอย่างในฝัน เธอ
เผลอจับริมฝีปากของตนแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น
อย่างยากลำบาก แสงแดดเจิดจ้ายามบ่ายส่อง
ผ่านกระทบเข้ากับดวงตาสีอ่อน ทำให้หญิงสาว
ต้องกะพริบตาสามสี่ครั้งเพื่อปรับสายตาให้
มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
สิ่งแรกที่ผ่านเข้าสู่สายตาคือภาพอันคุ้นเคย
ภายในห้องนอนของตนแอนเน็ตที่ตื่นจากการ
หลับใหลยังคงนอนนิ่ง มองดูแสงนั้นด้วย
ความรู้สึกมึนงง ความสามารถทางการได้ยินของ
เธอกลับมาช้ากว่าการมองเห็นเล็กน้อยจึงค่อยๆ
ได้ยินเสียงแปลกๆ บางอย่าง
ก๊อก ก๊อก
เป็นเสียงโลหะเล็กๆ ที่ถูกกระทบเป็นจังหวะจน
ทำให้เกิดเสียงแปลกๆ นั่นเอง แอนเน็ตพยายาม
ยกศีรษะอันหนักอึ้งให้หันไปยังทิศทางซึ่งกำลังส่ง
เสียงนั้น แต่ที่น่าตกใจก็คือราเฟลกำลังนั่งอยู่ตรง
นั้น
ชายหนุ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจแปลกๆ จนทำให้
รู้สึกถึงความเย็นชาและอันตราย แต่สิ่งที่แปลก
มากกว่าคือการได้มองเห็นเขาที่กำลังนั่งขดกาย
อยู่บนเก้าอี้สีครีมตัวเล็กๆ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเขา
เท่าหนึ่ง แม้ว่าใบหน้าหล่อเหลาจะบูดบึ้งแต่กลับ
ไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวเลย แอนเน็ตกำลังสงสัย
ว่าทำไมราเฟลถึงมานั่งอยู่ที่นี่ด้วยสายตางุนงง
ชายหนุ่มกำบางอย่างเอาไว้ในมือแล้วเคาะมันเข้า
กับเตียงด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายจนเกิดเสียง ‘ก๊อก
ก๊อก’ นั่นขึ้นมา หญิงสาวกลอกตาเพื่อมองว่า
อะไรอยู่ในมือของเขาก่อนจะตกใจเป็นอย่างมาก
แหวนวงนั้น!
มันเป็นแหวนที่ได้รับมาจากไรลินผู้ดูแลสมาคม
ลักลอบส่งคนออกนอกอาณาจักรนั่นเอง
แอนเน็ตไม่รู้ว่าทำไมเจ้าสิ่งนี้ถึงไปอยู่ในมือของรา
เฟลได้ทั้งๆ ที่เธอเก็บแหวนวงนั้นไว้ในลิ้นชักแล้ว
แท้ๆ หญิงสาวตกใจจนสะดุ้งผุดลุกขึ้นมา นั่นทำ
ให้เขาหันกลับมามองเพราะรับรู้ได้ว่ากำลังถูก
จ้องอยู่
“ตื่นมาได้เวลาพอดีเลยนะ ดีจริงๆ”
ราเฟลมีสีหน้าแข็งกระด้างขณะหมุนตัวกลับมา
ตอนที่ 3 (9) (Rewrite)
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับแหวนอย่างที่เธอ
คาด เขาเพียงแค่ตรวจสอบว่าแอนเน็ตตื่นแล้ว
และตั้งใจจะเดินออกจากห้องนอน ขณะที่กำลัง
ก้าวข้ามธรณีประตู ราเฟลก็นำแหวนที่เผลอถือ
ติดมือไปวางบนชั้นวางของ จากท่าทางไม่ใส่ใจ
ของเขาแสดงให้เห็นว่าราเฟลเองก็ไม่รู้ว่าแหวนวง
นั้นมีไว้ใช้ทำอะไร
ว่าแต่เขาไปเจอมันได้ยังไงกันนะ
แอนเน็ตหัวใจเต้นรัว ท่าทางเขาจะพบแหวนวงนี้
ในห้องของเธอโดยบังเอิญแล้วเอามาถือเล่น
เท่านั้น ถึงจะเป็นโชคดีแต่นั่นก็แทบจะทำให้หญิง
สาวหัวใจวายจริงๆ
เมื่อราเฟลออกจากห้องไปเรียบร้อย แอนเน็ตจึง
เดินโซซัดโซเซไปหยิบแหวน เธอยื่นมือขวา
ออกไปด้วยความคุ้นชินทั้งๆ ที่มือกำลังถูกห่อหุ้ม
ด้วยผ้าพันแผลเอาไว้ เธอมองมือนิ่งๆ จนหวนนึก
ถึงความเจ็บปวดบนมือขึ้นมาได้
โธ่เอ๊ย ท่าทางจะกระดูกร้าวแน่ๆ
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนหน้า
นี้เธอเพิ่งไปคุยโม้กับไรลินไว้ว่า ‘สามารถทำงาน
เย็บปักกับงานแปล แล้วก็ทำงานเขียนแทนได้’
แท้ๆ คราวนี้เธอได้ขายหน้าแน่ๆ เพราะหากมี
อาการหลงเหลืออยู่ละก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะ
ทำงานละเอียดอ่อนได้
อย่างไรก็ตาม หากเธอต้องการหนีออกนอก
อาณาจักรก็ต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกอย่างน้อย
สองถึงสามเดือน แอนเน็ตได้แต่หวังว่าเมื่อถึง
เวลานั้นมือของเธอจะหายสนิทแล้ว หญิงสาวใช้
มือซ้ายหยิบแหวนขึ้นมา จากนั้นจึงพยายาม
นำไปเก็บซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของกล่อง
เครื่องประดับอย่างมิดชิด
อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แอนเน็ตที่ตกใจ
จนสะดุ้งรีบนำแหวนใส่กล่องเครื่องประดับแล้ว
ส่งเสียงตอบรับ
“นะ…นั่นใครเหรอ”
“นายหญิง นี่เอลลี่เองค่ะ ได้ยินว่าท่านฟืนแล้ว
นายหญิงต้องการให้พวกเราเข้าไปรับใช้หรือไม่
คะ”
เมื่อได้ยินเสียงของสาวใช้กล่าวอย่างระมัดระวัง
อยู่ด้านนอก แอนเน็ตก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอนั้น
ช่างไม่สบายเอาเสียเลย เธอคงนอนปั่วยมาอย่าง
น้อยหนึ่งวันเต็มแน่นอน
โชคดีที่บรรดาสาวใช้ที่เข้ามาตรวจดูสภาพ
ร่างกายของแอนเน็ตนั้นเตรียมอ่างสำหรับอาบนํ้า
ให้กับเธอทันที เหล่าสาวใช้แนะนำให้หญิงสาว
รับประทานอาหารเบาๆ เพื่อปั้องกันอาการหน้า
มืดระหว่างแช่นํ้า อย่างไรก็ตามต้องรอให้นํ้าร้อน
ก่อนอยู่แล้ว แอนเน็ตจึงพยักหน้าตอบตกลงแล้ว
