วิธีฝึกสามีให้เชื่อง - ตอนที่ 9 (1) (Rewrite)
ความจริงอันน่าเศร้าของชีวิต คือช่วงเวลารื่นเริง
มักผ่านไปเร็วเสมอ แอนเน็ตที่ออกมาส่งอาร์เยน
กับแคลร์เอียงคอมองราเฟล เนื่องจากชายหนุ่มที่
เดินออกมาก่อนกำลังจ้องดอกแดนดิไลออนที่
บานอยู่บนพื้นด้วยสายตาจริงจัง
คิ้วสีดำคมเข้มของราเฟลสมกับเป็นบุรุษมาก แต่
เขากำลังขมวดคิ้วจ้องมองของอย่างดอกแดนดิไล
ออนงั้นเหรอ คงเพราะแบบนั้นวันนี้กลีบดอก
แดนดิไลออนเลยดูเหี่ยวเฉาเป็นพิเศษ
ทำไมช่วงนี้ราเฟลถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ
แอนเน็ตเอียงคอด้วยความสงสัย หลังจากการ
ประลองครั้งก่อนราเฟลก็…แปลกไปเล็กน้อย เขา
มักจะจมหายไปในห้วงความคิดของตัวเองตาม
ลำพังบ่อยๆ และบางครั้งก็จ้องมองเธอราวกับคน
ที่ตกอยู่ในภวังค์พอชวนคุยด้วยเขาก็สะดุ้งโหยง
แล้วรีบเดินหนีไป
พูดอย่างรวบรัดคือราเฟลทำตัวเหมือนคนที่กำลัง
สะเทือนใจที่พ่ายแพ้อย่างหนัก เมื่อตื่นขึ้นมาใน
ตอนเช้า เขาจะขยับมานอนข้างๆ จนแอนเน็ตที่
ลืมตาในวงแขนของเขาคิดอยู่บ่อยๆ ว่า ‘นี่มัน
เรื่องอะไรกันแน่เนี่ย’
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะได้รับบาดแผลทางใจ
อย่างหนักจากการที่แพ้แคลร์ แอนเน็ตเลยพูด
อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือน
บาดแผลในใจของเขาให้มากที่สุด
“ราเฟล คุณสบายดีไหมคะ”
“…หา อืม”
พอแอนเน็ตชวนคุยด้วย คนที่เพิ่งได้สติจาก
ความคิดในหัวของตัวเองก็เบือนหน้าไปอีกทาง
ราวกับกำลังหลบสายตาเธอ ปฏิกิริยานั้นทำให้
หญิงสาวรู้สึกปวดใจเล็กน้อย เธอถามอย่างจริงจัง
เพราะทนนิ่งเฉยกับพฤติกรรมแปลกๆ ของรา
เฟลไม่ได้อีกแล้ว
“ช่วงนี้คุณดูแปลกๆ นะคะ ราเฟล คือว่า…ฉันทำ
อะไรผิดไปหรือเปล่าคะ ทำไมถึงหลบตาฉันอยู่
เรื่อยเลย”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
ราเฟลที่กอดอกและมองไปทางอื่นตอบด้วยนํ้า
เสียงห้วนๆ ท่าทางของเขาดูเคร่งขรึมเข้ากับ
ลักษณะภายนอกที่เย็นชา แอนเน็ตเห็นเขาเป็น
แบบนั้นเลยไม่ได้ถามเซ้าซี้อีก
ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันก็จากเขาไปอยู่ดี
แอนเน็ตคิดในใจแล้วเบือนหน้าหนีไปเงียบๆ
พร้อมกับมุมปากสองข้างที่ตกลงด้วยความเศร้า
ราเฟลหันมาเห็นก็รู้สึกร้อนรุ่มในใจ สิ่งที่เขากลัว
ที่สุดในช่วงนี้คือสีหน้าแบบนั้นของแอนเน็ต เลย
รีบอธิบายเพิ่มเติมอย่างลืมตัว
“ฉันแค่รู้สึกแปลกนิดหน่อยน่ะ แอนเน็ต”
“คะ แปลกงั้นเหรอ หมายความว่ายังไงคะ”
หญิงสาวทำสายตางงงวยกับคำพูดของราเฟลที่
โพล่งขึ้นมา จากนั้นเขาก็เม้มปากแน่นแล้วทำ
หน้ามุ่งมั่นราวกับตัดสินใจได้ในที่สุด ชายหนุ่มหัน
กลับมาแล้วยื่นมือไปแนบแก้มของเธออย่างแผ่ว
เบา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาด้วยสีหน้าจริงจัง
เหมือนตั้งใจจะพูดอะไรสักอย่าง
“ฉันไม่ได้หลบหน้าเพราะเกลียดเธอนะ แต่ช่วงนี้
ฉันเห็นเธอแล้ว…คือว่า…”
เขาลังเลที่จะพูดประโยคถัดไป ในขณะที่แอนเน็ต
กำลังใจเต้นแรงกับสัมผัสของฝั่ามือที่ประคอง
แก้มตัวเอง หญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีชมพูสวยเงย
หน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างตั้งใจฟัง ราเฟลหายใจเข้า
ลึกทีหนึ่งและเตรียมจะกล่าวออกไป แต่ครั้งนี้เขา
ก็ยังเลือกจังหวะผิดสมกับที่เป็นคนห่วยแตกเรื่อง
การแสดงความรัก
“โอ้ ออกมาส่งพี่เหรอ! แอนเน็ต!”
แคลร์ที่เตรียมของเสร็จแล้วเดินมาหาพร้อมกับ
โบกมือให้ เธอสวมชุดเดินทางสบายๆ เหมือนคน
หนุ่มสาวที่สดใสร่าเริง ผมสีนํ้าเงินส่องประกาย
ราวกับทะเลสีครามท่ามกลางแสงแดด จมูกและ
สันกรามคมก็ดูงดงาม แต่ในสายตาของราเฟลที่
ถูกขัดจังหวะตอนกำลังพูดเรื่องสำคัญเห็นเธอ
เป็นแค่ศัตรูเท่านั้น
“พี่แคลร์ ต้องออกเดินทางไกลคงจะเหนื่อยน่าดู
เลยนะคะ ฉันบอกหัวหน้าพ่อครัวให้เตรียม
อาหารว่างให้พี่แล้วค่ะ พี่ชอบเนื้อไก่ตากแห้งใช่
ไหมคะฉันเตรียมให้เยอะเลย เอาไปกินระหว่าง
ทางด้วยนะคะ”
แอนเน็ตพูดพลางจับมือแคลร์ด้วยสีหน้าอาลัย
อาวรณ์ หญิงสาวเลยปรี่เข้ามากอดน้องสามีแล้ว
เอาแก้มถูกันด้วยแววตาซาบซึ้งใจ พอคิดว่า
จะต้องจากเด็กน่ารักคนนี้ไปแล้วก็ไม่อยากก้าวขา
ไปไหนเลย
“ทำแบบนั้นเดี๋ยวต่างหูก็ข่วนหน้าแอนเน็ตหรอก
แคลร์ คราวก่อนก็เพิ่งหาเรื่องเจ็บตัวจนต้อง
รักษาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึก
เสียดายแค่ไหน แต่ใจเย็นก่อนนะ”
อาร์เยนที่เดินตามมาจากข้างหลังจับไหล่ภรรยา
ให้ถอยออกมาอย่างนุ่มนวล แคลร์พยักหน้าแล้ว
ยอมถอยหลังออกมาตามคำเตือนอย่างเป็นมิตร
ของสามี
“เฮ้อ จริงด้วย พี่ขอโทษนะแอนเน็ต พี่เสียใจมาก
ไปหน่อยก็เลย…”
แอนเน็ตที่ผมยุ่งเหยิงกว่าเมื่อกี้เล็กน้อยหันไป
มองพี่ชายของตัวเองอาร์เยนรวบผมยาวสีบ
ลอนด์ขาวไว้ลวกๆ และทำหน้าเหนื่อยล้า
เหมือนเดิมแต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็มองกลับมา
ด้วยสายตาที่เอ็นดู
“ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เพลิดเพลินมาก
แล้วพบกันอีกนะแอนเน็ต น้องสาวสุดที่รักของ
พี่”
ชายหนุ่มก้มลงจูบหน้าผากของน้องสาวด้วย
ความรัก แอนเน็ตเก็บซ่อนความเสียดายเอาไว้
ขณะหอมแก้มขาวซีดของเขากลับไป เธอรู้สึก
ขอบคุณอาร์เยนที่อุตส่าห์มาหาถึงที่นี่ ทั้งที่ตัวเอง
กำลังยุ่งและเหน็ดเหนื่อยกับงาน
บางทีในชาติก่อนอาร์เยนคงพยายามเตือนเธอถึง
ภยันตรายแล้ว แต่ตอนนั้นแอนเน็ตอยู่ในสภาพที่
แย่มาก ทั้งสุขภาพที่ยํ่าแย่และทะเลาะเบาะแว้ง
กับราเฟลอย่างหนัก เลยไม่พร้อมจะต้อนรับแขก
สุดท้ายพี่ชายก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง เพราะเขาไม่
อยากทำให้เธอที่อยู่ในสภาพนั้นกังวลโดยเปล่า
ประโยชน์และเลือกที่จะโอบรับปัญหาทั้งหมด
ของแอนเน็ตไว้ตามลำพัง
แต่คราวนี้ต่างไปจากชาติก่อน
ตอนนี้แอนเน็ตรู้แล้วว่าเซลเลสทินไม่ใช่คนที่ใส่
ร้ายตัวเอง เธอรู้ว่าอีวานคนขับรถม้า หรือลุงแท้ๆ
ของราเฟลเป็นคนจัดฉากสถานการณ์ขึ้นตาม
คำสั่งของใครบางคน และไม่ใช่แค่เธอที่ถูกโจมตี
คนเดียว แต่อาร์เยนเองก็เผชิญกับเรื่องราว
คล้ายๆ กัน ไม่แน่อัลลามันด์ผู้เป็นบิดาก็อาจจะ
ถูกเล่นงานไปด้วยก็ได้
แอนเน็ตที่สวมกอดพี่ชายเพียงคนเดียวเพื่ออำลา
กระซิบเบาๆ ด้วยความจริงใจ
“ดูแลตัวเองด้วยนะคะพี่”
เปลือกตาของอาร์เยนกระตุกเล็กน้อย แต่เขาก็
ไม่ได้พูดอะไร ทำแค่ก้มมองแอนเน็ตด้วยสายตา
ภาคภูมิใจเงียบๆ
เด็กตัวน้อยที่จิตใจบอบบางคนนั้นเติบโตถึงขนาด
ช่วยแบ่งเบาภาระของเขาได้เชียวหรือ ช่างเก่งไม่
มีใครเกินจริงๆ
หลังจากกอดลาแอนเน็ตเสร็จแล้ว อาร์เยนก็หัน
ไปมองน้องเขยต่อแม้ว่าเขาจะสูงประมาณ
ค่าเฉลี่ยของผู้ชายทั่วไป แต่ราเฟลก็สูงกว่าเขาถึง
หนึ่งช่วงศีรษะ อีกฝั่ายกำลังยืนจ้องน้องสาวของ
เขาอย่างอดทนอยู่ข้างๆประหนึ่งสุนัขเฝั้าบ้าน
อาร์เยนมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ลึกลํ้า
“ฝากดูแลแอนเน็ตให้ดีด้วยนะครับ น้องเขย”
“หายห่วงได้เลยครับ”
ราเฟลจับมือของอาร์เยนที่ยื่นมาอย่างมั่นคง แรง
บีบที่สัมผัสได้จากฝั่ามือใหญ่และแข็งแกร่งนั้นทำ
ให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เขาเป็นชายหนุ่มที่หากตกอยู่ในภาวะคับขันก็
สามารถพาแอนเน็ตหนีไปยังที่ปลอดภัยได้
อาร์เยนเงยหน้ามองอีกฝั่ายด้วยรอยยิ้ม อาจจะ
เพราะเป็นพี่น้องกันรอยยิ้มนั้นเลยมีมุมที่
เหมือนกับแอนเน็ตชอบกล ราเฟลสะดุ้งเล็กน้อย
ทันใดนั้นอาร์เยนก็หรี่เสียงลงแล้วกระซิบด้วย
คำพูดที่มีความหมายลึกซึ้ง
“หวังว่าคุณจะจัดลำดับความสำคัญถูก ว่าอะไรที่
สำคัญที่สุดสำหรับตัวเองนะครับ”
ราเฟลขมวดคิ้วราวกับจะถามว่าอยู่ๆ ก็พูดอะไร
ขึ้นมา อาร์เยนสบสายตาคมกริบราวกับเหยี่ยว
ก่อนจะพูดเสริมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“คงจะดีถ้าเราเลือกทุกอย่างที่ต้องการได้ แต่ชีวิต
ไม่ได้ดำเนินไปแบบนั้นน่ะสิครับ”
…เขาหมายความว่ายังไงกันแน่
อย่างนั้นเรียกว่าอธิบายเพิ่มเติมเหรอ ราเฟลจ้อง
อาร์เยนที่พูดลอยๆขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชาย
หนุ่มทำท่าเหมือนคิดว่าทุกคนในโลกเป็น
อัจฉริยะแบบตัวเอง
จังหวะที่ราเฟลกำลังจะแง้มปากถาม อาร์เยนก็
หันหลังไปแล้ว เจ้าตัวโบกมือลาก่อนจะก้าวขึ้นรถ
ม้าไปทันที เขาเลยจ้องมองท้ายทอยของอีกฝั่าย
ก่อนจะกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย
พูดเรื่องที่ต้องการพูดจนพอใจแล้วก็หนีไปเนี่ยนะ
ถ้าไม่เห็นแก่ดาบเลื่องชื่อที่ได้รับมาเป็นของขวัญ
เขาอยากจะกระชากตัวพี่ภรรยาแล้วลากมา
สอบสวนเดี๋ยวนี้ เพื่อให้อีกฝั่ายอธิบายและบอก
ความหมายของคำที่พูดทีละคำ
“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ”
ตอนนั้นคนขับรถม้าที่ยกสัมภาระชิ้นสุดท้ายขึ้นก็
ไปค้อมศีรษะให้พอดีถึงเวลาอำลากันอย่างแท้จริง
แล้ว อาร์เยนและแคลร์ไม่ได้มีนิสัยอวดรํ่าอวด
รวยทั้งคู่ สัมภาระที่พกมาเลยไม่เยอะมาก
เนื่องจากขนสัมภาระเสร็จเร็ว เวลาที่จะได้อำลา
กันเลยน้อยลงไปด้วย นับเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เข้ามาให้กอดเร็วแอน
เน็ต”
แคลร์กางแขนออกแล้วเดินไปกอดน้องสามี
แอนเน็ตสวมกอดพี่สะใภ้เงียบๆ ก่อนจะพิงศีรษะ
กับแขนนั้น ท่อนแขนของหญิงสาวยังคงให้
ความรู้สึกอบอุ่นและแข็งแกร่งเช่นเคย เธอ
พยายามเก็บกลั้นความรู้สึกไว้แต่สุดท้ายก็พูดด้วย
เสียงปนสะอื้น
“พี่ยังไม่ได้ไปไหนเลยก็คิดถึงซะแล้ว ฉันต้องทำ
ยังไงดีคะ”
“เฮ้อ กระต่ายน้อยของพี่ แต่งงานแล้วยังเป็น
เหมือนเดิมเลยนะยังนุ่มนิ่มไม่เคยเปลี่ยนเลย”
แคลร์ยิ้มด้วยสีหน้าเสียดายปนรักใคร่ขณะพรม
จูบแอนเน็ต จูบนั้นได้ผลดีจนน่าตกใจ เพราะทำ
ให้หญิงสาวหัวเราะแล้วปาดนํ้าตาของตัวเองอาร์
เยนที่เท้าคางมองจากในรถม้าเร่งทั้งสองคนด้วย
นํ้าเสียงนุ่มนวล
“เอาละ หยุดร้องไห้เท่านี้เถอะ ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้
พบกันอีกสักหน่อยยังไงก็เจอกันได้ตลอดอยู่
แล้ว”
อาร์เยนดึงแคลร์ขึ้นรถม้าแล้วจูบภรรยาของ
ตัวเองอย่างอ่อนโยนจากนั้นเขาก็เอื้อมมือออกไป
จากรถม้าเพื่อลูบศีรษะของแอนเน็ต ราวกับทำ
แบบนั้นบ่อยๆ ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก เจ้าของ
นัยน์ตาสีม่วงอันลึกซึ้งใต้แพขนตาสีขาวนวล
กระซิบกับแอนเน็ตเบาๆ
“จำเอาไว้นะ น้องสาวแสนน่ารักของพี่
นักการเมืองที่เก่งกาจที่สุดจะซ่อนสิ่งลํ้าค่าของ
ตัวเองได้อย่างแยบยล ทำแบบนั้นแล้วจะปกปิด
จุดอ่อนของตัวเองได้”
แอนเน็ตพยักหน้าเล็กน้อยขณะฟังอาร์เยนพูด
กระซิบเบาๆ เธอมีเรื่องบางอย่างที่กำลังสงสัย
และคนที่อาร์เยนพูดถึงก็เป็นคนที่จะช่วยให้
เบาะแสของปัญหานี้ได้
หญิงสาวมองตามรถม้าที่เคลื่อนตัวออกไป และ
คิดว่าภายภาคหน้าจะยุ่งวุ่นวายมากกว่าเดิม
เพราะมีหลายคนที่เธออยากไปพบเพื่อพูดคุยด้วย
แน่นอนว่าในบรรดาคนเหล่านั้น คงไม่มีใครคิดจะ
เปิดเผยความจริงกับแอนเน็ตง่ายๆ แต่ถึงจะเป็น
อย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ว่ายังไงเธอก็ตั้งใจ
จะเค้นเอาคำตอบจากพวกเขามาให้ได้อยู่ดี
ตอนที่ 9 (2) (Rewrite)
วันนี้แอนเน็ตสวมหมวกบอนเน็ต[1] สีขาวกับ
เดรสสีฟั้าอ่อนให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟั้าของ
ฤดูใบไม้ผลิอันแจ่มใส ไม่ว่าใครมาเห็นต่างก็คิด
เหมือนกันว่าหญิงสาวช่างดูขาวสะอาดราวกับ
เทพธิดาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสกปรก
ใดๆ อย่างไรก็ตามแอนเน็ตก็เป็นผู้บริสุทธิ์จริง
แต่ไม่ใช่กับตระกูลเคียส์ที่เธอมาเยือนในวันนี้
เซลเลสทินมีสีหน้ารู้สึกผิดที่ต้องต้อนรับแอนเน็ต
ผู้มาเยือนถึงที่ไปยังอาคารหลังเล็กอย่างลับๆ
ความจริงแล้วเมื่อมีแขกมาเยือนเจ้าบ้านจะต้อง
นำทางไปที่อาคารหลักจึงจะถูกต้อง แต่
ครอบครัวของหญิงสาวยังเข้าใจผิดว่าแอนเน็ตคือ
คนร้ายในคดีลักพาตัว พวกเขาเลยมองเธอเป็น
ศัตรู
ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะต้อนรับ
แอนเน็ตผ่านประตูใหญ่เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่
ชัดเจนเลยยากจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้หญิง
สาวได้ เซลเลสทินกระแอมครั้งหนึ่งก่อนจะเป็น
ฝั่ายขอโทษก่อน
“ขอบคุณที่มาหานะคะ เลดี้แอนเน็ต และต้องขอ
โทษด้วยที่พาคุณมาอาคารหลังเล็กซึ่งยังไม่ได้เก็บ
กวาดให้ดีค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เลดี้เซลเลสทิน เพราะเรื่องที่เราจะ
คุยกันนี้ยิ่งมีคนได้ยินน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีค่ะ”
เมื่อแอนเน็ตตอบกลับอย่างเป็นมิตร เซลเลสทินก็
ทำสีหน้าโล่งใจบนใบหน้าของเธอยังเห็นโหนก
แก้มที่ซีดตอบกับวงคลํ้าใต้ตา บ่งบอกว่ายังเหลือ
ความบอบชํ้าทางจิตใจจากการถูกลักพาตัวอยู่
แอนเน็ตเดินตามหลังของอีกฝั่ายเข้าไปพลาง
กวาดตามองรอบๆ อาคารหลังเล็ก
นี่คือคฤหาสน์ของตระกูลมาร์ควิสเคียส์งั้นเหรอ
เมื่อประมาณสองร้อยปีก่อนพวกเขาเป็นหนึ่งใน
ตระกูลที่มีชื่อเสียงที่สุดในเดลเทียม ตระกูลเคียส์
เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกข้าวขนาดใหญ่ซึ่งสั่ง
สมอำนาจและความมั่งคั่งมาจากสิ่งนี้ แต่แล้ววัน
หนึ่งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นทำให้ทุกอย่าง
เปลี่ยนไป
อิทธิพลของตระกูลเคียส์ที่ถดถอยลงในเวลานั้น
ไม่อาจกอบกู้กลับมาได้ในสองร้อยปีถัดมา
อย่างไรก็ตามคฤหาสน์หลังนี้ยังคงความสง่างาม
เหมือนเมื่อครั้งก่อนเอาไว้ แม้ว่าจะเป็นอาคาร
หลังเล็กที่ไม่ใช่อาคารหลักก็ตาม
แอนเน็ตมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกชื่นชม ทั้ง
กรอบรูปกับภาพเหมือนที่มีประวัติยาวนาน และ
เครื่องเรือนโบราณที่หายากขนาดประเมินค่า
ไม่ได้ทุกสิ่งที่เห็นล้วนดูสวยงาม โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งพรมในอาคารหลังเล็กที่ทำให้เธอประทับใจ
เป็นพิเศษ พรมผืนนี้ปักเย็บด้วยเทคนิคโบราณซึ่ง
ถือเป็นจุดสูงสุดของความงามที่ประณีตอย่าง
แท้จริง พรมสีเขียวถูกปักด้วยทองใบ[2] หรูหรา
เป็นรูปพื้นที่เพาะปลูกข้าวของตระกูลเคียส์ ซึ่ง
บอกเป็นนัยๆ ว่าในยุคหนึ่งเคยมั่งคั่งเพียงใด เซล
เลสทินเห็นสายตาของแอนเน็ตก็อมยิ้มน้อยๆ
“คุณชอบเหรอคะ ฉันก็ชอบพรมผืนนี้เหมือนกัน
ค่ะ ตอนเป็นเด็กฉันชอบมาหลบอยู่ในอาคารหลัง
เล็กแล้วนอนเล่นบนพรมนี้มาก พอคุณแม่รู้เข้าก็
โกรธยกใหญ่เลย บอกว่าหญิงแก่นแก้วอย่างฉัน
ใครจะมาขอแต่งงาน”
เด็กหญิงที่เคยนอนกลิ้งอยู่บนพรมอย่างซุกซน
เติบโตขึ้นและกำลังจะเป็นพระชายารัชทายาท
เซลเลสทินนึกถึงตัวเองในวัยเด็กพลางยิ้มออกมา
แต่เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันตัวเอง
“คุณรู้ไหมคะ เมื่อสองร้อยปีก่อนเกิดแผ่นดินไหว