เริ่มรับประทานซุปอ่อนๆ กับนํ้าผลไม้
“นี่ฉันหลับไปกี่วันเหรอ”
“รวมแล้วก็สองวันครึ่งค่ะ นายหญิง”
“ตายจริง”
นี่เธอนอนหลับไปนานกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก ใน
ชาติที่แล้วเธอเอาแต่นอนปั่วยอยู่บนเตียง ดูท่า
ชาตินี้เองก็น่าจะเป็นแบบนั้น หญิงสาวรู้สึกหดหู่
เธอกังวลว่าจะต้องจบชีวิตลงเพราะอาการปั่วย
อีกหรือเปล่า
แอนเน็ตที่กำลังหดหู่ได้แต่ถือช้อนค้างไว้โดย
ปราศจากคำพูดใดในตอนนั้นเหล่าสาวใช้ต่าง
สบตากันเพื่อสื่อความหมายบางอย่าง และหนึ่ง
ในสาวใช้ก็หัวเราะคิกคักออกมา ขณะที่เธอกำลัง
งุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมบรรดาสาวใช้ถึงได้
หัวเราะแบบนั้น สาวใช้คนที่หัวเราะก็ก้าวเท้า
ออกมากระซิบบอกแอนเน็ต
“ระหว่างที่นายหญิงนอนปั่วยอยู่ นายท่านก็คอย
เฝั้าพยาบาลอยู่ข้างๆเตียงนายหญิงตลอดเลยค่ะ
ถึงจะผ่านไปกว่าสองวันแล้วแต่นายท่านก็ไม่ยอม
ไปไหน เอาแต่คอยเฝั้าดูแลนายหญิงอย่างเอาใจ
ใส่เชียวนะคะ ท่านช่างเป็นสามีที่ดีจริงๆ”
ช้อนที่กำลังจะตักซุปเข้าปากหยุดชะงักกลางคัน
เหล่าสาวใช้เมื่อได้เห็นสีหน้าแสดงอาการไม่อยาก
เชื่อสิ่งที่ตนได้ยินของแอนเน็ตก็พากันปิดปาก
หัวเราะคิกคัก ภาพของคู่แต่งงานใหม่ที่ดูรักใคร่
กลมเกลียวต่างทำให้สาวใช้อายุน้อยตื่นเต้นเป็น
อย่างมาก
ส่วนแอนเน็ตที่กำลังมึนงงอยู่นั้นก็หยุดกินซุปแล้ว
จมอยู่กับความคิดบางอย่าง
ตอนที่ลืมตาฟืนขึ้นมาแล้วได้พบกับราเฟล เธอคิด
ว่าเป็นเรื่องบังเอิญเสียอีก แอนเน็ตเข้าใจว่าเขา
คงเข้ามาดูอาการในจังหวะที่เธอเพิ่งตื่นขึ้นมา
พอดีแอนเน็ตคิดไม่ถึงว่าเขาจะเฝั้าเธอมาตลอด
สองวันครึ่งเลยทีเดียว
เขาทำแบบนี้ทำไมกัน
แอนเน็ตในชาติที่แล้วเชื่อว่าการที่ราเฟลมาดูแล
ตนเองนั้นเขาทำด้วยความจริงใจ แม้ว่าเขาจะ
ชังนํ้าหน้าเธอขนาดไหนแต่เธอก็เป็นผู้หญิงที่อยู่
ด้วยกันและเจอหน้ากันมาตลอดห้าปี ถึงชาย
หนุ่มจะมีนิสัยหยาบคาย แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่คน
ไม่ดี เพราะเขาคอยดูแลเธอจนถึงวาระสุดท้ายใน
ฐานะสามีด้วยความจริงใจอย่างเต็มที่
แต่หลังจากที่หญิงสาวจบชีวิตลงแล้วได้ย้อนเวลา
กลับมาอีกครั้ง นี่เพิ่งผ่านช่วงเวลาแต่งงานมาไม่
นานเท่าไรเอง ในช่วงแรกๆ ของการแต่งงานรา
เฟลเกลียดชังเธออย่างมาก แค่ไม่ทะเลาะกันก็ดี
เท่าไรแล้ว นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการมานั่งเฝั้า
พยาบาลเธอ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เธอเองก็
ไม่อาจตอบโต้ได้แบบนี้
แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มที่ยังคงคอยเฝั้าดูแลเธอ
ต่อไปก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่พูดคำว่า ‘ฉัน
เกลียดเธอ’ อยู่เมื่อไม่กี่วันก่อน นั่นทำให้ข้อสรุป
ของแอนเน็ตเหลือเพียงข้อเดียวเท่านั้น
ไม่ว่ายังไงราเฟลก็เป็นพวกชอบดูแลคนอ่อนแอ
สินะ
หญิงสาวถอนหายใจและพาร่างกายของตนลงไป
ในอ่างอาบนํ้า เหล่าสาวใช้คอยปรนนิบัติเธอ
อย่างเอาใจใส่เพื่อไม่ให้มือข้างที่พันผ้าพันแผล
เอาไว้ถูกนํ้า ความจริงแล้วทั้งอาการกระดูกร้าว
หรือไข้ที่ขึ้นสูงล้วนมีสาเหตุมาจากราเฟลทั้งสิ้น
แต่เธอก็ไม่อาจยัดเยียดความรับผิดชอบทั้งหมด
ให้กับเขาที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยได้ลง
แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดี โดยปกติแล้วเธอคง
ต้องไปขอบคุณเพื่อตอบแทนที่เขาคอยดูแลเธอ
แต่พอคิดว่าตนต้องไปเผชิญกับนัยน์ตาสีนํ้าเงินคู่
นั้น หัวใจก็พลันหนักอึ้งทั้งๆ ที่ควรจะผ่อนคลาย
จากการแช่อยู่ในนํ้าหอมกรุ่นเป็นเวลานานแล้วก็
ตาม แอนเน็ตแช่นํ้าเสียจนมือซ้ายข้างที่ไม่มีผ้า
พันเอาไว้นั้นขาวซีดแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นจากอ่าง
อย่างทุลักทุเล
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ราเฟล คุณอยู่ข้างในหรือเปล่าคะ หากไม่ว่า
อะไรฉันมีเรื่องต้องการจะคุยด้วยค่ะ” เธอเอ่ย
ปากขณะเคาะประตูอย่างระมัดระวัง
แอนเน็ตกุมมือเข้าหากันตามความเคยชินเพื่อ
เป็นการภาวนาให้ตัวเอง แต่เพราะติดผ้าพันแผล
จึงชะงักมือไว้ หญิงสาวได้แต่จ้องมองพื้นอย่างไม่
มีทางเลือกแล้วเฝั้ารอคำตอบจากราเฟล ผ่านไป
ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงทุ้มตํ่าดังลอดออกมาจาก
ภายในห้อง
“เข้ามา”
เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิด
ประตู เป็นการเตรียมใจเอาไว้เพื่อที่จะได้ไม่ต้อง
เจ็บปวด หลังสงบจิตใจแล้วจึงเปิดประตูเข้าไป
ด้านใน
แม้กระทั่งในห้องขนาดใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะ
สอดส่ายสายตาค้นหาราเฟล ท่าทางเขาเพิ่ง
แช่นํ้าเสร็จไม่นาน บนร่างสูงใหญ่ซึ่งนั่งทอดตัว
อย่างเกียจคร้านมีเพียงผ้าเช็ดตัวที่ปิดอยู่บริเวณ
ท่อนล่าง ในเวลานี้เขาช่างดูคล้ายกับเสือดำตัว
ใหญ่
ดวงตาของราเฟลที่ทอดมองมานั้นอยู่ภายใต้แพ
ขนตาหนาทำให้ทั้งดูดุร้ายและงดงาม นัยน์ตา
สีนํ้าเงินจดจ้องอยู่ที่แอนเน็ตราวกับต้องการ
ค้นหาอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาก็เอ่ยปากถาม
“สภาพที่ดูไม่ได้ค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย ตอนนี้คงจะ
ไม่เป็นไรแล้วสินะ”
ไม่แปลกใจสักนิดที่คำถามช่างประชดประชันนั่น
หลุดออกมาจากปากเขา แต่แอนเน็ตที่รู้ว่าชาย
หนุ่มคอยเฝั้าพยาบาลดูแลเธอก็ไม่ได้รู้สึกโกรธ
เท่าไร ร่างบางเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่
เบื้องหน้าคนที่กำลังนอนทอดกายแล้วเอ่ยปาก
ขึ้น
“คือ…ฉันได้ยินว่าคุณคอยใส่ใจระหว่างที่ฉันกำลัง
นอนปั่วย ขอบคุณมากนะคะราเฟล”
แอนเน็ตรู้จักนิสัยของราเฟลดีจึงพูดอ้อมค้อมนิด
หน่อย หากเธอพูดออกไปตรงๆ ว่า ‘ขอบคุณที่
คอยเฝั้าดูแล’ ละก็ มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะ
โกรธมากยิ่งขึ้นเพราะถูกจับได้
ในตอนนี้หญิงสาวเรียนรู้วิธีการพูดคุยกับราเฟล
ได้แล้ว แม้ในบางครั้งการคาดเดาจิตใจของเขาที่
เปลี่ยนไปมาจะเป็นเรื่องยาก แต่มันก็เป็นเรื่องน่า
ขำเท่านั้น แอนเน็ตพูดขอบคุณด้วยใบหน้า
อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำในชีวิตที่แล้วออกมา
“ขอบคุณจริงๆ นะคะ”
ราเฟลไม่ได้ตอบรับอะไรกับคำขอบคุณที่เธอ
กล่าวออกมา สายตาของเขาจ้องมองไปยัง
ผ้าพันแผลซึ่งพันรอบมือขวาของหญิงสาว
นอกจากเจ้าสิ่งน่ารำคาญนี่แล้วแอนเน็ตก็ดูเป็น
ปกติดี น่าจะเป็นเพราะได้อาบนํ้ารับประทาน
อาหารมาเรียบร้อย ใบหน้าขาวนวลจึงค่อนข้างมี
ชีวิตชีวาขึ้น
ชายหนุ่มที่เห็นดังนี้ก็เริ่มกลับมาหงุดหงิดอีกรอบ
เพราะเขาต้องมานั่งเฝั้าดูแลและต้องมานั่งกังวล
ใจหลายเรื่องจนตัวเองดูเหมือนคนปั่วยเสียเองแต่
คนปั่วยตัวจริงกลับนอนหลับสบายใจจนหน้าตา
ผ่องใสขนาดนี้ ราเฟลหันศีรษะซึ่งนอนราบติดกับ
โซฟากลับมาแล้วถามหญิงสาวด้วยนํ้าเสียงที่
แสร้งทำเป็นเหนื่อยอ่อน
“แค่พูดขอบคุณเท่านั้นเหรอ”
“เอ๋? หมายความว่า…”
แอนเน็ตที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเอียงศีรษะถาม
กลับไป นั่นทำให้เสียงของราเฟลยิ่งทุ้มตํ่าดูเจ้า
เล่ห์ขึ้นไปอีก เขาจ้องมองไปยังหญิงสาวด้วย
สายตาราวกับต้องการกลืนกินเธอแล้วซักไซ้ต่อไป
อีก
“ก็เห็นเธอพูดว่าฉันน่ะใส่ใจเธอมาก เลยอยาก
ถามเธอว่าจะตอบแทนโดยแค่พูดว่าขอบคุณ
เท่านั้นเหรอ”
แอนเน็ตมึนงงจนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง
ทำไมราเฟลถึงกลายเป็นแบบนี้ แล้วเขาต้องการ
อะไรจากเธอถึงได้พูดแบบนี้ออกมากันล่ะ
หญิงสาวที่คิดหาคำตอบดีๆ ไม่ได้ ในที่สุดแล้วจึง
เอ่ยปากบอกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดออกไป
“อืม หากคุณต้องการจะให้ฉันส่งของขวัญแทน
คำขอบคุณด้วยก็ได้นะคะ”
“ของขวัญ? แล้วจะให้อะไร ตอนนี้ทรัพย์สมบัติที่
ฉันฝังเอาไว้ใต้ดินก็เยอะมากแล้วนะ”
ราเฟลที่ได้รับของบรรณาการซึ่งยึดจากศัตรูมาได้
มากมายในฐานะผู้ที่มีความดีความชอบอันดับ
หนึ่งสำหรับการเข้าร่วมสงคราม พูดเรื่องนี้ออก
มาแล้วหัวเราะเสียงเย็น
พอดูจากสีหน้าแล้วสิ่งที่เขาต้องการคงไม่ใช่
ของขวัญแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นคำตอบก็เหลือเพียง
อย่างเดียวเท่านั้น เธอจัดไม้จัดมือให้เรียบร้อย
แล้วเปิดปากเอ่ยขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นคุณบอกมาเถอะค่ะว่าต้องการอะไร
เป็นการตอบแทนความเมตตาของคุณ ฉันจะทำ
ในสิ่งที่คุณต้องการเอง แต่ต้องเป็นเรื่องที่ฉันทำ
ได้ด้วยนะคะ”
ตอนที่ 3 (10) (NC -18+) (Rewrite)
แม้แอนเน็ตจะกำลังรู้สึกผิดต่อราเฟลเพราะ
ครอบครัวของตนเองแต่เธอก็ได้เตรียมตัวออกไป
จากที่นี่เอาไว้แล้ว ใจของหญิงสาวหนักอึ้งขณะ
จ้องมองสามีที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย หากสิ่งที่เขา
ต้องการเป็นสิ่งที่เธอทำได้แอนเน็ตก็จะทำให้
จนถึงที่สุดก่อนที่เธอจะแยกทางกับเขา เพื่อเป็น
ของขวัญก่อนจากลา
เมื่อราเฟลได้ยินสิ่งที่แอนเน็ตพูดออกมาก็ค่อยๆ
ลุกขึ้นจากโซฟาช้าๆ เขาเดินเข้ามาหาเธอจน
ร่างกายท่อนบนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเริ่มใกล้เข้า
มาเรื่อยๆ อย่างต้องการคุกคาม หญิงสาวเผลอ
ถอยหลังหลีกหนีร่างกายใหญ่โตนั้นจนชิดติด
กำแพง
“รา…ราเฟลคะ?”
แอนเน็ตจ้องมองเขาด้วยดวงตาสั่นไหว ชายหนุ่ม
ค่อยๆ ผลักให้ร่างบางเข้าสู่ทางตันช้าๆ แล้วเอา
มือเท้าเข้ากับกำแพงปิดกั้นทางหนีของเธอเขาก้ม
ศีรษะลงประสานสายตากับหญิงสาว จากนั้นจึง
กระซิบออกมาเบาๆ
“ไหนบอกว่าจะฟังสิ่งที่ฉันต้องการไง แล้วเธอรู้รึ
เปล่าว่าฉันต้องการอะไร”
ราเฟลจ้องมองแอนเน็ตด้วยสายตาเป็นประกาย
วิบวับจากระยะที่ใกล้เกินไป สายตานั้นราวกับ
บอกว่าเขาต้องการกลืนกินเธอทั้งเป็น หญิงสาว
รู้สึกราวกับเธอเป็นสัตว์กินพืชตัวเล็กๆ ที่อยู่ต่อ
หน้านักล่าจนริมฝีปากแห้งผากไปหมด เธอเผลอ
เลียกลีบปากออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ชายหนุ่ม
ยื่นมือออกมาคว้าลำคอเรียวระหงเอาไว้แล้วใช้
นิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามริมฝีปากช้าๆ
“ไหนพูดออกมาซิแอนเน็ต ว่าเธอรู้ว่าฉันต้องการ
ให้เธอทำอะไรใช่ไหม”
เสียงของเขาที่ลดตํ่าลงแทรกซึมเข้ามาภายในหู
ราวกับงูพิษ แอนเน็ตรู้สึกถึงอันตรายบางอย่าง
จนร่างกายสั่นสะท้าน ราเฟลจึงถือโอกาสนี้ยื่นมือ
ออกไปดึงชุดเดรสให้ค่อยๆ ไหลหลุดลงมาที่
ด้านล่างของหัวไหล่จนเผยให้เห็นทรวงอกขาว
เนียน ชายหนุ่มก้มศีรษะลงเพื่อลิ้มรสทรวงอก
อวบอิ่มคู่นั้น
“อา…ราเฟล…”
มือที่กำลังหยอกล้อทรวงอกคู่งามแสดงออกถึง
ความต้องการอย่างชัดเจน ราเฟลทั้งไล้เลียและ
ดูดดึงยอดอกสีระเรื่อด้วยปลายลิ้นเพื่อปลุกเร้า
เธอ จนส่วนปลายของยอดปทุมถันที่เคยอ่อนนุ่ม
ค่อยๆ แข็งขืนขึ้นจากเรียวลิ้นที่พัวพัน
แอนเน็ตหอบหายใจพลางหดตัวลง ฝั่ามือใหญ่จึง
จับที่ไหล่และเอวบางเพื่อพันธนาการเธอเอาไว้
ชายหนุ่มที่โอบกอดร่างบางเอาไว้แน่นจนไม่อาจ
ขยับหนีได้ก็เริ่มดูดดึงยอดปทุมอย่างรุนแรงขึ้นไป
อีก แม้ว่าทุกครั้งที่ยอดเล็กๆ ถูกบดคลึงด้วย
ปลายลิ้นจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บแสบแต่ก็ยังรู้สึก
เสียวซ่านไปด้วยพร้อมๆ กัน แอนเน็ตถูกปลุกเร้า
อย่างรุนแรง ทว่าความคิดที่ว่า ‘ถ้าเขาทำให้เจ็บ
มากกว่านี้ก็คงจะดี’ กลับแวบเข้ามาในหัว
“อย่าขยับตัวแบบนั้นแอนเน็ต เดี๋ยวมือเธอจะ
เจ็บ”
ราเฟลคว้ามือข้างที่พันผ้าพันแผลขึ้นมาแล้วยึด
มือนั้นให้ติดกับผนังกำแพง ส่วนอีกมือก็สอดเข้า
ไปภายใต้ชายกระโปรงเพื่อจัดการกับชุดชั้นใน
ของเธอ เขาสัมผัสกับกลีบดอกไม้งามเพื่อขยาย
ช่องทางให้กว้างขึ้นแล้วละริมฝีปากจากทรวงอก
อวบอิ่มเพื่อจ้องมองดวงหน้างดงาม ริมฝีปากของ
เขาฉีกยิ้มออกแล้วกระซิบถ้อยคำบางอย่างที่ใบหู
ของหญิงสาว
“เปียกไปหมดแล้วนี่ เดี๋ยวนี้แค่เลียหน้าอกนิดๆ
หน่อยๆ ก็ทำให้ข้างล่างเธอเป็นขนาดนี้แล้ว
เหรอ”
“ไม่ ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ…”
แอนเน็ตซึ่งดวงตาแดงกํ่าเพราะความอับอาย
กำลังจะเอ่ยปากประท้วงแต่ราเฟลที่กำลังจดจ้อง
ริมฝีปากของเธอด้วยสายตาจริงจังกลับส่งริม
ฝีปากลงมาบดเบียดกับกลีบปากอ่อนนุ่ม เขา
สอดลิ้นเข้าไปภายในโพรงปากของหญิงสาวเพื่อ
ไล้เลียเพดานปากอันอ่อนไหวจนเธอส่งเสียงร้อง
ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แอนเน็ตไม่รู้ตัวเลย
แม้แต่น้อยยามที่เขากำลังดูดดึงเรียวลิ้นของเธอ
อย่างรุนแรง
ในระหว่างนั้นมืออีกข้างที่เคลื่อนลงไปด้านล่างก็
เริ่มสัมผัสเข้ากับช่องทางอ่อนไหวซึ่งเปียกฉํ่าไป
ด้วยนํ้ารักอยู่ก่อนแล้ว ทำให้นิ้วใหญ่สามารถผ่าน
เข้าไปได้อย่างง่ายดาย เมื่อนิ้วที่หนึ่งเข้าไปได้แล้ว
ก็ตามมาด้วยนิ้วที่สองและสาม ทุกครั้งที่เรียวนิ้ว
เคลื่อนไหวอยู่ข้างในตัวก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกเสียว
แปลบอย่างรู้สึกดีขึ้นมา