ครั้งใหญ่ในอาณาเขตของตระกูลเรา ตอนนั้น
บรรพบุรุษของฉันคอยสนับสนุนและให้ความ
ช่วยเหลือราชวงศ์มาโดยตลอด ถ้าคำนึงถึงภาษี
ความจงรักภักดี แล้วก็ความเสียสละทั้งหมดที่
มอบให้ เราก็นึกว่าราชวงศ์จะให้ความช่วยเหลือ
แน่ๆ แต่ราชวงศ์เดลเทียมกลับ…ปฏิเสธอย่างเย็น
ชาค่ะ”
ดวงตาของเซลเลสทินสั่นไหวขณะเปิดเผยสาเหตุ
ที่ตระกูลซึ่งเคยรุ่งโรจน์ในยุคหนึ่งต้องพังทลายลง
อำนาจที่ได้จากการครอบครองพื้นที่เพาะปลูก
ข้าวของอาณาเขตเคียส์ซึ่งรุ่งเรืองสุดขีดในตอน
นั้นกลับกลายเป็นว่างเปล่า หญิงสาวราวกับคนที่
หวนคิดถึงเกียรติภูมิครั้งเก่าในอดีต
“ในปีนั้นอาณาเขตเคียส์เลยลำบากกับผลผลิตที่
ตกตํ่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แผ่นดินไหว
กระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรจำนวน
มากแต่ราชวงศ์กลับเมินเฉย และประชาชนกว่า
เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในอาณาเขตเราก็เริ่มอด
ตายค่ะ พริบตาเดียวหนี้สินก็พอกพูนเป็นเงิน
มหาศาล เราจ่ายดอกเบี้ยไม่ทันตามเวลาที่
กำหนดเลยต้องขายที่ดินส่วนใหญ่ไปในราคาถูก
ที่ดินประจำตระกูลที่มีค่าราวกับทองคำ”
เซลเลสทินพูดถึงเรื่องน่าอายของตระกูลอย่างไม่
อ้อมค้อม เรื่องราวในตอนนั้นเป็นสถานการณ์ที่
สิ้นหวังอย่างแท้จริง บ่อนํ้าเต็มไปด้วยศพของ
ประชาชนที่ตายจากความอดอยาก และทั้ง
หมู่บ้านก็ปกคลุมไปด้วยฝูงแมลงวันบินหึ่ง เป็น
ประวัติศาสตร์ของตระกูลเคียส์อันน่าเศร้าสลด
ราวกับตกนรกทั้งเป็น
แอนเน็ตตั้งใจฟังเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หญิงสาวคงรู้สึกเสียศักดิ์ศรีอย่างหนักที่ต้องมา
เปิดเผยเรื่องราวต่อหน้าอดีตคู่แข่งของตัวเองแต่
เซลเลสทินไม่ได้เล่าออกมาเปล่าๆ เธอเงยหน้า
ขึ้นด้วยดวงตาที่หวาดหวั่นเล็กน้อยราวกับ
ตัดสินใจบางอย่างได้
“เลดี้แอนเน็ต ฉันสงสัยมาตลอดเลยค่ะ”
แอนเน็ตเหมือนจะรู้ว่าเซลเลสทินจะพูดอะไร
ออกมาจากปาก แล้วเซลเลสทินที่กัดปากก็ถาม
ด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือ ขณะเหลียวมองรอบๆ ด้วย
สายตากังวลกลัวว่าจะมีใครมาได้ยิน
“ขนาดตระกูลของฉันยังถูกราชวงศ์ควบคุมอย่าง
ที่เห็น แต่ตระกูลบาเยิร์น…ยังรอดมาถึงทุกวันนี้
ได้ยังไงกันคะ พวกคุณเป็นเชื้อสาย ‘ผู้สูงส่งลำดับ
ที่สอง’ ของเดลเทียมมาโดยตลอด แน่นอนว่า
ราชวงศ์จะต้องจับตามองพวกคุณเป็นพิเศษใช่
ไหมคะ”
ผู้ที่สูงส่งที่สุดลำดับแรกในเดลเทียมคือสายเลือด
สีม่วงของราชวงศ์ตามมาด้วยลำดับที่สองคือ
เลือดสีนํ้าเงินของบาเยิร์น เดิมทีต้นตระกูลของ
บาเยิร์นคือสมาชิกในราชวงศ์เดลเทียม หาก
พิจารณาตามความเป็นจริงก็นับว่าราชวงศ์กับ
บาเยิร์นเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่มันก็เป็น
เรื่องราวสมัยก่อนซึ่งผ่านมานานแล้ว
บาเยิร์นที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ในยุคหนึ่ง
ถูกก่อตั้งขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว สายเลือดของ
ราชวงศ์ที่เข้มข้นจึงเจือจางลงอย่างมากตอนนี้จึง
เรียกได้ว่าแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว ชื่อ
เล่นที่ถูกขนานนามว่า‘บาเยิร์นเลือดสีนํ้าเงิน’ ก็มี
ที่มาจากเรื่องนี้ เป็นการอุปมาว่าสายเลือดสีม่วง
ที่ได้รับจากราชวงศ์เปลี่ยนไป
การไม่เกี่ยวดองกับราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
ในอดีตพวกเขาไม่ได้แต่งงานกับราชวงศ์เพราะ
เชื่อว่าเป็นญาติใกล้ชิดกัน แต่หลังจากผ่านมา
หลายร้อยปีก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อแบบนั้นแล้ว ด้วย
เหตุนี้ตระกูลบาเยิร์นรุ่นหลังเลยส่งบุตรสาวไป
เป็นพระราชินีอยู่บ่อยครั้ง หรือบางครั้งก็รับเจ้า
หญิงจากเดลเทียมเข้ามาเป็นดัชเชส
การที่บาเยิร์นกลับกลายเป็นคนอื่นและได้
แต่งงานกับราชวงศ์ก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามอง
อีกมุมหนึ่งก็หมายความว่าบาเยิร์นมีโอกาสเป็น
ศัตรูแทนที่จะเป็นมิตรกับราชวงศ์ก็ได้ และอาจ
เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งมากเสียด้วย
“เป็นคำถามที่ดีค่ะ เลดี้เซลเลสทิน”
แววตาของแอนเน็ตหมองลง เธอยิ้มอย่างขมขื่น
ขณะประเมินอย่างรอบคอบในใจ
เล่าให้เซลเลสทินฟังถึงแค่ไหนดีนะ
ปัจจุบันต่างไปจากอดีตมากแล้ว และแอนเน็ตก็
ไม่แน่ใจว่าชาตินี้เธอจะต้องตายตอนอายุเท่าเดิม
อีกรึเปล่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ทำ
อะไรเพียงเพราะมันอันตราย เพราะหากเลือกทำ
ตัวเฉื่อยชาก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกับชาติที่แล้ว
การปั่วยกระเสาะกระแสะจนตายโดยไม่รู้อะไร
เลย กับการดิ้นรนสุดความสามารถในสภาพที่รู้
ทุกอย่าง แบบไหนเป็นชีวิตที่ ‘ดี’ กว่ากันแน่นะ
ถ้าเป็นตัวเธอในชาติก่อนอาจจะเลือกอย่างแรก
แต่แอนเน็ตไม่อาจปล่อยให้ตัวเองมีชีวิตแบบนั้น
เป็นครั้งที่สองได้อีกแล้ว
ถึงจะต้องดิ้นรนในสภาพที่น่าสังเวชแล้วยังไง
ล่ะ ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ
หญิงสาวไม่คิดจะซ่อนตัวอย่างคนขี้ขลาดเพราะ
หวาดกลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาด ดังนั้นในชาตินี้
เธอเลยเลือกเดิมพันอย่างกล้าหาญแทน
“เลดี้เซลเลสทิน ถ้าให้ฉันพูดตามตรง…”
แอนเน็ตยิ้มแย้มพลางพูดด้วยนํ้าเสียงที่ชัดถ้อย
ชัดคำ จนเซลเลสทินที่มีท่าทางสง่างามจดจ่อกับ
คำพูดของเธอราวกับตกอยู่ในภวังค์
“บาเยิร์นเองก็มีประวัติศาสตร์คล้ายๆ กับตระกูล
เคียส์ค่ะ ตระกูลของเรากับราชวงศ์พยายาม
ประคับประคองความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นมาโดย
ตลอดและยังไม่มีใครที่พลาดการจับคู่นั้น ยกเว้น
ฉันคนเดียวค่ะ”
นํ้าเสียงราบเรียบของแอนเน็ตพูดอย่างลื่นไหล
ราวกับสายนํ้าหลากเซลเลสทินเกือบจะฟังผ่านๆ
ในคำสุดท้าย แต่หลังจากที่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
เธอก็เบิกตาโพลง แอนเน็ตเห็นดังนั้นก็ยกนิ้วขึ้น
จ่อริมฝีปากแล้วยิ้มบางๆ
“อย่างที่คุณรู้ว่าฉันถูกใส่ร้ายและถูกปลดจาก
รายชื่อผู้มีคุณสมบัติเป็นพระชายารัชทายาท แต่
เมื่อทั้งคุณและฉันไม่ใช่คนร้าย ถ้าอย่างนั้นใครคือ
คนร้ายตัวจริงล่ะคะ ใครที่ถ้าทำให้ฉันกับบาเยิร์น
สูญเสียอำนาจแล้วตัวเองจะได้รับประโยชน์ คุณ
เคยคิดถึงประเด็นนี้ไหมคะ”
เซลเลสทินพูดไม่ออก ครั้งก่อนเธอพยายามบอก
อีกฝั่ายเรื่องที่คาดเดาว่าใครคือ ‘คนร้ายตัวจริง’
แต่บังเอิญว่าราเฟลเข้ามาพอดีทำให้ต้องเก็บไป
พูดวันหลัง อันที่จริงหญิงสาวคาดเดาตัวการ
เบื้องหลังเอาไว้แล้ว แอนเน็ตเองก็เช่นกัน
“หรือคุณกำลังจะบอกว่า…”
“ใช่แล้วค่ะ อาจเป็นการพูดจาบจ้วง แต่ฉันกำลัง
สงสัยสายเลือดอันสูงส่งที่สุดในเดลเทียมค่ะ”
แอนเน็ตหรี่ตาพร้อมกับกระซิบเสียงเบา เธอยืน
กรานอย่างหนักแน่นต่างจากนํ้าเสียงอันนุ่มนวล
ดวงตาสีเขียวเข้มของเซลเลสทินสั่นไหวเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเรื่องที่สำคัญมาก ก่อนแอนเน็ตจะถาม
กลับด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
“คุณเองก็คาดเดาไว้แล้วเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ
เลดี้เซลเลสทินเคียส์ ว่าที่พระชายารัชทายาท”
——————–
[1] หมวกบอนเน็ต (Bonnet) หมวกสตรีรูปฝาชี
มีริบบิ้นผูกใต้คาง
[2] ทองใบ (Gold leaf) หรือทองคำเปลว คือ
ทองคำที่แผ่ให้เป็นแผ่นบางๆ
ตอนที่ 9 (3) (Rewrite)
เซลเลสทินมองแอนเน็ตด้วยใบหน้างงงวย ริม
ฝีปากสีชมพูอ่อนเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปิดลง
ตามเดิมอย่างหมดแรงเหมือนว่าไม่กล้ายอมรับ
จากปากของตัวเอง ซึ่งพอเข้าใจได้เนื่องจากการ
ตั้งข้อสงสัยราชวงศ์เป็นเรื่องใหญ่โตมาก ยิ่งเซลเล
สทินอยู่ในตำแหน่งที่กำลังจะแต่งเข้าราชวงศ์ใน
อีกไม่ช้าจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
แอนเน็ตเข้าใจจุดยืนของเซลเลสทิน อีกฝั่าย
อาจจะทำสีหน้าจริงจังบอกว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็น
และขอให้เธอออกไปจากที่นี่ซะก็ได้ หญิงสาวคิด
ว่าถ้ารูปการณ์ออกมาเป็นอย่างนั้นจะไม่แปลกใจ
เลย หลังจากเปิดไพ่ลับออกไปจนหมด เธอก็รอดู
ปฏิกิริยาของเซลเลสทินอย่างใจเย็น
เซลเลสทินตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นในที่สุด
จากนั้นก็เดินมาอยู่ตรงหน้าแอนเน็ต หญิงสาวเงย
หน้ามองอีกฝั่าย ทันทีที่สายตาประสานกันเซลเล
สทินก็โน้มตัวลงมาแล้วโผเข้ากอดเธอแน่น
“เซล…เลสทิน…”
เธอไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาอย่างนี้สักหน่อย
แอนเน็ตที่สะดุ้งตกใจยกแขนขึ้นเพื่อโอบรอบไหล่
ของหญิงสาว เธอรู้สึกได้ว่าบริเวณไหล่อุ่นขึ้น
เล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ข้างหูนึก
ไม่ถึงว่าเซลเลสทินจะเข้ามากอดเธอพร้อมกับ
ร้องไห้ไปด้วย
“ฮึกๆ ฉัน…อึก…กลัวค่ะ แอนเน็ต ทำไมถึงเป็น
แบบนี้…ฮึก! ทำไมเรื่องราวถึงได้กลายเป็นแบบนี้
ทำไมกัน! ฮือ!”
“ชู่ว อย่าร้องไห้เลยนะคะ ตกใจมากใช่ไหมคะที่
ฉันพูดเรื่องนี้ออกมาถ้าเกิดฉันสร้างความลำบาก
ใจให้คุณ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”
แอนเน็ตตบไหล่ปลอบเซลเลสทินเบาๆ ตาม
ความเคยชินโดยไม่รู้ตัวเธอคุ้นเคยกับการปลอบ
คนอื่น เพราะเคยปลอบลุดวิกมาตั้งแต่ครั้งยังเป็น
คู่หมั้นของชายหนุ่ม หยาดนํ้าตาไหลเป็นสายจาก
ดวงตาของหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอ
“สิ่งที่ฉันต้องการก็แค่…ฮึก! แค่ยกศักดิ์ศรีของ
ตระกูลให้สูงขึ้นสักเล็กน้อย…และเพื่อแบ่งเบา
ภาระที่ท่านพ่อแบกอยู่บนบ่าเท่านั้นเองค่ะอึก…
แต่ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้…!”
“ใช่แล้วค่ะ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะงั้น
อย่ากังวลไปเลยนะคะทุกอย่างจะต้องคลี่คลายไป
ในทางที่ดีค่ะ และฉันจะทำให้มันเป็นอย่างนั้นให้
ได้ค่ะ”
นํ้าเสียงอ่อนหวานกับการปลอบโยนอย่างเป็นมือ
อาชีพของแอนเน็ตให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม เซลเล
สทินที่ปล่อยโฮออกมาค่อยๆ สงบลง หญิงสาวยก
มือปิดหน้าที่เลอะนํ้าตาแล้วถอนตัวออกมาจาก
แอนเน็ต เซลเลสทินดูเขินอายที่ระเบิดอารมณ์
ของตัวเองออกมาอย่างไม่สมกับเป็นบุตรสาว
ตระกูลขุนนาง เธอค่อนข้างเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีอยู่
แล้วเลยพอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
“นี่ผ้าเช็ดหน้าของฉันค่ะ ถ้าไม่ถืออะไร ช่วยใช้
มันด้วยนะคะ”
แอนเน็ตหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อแล้ว
ยื่นให้ เซลเลสทินรับมาอย่างเคอะเขินขณะใช้มือ
หนึ่งปิดหน้าของตัวเองอยู่ จากนั้นก็หันหลังแล้ว
เช็ดใบหน้าที่เลอะคราบนํ้าตาออกไป เพราะอาย
ที่ต้องให้หญิงสาวเห็นใบหน้าเหยเกโดยไม่จำเป็น
แน่นอนว่าใบหน้าคงไม่ยํ่าแย่ขนาดนั้น แต่
แอนเน็ตถือได้ว่าเป็นสุภาพสตรีที่เพียบพร้อมมา
ตั้งแต่เกิด ถึงตอนนี้เซลเลสทินจะไม่ได้ดูดีใน
สายตาอีกฝั่าย แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากให้เห็นมุม
ที่ดูน่าเกลียดไปกว่านี้เธอเช็ดหน้าอย่างลวกๆ
ก่อนจะถือผ้าเช็ดหน้าค้างไว้อย่างทำตัวไม่ถูก
เพราะคืนผ้าที่เลอะนํ้ามูกกับนํ้าตาของตัวเอง
ไม่ได้ เลยลังเลว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ทว่าแอนเน็ตไม่เข้าใจความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน
ของเซลเลสทิน เธอกะพริบตาอย่างงงๆ ก่อนจะ
หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออกจากมือของอีกฝั่าย
โดยไม่ลังเล จากนั้นก็ยื่นใบหน้าที่งดงามราวกับ
ตุ๊กตากระเบื้องเข้าไปสำรวจดูใบหน้าของเซลเล
สทิน
“ตรงนี้ยังเหลือรอยนํ้าตาอยู่เลยค่ะ คุณช่วยหัน
หน้ามาได้ไหมคะ ฉันจะเช็ดให้ค่ะ”
แอนเน็ตพยายามหาส่วนที่ยังสะอาดจาก
ผ้าเช็ดหน้าที่เปียกชุ่ม แต่ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้
แล้วเก็บมันกลับเข้าไป จังหวะที่เซลเลสทิน
ประหม่าและกำลังโบกมือปฏิเสธอยู่นั้นเอง หญิง
สาวก็ยกชายแขนเสื้อที่เป็นผ้าชั้นดีซึ่งต้องมีราคา
แพงมากๆ ขึ้นมาซับใบหน้าให้เธอเบาๆ ดวงตาสี
ชมพูดั่งอัญมณีใต้แพขนตายาวสีทองจ้องมองเซล
เลสทินเพื่อหารอยนํ้าตาที่เหลืออยู่ บริเวณ
ชายเสื้อสีฟั้าที่เช็ดอยู่ตรงแก้มมีกลิ่นหอมของ
ดอกไม้ที่เหมือนผงแปั้งโชยมา
แต่สิ่งที่ทำให้เซลเลสทินเขินอายมากที่สุด คือฝั่า
มือที่บรรจงเช็ดใบหน้าให้อย่างระมัดระวังด้วย
ท่าทางที่แข็งขันเอาเรื่อง เธอรู้สึกเหมือนถูก
ปฏิบัติราวกับคนสำคัญเลยหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา
โดยอัตโนมัติ
“อ่า เสร็จแล้วค่ะ ตอนนี้คุณสวยขึ้นแล้วนะคะ”
แอนเน็ตจ้องมองเธอในระยะประชิดพร้อมกับคลี่
ยิ้มถึงดวงตาอันงดงามรอยยิ้มนั้นสว่างสดใสราว
กับแสงแดดที่เจิดจ้าในฤดูร้อนจนเซลเลสทินตก
ตะลึง
มีผู้หญิงแบบนี้อยู่บนโลกจริงๆ ด้วยสินะ
ต้องขอบคุณการปลอบของแอนเน็ตที่ทำให้เซลเล
สทินสงบอารมณ์ลงได้ในเวลาไม่นาน การได้
ร้องไห้ไปรอบหนึ่งช่วยให้สีหน้าของเธอดูโล่งขึ้น
กว่าเมื่อกี้ หญิงสาวเสยผมของตัวเองอย่างอายๆ
ก่อนจะเปิดปากพูด
“ดันให้คุณเห็นภาพที่น่าเกลียดเข้าแล้วสิ ขอโทษ
ด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหนเลย”
อึก
เซลเลสทินรู้สึกตื้นตันใจจนใบหน้าเหยเกกับ
คำพูดอ่อนโยนของแอนเน็ตเธอตั้งใจจะพูดเข้า
ประเด็นหลักเพื่อสลัดความซาบซึ้งที่ไม่รู้จักนี้
ออกไป ดังนั้นเลยพยายามกลับมาทำหน้าเคร่ง
ขรึมแล้วพูดอย่างจริงจัง
“พูดตามตรง ถึงจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่
ฉันต้องการเป็นพระชายารัชทายาทค่ะ เพื่อ
ตระกูลที่กำลังตกอับ แล้วก็เพื่อพ่อแม่ที่อุตส่าห์ดี
ใจกับฉัน ถึงมันจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ใหญ่โตอะไร
สำหรับบาเยิร์น แต่เป็นเหมือนปาฏิหาริย์สำหรับ
ฉันในตอนนี้เลยค่ะ”
หญิงสาวที่เข้าใจสถานะของเซลเลสทินพยักหน้า
รับ อันที่จริงตระกูลบาเยิร์นก็มองว่าตำแหน่ง
พระชายารัชทายาทนั้นน่าหลงใหลมาก เพราะ
อย่างนั้นอัลลามันด์ผู้เป็นบิดาถึงเคี่ยวกรำ
แอนเน็ตอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่เด็ก
เซลเลสทินที่ถูกแอนเน็ตมองด้วยสายตาเข้าอก
เข้าใจกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะพูดอย่างเฉียบขาด
“แต่ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีนี้ค่ะ ถึงจะเป็นคำพูดที่ดู
โง่เง่า แต่ฉันอยากเป็นคนกำหนดอนาคตของ
ตัวเอง ต่อให้ใครคนนั้นจะสูงส่งแค่ไหน ก็ไม่คิดว่า
เขามีสิทธิ์มาบงการชีวิตของฉันตามใจชอบ จะให้
ดึงใครลงมาแล้วขึ้นไปเป็นหุ่นเชิดตรงนั้นแทนน่ะ
เหรอ! แบบนั้นน่ารังเกียจที่สุดเลยค่ะ!”