แอนเน็ตสูญเสียการควบคุมตัวเองจากความรู้สึก
เสียวซ่านอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งด้านบนและล่าง
เธอรู้สึกได้ถึงเสียงฉํ่าแฉะลามกดังขึ้นมาถึงหูเลย
ทีเดียว และรู้สึกได้ถึงหยาดนํ้าตาอุ่นๆ ซึ่งค่อยๆ
ไหลลงมาจากดวงตาแดงกํ่า
“แอนเน็ต อา…”
ราเฟลใช้ลิ้นไล้เลียนํ้าตาที่ไหลออกมาจนผิวหน้า
ฉํ่าแฉะไปหมด เขาอุ้มร่างบางมุ่งตรงไปยังเตียง
นอน แผ่นหลังของแอนเน็ตสัมผัสกับเตียงนอนใน
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังคุกเข่าแล้วนำความเป็นชาย
ที่กำลังแข็งขืนออกมารูด
“ยกสะโพกขึ้นหน่อยแอนเน็ต”
ราเฟลซึ่งขบกัดใบหูของแอนเน็ตเบาๆ บอกเธอ
ด้วยเสียงแหบพร่าเพราะความปรารถนา หญิง
สาวลังเลนิดหน่อยแต่กลับถูกฝั่ามือใหญ่ของเขา
จับเอวพลิกตัวแล้วยกสะโพกขึ้น ชายหนุ่มนำส่วน
ปลายของตนจ่อเข้ากับช่องทางคับแคบแล้ว
ค่อยๆ กดแก่นกายลงไปช้าๆ เพราะต้องการ
ขยายทางเข้าในครั้งเดียวทำให้เขาพยายามขยับ
เข้าออกเสียดสีกับด้านในของเธอ
“มันแคบเกินไปแล้ว ให้ตายเถอะ”
ถึงเขาจะบ่นแบบนั้น แต่ร่างกายใหญ่โตกลับ
พยายามดันเข้าไปในตัวเธออย่างหิวกระหาย
อาจจะเป็นเพราะท่านั่งคุกเข่าจึงทำให้เขาออก
แรงได้อย่างเต็มที่จนสามารถเข้าไปได้ลึกมากกว่า
เดิม ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกราวกับภายในท้องของ
เธอเต็มไปด้วยตัวตนของเขา แอนเน็ตหอบ
หายใจและเผลอยกมือขึ้นสัมผัสกับบริเวณหน้า
ท้องโดยไม่รู้ตัว ราเฟลที่เห็นแบบนั้นขบกราม
แน่นราวกับต้องการสะกดกลั้นบางอย่างเอาไว้
บางส่วนของเขาที่อยู่ภายในตัวเธอกระตุกและ
ขยายขนาดเพิ่มขึ้นไปอีกจนราวกับจะทำให้ท้อง
ของเธอระเบิดออกมา
“เธอทำฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มพ่นคำสบถออกมาแล้วขยับต่อไปอีก
เสียงที่ดังออกมาจากการที่เขาพยายามส่งตัวเอง
เข้าไปให้ลึกที่สุดนั้นช่างฟังดูหยาบโลน สายตา
ของแอนเน็ตสั่นไหวจากการขยับขึ้นลง ใน
ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความเสียวซ่านอันคุ้นเคย
อยู่ตรงหว่างขาของเธอ หญิงสาวรู้สึกได้อย่าง
ชัดเจนถึงสิ่งที่กำลังขยับเข้าออกภายในร่าง
“อา อื้อ…อื้อ อะ…ฮึก…!”
ทุกครั้งที่เขาขยับตัวเข้าออกก็จะสัมผัสกับภายใน
ที่ฉํ่าแฉะของเธอจนทำให้ตัวสั่นสะท้านหวามไหว
ทุกครั้งที่ตัวตนของเขาขยับเข้าไปข้างในหญิงสาว
รู้สึกราวกับมีดอกไม้ไฟระเบิดจ้าอยู่ตรงหน้า
แอนเน็ตส่งเสียงร้องออกมาไม่ได้ ทำได้แค่หลั่งนํ้า
ตาออกมาเท่านั้น เพราะคำพูดที่ออกมาจากปาก
ของราเฟลนั้นมีเพียงถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึง
ความอวดดี
“ดูนี่สิแอนเน็ต ปากด้านล่างของเธอกำลัง
ดูดกลืนฉันอย่างกับอดอยากมาจากไหนเชียว”
ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งอยู่ด้านหลังเธอหัวเราะอย่าง
ร้ายกาจพร้อมเอ่ยคำกระซิบ ท่ามกลาง
บรรยากาศที่สับสนเธอกลับรู้สึกอับอายจนส่ง
เสียงร้องพร้อมส่ายหน้าไปมา จากนั้นหญิงสาวก็
ได้ยินเขากระซิบพูดว่า ‘โกหก’แล้วจับสะโพกนุ่ม
เพื่อต้องการขยับให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
ทุกครั้งที่ร่างกายเคลื่อนไหว ส่วนโคนของราเฟล
ก็จะสัมผัสเข้ากับปุั่มกระสันของแอนเน็ตจนทำให้
เธอรู้สึกเสียวซ่าน ขาทั้งสองสั่นสะท้านและรู้สึก
ได้ว่าข้างในของเธอเริ่มบีบรัดตัวตนของเขาอย่าง
ละโมบ
อย่างที่เขาพูดไปก่อนหน้าว่าดอกไม้งามของเธอ
นั้นยึดติดกับเขาราวกับต้องการดูดกลืนตัวเขาเข้า
ไป และขณะที่หญิงสาวกำลังกรีดร้องด้วยความ
เสียวซ่านกับการเคลื่อนไหวดุดันนั้น…
“อ๊า ฮึก…อ๊ะ…อ๊ะ…อ๊ะ…อ๊า…!”