หญิงสาวเชิดคางขึ้นหลังจากพูดจบ มองผิวเผิน
อาจเป็นสีหน้าที่ดื้อรั้นแต่แอนเน็ตสัมผัสได้ถึง
ความภาคภูมิใจของเซลเลสทินที่ซ่อนอยู่ใน
ประโยคเหล่านั้น คำพูดนั้นยอดเยี่ยมจนยิ่งรู้สึก
ผิดที่เคยสงสัยว่าอีกฝั่ายเป็นตัวการเบื้องหลังใน
คดีลักพาตัว แอนเน็ตรู้สึกชื่นชมอีกฝั่ายอยู่ในใจ
เธอก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างเห็นด้วยกับคำพูด
ดังกล่าว
“ถูกต้องค่ะ คุณไม่เหมาะจะเป็นหุ่นเชิดหรอกค่ะ
เลดี้เซลเลสทิน คุณมีคุณสมบัติมากกว่านั้น”
“เอ่อ! หยุดพูดเรื่องน่าอายกันเถอะค่ะ ที่ฉันเรียก
คุณมาวันนี้ก็เพื่อจะพูดคุยอย่างเปิดอกน่ะค่ะ…
แล้วก็มีของที่อยากให้คุณดูด้วยค่ะ”
ของที่อยากให้ดูงั้นเหรอ
แอนเน็ตมองใบหน้าจริงจังของเซลเลสทินด้วย
แววตาสงสัย ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่เซลเลสทิน
แอบพาแอนเน็ตมาที่อาคารหลังเล็กในวันนี้ ทั้ง
เพื่อหลบสายตาจากคนในครอบครัว แล้วก็
เพื่อให้เธอดูบางอย่าง
เซลเลสทินลุกขึ้นมาแล้วใช้เท้าดันพรมออกไป
พรมที่ปักรูปพื้นที่เพาะปลูกข้าวซึ่งเคยเป็นของ
ตระกูลเคียส์ในยุคหนึ่งถูกพับไปครึ่งหนึ่งจนยับ
จากนั้นประตูทางเข้าห้องลับที่เป็นบันไดทอดยาว
ลงไปยังชั้นใต้ดินก็ปรากฏขึ้นมา
“ตามมาสิคะ ระวังเท้าด้วยนะคะ”
เซลเลสทินพยักพเยิดเบาๆ แล้วหันหลังเพื่อเดิน
ลงบันไดไปก่อนแอนเน็ตที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
กะพริบตาปริบๆ มองไปยังประตูทางเข้าห้องลับ
นั้น
เธอไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างนั่น แต่รู้สึกว่าจะต้อง
ไปดูให้เห็นกับตาให้ได้
หญิงสาวกำมือที่สวมถุงมืออยู่แน่นก่อนจะก้าว
ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เมื่อเดินลงบันไดที่มืดมิด
ไปก็เห็นประตูค่อนข้างหนา มันทำมาเพื่อปั้องกัน
เสียงรบกวน ตระกูลขุนนางที่มีประวัติยาวนาน
ต้องมีประตูแบบนี้อยู่แล้ว
พอเซลเลสทินที่ทำหน้าเคร่งขรึมผลักประตูเข้าไป
ก็เห็นชายคนหนึ่งถูกมัดอยู่ข้างใน แอนเน็ตหรี่ตา
มองภาพที่ไม่ได้คาดคิดขณะสำรวจดูใบหน้าของ
ชายคนนั้น
อีวานเหรอ…ไม่ใช่ ถ้างั้นใครล่ะ
ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นอีวาน คนขับรถม้าของ
ตัวเองที่เป็นหัวโจกในคดีลักพาตัว ซึ่งตัวตนที่
แท้จริงของเขาคือเบน มาร์ช ลุงแท้ๆ ของราเฟล
นั่นเอง
แอนเน็ตคุกเข่าลงเพื่อสำรวจดูชายที่ถูกเชือก
เกลียวมัดไว้แน่น แต่มองสองสามครั้งก็ยังเป็น
ชายที่ไม่คุ้นหน้าอยู่ดี เซลเลสทินเดินมาหยุด
ตรงหน้าแล้วใช้เท้าเตะเขาอย่างแรงเพื่อปลุกให้
ตื่น การเตะของเธอดูโหดร้ายจนน่าตกใจ
“อึก!”
ชายที่ถูกเตะแถวไหล่สะดุ้งตื่นพร้อมกับส่งเสียง
อึก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกใจมองมาทางนี้
อย่างมึนงง เขาส่งสายตาหวาดกลัวราวกับพวก
เธอเป็นพี่น้องแม่มดแสนชั่วร้ายในนิทานพื้นบ้าน
เซลเลสทินกอดอกพลางก้มมองชายคนนั้นด้วยสี
หน้าหยิ่งยโส
“เหมือนจะหลับสบายมากเลยนะ นอนเต็มอิ่ม
เลยสิ”
“ไม่ ไม่ครับ คุณหนู ได้โปรดไว้ชีวิตกระผมด้วย”
ชายคนนั้นก้มศีรษะอ้อนวอนด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
แขนสองข้างของเขาถูกมัดอยู่ด้านหลังเลย
เกือบจะล้มหน้าทิ่มพื้น แต่โชคดีที่เขารอดจาก
สภาพนั้นมาได้ เซลเลสทินที่มีสีหน้าเย็นชาราว
กับไม่เคยร้องไห้มาก่อนผงกศีรษะแล้วสั่งเขา
“เอาละ แนะนำตัวกับแขกหน่อย”
ชายคนนั้นเงยหน้ามองแอนเน็ตด้วยดวงตาที่ไม่
เข้าใจสถานการณ์ใบหน้าของเขาดูสับสนอย่าง
หนัก
แอนเน็ตก็อยู่ในอาการเดียวกัน หญิงสาวได้แต่
สงสัยว่าชายคนนี้เป็นใครและทำไมเซลเลสทินถึง
พาเธอมาพบเขา ชายคนนั้นกลอกตาหลุกหลิกแต่
เมื่อถูกเซลเลสทินกระทุ้งตัวเบาๆ ก็เปิดปากพูด
อย่างอึดอัด
“กระผม…ชื่อฌาคส์ครับ คุณหนู ผมเป็นดีลเลอร์
[1] ทั่วไปที่ทำงานอยู่ในกาสิโนลัคกี้บนถนนวาเซ
ติหมายเลขเจ็ดสิบเจ็ดครับ”
——————–
[1] ดีลเลอร์ในกาสิโน (A Casino dealer) คือ
บุคคลที่ทำหน้าที่ประจำการอยู่ที่โต๊ะเพื่อคุมเกม
และอธิบายกติกาการเล่น อัตราจ่ายเงิน และทุก
สิ่งที่เกี่ยวกับเกมนั้น
ตอนที่ 9 (4) (Rewrite)
“เป็นดีลเลอร์กาสิโนงั้นเหรอ”
แอนเน็ตครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนเมื่อได้ยินคำพูด
ของฌาคส์
เมืองหลวงของเดลเทียมแบ่งย่านระดับสูงที่พวก
ขุนนางใช้ออกจากบริเวณอื่นๆ อย่างชัดเจน แถว
วาเซติเป็นย่านที่พวกขุนนางระดับล่างกับชนชั้น
กลางใช้ เธอรู้มาว่าที่นั่นมีกาสิโนอยู่ แต่ไม่เคยไป
ข้องเกี่ยวกับบริเวณนั้นมาก่อน
แต่หลังจากได้ยินฌาคส์แนะนำตัวก็มีจุดน่าสงสัย
อยู่อย่างหนึ่ง แอนเน็ตก้มมองชายที่บอกว่าตัวเอง
เป็นดีลเลอร์กาสิโนเงียบๆ ก่อนเซลเลสทินจะพูด
กดดันเขาด้วยนํ้าเสียงเย็นชา
“ทำไมพูดตกส่วนสำคัญที่สุดไปล่ะ บอกแขกเรื่อง
ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนคนพิเศษของแกไปสิ”
เซลเลสทินพูดค่อนแคะฌาคส์ด้วยท่าทางที่ดูเป็น
งาน แอนเน็ตเห็นอย่างนั้นก็คิดในใจว่าเธอจะต้อง
เป็นพระชายารัชทายาทที่ดีได้แน่ๆ เพราะการ
ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติ
หลักของชนชั้นปกครองฌาคส์ที่ถูกหญิงสาวใช้
อำนาจกดดันเปิดปากพูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนแรง
“กระผมทำงานเป็นดีลเลอร์กาสิโนมายี่สิบห้าปี
แล้วครับ อย่างที่คุณทราบว่าการพนันเป็นสิ่งเสพ
ติดขั้นรุนแรง คนที่ติดมันสักครั้งถึงจะเทเงินหมด
หน้าตักแล้วก็หยุดเล่นไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นเลยมี
ลูกค้าประจำเป็นจำนวนมากและไม่ใช่แขก
ประจำทั่วไปด้วยนะครับ แต่มีพวกที่ติดการพนัน
มาเป็นสิบปียี่สิบปีเลยครับ หนึ่งในนั้น…มีแขกคน
หนึ่งชื่อเบน มาร์ช ครับ”
เป็นไปตามคาดจริงๆ
ก่อนหน้านี้ราเฟลก็เคยพูดถึงเบน มาร์ช ว่าเขา
น่าจะล้มตายที่บ่อนพนันสักแห่งไปแล้ว เมื่อได้
ยินดังนั้นแอนเน็ตก็เริ่มกังวลว่าเซลเลสทินอาจจะ
รู้เรื่องที่ ‘คนคนนั้น’ เป็นลุงของราเฟล
ปัจจุบันไม่มีใครในแวดวงสังคมรู้เกี่ยวกับฝัง
มารดาของราเฟล เพราะหลังจากราชวงศ์นำรา
เฟลในวัยเด็กมาเลี้ยงดู เรื่องราวในอดีตที่
เกี่ยวข้องกับฝังมารดาก็ถูกลบทิ้งไปทั้งหมด ด้วย
เหตุนั้นถึงแม้ในวงสังคมจะเล่าลือเกี่ยวกับมารดา
บังเกิดเกล้าของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่มีใครที่รู้ข้อมูล
อย่างชัดเจน
โชคดีที่เซลเลสทินเหมือนจะไม่รู้ความสัมพันธ์
ทางสายเลือดระหว่างราเฟลกับเบน มาร์ช แค่ฟัง
จากสิ่งที่เธอพูดในตอนนี้ก็พอจะเดาออกแล้ว
“อ้อ เลดี้แอนเน็ต ฉันจะเสริมว่า ‘เบน มาร์ช’ ที่
หมอนี่พูดถึงคืออีวานคนขับรถม้าของคุณน่ะค่ะ
เหมือนว่าเขาจะใช้นามแฝงเพื่อเข้าทำงานกับคุณ
นะคะ เป็นหนูจอมเจ้าเล่ห์เลยใช่ไหมล่ะคะ”
แอนเน็ตยิ้มอย่างอึดอัดเมื่อได้ฟังความจริงที่รู้อยู่
แล้วจากปากของเซลเลสทิน
ถ้าหญิงสาวรู้ความจริงว่าเบน มาร์ช ที่ตัวเองด่า
อยู่ในตอนนี้เป็นลุงของราเฟล จะทำสีหน้ายังไง
กันนะ คงจะสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเลย
ทีเดียว
แต่โชคดีมากที่เซลเลสทินคิดว่าเบน มาร์ช เป็น
เพียงคนขับรถม้าคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อคำนึงถึง
ตำแหน่งของราเฟลก็ยิ่งโชคดีไปใหญ่ที่เธอไม่รู้
แอนเน็ตรู้สึกโล่งใจก่อนจะหันมาจดจ่อกับคำพูด
ของฌาคส์อีกครั้ง เขาพยายามนึกย้อนความทรง
จำและอธิบายเกี่ยวกับเบน มาร์ช เท่าที่ตัวเองรู้
“เบน มาร์ช โผล่หน้ามาที่บ่อนพนันบ่อยๆ ตั้งแต่
ยุคแรกเลยครับแต่ไม่ได้เป็นขาใหญ่ขนาดนั้น
หรอกครับ ถ้าจัดระดับแล้วเขาน่าจะอยู่ระดับ
เดียวกับชนชั้นกลางที่ตระหนี่หรือเปล่านะ เอ่อ
กระผมพูดถึงเงินที่เขาเอามาหว่านกับบ่อน
พนันน่ะครับ”
“แกต้องการจะบอกอะไร”
“จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน จำนวนเงินที่เบนใช้
เล่นในบ่อนพนันก็เพิ่มสูงมาก เป็นการทุ่มเงินใน
ระดับที่แทบจะเหนือกว่าพวกขุนนางระดับล่าง
ด้วยเหตุนั้นพวกที่ได้กลิ่นเงินเลยแห่เข้ามาเพื่อหา
ต้นตอของเงินนั้น แต่เบนก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน
ถ้าพูดถึงบ่อนพนัน หมอนั่นถือได้ว่าเป็นคนที่ชํ่า
ชองเลยละครับ เขาเจ้าเล่ห์แล้วก็หลบเลี่ยงเก่ง
มาก”
ตอนแรกฌาคส์พูดเพราะถูกเซลเลสทินกดดัน แต่
เหมือนว่าเขาจะพูดเก่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฌาคส์
ขยับหัวคิ้วแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย แต่ไม่นานก็พูด
ต่ออย่างตื่นเต้นราวกับเต็มใจพูดเอง
“แต่สุดท้ายเบนก็หลุดพูดกับกระผมที่เป็นดีล
เลอร์ให้เขาครับ คุณหนูผู้สูงส่งอาจจะไม่ทราบ
เรื่องนี้ดี แต่พวกติดการพนันส่วนใหญ่อยากคุย
กับดีลเลอร์น่ะครับ อาจจะคิดว่าถ้าสนิทกันมาก
ขึ้น ดีลเลอร์จะเผย ‘ความลับในการเดินเกม’ ให้
ก็ได้มั้งครับ แต่มันถือเป็นเรื่องต้องห้ามเลยครับ
มาตรการการรักษาความลับในบ่อนพนันเข้มงวด
มาก พวกเขาจะไม่ปรานีกับดีลเลอร์ที่ฝั่าฝืนกฎ
เป็นไปได้ว่าจะพบศพถูกฆ่าที่อวัยวะทะลัก
ออกมาแถวตรอกด้านหลัง…”
“พอ พอแล้ว! เล่าเรื่องไร้สาระมากเกินไปแล้ว
อย่านอกเรื่องสิ พูดให้เข้าประเด็นหน่อย!”
ในที่สุดความอดทนของเซลเลสทินก็ถึงขีดจำกัด
เธอขมวดคิ้วแล้วเพิ่มความกดดันด้วยการเตะ
เข่าฌาคส์ไปทีหนึ่ง ฌาคส์แกล้งงอตัวด้วยความ
เจ็บ การแสดงของเขาใช้ได้เลยทีเดียว แต่ไม่มี
ใครสนใจสภาพดังกล่าวฌาคส์เลยอธิบายต่อด้วย
นํ้าเสียงเหนื่อยอ่อน
“มีวันนึงเบน มาร์ช เมาเหล้าครับ วันนั้นเขา
อารมณ์ดีเพราะได้เงินจำนวนมากจากการเล่น
พนัน กระผมคอยประจบประแจงแล้วเป็นผู้ช่วย
อยู่ข้างๆ เขาน่ะครับ กระผมทำไปเพราะว่าเล็ง
ทิปอยู่ แต่วันนั้นเบนนึกครึ้มใจยังไงไม่รู้ เขาเลย
บอกความลับกระผมมาอย่างหนึ่งครับ”
ฌาคส์หยุดพูดในส่วนสำคัญแล้วยิ้มอย่างจองหอง
เขาทำท่าเหมือนอารมณ์ดีกับความคิดที่ว่าตัวเอง
กำลังจะเปิดเผยความลับอันยิ่งใหญ่
“ความลับอะไร”
แอนเน็ตถาม ฌาคส์เหลือบมองเซลเลสทินเชิงขอ
อนุญาตถึงจะกล้าเปิดปากพูด แล้วเขาก็พรั่งพรู
ความลับที่สำคัญมากออกมาจากปากของตัวเอง
ทันที
“อย่าตกใจไปนะครับ เบน มาร์ช…บอกว่าได้รับ
การสนับสนุนจากฝั่าบาทครับ! ใช่แล้ว เขา
หมายถึงพระราชาพระองค์นั้นน่ะครับ!”
ห้องใต้ดินเงียบสงัด ทั้งเซลเลสทินที่ได้ยินเรื่องนี้
ครั้งหนึ่งแล้วกับแอนเน็ตไม่ได้ทำหน้าแปลกใจ
เป็นพิเศษ เพราะมันเป็นการพูดยืนยันความจริง
ที่พวกเธอคาดเดากันไว้อยู่แล้ว
แต่มีเรื่องเดียวที่เธอยังคลางแคลงใจคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชากับเบน มาร์ช
เพราะมันเป็นการรวมตัวที่ไม่เหมาะสมกันจริงๆ
พระราชาคิดอะไรถึงมาพัวพันกับญาติของผู้หญิง
ที่เคยเป็นชู้รักของตัวเองนะ ไม่จำเป็นต้องใช้เบน
มาร์ช ก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนที่พร้อมจะ
ทำงานเพื่อพระองค์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามฌาคส์ดูจะไม่พอใจกับปฏิกิริยาของ
ผู้ฟัง สีหน้าของเขาผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
แอนเน็ตเห็นอย่างนั้นก็ทำลายความเงียบโดยการ
ถามเพิ่ม
“แล้วหลังจากนั้นเบน มาร์ช เป็นยังไง จำได้ไหม
ว่าเห็นเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
ทันใดนั้นฌาคส์ที่ได้โอกาสพูดเพิ่มก็ลนลานเปิด
ปากพูดอย่างรวดเร็ว
“กระผมไม่แน่ใจ อาจจะเป็นประมาณครึ่งปีก่อน
ครับ วันนั้นเบนดูแปลกมากๆ เลยครับ เขาดูวิตก
กังวลสุดขีด เหมือนจะลุกลี้ลุกลนแล้วก็หวาดกลัว
ในเวลาเดียวกัน ปกติเขาจะเล่นพนันจนจบ แต่
วันนั้นกลับเลิกเล่นกลางคันครับ หลังออกจาก
กาสิโน เบนก็ไปไหนสักแห่งกับพวกผู้ชายแปลก
หน้าที่รอเขาอยู่ในตรอกครับ นั่นเป็นครั้งสุดท้าย
ที่กระผมเห็นเบน”
แอนเน็ตเข้าใจได้ในทันที บางทีนั่นอาจจะเป็นวัน
ก่อนที่อีวานจะลักพาตัวเซลเลสทิน เขาสมคบคิด
กับพวกมหาดเล็กในพระราชวังเพื่อวางแผนก่อ
เหตุลักพาตัว เธอน่าจะคาดเดาได้ว่าพระราชา
เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ตอน
นั้น เพราะการที่พระราชาเซลกราติสสั่งระดม
พวกมหาดเล็กแค่ไม่กี่คนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เลย
แต่การเปิดโปงของฌาคส์ไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น
เขาเผยข้อมูลใหม่ที่คาดไม่ถึงด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่กระผมได้เห็นเบน ‘กับตา’
ของตัวเองครับแต่ไม่ใช่สำหรับเพื่อนร่วมงานของ
กระผม! อย่างที่คุณทราบว่าวงการนี้มีอยู่ทั่วทุก
หัวระแหง พวกดีลเลอร์เองก็ย้ายจากกาสิโนหนึ่ง
ไปอีกกาสิโนหนึ่งเหมือนกัน เพราะแบบนั้นเลยได้
ยินข่าวลือมาเยอะเลยละครับ อย่างเช่นเรื่องของ
ชายซอมซ่อคนหนึ่งที่เริ่มทำงานแถวถนนกลูติ
หมายเลขสี่”
“ข่าวลือ…เหรอ เรื่องอะไร”
แอนเน็ตถามกลับอย่างลืมตัว แม้จะพอรู้อยู่แล้ว
แต่ก็ทนไม่ได้ถ้าไม่ได้ถามให้แน่ใจ
เบน มาร์ช ที่พยายามสะกดรอยเท่าไรก็หาตัวไม่
พบ ในที่สุดก็ปรากฏร่องรอยออกมาให้เห็นสักที
ฌาคส์ที่พึงพอใจกับปฏิกิริยาของแอนเน็ตหลุด
พูดออกมาอย่างง่ายดาย
“กระผมไม่รู้ว่าคุณหนูทราบหรือเปล่า เขตกลูติ
เป็นย่านสลัมที่อันตรายมาก ไม่ต่างอะไรกับดง
โจรเลยละครับ นักโทษที่โหดเหี้ยมในเดลเทียม
แออัดอยู่ที่นั่นเหมือนหนูในท่อนํ้าและปล่อยเวลา
ไปอย่างไร้ประโยชน์ ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าไปเล่น
กาสิโนกัน แต่เมื่อเร็วๆ นี้ดีลเลอร์ของทางฝังนั้น
บอกข่าวน่าสนใจกับกระผมครับ เห็นว่าน่าแปลก
ที่ลูกค้าหน้าใหม่ดูคล้ายคลึงกับหนึ่งในขาประจำ
ที่เก่าแก่ของกระผม คิดว่าคนนั้นเป็นใครกัน
ครับ”
ฌาคส์หยุดพูดด้วยท่าทางอวดดี เขาเป็นดีลเลอร์
กาสิโนที่เชี่ยวชาญในสายอาชีพนี้ และเบน มาร์ช
เป็นคนที่ติดการพนันงอมแงม ดังนั้นแม้ว่าเบนจะ
หนีไปใช้บริการที่กาสิโนแห่งอื่นก็มิอาจหนีพ้น
จากหน่วยข่าวกรองของฌาคส์ไปได้
“…งั้นเหรอ ถนนกลูติหมายเลขสี่สินะ ฉันเข้าใจ
แล้ว”
แอนเน็ตพยักหน้าขอบคุณก่อนจะหมุนตัวกลับ
ถือว่าเธอได้รับข้อมูลที่หาได้จากฌาคส์อย่าง
ครบถ้วนแล้ว ระหว่างที่เซลเลสทินกำลังจะเดิน
ตามแอนเน็ตออกมาจากห้องใต้ดิน เสียงตะโกน
อย่างร้อนรนของฌาคส์ก็ดังไล่หลังมา
“กระผมล่ะครับคุณหนู กระผมบอกข้อมูลที่รู้ไป
ทั้งหมดแล้วนะครับ!ช่วยปล่อยกระผมไปเถอะ
ครับ!!!”
แต่เซลเลสทินกลับปิดประตูห้องใต้ดินกระแทก
หน้าเขาเต็มแรงหลังจากเดินกลับขึ้นมาแล้วหญิง
สาวก็ปิดพรมผืนใหญ่ทับดังเดิม เหมือนว่าเธอยัง
ไม่คิดจะปล่อยฌาคส์ออกไปในตอนนี้
โชคดีที่ประตูห้องใต้ดินทำจากวัสดุที่กันเสียงดี
มาก แม้จะไม่ได้ปิดปากของฌาคส์ แต่พอปิด
ประตู ด้านนอกก็อยู่ในความเงียบทันที ใครก็คาด
ไม่ถึงว่าจะมีคนถูกขังอยู่ข้างล่างนั่น หลังจากปิด
พรมเสร็จเรียบร้อย เซลเลสทินก็หันมาถาม
“เป็นยังไงคะ เลดี้แอนเน็ต ที่ฉันให้คุณดูช่วยได้
ไหมคะ”
“ช่วยได้มากเลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ นะคะเลดี้เซล
เลสทิน ฉันรู้ดีว่าคุณต้องเสี่ยงอันตรายขนาดไหน
เพื่อให้ฉันได้เจอเขา เพื่อเป็นการตอบแทนฉันจะ
ไว้วางใจคุณอย่างเต็มที่เลยค่ะ”
แอนเน็ตพูดขณะจับมือของเซลเลสทินด้วย
ใบหน้าจริงจัง คนที่ใส่ร้ายเธอเป็นถึงพระราชา
แห่งเดลเทียม แค่คิดก็ตัวสั่นงันงกแล้ว อีกฝั่าย
เป็นบุคคลยิ่งใหญ่จนเธอถึงกับหน้าถอดสี ถ้า
แอนเน็ตก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว จะเกิดผลลัพธ์
ที่เป็นหายนะตามมาอย่างแน่นอน
เซลเลสทินเองก็เช่นเดียวกัน ไม่สิ สถานการณ์
ของเธอดูเลวร้ายกว่านั้นอีก เนื่องจากตระกูลของ
เธอไม่ได้มีอำนาจเท่ากับบาเยิร์น พระราชาเซลก
ราติสจึงบดขยี้ตระกูลมาร์ควิสเคียส์ได้ด้วยมือ
เดียว
ตอนที่ 9 (5) (Rewrite)
หากเซลเลสทินมีเล่ห์เหลี่ยมกว่านี้สักหน่อย เธอ
คงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดนี้แน่ เพราะ
แค่อยู่เฉยๆ ก็ได้เป็นพระชายารัชทายาทแล้ว
ทั้งๆ ที่กลัวจนร้องไห้ออกมา แต่หญิงสาวก็ทำใน
สิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง เซลเลสทินไม่ใช่คน
ประเภทที่ผลักคนอื่นตกหน้าผาแล้วยังลอยหน้า
ลอยตาใช้ชีวิตต่อได้
“…ด้วยความยินดีค่ะ ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือเท่านี้
แหละค่ะ เอ่อตอนนี้เรารู้ตัวคนร้ายแล้วจะทำ
ยังไงกันต่อคะ เลดี้แอนเน็ต”
“บอกตามตรงฉันไม่รู้เลยค่ะ ตอนนี้ฉันยังตกใจ
มากเลยยากจะจัดระเบียบความคิดตัวเองว่า
จะต้องทำยังไงต่อ แล้วก็ทำได้ถึงไหนน่ะค่ะ”
แอนเน็ตหลุบตาตํ่าขณะตอบด้วยใบหน้าเคร่ง
ขรึม เธอนึกไม่ถึงว่าคนร้ายตัวจริงจะเป็น
พระราชาเซลกราติส คนถึงได้พูดกันว่าบางครั้ง
การไม่รู้ไม่เห็นเลยยังดีกว่า เธอคิดถึงชาติก่อนที่
ตัวเองปั่วยตายโดยไม่รู้อะไรเลย
แอนเน็ตถูกวางตัวให้เป็นพระชายารัชทายาท
ตั้งแต่แปดขวบ นับตั้งแต่นั้นเธอก็เทียวเข้าออก
พระราชวังและได้พบกับลุดวิกเป็นประจำ
ระหว่างนั้นก็ได้พบกับเซลกราติสอยู่บ่อยๆ ทุก
ครั้งที่เผชิญหน้ากันเขาจะยิ้มอย่างใจดีแล้วเรียก
แอนเน็ตว่า ‘ว่าที่ลูกสะใภ้ตัวน้อย’
เธอยังจำความรู้สึกที่ปลายนิ้วสากๆ ของ
พระราชาลูบศีรษะกับหลังมือของตัวเองได้
เนื่องจากค่อนข้างห่างเหินกับบิดา เลยรู้สึกอุ่นใจ
กับนํ้าใจของเซลกราติสในบางครั้ง แต่สุดท้าย
ทั้งหมดนี้กลับเป็นแค่ภาพมายา
พระราชาตั้งใจจะไม่รับบุตรสาวจากตระกูล
บาเยิร์นเป็นลูกสะใภ้อยู่แล้วพระองค์คง
หวาดระแวงว่าอัลลามันด์อาจจะใช้บุตรสาวเพื่อ
บงการลุดวิก เธอเข้าใจความคิดของพระราชา
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรับได้ แอนเน็ตคิดในใจ
พลางเม้มปากแน่น
ถ้าอย่างนั้นแค่ถอนหมั้นก็พอแล้วนี่
เซลกราติสเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ซับซ้อน
อาจจะเพราะไม่ต้องการมีเรื่องกับอัลลามันด์จาก
การปฏิเสธแอนเน็ต เนื่องจากดยุกบาเยิร์นไม่ใช่
คนที่จะยอมทิ้งตำแหน่งพระชายารัชทายาทอย่าง
ง่ายดาย เขาจะต้องถามว่าบุตรสาวของตนดีไม่
พอตรงไหน และคงจะรบเร้าเอาคำตอบจาก
พระราชาอย่างไม่เลิกราแน่ๆ
ดังนั้นเซลกราติสเลยเลือกทางอ้อม ต่อหน้าเขา
ทำเหมือนยอมรับแอนเน็ตเป็นลูกสะใภ้ แต่ลับ
หลังคอยจ้องหาโอกาสใส่ร้ายเพื่อทำให้เธอถูก
ปลดจากตำแหน่ง
ถ้าคำนึงจากระยะเวลาที่อีวานทำงานเป็น
คนขับรถม้าให้เธอเกือบสิบปีก็เห็นได้ชัดว่าเขา
วางแผนเรื่องนี้มานานขนาดไหนแล้ว ทันทีที่
แอนเน็ตถูกเสนอชื่อให้เป็นพระชายารัชทายาท
เขาก็จัดฉากเรื่องลักพาตัวขึ้นมา การหลอกลวงนี้
กินระยะเวลายาวนานจนหญิงสาวตกตะลึง
“เลดี้แอนเน็ต คุณเป็นอะไรไหมคะ หน้าซีด
เชียว”
เซลเลสทินถามอย่างกังวลเมื่อเห็นแอนเน็ตหน้า
ซีดลง หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ราวกับต้องการ
ช่วยประคองตัวเธอเดี๋ยวนั้น เห็นความใกล้ชิดนี้ก็
รู้สึกได้ว่าเซลเลสทินเปิดใจให้เธออยู่ไม่น้อย
แอนเน็ตรู้สึกขอบคุณอีกฝั่ายอยู่ในใจขณะฝืนยิ้ม
ออกมาทั้งที่ตัวเองกำลังช็อก
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่…มีเรื่องให้คิดเยอะหน่อยก็
เท่านั้นเอง”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ เฮ้อ ปวดหัวจริงๆ นะคะ! คิด
ว่าอย่างมากก็ได้เป็นพระชายารัชทายาท แต่เรื่อง
ชักจะวุ่นวายไปใหญ่แล้ว!”
เซลเลสทินทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ทุกคนเพ่งเล็งมาที่
เธอแล้วเหน็บแนมว่าเป็นหญิงสาวผู้โชคดี ทั้งที่
เป็นเพียงบุตรสาวจากตระกูลมาร์ควิสที่ตกอับแต่
กลับเบียดแอนเน็ตจนได้เป็นพระชายารัชทายาท
เลยเหรอ! มองภายนอกเหมือนเซลเลสทินกำลัง
จับมือเจ้าชายขี่ม้าขาวบนเส้นทางที่โรยด้วย
ดอกไม้
แต่หากขุดเบื้องหลังขึ้นมาจะเห็นความจริงที่น่า
เกลียดคืบคลานออกมาราวกับแมลงสาบ เซลเลส
ทินครํ่าครวญขณะยกมือกุมขมับของตัวเอง
“ฉันพูดไม่ออกจริงๆ เลดี้แอนเน็ต คุณรู้ไหมคะว่า
ทำไมตอนนี้ฉันถึงโกรธ”
“เรียกแอนเน็ตก็พอค่ะ มีอะไรกวนใจคุณเหรอคะ
เลดี้เซลเลสทิน”
แอนเน็ตที่อนุญาตให้เรียกแค่ชื่อเฉยๆ ถามกลับ
อย่างหมดแรงสถานการณ์ของหญิงสาวสองคนที่
ดูต่างกันสุดขั้วในตอนแรก แต่ตอนนี้กลับ
กลายเป็นคล้ายคลึงกัน ทั้งคู่เป็นเพียงตุ๊กตาหุ่น
เชิดที่อยู่ในกำมือของพระราชาเท่านั้น เซลเล
สทินซึ่งเจ็บใจกับเรื่องนี้กำมือแน่นขณะระบาย
ความในใจออกมา
“จริงๆ ตอนที่ฉันถูกวางตัวเป็นพระชายารัช
ทายาทแทนคุณ ฉันรู้สึกกังวลมากเลยค่ะ เหมือน
เป็นคนใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่า เพราะเดิมทีคุณ
ถูกกำหนดให้เป็นพระชายารัชทายาทยังไงล่ะคะ!
ถูกกำหนดมาตั้งนานแล้วด้วย แต่อยู่ๆ ฉันก็ได้
เป็นพระชายาแทนเฉยเลย ฉันคิดว่าองค์รัช
ทายาทลุดวิกกับพระราชาเซลกราติสจะต้องไม่
ยอมรับเรื่องนี้แน่นอน”
แล้วลุดวิกก็ปฏิเสธเธออย่างเปิดเผยตามที่คาดไว้
จริงๆ แม้จะไม่ได้แสดงออกผ่านคำพูดตรงๆ แต่
หญิงสาวรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าอีกฝั่ายคิด
อย่างไรกับตัวเอง
ลุดวิกผลักไสเธอออกจากชีวิตผ่านสายตาและ
การกระทำ แล้วเจ้าตัวก็ไล่ตามเงาคนอื่นอย่าง
เศร้าสร้อย ซึ่งไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้ว่าเป็นใครเซล
เลสทินพยายามขจัดความเสียใจนั้นออกไป เธอ
กำหมัดสองข้างพร้อมกับระบายออกมา
“แต่หลังจากที่ฉันถูกกำหนดให้เป็นพระชายารัช
ทายาทแล้วเข้าเฝั้าฝั่าบาทเป็นครั้งแรก รู้ไหมคะ
ว่าตอนนั้นฝั่าบาทตรัสอะไรกับฉัน”
“ฉันไม่รู้ค่ะ พระองค์ตรัสว่าอะไรเหรอคะ”
แอนเน็ตกะพริบตาขณะตั้งใจฟังคำพูดของเซลเล
สทิน หลังจากปลดเธอออกแล้วรับอีกฝั่ายเป็น
ลูกสะใภ้ เซลกราติสจะพูดอะไรกันนะ ทันใดนั้น
หญิงสาวที่ใบหน้าแดงกํ่าก็ตะโกนออกมา
“ฝั่าบาทตรัสกับฉันอย่างนี้ค่ะ! ‘อ้อ เลดี้เซลเล
สทิน เราดีใจที่จะได้เป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าใน
เร็ววันนี้ เจ้าเป็นคู่ครองที่ ‘เหมาะสม’ กับลุดวิ
กมาก เราพึงพอใจที่ได้เกี่ยวดองกับตระกูลมาร์ค
วิสเคียส์’ ”
เซลเลสทินพูดด้วยเสียงทุ้มตํ่าเลียนแบบเซลกรา
ติส เธอหันมาทางนี้ก่อนดวงตาสีเขียวเข้มจะถาม
เป็นนัยๆ ว่า ‘ตอนนี้รู้แล้วหรือยังคะว่ามีอะไรที่
ผิดปกติ’
แอนเน็ตที่กำลังครุ่นคิดเงียบๆ เบิกตากว้าง เธอ
เข้าใจความหมายที่เซลเลสทินตั้งใจจะสื่อแล้ว
“ระ…หรือว่า…”
“ใช่แล้วค่ะ บ้าเอ๊ย! ขออภัยที่ใช้คำหยาบคายนะ
คะ แต่สถานการณ์มันชวนให้พูดอย่างนั้นน่ะค่ะ
เหตุผลที่พระองค์ปลดคุณเพราะว่าตระกูล
บาเยิร์นมีอำนาจกับอิทธิพลมากเลยไม่เหมาะจะ
เป็นคู่ครองของรัชทายาทเพราะองค์รัชทายาทลุด
วิกเป็นคนไม่เด็ดขาดเลยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก
ตระกูลของภรรยาบงการเอาใช่ไหมล่ะคะ”
เซลเลสทินผุดลุกจากที่นั่งในตอนท้าย เธอเดินไป
มาขณะระบายความคับแค้นใจ เหมือนกับพร้อม
จะพ่นไฟออกมาจากปากของตัวเองทุกเมื่อหญิง
สาวตะโกนทุบอกของตัวเองแรงๆ อย่างไม่สมกับ
เป็นคุณหนูชนชั้นสูง
“แล้วฉันล่ะคะ ตรัสว่าฉันเหมาะสมกับองค์รัช
ทายาทงั้นเหรอ จะสื่อว่าตระกูลของฉันไร้อำนาจ
และต่อให้อยากบงการองค์รัชทายาทลุดวิกก็คง
ทำแบบนั้นไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ! ตระกูลที่กำลังตก
อับได้เกี่ยวดองกับราชวงศ์เลยคิดว่าต้องยอม
ศิโรราบแล้วถวายหัวให้งั้นสินะคะ! เฮอะ จะดูถูก
คนไปถึงไหนกัน!!!”
คำพูดสุดท้ายของเซลเลสทินฟังดูคล้ายกับเสียง
กรีดร้อง ซึ่งก็สมควรที่เธอจะทำแบบนั้น เซลเล
สทินหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง แม้จะอยู่ในตระกูล
ที่กำลังตกอับ แต่เธอก็รักครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
ทว่าพระราชากลับดูแคลนเธอ และปฏิบัติกับ
ตระกูลของเธอเหมือนพวกไร้ประโยชน์ สำหรับ
เขา เซลเลสทินเป็นแค่เครื่องประดับสวยๆ และ
ไร้อำนาจที่นำไปวางข้างลูกชายผู้ไม่เด็ดขาดก็
เท่านั้น
“เหตุผลที่ตระกูลของฉันตกตํ่าถึงเพียงนี้เพราะ
อะไรกันล่ะคะ! ตอนที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่อุบัติ
ขึ้น ถ้าราชวงศ์หยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้สัก
นิดก็คงจะไม่เป็นแบบนี้แท้ๆ! พวกเขาทำลาย
อำนาจของตระกูลเคียส์และเพิกเฉยจน
ประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในอาณาเขตเราต้อง
อดตายก็เท่านั้นเอง…!”
เซลเลสทินนํ้าตาคลอหน่วยด้วยความรู้สึก
สะเทือนใจอย่างรุนแรงตระกูลเคียส์มีอำนาจและ
ความมั่งคั่งอย่างมากจากผลกำไรที่ได้จากพื้นที่
เพาะปลูกข้าว แต่ก็ไม่เคยลืมสถานะของตัวเอง
ตระกูลเคียส์เป็นตระกูลที่เชื่อฟังและจงรักภักดี
ต่อราชวงศ์อย่างสุดหัวใจมาโดยตลอด
ถึงอย่างนั้นราชวงศ์ก็มักจะหวาดระแวงอำนาจ
ของตระกูลเคียส์ เมื่อสบโอกาสที่เรียกว่าภัย
ธรรมชาติ ราชวงศ์ก็เมินเฉยพวกเขาทันทีราวกับ
รอเวลานี้อยู่แล้ว ทั้งที่ในฐานะราชวงศ์ พวกเขามี
หน้าที่ดูแลตระกูลเคียส์ซึ่งเป็นขุนนางของตัวเอง
ตอนนี้ราชวงศ์ตีค่าตระกูลเคียส์ว่าเป็นตระกูลที่
ตกอับและดูหมิ่นเหยียดหยาม ทั้งยังเย้ยหยันว่า
จะนำเสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บไปเป็นสัตว์เลี้ยงใน
พระราชวัง เซลเลสทินโกรธแค้นอย่างหนักจน
แทบกระอักออกมาเป็นเลือดผมเผ้าของเธอยุ่ง
เหยิงจากแรงมือที่คลุ้มคลั่งก่อนจะหันไปถามแอน
เน็ต
“รู้มั้ยคะว่าสิ่งที่แย่กว่านั้นคืออะไร”
…ยังมีเรื่องอื่นอีกเหรอ
แอนเน็ตตกใจกับการระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงของ
เซลเลสทิน เธอยิ้มอย่างอึดอัดใจ
เธอที่เผชิญหน้ากับราเฟลมาแล้วสัมผัสได้โดย
สัญชาตญาณ ว่าเซลเลสทินที่อยู่ตรงหน้าก็
บกพร่องในการควบคุมความโกรธเหมือนกันหญิง
สาวไม่ทันสังเกตเห็นความอึดอัดของแอนเน็ต
เลยทุบโต๊ะดังปังพร้อมตะโกนเสียงดัง
“ฉันไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นแบบนั้น! เลยปรึกษาฝั่า
บาทเกี่ยวกับความชอกชํ้าทางใจที่ถูกลักพาตัว!
โดยไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง
นั่นแหละคือคนร้าย!!!”
อืม ถ้าเป็นอย่างนั้นก็สมควรแล้วที่เซลเลสทินจะ
แผดเสียงราวกับสิงโตที่คลุ้มคลั่ง เซลกราติสมี
เล่ห์เหลี่ยมที่ยอดเยี่ยมในการหลอกลวงผู้อื่นต่าง
จากภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูโอบอ้อมอารีของเจ้า
ตัว แอนเน็ตสงสัยว่าเขาคิดอะไรอยู่ตอนให้
คำปรึกษาเรื่องบาดแผลทางจิตใจกับเซลเลสทิน
เซลเลสทินเดินเป็นหนูติดจั่นในห้องพร้อมกับ
ระเบิดความโกรธออกมาอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายเธอก็
นั่งลงด้วยลมหายใจเหนื่อยหอบเหมือนว่าหมด
เรี่ยวแรงที่จะโกรธต่อแล้ว แอนเน็ตยื่นมือไปตบ
บ่าอีกฝั่ายเงียบๆ เซลเลสทินเลยกลอกตามองเธอ
แล้วถามขึ้น
“ตอนนี้คุณจะทำยังไงต่อคะ”
“จะทำยังไงน่ะเหรอคะ ต้องไปจับตัวเบี้ยก่อนสิ
คะ”
ตอนที่ 9 (6) (Rewrite)
แอนเน็ตประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากันอย่าง
แน่วแน่ ท่าทางนั้นดูสมบูรณ์แบบราวกับ
ภาพประกอบของหญิงชนชั้นสูงในเทพนิยาย ต่าง
จากเซลเลสทินซึ่งหายใจหอบเพราะเอาชนะ
อารมณ์ที่แปรปรวนไม่ได้
เซลเลสทินรู้สึกฉงนใจเล็กน้อย ทั้งๆ ที่เผชิญเรื่อง
เดียวกัน แต่แอนเน็ตรักษาความสุขุมอย่างนี้ได้
ยังไงกันนะ
ทว่าคราวนี้เซลเลสทินคิดผิดไป แอนเน็ตกำลัง
โกรธหนักมากต่างจากภาพลักษณ์ที่แสดงออกไป
ให้เห็น เกือบสิบปีแล้วที่เธอถูกบงการอย่างไม่รู้
เรื่องรู้ราวภายใต้เงื้อมมือของเซลกราติส นั่นทำ
ให้สายเลือดบาเยิร์นอันสูงส่งที่ไหลเวียนอยู่ใน
กายของแอนเน็ตเดือดพล่าน หญิงสาวผู้สืบทอด
เชื้อสายอันเย่อหยิ่งกำลังโกรธจนชาไปทั้งตัว
ไม่มีใครมาทำลายแอนเน็ต บาเยิร์น ได้ทั้งนั้น ไม่
มีทาง!
“เป็นถนนกลูติหมายเลขสี่แน่ๆ ใช่ไหมคะ”
“หรือว่าคุณคิดจะไปจับคนขับรถม้าคนนั้นเหรอ
คะ ที่นั่นไม่ต่างอะไรกับดงโจรเลยนะคะ! ฉันว่า
มันน่าจะเสี่ยงเกินไป ทำไมเราไม่สั่งคนอื่น…”
เซลเลสทินที่คาดเดาเจตนาของแอนเน็ตออกรีบ
ห้ามปรามด้วยสีหน้ากังวล ถึงเธอจะเป็นคนที่
แอบจับฌาคส์มาก็จริง แต่ก็ได้ตัวเขาจากถนนวา
เซติเท่านั้น ที่นั่นเป็นเขตปลอดภัยที่มีแต่ขุนนาง
ระดับล่างกับพวกชนชั้นกลางที่รํ่ารวยใช้กัน
ทว่าเขตกลูตินั้นค่อนข้างพิเศษ แน่นอนว่าพิเศษ
ในทางที่ไม่ดี หลายคนไม่อยากนับรวมที่แห่งนั้น
อยู่ในเดลเทียม แต่มันก็เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง
อาชญากรกับนักโทษผู้โหดเหี้ยม รวมถึงธุรกิจซื้อ
ขายในตลาดมืดทั้งหมดรวมตัวและวนเวียนอยู่ใน
นั้นราวกับนํ้าเสียในท่อระบายนํ้า พวกนั้นเหมือน
แมลงสาบที่ต่อให้กำจัดไปก็ยังคลานยั้วเยี้ย
ออกมาจากทุกที่อย่างไม่มีสิ้นสุด
แน่นอนว่าราชวงศ์เดลเทียมไม่ได้เพิกเฉยกับเรื่อง
นี้ พวกเขาพยายามกวาดล้างเขตกลูติหลายครั้ง
ตั้งแต่อดีต แต่การกำจัดพวกนั้นให้สิ้นซากเป็น
เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป
เหล่าอาชญากรในเขตกลูติออกมาต่อต้านกองทัพ
ทหารอย่างบ้าคลั่งราวกับเตรียมพร้อมจะพลีชีพ
ตัวเอง เดิมทีที่นั่นก็มีแต่นักโทษที่โหดเหี้ยมอยู่
แล้ว พวกมันเลยไม่เลือกแบบแผนหรือวิธีการทำ
ให้มีพละกำลังมากทีเดียวคนที่เสียหายจากการ
ต่อสู้จึงมีแต่ประชาชนคนบริสุทธิ์ซึ่งอยู่บริเวณนั้น
ด้วยเหตุนี้ ‘การกวาดล้าง’ ของราชวงศ์จึงต้องยุติ
ลงอย่างคลุมเครือทุกครั้ง เนื่องจากความเสียหาย
ที่เกิดจากการไปยุ่มย่ามในเขตนั้นมีมากกว่า
ผลประโยชน์ที่ได้จากการกวาดล้าง และเด
ลเทียมก็ใช้ทหารอย่างสิ้นเปลืองไม่ได้ เนื่องจาก
เสียทหารจำนวนมากไปกับการปราบปรามกอง
กำลังกบฏเก่าของลือธานในอดีตที่ลุกฮือไม่หยุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อยากเสียทหารให้กับ
อาชญากรที่เป็นขยะพวกนั้น
ดังนั้นเซลเลสทินเลยออกตัวห้ามปรามแอนเน็ต
เขตกลูติเป็นสถานที่อันตรายเกินกว่าจะบุ่มบ่าม
เข้าไป!
“อย่ากังวลไปเลยค่ะ เซลเลสทิน ฉันมีวิธีค่ะ”
แอนเน็ตทำหน้าสงบเยือกเย็นราวกับไม่รู้
กิตติศัพท์ของเขตกลูติ เธอลูบปลายนิ้วที่เรียวงาม
ของตัวเองก่อนจะยิ้มเงียบๆ
“ฉันรู้จักคนคนหนึ่งที่เหมาะกับงานนี้มาก ดังนั้น
คุณแค่รออยู่ที่นี่ก็พอค่ะ ฉันจะจบฝันร้ายของคุณ
ในเร็วๆ นี้เอง”
…แปลกจัง เงาที่พาดผ่านใบหน้าอันอ่อนโยนของ
แอนเน็ตดูเหมือนเค้าลางของภยันตราย แล้ว
ทำไมเธอถึงต้องใจเต้นแรงเมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้น
ของแอนเน็ตด้วย
เซลเลสทินหลบสายตาขณะทาบมือลงบนหน้าอก
ที่เต้นรัวของตัวเอง
ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกอยากเรียกแอนเน็ตว่า
‘พี่สาว’ ขึ้นมา
แอนเน็ตส่องกระจกขณะหยิบต่างหูรูป
พระจันทร์มาลองทาบกับติ่งหูของตัวเองตาม
ความเคยชิน สถานที่ซึ่งเธอกำลังจะไปต่อจากนี้
ไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะใส่เครื่องประดับ เพราะเธอ
ตั้งใจจะไปย่านสลัมสุดอันตรายที่ชื่อว่าถนนกลูติ
หมายเลขสี่
ยังไงฉันก็ต้องสวมเสื้อผ้าปอนๆ เพื่อลักลอบเข้า
ไปอยู่แล้ว แล้วจะมาสวมต่างหูเนี่ยนะ เฮ้อ
เธอกลัวตัวเองที่เคยชินกับเรื่องแบบนี้ จังหวะที่
แอนเน็ตยิ้มขมขื่นและกำลังปิดกล่องใส่อัญมณี
อยู่นั้นเอง มือใหญ่ที่ยื่นมาจากข้างหลังก็ขยับอยู่
บนกล่องใบนั้น
“อันนี้สวยดีนะ เข้ากับสีตาของเธอมากเลย”
ปลายนิ้วนั้นชี้ไปที่ต่างหูน่ารักซึ่งทำมาจากโรสค
วอตซ์กับไข่มุก แอนเน็ตหันกลับไปมองเงียบๆ ก็
เห็นราเฟลที่กลับมาจากการฝึกซ้อมยืนตระหง่าน
ราวกับภูเขาสูงใหญ่ ชุดฝึกซ้อมสีดำที่แนบเรือน
ร่างของเขาดูอันตรายและเป็นชายชาตรีอย่างยิ่ง
แต่มันก็เป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น
ทันทีที่สบตากัน ราเฟลก็หลบตาเธอเงียบๆ น่า
แปลกที่เขาทนสบตากับเธอไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน
ไอร้อนแปลกๆ แผ่ซ่านอยู่รอบคางของชายหนุ่ม
ก่อนจะลามขึ้นไปที่ใบหู บนแก้มและขมับแดง
ปลั่ง เขาหวังว่าตอนนี้ตัวเองคงจะไม่ได้ทำหน้า
เหลอหลาต่อหน้าแอนเน็ตมากเกินไป
“วันนี้จะไปนอนบ้านผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ เราจะไปปาร์ตี้ชุดนอนในหมู่สาวๆ
ด้วยกัน ต้องสนุกแน่เลยค่ะ”
แอนเน็ตตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน คำ
โกหกของเธอสมบูรณ์แบบสมกับเป็นบุตรสาว
ของตระกูลบาเยิร์น
วันนี้แอนเน็ตวางแผนว่าจะแกล้งไปพักที่
คฤหาสน์ของเซลเลสทินและแอบไปที่ถนนกลูติ
หมายเลขสี่เพื่อจับตัวเบน มาร์ช หัวโจกที่ก่อเรื่อง
ทั้งหมดนี้หัวใจของเธอที่จะก่อการใหญ่เต้นโครม
ครามราวกับนกตัวน้อยกำลังหัดบิน
โชคดีที่ราเฟลจับคำโกหกของเธอไม่ได้ เขากำลัง
ฟุั้งซ่านกับความรู้สึกรักที่ตัวเองเพิ่งค้นพบเมื่อไม่
นานมานี้ และไม่พอใจกับเรื่องที่แอนเน็ตจะไป
ค้างนอกบ้าน เลยปั้วนเปียนอยู่รอบๆ ไม่ยอมห่าง
จากโต๊ะเครื่องแปั้งง่ายๆประหนึ่งสัตว์จำพวกแมว
ตัวใหญ่ที่พยายามรบกวนเจ้าของ
“ทำไมเหรอคะ ราเฟล”
“…ปาร์ตี้ชุดนอนอะไรนั่น เธอจำเป็นต้องไปด้วย
เหรอ”
ดวงตาสีชมพูเบิกกว้างกับคำถามที่ไม่คาดคิดของ
ราเฟล
ตอนที่คุยกันก่อนหน้านี้ก็บอกว่าเข้าใจแล้ว
แท้ๆ ทำไมตอนนี้เขาถึงมาถามอะไรแบบนี้กันนะ
ร่างสูงใหญ่ที่ยืนพิงข้างโต๊ะเครื่องแปั้งทำหน้า
น้อยใจ แอนเน็ตเห็นอย่างนั้นก็ถามด้วยสีหน้า
ประหลาดใจ
“ทำไมคะ คุณไม่ชอบที่ฉันไปเยือนคฤหาสน์ของ
เซลเลสทินหรือเปล่า”
“…เปล่า แค่ตระกูลฝังนั้นหละหลวมเรื่องการ
รักษาความปลอดภัยเธออาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้
ฉันไม่ค่อยไว้ใจเท่าไร”
ราเฟลไม่กล้าตอบว่าใช่เลยพูดด้วยเสียงห้วนๆ
แทน
เขาเสยผมสีดำที่เปียกหมาดๆ ขึ้นไปก่อนจะโน้ม
ตัวลงมาเพื่อจูบหน้าผากขาวนวล ดวงตาสีนํ้าเงิน
ที่ก้มมองเธอเงียบๆ จากด้านบนส่องประกายราว
กับอัญมณี เขากระซิบเสียงทุ้มตํ่าขณะใช้ดวงตาคู่
นั้นจ้องมองแอนเน็ตอย่างหลงใหล
“เพราะงั้นอย่าไปเลยนะ แอนเน็ต อยู่ที่นี่เถอะ”
เขาไม่กล้าอ้อนวอนขอให้เธออยู่กับตัวเอง มือที่
ชอบเกาะแกะลูบหลังมือของแอนเน็ตเบาๆ ก่อน
จะประสานนิ้วเข้าหากันอย่างแนบแน่น เขาแสดง
อาการตอแยไม่เลิกราวกับแมงมุมที่จับเหยื่อ
เอาไว้ หญิงสาวกะพริบตาก่อนจะเงยหน้ามองรา
เฟลแล้วคลี่ยิ้มในที่สุด
“คุณกังวลว่าจะนอนไม่หลับตอนกลางคืนเหรอ
คะ ฉันมีอะไรจะให้คุณด้วยค่ะ”
แอนเน็ตหยิบกล่องของขวัญชิ้นเล็กๆ ออกมาจาก
ลิ้นชักโต๊ะเครื่องแปั้งแล้วยื่นให้ จากนั้นราเฟลก็
ยอมปล่อยมือเธออย่างอิดออดแล้วรับของชิ้นนั้น
มาพอแกะกระดาษห่อเสียงดังกรอบแกรบออก ก็
เห็นกล่องดนตรีขนาดเล็กอยู่ข้างในนั้น
“นี่คืออะไรน่ะ”
ชายหนุ่มก้มมองของขวัญด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเต็ม
ใจนัก กล่องดนตรีที่ประดับทองคำกับผ้า
กำมะหยี่สีดำดูสวยงามและหรูหรามาก แต่มัน
เป็นของขวัญที่ไม่เหมาะจะให้ผู้ชายที่โตเป็น
ผู้ใหญ่แล้ว
ราเฟลขมวดคิ้วขณะก้มมองกล่องที่มีขนาดเล็กไม่
ถึงครึ่งของฝั่ามือตัวเอง แอนเน็ตที่เห็นปฏิกิริยา
นั้นหัวเราะอย่างสนุกสนานและเชิญชวนให้เขา
เปิดดู
“ลองเปิดดูก่อนสิคะ เร็วๆ เข้าค่ะ”
ในเมื่อเธอหัวเราะและชวนให้ดูขนาดนั้นเลย
ปฏิเสธไม่ลง ชายหนุ่มพยายามควบคุมหัวใจที่
เต้นตุบๆ เขาถอนหายใจแล้วใช้ปลายนิ้วเปิดฝา
กล่องดนตรี ทันใดนั้นเมโลดี้ที่คุ้นหูและคิดถึง
แปลกๆ ก็ดังออกมาจากในนั้นราเฟลเลิกคิ้วขึ้น
พลางนึกถึงเมโลดี้นี้ด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนที่ความ
ทรงจำหนึ่งจะผุดขึ้นมาในหัว
“นี่มัน…เพลงที่เธอเคยฮัมบ่อยๆ นี่ ใช่ไหม”
“ใช่แล้วค่ะ เป็นเพลงกล่อมเด็กน่ะค่ะ”
แอนเน็ตหลุบตาตํ่าขณะซ่อนสายตาอันว้าวุ่นของ
ตัวเอง
ถ้าเธอย้ายไปอยู่ที่ออสแลนด์ ราเฟลก็ต้องอยู่คน
เดียว และเขาอาจจะทุกข์ทรมานกับอาการนอน
ไม่หลับทุกคืนก็ได้
ตอนนั้นเธอคงใช้ความสามารถเพื่อกล่อมให้เขา
นอนหลับไม่ได้ เลยตั้งใจจะมอบกล่องดนตรีใบนี้
ให้ราเฟลไว้แทนตัว แน่นอนว่าใส่ความสามารถ
ลงในกล่องดนตรีไม่ได้จึงไม่มีผลอะไร…แต่ถึง
อย่างนั้นเธอก็ยังอยากให้เขาอยู่ดี
เขาน่าสงสารออก
ดวงตาของแอนเน็ตที่ถูกเงาขนตาบดบังดูเศร้า
หมองราวกับจะร้องไห้
แค่คิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องจากเขาไป หัวใจเธอก็
เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
ราเฟลที่ไม่รู้ความคิดภายในใจของแอนเน็ตจ้อง
มองกล่องดนตรีอย่างเฉยเมย
สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาคือตุ๊กตาที่หมุนอยู่บน
กระจกสีนํ้าเงินซึ่งถูกทาสีทับราวกับทะเลสาบ
ตุ๊กตาเซรามิกตัวเล็กดูประณีตงดงามราวกับ
เทพธิดามันมีผมสีบลอนด์ทองสละสลวยกำลัง
สวมกระโปรงสีชมพูอ่อน ท่าทางที่เต้นรำด้วย
ใบหน้ายิ้มแย้มดูเหมือนกับแอนเน็ตอย่างน่า
ประหลาด จนเขาสงสัยว่ามีคนตั้งใจสร้างมัน
ขึ้นมาให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า
ราเฟลลองใช้ปลายนิ้วแตะตุ๊กตาตัวเล็กที่ขนาดไม่
ถึงครึ่งของนิ้วชี้ตัวเองแอนเน็ตที่กำลังมองอยู่ถาม
เขาด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบา
“คุณถูกใจของขวัญชิ้นนี้ไหมคะ”
“อืม ขอบใจนะ”
ราเฟลปิดกล่องดนตรีอย่างระมัดระวังต่างจาก
ร่างกายที่สูงใหญ่ เขาไม่รู้ว่าทำไมแอนเน็ตถึงมอบ
ของขวัญชิ้นนี้ให้ตัวเอง ปกติเขาควรจะมีความสุข
ที่เธอเอาใจใส่ แต่ในทางกลับกันกลับรู้สึก
หวาดกลัวขึ้นมา
แค่เธอร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟังต่อไปเรื่อยๆ ก็
พอ ทำไมจะต้องให้กล่องดนตรีเป็นของขวัญด้วย
ก็ไม่รู้ เหมือนคนที่ตั้งใจจะจากไปที่ไหนสักแห่ง
อย่างนั้นแหละ
ตอนที่ 9 (7) (Rewrite)
ชายหนุ่มพยายามข่มความกระวนกระวายใจ
ขณะวางกล่องใบนั้นลงบนโต๊ะเครื่องแปั้งอย่าง
ทะนุถนอม จากนั้นก็เชยคางของแอนเน็ตขึ้นมา
จูบอย่างร้อนใจราวกับจะลบล้างความวิตกกังวล
นั้น
จูบที่แผ่วเบาแทนคำขอบคุณในตอนแรกเริ่มหนัก
หน่วงราวกับจะกลืนกินเข้าไปในไม่ช้า มือที่
ประคองลำคอระหงออกแรงดึงไหล่เข้ามาเพื่อให้
แนบชิดกันมากขึ้น
แอนเน็ตหายใจหอบขณะสติพร่าเลือนกับสัมผัส
อันเร่าร้อนที่ตะโบมจูบเข้ามา ปลายลิ้นของเขา
เกี่ยวกระหวัดกับลิ้นอ่อนนุ่ม ริมฝีปากที่เปลี่ยน
องศาก่อนจะประกบลงมาหลายครั้งนั้นช่างน่า
หลงใหล เป็นจูบที่ตอกยํ้าว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร
กับเธออยู่
หญิงสาวที่ถูกตะโบมจูบจนเกือบลืมทุกสิ่งทุก
อย่างรีบดันไหล่เขาออกไปราเฟลยอมปล่อยอย่าง
ไม่ค่อยเต็มใจก่อนจะเลียมุมปากด้วยสีหน้าร้อน
ใจริมฝีปากที่แดงเห่อของเขาเต็มไปด้วยความ
ต้องการ เป็นเรื่องยากมากที่ต้องบอกลาริมฝีปาก
นั้น
“ขอโทษนะคะราเฟล ตอนนี้ฉันต้องไปแล้วจริงๆ
ค่ะ”
“ทำฉันเป็นแบบนี้แล้วจะไปง่ายๆ เลยเหรอ”
ราเฟลคว้ามือของเธอไปคลึงที่ส่วนล่างของตัวเอง
เธอรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจในขนาดอันน่า
สะพรึงกลัวผ่านผ้าบางๆ ใต้ฝั่ามือ ความร้อนที่
สัมผัสได้จากตรงนั้นร้อนระอุมากจนน่ากลัว
การขยับตัวของชายหนุ่มที่ถูไถตัวตนภายใต้ฝั่ามือ
ของแอนเน็ตเป็นไปอย่างวาบหวิว หญิงสาวแก้ม
ร้อนผ่าว เธอถอนมือออกมาก่อนจะพูดปลอบเขา
“ไว้ค่อยทำตอนฉันกลับมานะคะ ราเฟล ตอนนั้น
ฉันจะทำทุกอย่างที่คุณต้องการเลยค่ะ”
“…ทุกอย่างเลยเหรอ”
ราเฟลแสดงอาการสนใจคำพูดนั้นอย่างโจ่งแจ้ง
เขายกมือข้างหนึ่งปิดหน้าพร้อมกับใบหูที่แดงกํ่า
อย่างเห็นได้ชัดว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แอนเน็ตเห็น
อย่างนั้นก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
ฉันพูดผิดไปหรือเปล่านะ
ถ้าถูกเขารั้งตัวไว้ที่นี่จะต้องใช้เวลาด้วยกันทั้งคืน
แน่ๆ ราเฟลเป็นผู้ชายที่มีแรงขับทางเพศมาก
เกินไปและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แอนเน็ตเองก็มี
เรื่องที่ต้องทำมากมายในวันนี้ เลยรู้สึกว่าต้องรีบ
ออกไปจากที่นี่โดยด่วนถึงแม้ตัวเองจะทรมาน
ทางร่างกายในภายหลังก็ตาม
“ราเฟล คุณช่วยรอฉันแค่คืนนี้นะคะ ถ้าเกิดนอน
ไม่หลับก็เปิดกล่องดนตรีที่ฉันให้ไปค่ะ พรุ่งนี้เช้า
ฉันจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุดค่ะ”
แอนเน็ตลุกขึ้นแล้วหอมแก้มของเขาอย่างนุ่มนวล
ราเฟลก้มลงไปรับจูบจากเธอโดยอัตโนมัติ แขน
แกร่งยังโอบรัดรอบตัวและพัวพันอยู่พักหนึ่งราว
กับเสียดายที่ต้องปล่อยหญิงสาวไป
ความรู้สึกของรักแรกที่เพิ่งค้นพบทีหลังช่าง
รุนแรงตามที่เห็น กว่าแอนเน็ตจะหลุดจากอ้อม