แอนเน็ตตัวสั่นสะท้านพยายามหันศีรษะกลับมา
ทางด้านหลัง การถึงจุดสุดยอดที่รุนแรงจนแทบ
จะสลบไปนั้นไล่ขึ้นไปตั้งแต่ปุั่มกระสันจนถึง
สมองของเธอ หญิงสาวถูกชายหนุ่มจับพลิกตัว
ภายในโพรงอ่อนนุ่มที่เพิ่งถึงจุดสุดยอดของ
อารมณ์บีบรัดตัวตนของราเฟลที่ยังคงเคลื่อนไหว
เสียดสีในร่างกายเธอ เพราะรู้สึกดีมากจึงแทบจะ
กลายเป็นความเสียวซ่านอันแสนเจ็บปวด
นํ้าตาของหญิงสาวไหลรินและพยายามใช้แขน
ตะเกียกตะกายโดยไม่รู้ตัว ร่างกายที่ถึงจุดสุด
ยอดนั้นรู้สึกหวาดกลัวกับอาการคล้ายล่องลอย
อยู่ในอากาศและถูกกระชากลงมาสลับกันไปมา
ไม่จบสิ้น แต่ท่ามกลางความรู้สึกหวาดกลัวนี้มี
เพียงชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอเท่านั้นที่ทำให้เธอ
รู้สึกพึ่งพิงได้
“ราเฟล…ราเฟลคะ…!”
แอนเน็ตพยายามยื่นแขนออกไปจนสุดเพื่อโอบ
รอบคอเขาเอาไว้ท่าทางนั้นช่างดูสิ้นหวังจนทำให้
ราเฟลเผลอก้มศีรษะลงไปเพื่อให้เธอสามารถ
กอดคอเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น ชายหนุ่มรู้สึกดีที่เห็น
แขนเรียวบางโอบกอดรอบคอตนรวมถึงผมสีบ
ลอนด์ทองซึ่งสะบัดไปมาอยู่ใต้ร่างของเขา
ร่างบางหายใจหอบขณะที่ร่างกายขยับ
เคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ เขาขยับเคลื่อนไหวเข้าออก
ภายในตัวเธออย่างดุดันแต่กลับทำให้เธอรู้สึกดี
จนแทบบ้า
จากตำแหน่งของราเฟลที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นั้น
เขายื่นมือออกไปบีบขยำสะโพกอวบอิ่มอย่าง
หนักหน่วง นั่นทำให้ร่างกายของเธอผ่อนคลาย
ขึ้นกลีบดอกไม้งามแย้มบานอีกเล็กน้อยทำให้
แก่นกายของชายหนุ่มสามารถขยับเข้าไปได้ลึก
ขึ้นและนั่นยิ่งทำให้เขาเคลื่อนไหวดุดันยิ่งขึ้นไป
อีก
“ข้างในเธอบีบรัดอีกแล้วนะแอนเน็ต รู้สึกดี
ขนาดนั้นเชียว?”
“ไม่ใช่นะ อื้อ…อ๊ะ! อ๊า…อึ…ฮึก!”
แอนเน็ตกลั้นหายใจเพราะความรู้สึกเสียวซ่านที่
เกิดขึ้นจนขาสั่นสะท้านสิ้นเรี่ยวแรง จุดสุดยอด
กำลังจะมาถึงอีกครั้งพร้อมๆ กับปลายนิ้วที่หงิก
งอเข้าหากัน ภายในของเธอบีบรัดตัวตนของรา
เฟลแน่นจนเขารู้สึกราวกับกำลังถูกดูดกลืนเข้าไป
ชายหนุ่มรอจนกระทั่งแอนเน็ตสามารถสงบลง
จากการถึงจุดสุดยอดอีกครั้งจึงค่อยๆ หันตัวของ
เธอกลับไป การได้ประสานสายตากับแอนเน็ตนั้น
ทำให้รู้สึกดีก็จริง แต่การที่เห็นเธอหลั่งนํ้าตา
ออกมานั้นทำให้ภายในอกของเขารู้สึกเจ็บแปลบ
อย่างประหลาด
ตอนที่ 3 (11) (NC – 18+) (Rewrite)
ในตอนนี้แอนเน็ตถูกราเฟลจับนั่งหันหลัง ท่านี้ทำ
ให้เขาสอดแทรกเข้าไปในตัวเธอได้ดุดันยิ่งขึ้น
หญิงสาวซึ่งถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรงพยายามยก
สะโพกขึ้นเพื่อหลบหนีแต่เขาก็ตามจับสะโพกงาม
ของเธอกลับมาได้ทุกครั้งและมันทำให้เขา
เคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยท่วงท่านั้น
ทำให้แอนเน็ตสุขสมจนไม่อาจกลั้นเสียงร้องได้อีก
“ฮึก อ๊า…อื้อ…ฮึก!”
ทุกครั้งที่เขาขยับเธอทำได้เพียงส่งเสียงครวญ
ครางออกมา ราเฟลก้มศีรษะลงใช้ลิ้นเลียและขบ
กัดต้นคอกับหัวไหล่มนของเธอราวกับหมาปั่าตัว
ผู้ที่กระทำต่อตัวเมีย ผิวหนังทุกส่วนกลายเป็นจุด
เร้าอารมณ์อันแสนอ่อนไหวจนแอนเน็ตตัวสั่น
สะท้านส่งเสียงสะอึกสะอื้น ภายในถูกเสียดสีจาก
การขยับเข้าออกจนราวกับเธอจะสติหลุดไปแล้ว
มือใหญ่เลื่อนผ่านลงไปยังเนินหญ้าด้านล่างซึ่งฉํ่า
แฉะไปด้วยนํ้ารักและของเหลวอื่นๆ เพื่อสัมผัส
กับปุั่มกระสันแดงกํ่าที่ซ่อนตัวอยู่ เมื่อปุั่มกระสัน
ถูกบดคลึงแอนเน็ตก็ตัวสั่นจนโพรงอ่อนนุ่มเริ่ม
บีบรัดขึ้นอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาบดคลึงจุดอ่อนไหว
เธอก็จะยิ่งส่งเสียงร้องดังขึ้น เพราะความรู้สึกสุข
สมที่ได้รับนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับภายในตัว
เธอกำลังหลอมละลาย
“อา ให้ตายเถอะ ข้างในนี่ร้อนจนจะเป็นบ้าอยู่
แล้วนะแอนเน็ต”
ทุกครั้งที่เสียงคำรามตํ่าด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น
ข้างหู มันทำให้เธอสั่นสะท้านไปทั่วแผ่นหลัง
แอนเน็ตรู้สึกเสียวซ่านทุกครั้งที่เขาใช้ริมฝีปากอุ่น
ร้อนไล้เลียแนวสันหลังแล้วขบกัดด้วยคมเขี้ยว
“อ๊า อึ…อื้อ ฮึก!”
ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วบดคลึงจุดอ่อนไหวของเธอ
อย่างรุนแรงจนภาพเบื้องหน้าของหญิงสาวถูก
ย้อมไปด้วยสีแดง บางส่วนของเขาที่กำลังตอกอัด
ภายในตัวเธออย่างรุนแรงก็ยิ่งพองโตขึ้นจนเสียด
สี แอนเน็ตแหงนศีรษะไปด้านหลัง ตัวสั่นสะท้าน
เพราะการถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง
แก่นกายที่กำลังสอดแทรกอยู่ตรงหว่างขาของ
เธอก็กระตุกอย่างแรงพร้อมพ่นของเหลวอุ่นร้อน
ออกมา ภายในส่วนอ่อนไหวที่เปียกแฉะกระตุก
บีบรัดตัวตนของราเฟลเป็นจังหวะ ตอนนี้
แอนเน็ตส่งเสียงร้องไม่ออก เธอทำได้เพียงหลั่ง
นํ้าตาเท่านั้น ร่างกายของหญิงสาวอ่อนเพลียเสีย
จนล้มหงายไปทางด้านหลัง
ราเฟลรับร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดพร้อมๆ กับ
กดจูบลงบนกลุ่มผมสีบลอนด์ทองที่กำลังเปียก
ชื้น เขาพอใจในการร่วมรักครั้งนี้มาก ทำให้สิ่งที่
ยังหลงเหลืออยู่ภายในใจมีเพียงแค่คู่ของตนที่
ร่วมแบ่งปันความสุขนี้ด้วยกันเท่านั้น ในช่วงเวลา
นี้ไม่มีทั้งบาเยิร์น ทั้งความหยิ่งทะนงโอ้อวดหรือ
แม้แต่ความดื้อดึงต่างๆ อยู่ภายในหัวเขาสักนิด
“ฮึก ราเฟล…”
แอนเน็ตที่นอนพิงซบกับแผ่นอกแกร่งเงยหน้าขึ้น
จ้องมองเขาด้วยสายตาสะลึมสะลือเพราะเพิ่ง
หายจากพิษไข้ แค่ได้ประสานกับสายตางุนงง
และแพขนตาฉํ่านํ้าคู่นั้น มันก็ทำให้ตัวตนของเขา
ลุกชันขึ้นมาเตรียมพร้อมอีกรอบ ราเฟลขบฟัน
แน่นผลักหญิงสาวให้นอนลงบนเตียง เขาตั้งใจจะ
ไปให้ถึงจุดสุดยอดอีกรอบหนึ่ง
“รา…ราเฟล?…”
แอนเน็ตที่ยังไม่ทันพูดจบก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังจะ
เกิดอะไรขึ้น หญิงสาวแสดงสีหน้าหวาดหวั่น
ออกมา เธอรู้ดีว่าเขาอึดมาก แล้วนี่คงตั้งใจจะทำ
อีกรอบแน่ สำหรับเธอ คืนนี้ช่างยาวนานเสียจริง
ราเฟลนอนตะแคงอยู่ด้านข้างเท้าคางจ้อง
มองดูใบหน้างดงามซึ่งกำลังหลับใหล หญิงสาว
ผู้ถูกเขาเคี่ยวกรำหลายต่อหลายครั้งนอนหลับ
เป็นตายต่างจากชายหนุ่มที่มีปัญหาเรื่องการนอน
แอนเน็ตนั้นเพียงแค่หัวถึงหมอนก็สามารถนอน
หลับได้อย่างง่ายดาย
ราเฟลยื่นมือออกไปสัมผัสหน้าผากและลำคอของ
หญิงสาวเพื่อวัดไข้ตามความเคยชิน โชคดีที่เธอ
ไม่มีไข้ ถึงจะตรวจสอบดูมือขวาที่กำลังพันแผล
อยู่ค่อนข้างลำบาก แต่เท่าที่ดูจากข้อมือซึ่ง
ปรากฏออกมาก็ดูเหมือนอาการจะดีขึ้นมากแล้ว
ชายหนุ่มผู้เคี่ยวกรำแอนเน็ตที่เพิ่งฟืนไข้เริ่มรู้สึก
เสียใจทีหลังแล้ว
เขาเข้าไปในตัวผู้หญิงที่ทั้งบอบบางและอ่อนแอ
อย่างรุนแรง เห็นทีคราวต่อไปต้องระวังให้มาก
ขึ้น
ดวงตาบวมชํ้าเล็กน้อยจากการร้องไห้อย่างหนัก
ของแอนเน็ตทำให้ในอกของราเฟลรู้สึกปวด
แปลบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ราวกับมีหนาม
เล็กๆกำลังทิ่มแทงอยู่
นัยน์ตาสีนํ้าเงินไล่มองไปตามร่างขาวนวลช้าๆ
ท่าทางของแอนเน็ตที่นอนโดยรวบมือทั้งสองข้าง
มาไว้ที่หน้าอกนั้นดูเรียบร้อยอย่างไร้ประโยชน์ไม่
ว่าเมื่อไรผู้หญิงคนนี้ก็เป็นต้นแบบของความเป็น
เลิศจนราเฟลเผลอหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังตกใจที่หัวเราะยามมองดู
แอนเน็ตเขาจึงรีบปรับสีหน้าให้เย็นชาขึ้น
“ให้ตายเถอะ”
การคว้าผู้หญิงคนนี้เอาไว้แล้วปลดปล่อยความ
ต้องการก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องมาตาม
ดูแลกันภายหลัง อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นสามี
ภรรยากันอย่างเป็นทางการ แล้วนี่ก็เป็นเพียง
ความสัมพันธ์ที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ แต่ทำไม
เขาถึงได้มานอนจ้องมองผู้หญิงที่สลบอยู่คนนี้
แล้วหัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้าด้วย
ราเฟลเอามือถูใบหน้าและดวงตาของตนอย่าง
แรงจนกระทั่งแสบไปหมด แต่ใบหน้าของ
แอนเน็ตก็งดงามจนเขาแทบจะต้องสบถด่า
ออกมาทั้งพวงแก้มที่ยังมีหยดนํ้าตาเหลืออยู่ ทั้ง
ริมฝีปากที่ถูกกัดจนบวมเปั่งทั้งเส้นผมสีบลอนด์
ทองที่ระลงมาตามใบหน้าช่างดูงดงามจนไม่อาจ
ละสายตา
ทำไมฉันกลายเป็นแบบนี้ไปได้
ราเฟลรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะในใจเขาคิด
แบบนั้น กระทั่งตอนนี้พอคิดถึงการกระทำที่ดู
หมิ่นเหยียดหยามของอัลลามันด์ บาเยิร์น ผู้เป็น
บิดาของแอนเน็ต เขาก็ได้แต่ขบกรามแน่น
ตระกูลบาเยิร์นผู้สูงศักดิ์ที่เกิดมาพร้อมสายเลือด
สีนํ้าเงินกับลูกนอกสมรสอย่างเขานั้น ช่างเป็น
การจับคู่ที่สุดยอดแห่งความเลวร้ายเสียจริง
แต่ถึงอย่างนั้นทำไมตนถึงได้มองลูกสาวของอัล
ลามันด์ บาเยิร์นจอมเจ้าเล่ห์นั่นว่างดงามเสียได้
ราเฟลรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก แต่ก็ทำได้เพียง
เอาศีรษะของตัวเองซุกไปบนผ้าปูที่นอนเท่านั้น
จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงแผ่วเบาลอยมา
“อืม…ราเฟล?”