กอดของราเฟลมาได้ก็หลังจากนั้นอีกพักใหญ่
“มาแล้วสินะครับ”
ไรลินยิ้มในท่านั่งเท้าคางเมื่อเห็นแอนเน็ตปรากฏ
ตัวขึ้น หญิงสาวที่ไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก
เบิกตากลมโต
ชายหนุ่มมองริมฝีปากสีชมพูระเรื่อที่แย้มออก
ของเธอด้วยแววตาบันเทิงใจ ตรงกลางริมฝีปาก
ล่างที่บวมเจ่อดูยั่วยวนเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับริม
ฝีปากบน แอนเน็ตไม่รู้เรื่องปีศาจจอมลามกที่อยู่
ในหัวของไรลิน เลยพูดถึงความประทับใจแรก
เห็นของตัวเอง
“คุณเปลี่ยน…สีผมเหรอคะ ย้อมผมใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งได้ยาย้อมผมดีๆ
มา ผมเลยย้อมสีเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศดูน่ะ
ครับ”
แต่เดิมผมของไรลินเป็นสีม่วงแดงงดงามราวกับ
ดอกพีโอนี โทนสีนั้นช่วยขับใบหน้าขาวผ่องอัน
งดงามและเพิ่มเสน่ห์ในตัวเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อสีนั้นอยู่บนเส้นผมที่เป็นลอนยาวแล้วยิ่งดู
งดงามขึ้น ถ้าได้ยืนอยู่ข้างๆ กันพวกผู้หญิง
หน้าตาธรรมดาจะต้องถูกบดบังด้วยความงาม
ของเขาแน่ๆ
ทว่าผมของไรลินที่เห็นในวันนี้เป็นสีนํ้าเงินเข้ม
มันเป็นสีเข้มจนนึกว่าเป็นผมสีดำหากมองในร่ม
เพียงแค่สีผมก็เปลี่ยนบรรยากาศให้ต่างจาก
เมื่อก่อนได้ นอกจากนี้เรือนผมอันงดงามยังถูก
ซอยให้สั้นลงด้วย พอเป็นแบบนี้แล้วไรลินเลยดู
เหมือนคนอื่นมากจริงๆ
แค่เปลี่ยนสีผมเอง ทำไมความรู้สึกถึงเปลี่ยนไป
ได้ขนาดนี้นะ
เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นคนย้อมสีผม แอนเน็ตจ้อง
มองใบหน้าของไรลินอย่างจริงจังจนผิดปกติ ชาย
หนุ่มที่เมื่อก่อนเหมือนผีเสื้อสีแดง ตอนนี้ดูงดงาม
และสุขุมราวกับดอกไอริสดอกหนึ่ง
ไรลินเพลิดเพลินกับสายตาของแอนเน็ตอยู่พัก
หนึ่ง สุดท้ายก็เลิกเท้าคางแล้วเงยหน้าขึ้นมา
อย่างเย้ายวน
“…ผมกำลังจะถามเลยว่าดูเหมาะไหม แต่เหมือน
จะไม่จำเป็นต้องถามคุณแล้วมั้งครับ”
“เอ่อ ขอโทษทีค่ะ ฉันจ้องคุณมากไปใช่ไหมคะ
เสียมารยาทไปซะแล้วสิ”
แอนเน็ตเพิ่งตระหนักว่าตัวเองเสียมารยาท
หลังจากได้ยินคำพูดนั้นพอเธอกล่าวขอโทษอย่าง
สุภาพ ไรลินก็ยกยิ้มมุมปากอย่างนุ่มนวลเหมือน
เมื่อก่อน เพราะผมของเขาสั้นลงใบหน้าเลยดู
เหมือนผู้ชายมากขึ้น แต่คำพูดที่พูดออกมาจาก
ปากสีแดงยังตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด
“คุณลูกค้าจ้องหน้าผมอย่างเร่าร้อนจนนึกว่าหลง
รักผมแล้วนะครับ”
“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ ฉันแต่งงานแล้ว
นะคะ”
“แต่คุณวางแผนจะไปจากที่นี่เร็วๆ นี้นี่ครับ”
ไรลินเอนตัวพิงข้างหลังขณะหรี่ตามองแอนเน็ต
ยิ้มๆ ราวกับรู้ดีว่าชีวิตแต่งงานของเธอเป็น
อย่างไร
แอนเน็ตรู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ กับสายตาที่
เหมือนมองทะลุจิตใจได้ของเขา เธอเป็นชนชั้นสูง
ตั้งแต่เกิดเลยค่อนข้างละเอียดอ่อนกับเรื่องความ
เป็นส่วนตัวพอสมควร
“เราทักกันแค่นี้แล้วไปกันเลยไหมคะ”
หญิงสาวตัดบทสนทนาเพราะไม่อยากคุยเรื่อง
ส่วนตัวกับเขามากไปกว่านี้แล้ว จากนั้นไรลินก็
ลุกขึ้นมาด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่สง่างาม
“ได้เลยครับ คุณลูกค้า จากนี้ไปเรามีเรื่องต้องทำ
กันอีกเยอะเลยครับ”
เขาแต่งกายอย่างหรูหราเหมือนเคย ต่างจาก
แอนเน็ตที่แต่งตัวค่อนข้างเรียบง่าย โค้ตสีขาว
ราวกับหิมะตกแต่งด้วยขอบทองอันประณีตส่วน
ข้างในสวมเสื้อเชิ้ตสีนํ้าเงินทับด้วยเสื้อกั๊กลาย
หมากรุก
แอนเน็ตมองไรลินที่สง่างามราวกับนกยูงตัวผู้
ด้วยสายตากังวล
แต่งตัวแบบนั้นไปจะเป็นอะไรไหมนะ
สถานที่ที่พวกเธอกำลังจะไปคือถนนกลูติ
หมายเลขสี่ ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีอาชญากรและนักโทษผู้
โหดเหี้ยมทุกรูปแบบอาศัยอยู่
ถนนและอาคารต่างๆ ในเขตกลูติหมายเลขสี่
ค่อนข้างซอมซ่อ กำแพงมีรอยแตกอยู่ทุกแห่ง
และผนังก็ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ แค่มองดูก็
สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่หม่นหมอง
โชคดีที่เมื่อไม่กี่วันก่อนคงมีฝนตกลงมา ถนนเลย
ไม่สกปรกขนาดนั้นไม่อย่างนั้นคงต้องทิ้งรองเท้า
บู๊ตไปแน่ๆ
แอนเน็ตเหลือบมองพวกผู้ชายน่ากลัวที่นั่งรวมตัว
ใต้ร่มเงาของกำแพงในตรอก พวกเขาหัวเราะคิก
คักขณะมองหญิงขายบริการที่สูบยาสูบอยู่ไกลๆ
แอนเน็ตรีบดึงฮู้ดลงมาทันทีเมื่อเห็นสายตาลามก
เหล่านั้น เธอปกปิดร่างกายด้วยเสื้อคลุมสีเหลือ
งอมนํ้าตาลทึมๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกลัวว่าจะถูก
มองเป็นคนต่างถิ่นอยู่ดี มือเล็กจัดชายเสื้อ
ด้านหน้าให้เข้าที่ก่อนจะเรียกไรลินที่เดินอยู่
ด้านหน้าเบาๆ
“คุณไรลิน”
“ครับ คุณลูกค้า”
“คุณซ่อนทหารอารักขาไว้แถวนี้หรือเปล่าคะ
หรือมีเพื่อนคนอื่นตามมาบ้างไหม”
“ไม่ครับ ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกครับ ผมเป็น
พวกอึดอัดง่ายเวลามีคนอยู่เยอะๆ น่ะครับ”
แอนเน็ตยกมือก่ายหน้าผากให้กับไรลินที่ตอบ
กลับมาอย่างหน้าตาเฉย
ถ้าพวกอาชญากรแย่ๆ มาหาเรื่องทะเลาะด้วยจะ
ทำยังไงกันล่ะทีนี้
เธอรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเมื่อรู้ว่าไม่มีแผนรับมือ
อะไรเลย
คนที่อยู่ในวงการจัดหาข้อมูลอย่างเขายังไงก็ต้อง
รู้ว่าถนนกลูติหมายเลขสี่มีชื่อเสียงในทางแย่ๆ พอ
ถูกแอนเน็ตหรี่ตามอง ไรลินก็แกล้งพูดเล่นเพื่อ
หยอกเย้าเธอ
“คุณคงจะประหม่าเพราะแปลกที่สินะครับ เวลา
แบบนี้นํ้าตาลช่วยได้ดีที่สุดเลยครับ นี่ ลองกินดู
สักชิ้นสิครับ”
สิ่งที่ไรลินยื่นมาให้คือช็อกโกแลตห่อหนึ่ง
เนื่องจากที่เดลเทียมไม่มีวัตถุดิบสำหรับทำ
ช็อกโกแลต จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าช็อกโกแลต
ทั้งหมดซึ่งในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ถือได้ว่านี่
เป็นช็อกโกแลตที่ทำจากวัตถุดิบชั้นดีที่สุดซึ่งจะ
ค่อยๆ ละลายในปากเมื่อกินเข้าไป
“อ่า ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
แอนเน็ตรับช็อกโกแลตมาอย่างไม่เต็มใจเท่าไร
กระดุมทองตรงแขนเสื้อของไรลินส่องประกาย
เตะตาตอนที่เขายื่นห่อช็อกโกแลตมาให้ ตัวเธอ
สวมแค่เสื้อคลุมมีฮู้ดธรรมดา แต่ไรลินกลับโอ้
อวดด้วยการเปิดเผยเครื่องแต่งกายที่หรูหรากับ
รูปโฉมที่โดดเด่นแพรวพราวราวกับเรียกให้ทุกคน
หันมามอง
การแต่งกายแบบนี้เตะตาทุกคนราวกับอัญมณีที่
เผลอทำตกลงบนโคลนถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใคร
เพ่งเล็งมาที่ไรลินอย่างน่าประหลาด เพราะเขา
ร่ายมนตร์ให้พรางตาจนคนรอบข้างไม่สนใจ
ในสายตาของคนอื่น ไรลินเป็นเหมือนไวน์หยด
หนึ่งที่ตกลงบนพรมหรูหราเท่านั้น ถึงจะรู้สึก
ฉูดฉาดบาดตาและตั้งใจเพ่งมองอย่างละเอียดก็
คงจะตาพร่าจนโฟกัสไม่ได้เพราะลวดลายที่เลื่อม
พรายพวกนั้นละมั้ง
แอนเน็ตไม่รู้ความจริงว่าไรลินเป็นพ่อมดที่
เหลืออยู่ไม่กี่คนบนโลกเธอเลยรู้สึกฉงนใจกับการ
แต่งตัวของเขา คิดว่าเขาคงจะเป็นอันธพาลที่
รับผิดชอบดูแล…เขตนี้หรืออะไรทำนองนั้น
บางทีเขาอาจจะเตรียมตาข่ายนิรภัยเอาไว้ก็ได้
ตอนที่ 9 (8) (Rewrite)
แอนเน็ตค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวไรลิน แน่นอนว่า
เขามีเล่ห์เหลี่ยมไม่มีใครเกิน แต่ก็ต้องยอมรับว่า
เขาจัดการงานได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆชาย
หนุ่มคงจะมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่ให้ทหารคุ้มกัน
ตามมาด้วย เว้นแต่ว่าเขาจะอยากถูกฆ่าตายกับ
เธอในตรอกแห่งนี้
หญิงสาวมองแผ่นหลังของอีกฝั่ายอย่างจับผิด
เขาซอยผมที่ยาวจนสั้นลำคอขาวๆ ที่โผล่ออกมา
เลยดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ถึงคอนั้นจะไม่เรียวงาม
เพราะเป็นคอของผู้ชาย แต่ก็มีเสน่ห์เย้ายวน
อย่างน่าประหลาด ไรลินรู้สึกได้ถึงสายตาของ
แอนเน็ตเลยหันกลับมามองเธอพร้อมกับยิ้มตา
หยี
“อ่า รีบไปกันเถอะครับ เดี๋ยวหนูที่เราตามหาจะ
รีบหนีไปซะก่อน”
แอนเน็ตพยักหน้าเห็นด้วยเพราะเขาพูดถูก
อย่างไรเธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกของสามัญชน
อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ
ต้องเชื่อใจไรลินและตามเขาไป และจนถึงตอนนี้
ไรลินก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยสักครั้ง
หญิงสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อตาม
ให้ทัน ไรลินเดินไปตามถนนกลูติหมายเลขสี่ด้วย
ฝีเท้าที่เบาจนน่าตกใจ การเคลื่อนไหวของเขา
ยามก้าวขาออกไปเบาหวิวราวกับสายลมอ่อนๆ
ที่พัดในเดือนพฤษภาคมใครมาเห็นคงนึกว่าเดิน
บนทางที่โรยด้วยดอกไม้ ไม่ใช่ตรอกที่เต็มไปด้วย
สิ่งสกปรกโสมม
ด้วยเหตุนี้แอนเน็ตที่เดินบนถนนขรุขระเป็นครั้ง
แรกเลยเอาแต่ไล่ตามเขาจนแทบขาดใจตาย
เพราะมีเรื่องสำคัญรออยู่ข้างหน้า เธอเลยไม่
อยากเป็นคนที่เอาแต่บ่นมากมาย แต่ขืนยังเป็น
แบบนี้ต่อไปคงได้พบยมทูตแทนเบน มาร์ช แน่ๆ
ในที่สุดหญิงสาวก็เรียกคนที่เดินนำหน้าไปไกล
แล้วอย่างเหนื่อยหอบ
“เดินช้าๆ ลงหน่อยค่ะ คุณไรลิน เดี๋ยวก็พลัดหลง
กันหรอกค่ะ”
“เฮ้อ ดูท่าคุณคงลำบากน่าดูเลยนะครับ ให้ผม
ช่วยประคองไหมครับ”
ชายหนุ่มหันกลับมาแล้วถามด้วยใบหน้าใสซื่อ
ดวงตาของเขาเป็นประกายเงาวับราวกับจ้องจะ
ทำแบบนี้อยู่แล้ว แน่นอนว่าแอนเน็ตไม่ใช่คนที่
จะหลงกลอะไรง่ายๆ เธอโบกมือน้อยๆ ราวกับไม่
อยากตอบเขา จากนั้นไรลินก็หัวเราะแล้วเดิน
นำหน้าไปอีกครั้ง
“เฮ้อ”
หญิงสาวมองอีกฝั่ายพร้อมกับขมวดคิ้ว เหมือน
เขาอยากหยอกเย้าเธอที่มาสถานที่แปลกตาอย่าง
สลัม
ตอนนี้แอนเน็ตพอจะเข้าใจ ‘อารมณ์ขัน’ ของไร
ลินผู้ลึกลับซับซ้อนบ้างแล้ว ดังนั้นเลยชะลอฝีเท้า
ลง แม้ว่าแผ่นหลังที่ผอมสูงของเขาจะหายลับตา
ไปไกลแล้ว เพราะเธอเริ่มเหนื่อยและการเดิน
เร็วๆ ก็ดูหักโหมมากเกินไป
มองผิวเผินเหมือนไรลินจะทิ้งเธอแล้วเดินนำไป
แต่ก็มั่นใจว่าเขาเป็นที่พึ่งได้แน่นอน เมื่อเธอตก
อยู่ในอันตราย หรือเลี้ยวผิดเข้าไปในตรอก
แปลกๆ เขาคงจะรีบมาหาทันที และคงจะโผล่
หน้ามาจากที่ไหนสักแห่งราวกับพ่อมดอย่างที่เคย
ทำมาตลอด
แอนเน็ตเชื่อมั่นในตัวไรลินว่าพึ่งพาได้ ดังนั้นถึง
จะอยู่คนเดียวก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกอะไร
เธอไม่คิดจะเล่นตามเกมของไรลินเลยคลี่ดูแผนที่
อย่างใจเย็น ก่อนจะเริ่มหาทางไปกาสิโนด้วย
ตัวเอง แต่ทว่า…
แผละ
เธอเผลอเหยียบของสกปรกเข้า เพราะจดจ่ออยู่
กับแผนที่แล้วเดินไปเรื่อยๆ เลยไม่ทันระวัง
ด้านล่างไปโดยปริยาย สำหรับบุตรีตระกูลขุนนาง
ที่รายล้อมไปด้วยของวิจิตรงดงามมาทั้งชีวิตอย่าง
แอนเน็ต สภาพแวดล้อมแบบนี้ถือเป็นเรื่องน่าตก
ตะลึงมากทีเดียว อย่าว่าแต่ขยะสักชิ้นเลย เธอ
คุ้นเคยกับพื้นหินอ่อนเงาวับที่ไม่มีฝุั่นสักเม็ด
มากกว่า
แอนเน็ตถอนหายใจขณะถูรองเท้าบู๊ตหนังชั้นดี
กับพื้นดินเพื่อขัดคราบสกปรกออกไป โชคดีที่
รองเท้าบู๊ตคุณภาพดีสมราคา คราบสกปรกเลย
ไม่ซึมเข้ามาด้านในรองเท้า
ถึงอย่างนั้นประสบการณ์เหยียบสิ่งสกปรกครั้ง
แรกในชีวิตก็เป็นเรื่องน่าตกใจพอสมควร คนอื่น
อาศัยอยู่ในสถานที่คับแคบและโกโรโกโสอย่างนี้
กันเหรอ มันคงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อหากไม่ได้มา
เห็นด้วยตาตัวเอง แอนเน็ตปฏิญาณกับตัวเองใน
ใจระหว่างถูรองเท้าบู๊ตกับพื้นดินด้วยความขัดใจ
ฉันต้องรีบจบงานนี้แล้วออกไปจากที่นี่
ตอนนี้ยังไม่มีใครเพ่งมองมายังเธอ แน่นอนว่า
เป็นเพราะเสื้อคลุมมีฮู้ดตัวเก่าที่สวมอยู่ และคน
อื่นคงจะคิดว่าเธอที่ปิดบังใบหน้าเป็น ‘พวก
เดียวกัน’เนื่องจากที่นี่เต็มไปด้วยอาชญากรที่
ทางการต้องการตัว และมีแต่สิ่งผิดกฎหมาย
มากมาย เลยพบเห็นคนที่แต่งตัวเหมือนแอนเน็ต
ได้บ่อยๆพวกเขาคงจะคิดว่าเธอเป็นเอเจนต์
ลักลอบค้ายาราคาถูกทั่วไป
ด้วยเหตุนี้หญิงสาวเลยเดินห่อตัวไปข้างหน้าอย่าง
เนิบนาบได้โดยไม่ถูกใครรบกวน แต่หลังจากนั้น
ไม่นานเธอก็หลงทางในที่สุด
เมื่อผู้อยู่อาศัยเพิ่มจำนวนขึ้น ถนนกลูติหมายเลข
สี่เลยเบียดเสียดและแออัดราวกับใยแมงมุม ถึง
จะมีแผนที่ชัดเจนและมีตามองทาง แต่ก็มีโอกาส
หลงตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่ได้
แปลกจัง ฉันว่ามันอยู่แถวนี้แน่ๆ
แอนเน็ตขมวดคิ้วด้วยความกังวล เธอรู้สึกว้าวุ่น
ใจขึ้นมาแปลกๆเพราะยืนอยู่ที่นี่คนเดียว
ต้องรีบไปที่กาสิโนเพื่อจับตัวเบน มาร์ช ที่นั่น
แท้ๆ ถึงจะแต่งตัวไม่ให้โดดเด่นเตะตายังไง แต่ถ้า
ยังเดินงมหาทางอยู่คนเดียวในที่แบบนี้…
“นี่ นายตรงนั้นน่ะ! มานี่หน่อยสิ”
…ต้องหาเรื่องกันแน่นอน
แอนเน็ตชำเลืองมองใต้ฮู้ดเมื่อได้ยินเสียงเปิดฉาก
ชวนทะเลาะที่เห็นมานับไม่ถ้วนแล้ว
ปกติพวกอันธพาลที่ทำตัวกร่างมักจะหาเรื่องคน
อื่นแบบนี้ แต่ความเป็นจริงแตกต่างจากนิยาย
เล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าคนที่กระดิกนิ้วเรียกเธอจะ
เป็นหญิงงามคนหนึ่งที่แต่งตัววาบหวิว อีกฝั่ายคีบ
ยาสูบราคาถูกในมือขณะจ้องมองแอนเน็ต
“นายนั่นแหละ มาทางนี้หน่อยสิ”
แอนเน็ตยืนตัวแข็งขณะถือแผนที่ในมือ นี่ไม่ใช่
ครั้งแรกที่เธอเห็นหญิงค้าประเวณี พวกขุนนางก็
ควงหญิงค้าประเวณีชั้นสูงซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
‘นางโลม’ พวกเธอจะได้รับการอบรมอย่าง
เหมาะสมเพื่อพบกับขุนนางเมื่อมองในแวบแรก
จะเห็นการแต่งตัวที่หรูหรา ราวกับเป็นภรรยา
ของขุนนางระดับล่างผู้รํ่ารวย
แต่ผู้หญิงตรงหน้าแค่มองปราดเดียวก็เห็นว่าไม่
ค่อยใส่ใจเรื่องการแต่งตัวเท่าไร เธอมีริมฝีปากสี
แดงกับใบหน้าที่แต่งจนหนาเตอะ และผมสีบ
ลอนด์หม่นก็ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดูเซ็กซี่แต่ไร้ราคา
ด้วยชุดเดรสที่ใส่คว้านลึกจนแทบเห็นยอดอก
ไม่สิ เรียกของแบบนั้นว่าเดรสได้หรือเปล่านะ
ในสายตาของแอนเน็ตมันเหมือนกับสายเดี่ยวตัว
โคร่งมากกว่า ผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาอย่างนั้น
กำลังเรียกเธอให้ไปหา
ฉันจะทำยังไงดี
แอนเน็ตรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างทำตัวไม่ถูก ถ้ามี
อันธพาลร่างใหญ่อย่างพวกที่เปิดฉากหาเรื่อง
อย่างในนิยายคงจะตกใจน้อยกว่านี้ น่าเศร้าที่
หญิงตรงหน้าไม่ได้สนใจความกังวลของแอนเน็ต
เลยแม้แต่น้อย
“นี่ ชักช้าเสียจริง! นายเป็นหน้าใหม่เหรอ ไม่
อยากขายหรือไง!”