ในตอนนั้นเองแอนเน็ตที่นอนหลับอยู่ก็ตื่นขึ้นมา
จ้องมองราเฟลด้วยสายตางัวเงีย แม้จะตื่นไม่เต็ม
ตา แต่หญิงสาวก็ยังพยายามพลิกตัวกลับมาหา
เขา จากนั้นเธอจึงยื่นมือออกไปลูบไหล่ของชาย
หนุ่มแล้วตบเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะคะราเฟล ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว
ไม่มีใครทำอะไรคุณได้อีกแล้วค่ะ ฉัน…จะปกปั้อง
คุณเอง”
หญิงสาวที่กำลังหลับถูกรบกวนจนตื่นส่งเสียงพูด
คำแปลกๆ ออกมาราเฟลจ้องมองและขมวดคิ้ว
สงสัยว่าเธอพูดเรื่องอะไร แต่แอนเน็ตที่กำลัง
สะลึมสะลือก็ไม่อาจลืมตาตื่นต่อไปอีกได้ เธอง่วง
มากจนคำพูดที่พยายามส่งต่อให้เขาฟังนั้นดู
กระท่อนกระแท่นไม่ปะติดปะต่อกันเท่าไร
“ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้น
อย่าได้กลัวไปเลยนะคะ สงครามจบแล้ว เพราะ
ฉะนั้น…ตอนนี้คุณ…ปลอดภัย…”
เสียงของแอนเน็ตค่อยๆ ยานคางขึ้นทีละน้อยจน
ในที่สุดก็ไม่อาจพูดต่อจนจบได้ แม้กระทั่งมือเล็ก
ที่คอยตบเบาๆ ที่หัวไหล่ของชายหนุ่มเองก็ค่อยๆ
ร่วงหล่นลงบนเตียงนอน
ราเฟลจ้องมองใบหน้าที่กำลังหลับอยู่อย่างเงียบ
งัน ในตอนแรกเขาสงสัยเพราะไม่รู้ว่าเธอกำลัง
พูดถึงเรื่องอะไร พอตั้งใจฟังถึงได้รู้ว่าหญิงสาวคง
รู้เกี่ยวกับอาการปั่วยทางจิตที่น่าอเนจอนาถของ
ตนเข้าแล้วแน่ๆ
ชายหนุ่มขบกรามแน่น นัยน์ตามืดครึ้ม ไม่
จำเป็นต้องคาดเดาอะไรอีกต่อไป แอนเน็ตเคย
เข้ามาที่ห้องนอนของเขาแล้ว ไหนจะตอนที่เขา
ตื่นนอนขึ้นมาในห้องนอนของหญิงสาวอีก แค่นี้
ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว แต่ราเฟลผู้หยิ่งทะนงไม่ต้องการ
ให้ใครล่วงรู้จุดอ่อนอันน่าอับอายของตน เขาปิด
เปลือกตาลงอย่างกำลังหาทางปกปั้องตนเอง
“เฮ้อ”
ชายหนุ่มหลับตาลงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
เขาเคยหวาดกลัวว่าจุดอ่อนที่ทำให้ตัวเขาสั่น
สะท้านจะถูกคนอื่นพบเข้าแต่กลายเป็นว่าคนที่รู้
เข้ากลับเป็นแอนเน็ต บาเยิร์น บุตรสาวจาก
ตระกูลบาเยิร์นอันแสนเฮงซวยนั่น แต่จากการ
กระทำของหญิงสาวยามไร้สตินั้นบ่งบอกว่าเธอ
กำลังเห็นใจเขาอย่างแน่นอน
นี่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ในตอนนี้ความ
หยิ่งทะนงของเขาถูกดูถูกอย่างร้ายแรง ถึงจะวิ่ง
ออกไปด้วยดวงตาแดงกํ่าอย่างบ้าคลั่งก็ไม่อาจ
แก้ไขอะไรได้ แต่เขาก็ไม่ได้โกรธอย่างที่คิดเอาไว้
และไม่อาจบีบคอแอนเน็ตที่กำลังหลับสนิทอยู่
เคียงข้างเขาเพื่อบังคับให้เธอสัญญาว่าจะไม่พูด
เรื่องนี้ออกไป น่าแปลกที่เรื่องนี้เองก็ทำให้ราเฟล
รู้สึกสิ้นหวังเช่นกัน
ราเฟลนำแขนที่กำลังปิดตาตัวเองออกแล้วลุกขึ้น
เดินออกจากห้องนอนไป ตอนนี้เขาไม่ต้องการ
เห็นหน้าแอนเน็ตเพราะกำลังรู้สึกสับสนชายหนุ่ม
คิดว่าตัวเองได้รับหญิงสาวมาในฐานะของ
บรรณาการ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่อยู่ในกำมือ
เล็กๆ คู่นั้นคือตนต่างหาก
เงาร่างสูงใหญ่ที่กำลังกังวลทอดยาวไปตาม
ระเบียงทางเดิน คํ่าคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่ราเฟล
ไม่สามารถข่มตานอนหลับลงได้