หญิงคนนั้นตวาดลั่นขณะเคาะส้นรองเท้าดังกึกๆ
แล้วเดินมาหยุดยืนตรงหน้าแอนเน็ต เห็นอีกฝั่าย
พูดเรื่องขาย เหมือนว่าจะเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ
ผู้หญิงที่เดินเข้ามาประชิดตัวแอนเน็ตจับข้อมือ
ของเธอแล้วยื่นหน้าเข้ามา กลิ่นนํ้าหอมฉุนกึกกับ
กลิ่นยาสูบราคาถูกลอยตลบอบอวลอยู่รอบตัว
“ไหนให้ดูของหน่อยสิ ขายอะไร มียาบ้าไหม”
แน่นอนว่าแอนเน็ตไม่รู้ว่ายาบ้าซึ่งเป็นยาเสพติด
ราคาถูกคืออะไรแต่หญิงตรงหน้าเข้าใจผิดว่าเธอ
เป็นคนส่งยา อีกฝั่ายจึงถือวิสาสะยื่นมือออกมา
จับ มืออันหยาบกร้านต่างจากรูปลักษณ์อัน
สวยงามคลำหาด้านในตะเข็บเอวของแอนเน็ต
ก่อนจะชะงักกึก ดูท่าหญิงตรงหน้าจะชํ่าชองใน
อาชีพนี้จริงๆ เพราะแค่แตะกล้ามเนื้อตรงเอวก็รู้
เพศของแอนเน็ตได้ทันที
“อะไรเนี่ย เป็นผู้หญิงหรอกเหรอ”
หญิงสาวขมวดคิ้วที่แต่งแต้มอย่างงดงาม
แอนเน็ตเห็นอย่างนั้นก็หัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
หรือว่าจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอกัน
“ตายแล้ว! เจ้านายของเธอเป็นใคร ทำไมไอ้บ้า
นั่นถึงใช้ผู้หญิงมาค้ายาล่ะ”
หญิงคนนี้ไม่ได้สนใจตัวตนของแอนเน็ตอย่างที่
เธอกังวล ถนนกลูติหมายเลขสี่เป็นพื้นที่ที่เต็มไป
ด้วยสิ่งผิดกฎหมาย มีคนผสมยาที่จำหน่ายยาเสพ
ติดกับคนส่งยาซึ่งคอยช่วยส่งของอยู่ทุกหนทุก
แห่ง คนส่งยาส่วนใหญ่จะสวมเสื้อคลุมมีฮู้ด
ซอมซ่อและปกปิดหน้าเพื่อขายยาราคาถูก มัน
ถือเป็นชุดทำงานประจำอาชีพของพวกนั้น
เธอเข้าใจผิดว่าแอนเน็ตเป็นคนส่งยาเพราะเสื้อ
คลุมตัวยาวเก่าๆ แต่พอรู้ว่าแอนเน็ตเป็นผู้หญิงก็
มีเหตุผลเดียวที่เธอรู้สึกโกรธ เป็นความรู้สึก
รังเกียจคนผสมยาที่รู้ทั้งรู้ว่างานนี้อันตราย แต่ก็
ยังใช้ผู้หญิงมาส่งยาอีก!
“ยังมีคนไร้จริยธรรมแบบนั้นอยู่อีก! ถึงจะเป็นคน
ส่งยาที่ใช้งานไม่ซํ้าหน้าก็เถอะ แต่นี่มันเกินไป
หน่อยมั้ย ทั้งๆ ที่รู้ว่างานนี้อันตรายแค่ไหน!”
ผู้หญิงตรงหน้ากำยาสูบในมือแน่นขณะก่นด่าคน
ผสมยาที่ไม่ได้ทำผิดอะไร ผงแปั้งอบแห้งร่วงลง
มาจากยาสูบที่ม้วนชุ่ยๆ ด้วยกระดาษฟอยล์แผ่น
หยาบ ตอนนั้นเองแอนเน็ตถึงได้เข้าใจ
สถานการณ์คร่าวๆ
ถึงเขตนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องผิดกฎหมายขนาดไหน
แต่ก็ยังมีกฎเกณฑ์บางอย่างอยู่ หนึ่งในนั้นคือคน
ส่งยาจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้าผู้
เสพติดยาเกิดเมายาขึ้นมา พวกนั้นจะทำเรื่องน่า
ขยะแขยงอย่างการถูของลับของตัวเองกับผู้ชาย
ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้
เสพติดยา ที่แม้ว่าจะถูกตอนของลับออกไปก็ไม่
รู้สึกเจ็บปวดอะไร
แต่สั่งให้ผู้หญิงมาค้ายาเลยงั้นเหรอ! ให้เวลาไม่
เกินสองวันผู้หญิงคนนี้คงจะหายวับไปจากถน
นกลูติหมายเลขสี่โดยไม่มีใครรู้แน่ๆ เธอเดาะปาก
ขณะกวาดตามองคนส่งยาตัวเล็กที่น่าสงสาร
ตรงหน้า
น่าสงสารจริงๆ เจอนายหน้าค้ายาผิดคนแล้ว โธ่
เอ๊ย
ถ้าเป็นตอนปกติเธอจะไม่สนใจใบหน้าของคนส่ง
ยาด้วยซํ้า แต่คราวนี้คิดว่าลองดูหน้าตาไว้ก็ไม่
เสียหาย ถ้าเกิดผู้ขายเป็นศพตายโหงกะทันหันจะ
ได้เก็บศพเอาไว้ แน่นอนว่า ‘การเก็บ’ ในที่นี้
หมายถึงขายทุกอย่างจากศพที่ทำเงินได้
หญิงค้าประเวณียื่นหน้าไปข้างใต้เสื้อฮู้ดตัวใหญ่ที่
แอนเน็ตสวมอยู่ดวงตาที่แต่งเข้มจัดมีสีนํ้าเงินปน
กับจุดสีนํ้าตาล ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะมองใบหน้า
ของเธอผ่านฮู้ด แอนเน็ตก็รีบจับไหล่ของอีกฝั่าย
เพื่อขัดจังหวะก่อนทันใดนั้นหญิงสาวที่ดูเป็นคน
หุนหันพลันแล่นก็รำคาญขึ้นมาทันที
“นี่ ขอดูหน้าหน่อยสิ! หน้าเธอราคาแพงมาก
เหรอ ถึงต้องปิดมิดชิดอย่างนั้น ไม่เป็นไรหรอก
น่า! ที่นี่นอกจากเธอก็มีคนส่งยาเต็มไปหมด! ไม่มี
อะไรน่าอายหรอก!”
ตอนที่ 9 (9) (Rewrite)
เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวาย สายตารอบข้างก็เริ่ม
หันมามองทางนี้ ใครบางคนบ่นพึมพำว่า ‘เอเรน
ทำแบบนั้นอีกแล้ว ฤทธิ์ยาคงเริ่มหมดแล้วสิท่า’
เหมือนว่าหญิงคนนี้จะติดยาอย่างหนักทีเดียว คง
เป็นเพราะฤทธิ์ยาที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้เธอ
อารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม แอนเน็ตยังพยายามรวบฮู้ดอย่าง
เอาเป็นเอาตายเพื่อปิดบังใบหน้า โชคดีที่เธอตัว
เล็กกว่าอีกฝั่าย องศาที่ก้มมาดูใบหน้าเลยไม่ค่อย
สะดวกเท่าไร สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เอเรนส่ง
เสียงเฮอะออกมาพร้อมกับถอนหน้าออกไป
“ช่างเถอะ! ฉันไม่สงสัยหน้าของเธอแล้วก็ได้! ใช่
ว่าทำแบบนั้นแล้วเธอจะสวยกว่าฉันซะเมื่อไร ฉัน
ไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้แล้ว เอายามาซะ!”
ฝั่ามือขาวที่เลอะเขม่ายาสูบยื่นมาหาแอนเน็ต
หญิงสาวเห็นนิ้วมือพวกนั้นสั่นเล็กน้อย
ยาคงเริ่มหมดฤทธิ์แล้วถึงได้ทำอย่างนั้น ราชวงศ์
มัวทำอะไรอยู่ คนยากจนถึงได้มั่วสุมยากันหนัก
ขนาดนี้
แต่ในเมื่อถูกสายตาของคนอื่นเพ่งเล็งอยู่ เลย
จำเป็นต้องแกล้งเป็นคนส่งยาแม้ว่าจะไม่ใช่ก็ตาม
แอนเน็ตคิดได้อย่างนั้นก็คลำหาของในแขนเสื้อ
โดยไม่ลืมทำตัวให้ดูน่าสงสัยให้สมกับเป็นคนส่ง
ยามากที่สุด แล้วหญิงตรงหน้าก็มองอย่างมี
ความหวัง
“นี่เป็นของที่ออกใหม่ค่ะ ฉันจะให้ฟรีๆ ลองดูสิ
คะ”
แอนเน็ตวางบางอย่างลงบนฝั่ามือของเธออย่าง
หน้าตาเฉย เมื่อเห็นของหญิงคนดังกล่าวก็เอียง
คอมอง เธอคุ้นเคยกับยาเสพติดที่สูดดมควันเข้า
ไปแต่เพิ่งเคยเห็นยาเสพติดในรูปแบบนี้เป็นครั้ง
แรก
นี่คืออะไรน่ะ
ของที่ถูกห่อด้วยกระดาษฟอยล์ดูไม่เหมือนของที่
เอาไว้เผา และกระดาษห่อก็ดูมีราคาแพงเป็น
พิเศษ แต่ไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้หรอกเพราะ
ที่นี่คือย่านสลัม เธออาจจะตาฝาดไป
“อันนี้เผายังไงเหรอ”
“ไม่ได้มีไว้เผา แต่ต้องกินเอาค่ะ แกะกระดาษ
แบบนี้แล้วเอาใส่ปากเลยค่ะ”
ใช่แล้ว สิ่งที่แอนเน็ตยื่นให้อีกฝั่ายคือช็อกโกแลต
ชั้นดีที่ได้มาจากไรลินเดิมทีเดลเทียมไม่มีวัตถุดิบ
สำหรับทำช็อกโกแลตอยู่แล้ว ดังนั้นช็อกโกแลต
ทั้งหมดจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งละลาย
หรือเสียได้ง่ายระหว่างการขนส่ง เพราะฉะนั้นมัน
จึงมีราคาแพงมากชนิดที่มีแต่ขุนนางเอาเข้าปาก
ได้
แน่นอนว่าหญิงขายบริการที่ขายเรือนร่างในถน
นกลูติหมายเลขสี่ต้องไม่เคยกินช็อกโกแลตมา
ก่อน เธอหยิบช็อกโกแลตเข้าปากอย่างงุนงงก่อน
จะเบิกตากว้าง
รสชาติเข้มข้นที่ขมปนหวานและมีความอ่อนนุ่ม
ยังอบอวลอยู่ในปากสัมผัสที่ค่อยๆ หลอมละลาย
ตรงปลายลิ้นช่างน่าเสียดาย เธอยกมือปิดปาก
แล้วมองแอนเน็ตอย่างแปลกใจ
“นะ…นี่เป็นยาตัวใหม่เหรอ ชื่ออะไรน่ะ”
“นิบส์ค่ะ”
แอนเน็ตตัดชื่อ ‘โกโก้นิบส์’ ออกเหลือแต่คำท้าย
และบอกไปอย่างรวบรัดโชคดีที่หญิงคนนั้นไม่
เอะใจว่ามันไม่ใช่ยาเสพติด คงเป็นเพราะ
ช็อกโกแลตมีรสชาติขมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หญิงโสเภณีเคี้ยวช็อกโกแลตที่ยังเหลืออยู่นิด
หน่อย ขณะเหลือบมองแอนเน็ตด้วยสายตา
เสียดาย
“เอ่อ มันคงเป็นยาออกใหม่ ฤทธิ์ยาเลยอ่อนไป
หน่อย เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยว้าวน่ะ มันยังขาดไป
หน่อย”
จะบอกให้ยื่นให้อีกก้อนสินะ
แอนเน็ตวางช็อกโกแลตอีกสองสามก้อนบนฝั่ามือ
ของอีกฝั่ายด้วยท่าทีเซื่องซึมสมกับเป็นคนส่งยา
เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าไม่ใช่ยาเสพติด ใจจริงเธอ
อยากจะให้หมดห่อ แต่กลัวว่าหากทำแบบนั้น
อีกฝั่ายจะสงสัยเอาได้
“มันเป็นยาที่ค่อยๆ ออกฤทธิ์ อย่าใจร้อนไปค่ะ
อีกสักสามสิบนาทีฤทธิ์ยาน่าจะมานะคะ ลองกิน
ตัวอย่างที่ฉันให้ไปก่อน ถ้าถูกใจก็ค่อยติดต่อ
มานะคะ”
“…เธอค้าขายเป็นต่างจากภาพลักษณ์เลยนี่ ดีละ!
ฉันจะลองกินดูก่อน ขอบใจนะ!”
หญิงสาวกำก้อนช็อกโกแลตอย่างทะนุถนอมแล้ว
หันหลังจากไปต่างจากท่าทีที่หยิ่งยโสนั่น อีก
หน่อยคงได้เวลาซื้อขายกันจริงๆ แอนเน็ตมอง
แผ่นหลังของหญิงคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอน
หายใจเฮือกใหญ่แล้วหันหลังกลับไปเช่นเดียวกัน
แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนใน
ระยะประชิด
“เฮ้อ ผมมาตามหาเด็กหลงทาง แต่มาเห็นการ
กระทำที่คาดไม่ถึงเสียนี่”
ไรลินที่ตอนนี้มีผมสีนํ้าเงินเข้มกำลังมองมาทางนี้
ริมฝีปากสีแดงของเขาตวัดยิ้มอย่างน่ามอง เขา
ทำเป็นพูดว่าเพิ่งจะมาตามหา แต่ความจริงแล้ว
ต้องจับตามองเธอตั้งแต่ต้นแน่ๆ
แอนเน็ตไม่กล้าถามออกไปตรงๆ อย่าง ‘ไปไหน
มา ทำไมถึงทิ้งฉันไว้คนเดียว’ เพราะรู้ว่าเขา
อยากเห็นเธอตื่นตกใจเลยตั้งใจทิ้งเธอไว้แบบนั้น
อยู่แล้ว หญิงสาวเลยไม่คิดจะถามคำถามที่ไรลิ
นต้องการเพื่อมอบความบันเทิงให้เขา เธอถามถึง
ธุระด้วยนํ้าเสียงที่ทำเป็นขึงขัง
“ว่าแต่คุณเจอกาสิโนไหมคะ ตอนนี้เหลือเวลาไม่
มากแล้ว”
“แน่นอนครับ เราไปกันเลยไหมครับ”
แอนเน็ตจับแขนของเขาที่ยื่นออกมาราวกับจะ
ช่วยคุ้มกันแล้วก้าวเท้าออกไป
ตอนนี้ถึงเวลาตามจับเบน มาร์ช จริงๆ แล้ว
กาสิโนที่ตั้งอยู่บนถนนกลูติหมายเลขสี่ภายนอก
ดูเหมือนโรงละครสัตว์ขนาดใหญ่ ที่นั่นไม่ใช่
อาคารแต่เป็นเต็นท์ที่ใหญ่และแข็งแรง ผนังด้าน
นอกทาสีขาวกับสีแดงเป็นลวดลายหลากสี
สลับกัน ส่วนด้านในมีโคมไฟหลายดวงส่องสว่าง
จนแสบตาราวกับเป็นช่วงกลางวันแสกๆ
แอนเน็ตซึ่งเดินเข้าไปข้างในขมวดคิ้วให้กับกลิ่น
ยาสูบที่ฉุนกึกเนื่องจากที่นี่อากาศไม่ค่อยถ่ายเท
อยู่แล้ว ควันสีขาวเลยลอยตลบอบอวลอย่างหนัก
แต่เหมือนว่าคนที่แออัดอยู่ในนั้นจะไม่สนใจควัน
ดังกล่าว ดวงตาที่แดงกํ่าของพวกเขาจ้องมองไพ่
ในมือ และขยับหน้าตามการกลิ้งของลูกเต๋า
เท่านั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวราวกับคนที่เสียสติไป
โดยสมบูรณ์
แอนเน็ตกวาดตามองรอบๆ แต่ก็ยังไม่เห็นเบน
มาร์ช เพราะตอนนี้มีควันลอยคลุ้งและคนแออัด
มากเกินไป รวมถึงมีกระดานเกมอยู่ทุกทิศทุก
ทางทุกอย่างเลยเบียดเสียดกันจนบดบังทัศนวิสัย
ตรงหน้า หญิงสาวถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองไร
ลิน
“เราจะทำยังไงกันดีคะ”
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะลองหาดู”
โชคดีที่ไรลินก็ทำท่าอยากจะรีบออกไปจากที่นี่
เหมือนกัน ปกติเขาจะยืนเอื่อยเฉื่อยแล้วพูดว่า
‘นั่นสิครับ ทำยังไงกันดีนะ’ แต่ตอนนี้เขาขมวด
คิ้ว และคอยระมัดระวังไม่ให้ถูกตัวคนที่เดินผ่าน
ไปมา
เวทมนตร์ที่ไรลินเสกไว้ทำหน้าที่เบี่ยงเบนความ
สนใจของผู้คน แต่ในสถานที่คับแคบและแออัด
ขนาดนี้กลับให้โทษแทน ผู้คนที่ไม่สังเกตเห็นตัว
ชายหนุ่มเลยทั้งเหยียบเท้าและเดินชนเขาอย่าง
แรง
ไรลินเกลียดที่เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ เขาจึงรีบ
หยิบเข็มทิศทองคำออกมาจากอกอย่างรวดเร็ว
นั่นคืออะไรน่ะ
พ่อมดหนุ่มค่อยๆ หลับตาข้างหนึ่งลงก่อนจะลืม
ตาราวกับอ่านใจของแอนเน็ตออก จากนั้นก็แนบ
นิ้วบนริมฝีปากแล้วส่งยิ้มอันเย้ายวนมาให้โดยไม่
จำเป็น
“มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีเวทมนตร์ เอาไว้หาคน
เฉยๆ น่ะครับ”
หลังจากพูดจบ ไรลินก็หลับตาลงแล้วพึมพำอะไร
สักอย่าง ทันใดนั้นเข็มทิศที่วางอยู่บนฝั่ามือก็
เรืองแสงสีฟั้าอ่อน ในที่สุดเข็มชี้บอกทางก็หมุน
ขวับไปยังมุมหนึ่ง
“เหมือนจะอยู่ตรงโน้นนะครับ”
ชายหนุ่มยื่นมือมาให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ
แอนเน็ตมองมือเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ ปกติ
เขาจะแตะเนื้อต้องตัวโดยพลการ แต่วันนี้เหมือน
จะถามความเห็นของเธอก่อน ไรลินยิ้มตาหยีแล้ว
กระซิบเพื่อโน้มน้าวหญิงสาว
“จับไว้เถอะครับ คนพลุกพล่านขนาดนี้ อาจจะ
พลัดหลงกันก็ได้นะครับ”
เธอชั่งใจอยู่ครูหนึ่งก่อนจะจับมือของเขาอย่าง
ช้าๆ คราวนี้ไรลินพูดถูกจริงๆ แล้วแอนเน็ตก็ปิด
ฮู้ดอยู่ ทัศนวิสัยในการมองเห็นเลยแคบมาก เมื่อ
กี้เธอมองไม่เห็นโต๊ะพนันจนขากระแทกกับขอบ
โต๊ะไปทีหนึ่งแล้ว
ถ้าพลัดหลงกับไรลินในบ่อนพนันอย่างนี้ก็คงตาม
หาตัวเขาเจอยาก แล้วเปั้าหมายก็อยู่ตรงหน้า จะ
แยกจากกันไม่ได้ด้วย แอนเน็ตเม้มปากแน่นแล้ว
มองตรงไปทางที่เข็มทิศชี้ไป
เขาอยู่ที่นี่แหละ
เบน มาร์ช หรืออีวาน คนขับรถม้าของเธออยู่ที่นี่
ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเขาไปซ่อนตัวอยู่ในคุกที่ไหนเลย
สะกดรอยไม่เจอ แต่ตอนนี้ได้มาอยู่ในพื้นที่
เดียวกันแล้ว แอนเน็ตรู้สึกเหมือนฝันมากๆ
ตัวการทำลายอนาคตของเธอที่ถูกวางตัวให้เป็น
พระชายา คนที่ใส่ร้ายจนแอนเน็ตตกตํ่า แล้วก็
ญาติฝังแม่คนเดียวผู้รู้เรื่องราวในอดีตซึ่งเป็น
ความลับของราเฟล ชาติก่อนเขาเป็นคนที่
พยายามตามหาตัวเท่าไรก็ไม่พบเลย
หญิงสาวก้าวขาสั่นๆ เพื่อไปพบกับเบน มาร์ช ไร
ลินเดินตามเข็มทิศไปในสถานที่ที่มีผู้คน
พลุกพล่านและแออัด แอนเน็ตเดินเอี้ยวหลบ
ขณะจับมือของเขาแน่น เธอตื่นเต้นอย่างหนักจน
หัวใจเต้นรัวและในปากก็แห้งผากในที่สุดชาย
หนุ่มก็หยุดเดินแล้วชี้ไปยังมุมหนึ่งที่อยู่ไกลๆ
พร้อมกับกระซิบบอกเธอ
“น่าจะเป็นคนนั้นนะครับ ใช่หรือเปล่าครับ ช่วย
ผมดูที”
แอนเน็ตเบิกตากลมโตขณะจ้องไปทางนั้นผ่าน
เสื้อฮู้ด เห็นกลุ่มผู้ชายสองสามคนกำลังเล่นไพ่
แบล็กแจ็กอยู่ที่โต๊ะเก่าๆ ตอนแรกเธอยังลังเลไม่
แน่ใจว่าใครคือเบน มาร์ช
อันที่จริงหากคิดดูก็สมเหตุสมผลดี ถ้ารวมเวลาที่
ย้อนกลับมาก็ไม่ได้พบเขาห้าปีกว่าแล้ว และเบน
มาร์ช ก็เป็นผู้ชายหน้าตาธรรมดา ใบหน้าที่ไม่
โดดเด่นของเขาเลยกลืนหายไปกับฝูงชน
หลังจากเพ่งมองอยู่สองสามวินาที แอนเน็ตก็เห็น
ว่าเบน มาร์ช กำลังนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ นัยน์ตาของ
เธอสั่นไหวด้วยความตกใจอยู่ครู่หนึ่ง
…เขาหัวล้านแล้วเหรอ
ใช่แล้ว เพราะแบบนี้เลยหาตัวเบน มาร์ช ไม่เจอ
ง่ายๆ ศีรษะที่ล้านเตียนจนส่องประกายวาววับ
ต่างจากผมสั้นๆ มากทีเดียว แอนเน็ตมองศีรษะ
ที่เกลี้ยงเกลาของเบนพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งปิด
ปากโดยไม่รู้ตัว
โลกนี้คงมีพระเจ้าอยู่จริงๆ พระเจ้าเอาเส้นผม
จากคนที่ทำชั่วไปหมดเลยเหรอเนี่ย แน่นอนว่า
เรื่องนี้คงไม่พอจะลบล้างความคับแค้นใจในชาติ
ก่อนแต่ก็ถือว่าช่วยปลอบโยนความรู้สึกให้ดีขึ้น
เล็กน้อย
ตอนที่ 9 (10) (Rewrite)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอเบน มาร์ช แล้วก็ต้องจับ
ตัวเขาให้ได้ ในชาติก่อนเขาเป็นคนที่ต่อให้พลิก
แผ่นดินหาก็ยังไม่เจอ เพราะคนหนุนหลังเขาเป็น
ถึงพระราชา เมื่อคิดอย่างนั้นก็พอเข้าใจได้
แอนเน็ตร้อนใจกลัวว่าถ้าจับตัวไม่ได้เดี๋ยวนั้นแล้ว
เบนจะหายวับไปกับตา แต่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ
ซึ่งกำลังก้าวขาออกไปคือไรลินเชียวนะ
“คุณจะไปไหนครับ”
“คุณถามเพราะไม่รู้จริงๆ เหรอคะ”
แอนเน็ตถามด้วยสายตาว่า ‘ถ้าไม่ให้จับหมอนั่น
ตอนนี้แล้วจะให้ทำอะไรอีก’ ไรลินเห็นอย่างนั้นก็
หัวเราะเบาๆ แล้วรั้งเธอไว้
เขาโอบไหล่หญิงสาวเบาๆ แล้วชี้ไปที่หนึ่ง ตรง
นั้นมีดีลเลอร์ยืนประจำโต๊ะแบล็กแจ็กที่เบน
มาร์ช นั่งอยู่ การที่เขาสวมผ้าคาดตาข้างเดียว
และยืนทำหน้าถมึงทึงนั้นบ่งบอกว่าไม่ใช่คน
ธรรมดา
“กาสิโนผิดกฎหมายพวกนี้จะคิดถึงความ
ปลอดภัยของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งครับ ถ้าเรา
ปล่อยไปก่อน เขาจะเดินเอาเงินมาหว่านที่นี่
เรื่อยๆแต่ถ้าเราพยายามจับชายคนนั้นที่นี่ คุณคง
เดาได้ใช่ไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
แอนเน็ตที่เข้าใจคำพูดของเขาขมวดคิ้วเรียวงาม
แต่เหมือนจะยังไม่พอใจอยู่ดี ไรลินที่ชี้ไปยังดีล
เลอร์กาสิโนเลยอธิบายเพิ่มเติมด้วยนํ้าเสียง
นุ่มนวล
“ทันทีที่เราวิ่งเข้าไป ดีลเลอร์คนโน้นจะปิดไฟ
รอบๆ ทั้งหมด จากนั้นก็อาศัยความมืดนำทาง
ลูกค้าไปยังทางลับใต้โต๊ะแล้วล็อกประตูน่ะครับ
หลังจากนั้นพวกการ์ดที่เดินปั้วนเปียนอยู่รอบๆ
ก็จะรีบใช้ระเบิดควัน แล้วก็พยายามกำจัดผู้ที่
กล้ามาคุกคามกาสิโนครับ”
หญิงสาวสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียง
กระซิบของไรลินที่ดังอยู่ข้างหู ถึงรอบข้างจะมี
เสียงอื้ออึงยังไงก็เถอะ เธอก็แอบประหม่ากับการ
ที่ริมฝีปากของเขายื่นมาจ่อจนเกือบแตะใบหูอยู่ดี
แล้วชายหนุ่มก็มองเธอพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย
ราวกับรู้ทันความคิดนั้น
“ถ้าเรื่องกลายเป็นแบบนั้น ต่อให้เราจับตัวเบน
มาร์ช ได้ แต่เราจะตกที่นั่งลำบากกันอย่างหนัก
เลยละครับ เลยจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้กัน
เงียบๆ คุณเข้าใจที่ผมพูดไหมครับ”
แอนเน็ตไม่เคยมากาสิโนผิดกฎหมายอย่างนี้มา
ก่อนเลยไม่รู้อะไรเลยจึงตัดสินใจว่าจะรับฟัง
คำแนะนำของคนที่รู้จักสถานที่นี้เป็นอย่างดี เธอ
เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความกระวนกระวายใจ ไร
ลินส่งสายตาชมเชยเมื่อเห็นความอดทนนั้น
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราควรทำยังไงกันดีคะ”
หญิงสาวไม่สนใจสายตาชมเชยของเขา เธอตั้งใจ
จะจับตัวเบน มาร์ชอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
ที่สุด เมื่อได้ยินคำถาม ไรลินก็ยิ้มแฉ่งแล้วยก
ผ้าใบของกระโจมที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมา จากนั้นก็มอง
เธอราวกับจะบอกให้เข้าไปข้างใน
“ที่นี่มัน…”
แอนเน็ตที่เข้าไปในกระโจมกวาดตามองรอบๆ
ในกระโจมขนาดประมาณสามตารางเมตรนั้นคับ
แคบและมืด กลิ่นของเมอรห์[1] เครื่องหอมจาก
ต่างประเทศที่ลอยอบอวลอยู่ในนั้นเตะจมูกเธอ
เหมือนว่าไรลินจะเตรียมบางอย่างไว้ในนี้
บางอย่างที่เป็นกับดักจับหนูสกปรก
ภายในกระโจมตกแต่งด้วยผ้าใบสีแดงทั้งหมด ให้
ความรู้สึกอบอุ่นและชวนฝัน เฟอร์นิเจอร์ที่ตั้งอยู่
ในนี้มีแค่สองชิ้นคือโต๊ะและเก้าอี้สำหรับสองคน
ระหว่างที่เธอมองไม่เห็น ไรลินก็ดีดนิ้วเพื่อจุดไฟ
บนโต๊ะ จากนั้นดวงไฟปริศนาสีทองก็ส่องสว่าง
ทั่วกระโจมแคบๆ
แอนเน็ตเห็นลูกแก้วคริสตัลวางอยู่บนโต๊ะผ่าน
ทัศนวิสัยที่สว่างขึ้นเมื่อเห็นลูกแก้วลูกนั้นเธอก็ทำ
หน้าเหยเกจากลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
“คุณไรลิน หรือว่าจะ…”
“ครับ คุณคิดถูกแล้วครับ”
หลังจากได้รับการยืนยันจากไรลิน แอนเน็ตก็ก้ม
มองลูกแก้วคริสตัลนั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขา
คงจะหาทางพาตัวเบน มาร์ช มาที่นี่เพื่อหลบ
เลี่ยงสายตาผู้คนและช่วยกันจับกุมตัว และดู
เหมือนว่าเธอจะต้องรับหน้าที่ที่น่าตลกขบขันสัก
อย่างด้วย
แอนเน็ตเงยหน้ามองอีกฝั่ายอย่างตั้งคำถามว่า
‘เอาจริงเหรอ’ แล้วเขาก็ยักไหล่พร้อมตอบ
กลับมา
“รู้ไหมครับว่าทำไมผมถึงต้องให้คุณลูกค้าสวมฮู้ด
ปิดบังใบหน้าที่งดงามด้วย”
“คุณตั้งใจจะให้ฉันขายยา[2] สินะคะ”
แอนเน็ตสวนกลับไปทันที ใบหน้าของหญิงขาย
บริการที่ปักใจเชื่อว่าเธอคือคนลักลอบค้ายาเสพ
ติดยังติดตาอยู่ และเสื้อคลุมมีฮู้ดเก่าๆ ตัวนี้ไรลิน
ก็เป็นคนเตรียมให้ เขาคงอยากให้เธอที่เป็นบุตรี
ตระกูลขุนนางโดยเนื้อแท้ดูเป็นส่วนหนึ่งของถน
นกลูติหมายเลขสี่มากขึ้น
แต่มาคิดดูตอนนี้เจ้าตัวน่าจะมีจุดประสงค์อื่นอีก
เขาตั้งใจให้เธอรับบทนักพยากรณ์น่าขันนี่ตั้งแต่
แรกแน่ๆ
“ฮ่าๆๆ! คุณลูกค้าเป็นคนที่คุยด้วยแล้วสนุกจริงๆ
ผมชอบมากครับ”
เมื่อได้ยินหญิงสาวตอบเสียงขุ่น ไรลินก็หัวเราะ
โดยไม่รู้ว่ามีอะไรน่าขำขนาดนั้น รูปลักษณ์
ภายนอกของแอนเน็ตดูเป็นหญิงตามจารีตนิยมที่
น่าเบื่อ แต่เธอมีไหวพริบปฏิภาณทีเดียว ไรลินถูก
ใจเสน่ห์ที่คาดไม่ถึงนี้อย่างจัง เขาโน้มใบหน้าที่
งดงามซึ่งยังยิ้มค้างไว้ลงไปกระซิบกับแอนเน็ต
“เอาละ ถ้างั้นเราไปกันเลยไหมครับ ไปขายยา
กันจริงจัง”
แอนเน็ตอยากเลิกขายยาเต็มแก่แล้ว เธอถอน
หายใจแล้วแย้งกลับไป
“แต่เขาทำงานเป็นคนขับรถม้าให้ฉันตั้งเกือบสิบ
ปีเลยนะคะ! คงจะจำฉันได้ทันทีที่ได้ยินเสียงแน่ๆ
เลย”
“ผมจะจัดการเรื่องนั้นเอง อย่าได้กังวลไปเลย
ครับ”
ไรลินยิ้มร่าด้วยใบหน้าที่น่าหมั่นไส้ แอนเน็ต
หลับตาเงียบๆ อย่างท้อแท้
ต่อจากคนส่งยาก็ต้องเป็นนักพยากรณ์อีกเหรอ
เนี่ย ชีวิตที่สองของเธอยากลำบากกว่าที่คิดไว้
มากจริงๆ
เบน มาร์ช ก้มมองไพ่ที่ถืออยู่ในมือด้วยดวงตา
แดงกํ่า เขารู้วิธีเล่นพนันเกือบทุกอย่างในกาสิโน
แต่วันนี้เลือกเล่นแบล็กแจ็กโดยเฉพาะ
ส่วนใหญ่พวกนักพนันจะมี ‘ลางสังหรณ์’
บางอย่างช่วยเลือกเกมที่จะลงเดิมพันในวันนั้น
อย่างในกรณีของเบน มาร์ช เขาจะกวาดตามอง
ไปรอบๆกาสิโนแล้วมองหาหญิงผมบลอนด์ทอง
คนแรกที่เห็น และเรียกเกมที่หญิงคนนั้นมองหรือ
เล่นอยู่ว่า ‘เกมแห่งโชค’
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกเล่นแบล็กแจ็กในวันนี้
แต่ลางสังหรณ์ในวันนี้ช่างน่าผิดหวัง เพราะไฟ
ส่องสว่างเลยทำให้เขาเห็นผมสีนํ้าตาลเป็นผมสีบ
ลอนด์ทอง เบนขมวดคิ้วขณะลงไพ่เพิ่ม
แม่งเอ๊ย มันคลุมเครือนี่หว่า! จะทำยังไงดีล่ะทีนี้
เบนเริ่มคิดหนัก แบล็กแจ็กที่เขากำลังเล่นอยู่นั้น
ง่ายมาก ในบรรดาผู้ร่วมเกม คนที่ได้ผลรวมของ
ไพ่ใกล้เคียงเลขยี่สิบเอ็ดมากที่สุดจะเป็นฝั่ายชนะ
ถ้าได้เลขยี่สิบหรือยี่สิบเอ็ดจะดีมาก แต่ถ้าแต้ม
มากกว่ายี่สิบเอ็ดขึ้นไปจะเรียกว่า ‘บัส’ หรือการ
แพ้หลุดลุ่ย และผลรวมไพ่ของเบนในตอนนี้คือ
สิบเก้า
เบนลังเลว่าควรหยุดเท่านี้แล้วรอผลอย่าง
ปลอดภัย หรือว่าควรจั่วไพ่เพิ่มให้ได้ครบยี่สิบเอ็ด
แต้มดี ถ้าได้ไพ่ที่มีเลขสูง ผลรวมจะเกินยี่สิบเอ็ด
และแพ้บัสแน่นอน นั่นเป็นการเลือกที่ดูเสี่ยง
มากกว่าจะเป็นผลดี
แต่ขึ้นชื่อว่านักพนันก็ย่อมอยู่กับความเสี่ยงอยู่
แล้ว ถ้ารู้ว่าตัวเลือกไหนปลอดภัยตั้งแต่แรก พวก
เขาคงไม่ตกอยู่ในชีวิตการพนันเหมือนกับแมลง
เม่าบินไปมาหรอก
“ฮิต[3]”
สุดท้ายเบนก็ตัดสินใจจั่วไพ่เพิ่มอีกใบ เขาเคาะ
นิ้วชี้กับโต๊ะ ดีลเลอร์เลยยื่นไพ่อีกใบหนึ่งให้เขา
อย่างว่องไว เบนหลับตาแล้วพลิกไพ่ด้วยมือที่สั่น
เทา แล้วเขาก็หยิบได้ไพ่หมายเลขหกทำให้
ผลรวมเป็นยี่สิบห้า
แบบนี้บัสเห็นๆ
“ขอบคุณที่ลำบากเล่นเกมครับ”
ดีลเลอร์ยิ้มพรายและกวาดเงินพนันที่เป็นเหมือน
เลือดหล่อเลี้ยงเขาไปทำให้ ‘เงินใช้จ่าย’ ที่เพิ่งได้
รับมาเร็วๆ นี้ถูกดูดออกไปจนเกลี้ยง เบนระงับ
ความโกรธไม่อยู่เลยใช้กำปันทุบโต๊ะเสียงดังปัง!
ทันใดนั้นผู้เล่นคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วแล้วหันมามอง
เขาเป็นตาเดียวอย่างดูแคลน
เบนหลบตาแดงกํ่าเหล่านั้นแล้วโซเซลุกขึ้น
ถึงเวลากลับสถานที่ซ่อนตัวที่ลึกลับที่สุดใน
ท้องร่องเน่าๆ แห่งนี้แล้ว
เขตกลูติเป็นย่านคนจนเสมือนบ้านเกิดที่เบน
เติบโตมา แต่หลังจากได้รับประสบการณ์จากการ
เป็นคนขับรถม้าในตระกูลขุนนางช่วงหนึ่ง เขาก็
เริ่มหัวสูงขึ้น และเกลียดท้องร่องที่สกปรกแห่งนี้
จนเกือบจะกลับไปหลายรอบ
เมื่อเร็วๆ นี้เขาปะปนไปในหมู่คนงานและแอบ
ออกจากเขตกลูติเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ จนใน
ที่สุดก็ได้รับ ‘คำเตือน’ มา เพราะแบบนั้นเลยถูก
ลดเงินค่าใช้จ่ายและมาเล่นการพนันน้อยลง
วันนี้ซวยจริงๆ ให้ตาย
เบนก้มหน้าอย่างหงุดหงิดขณะเดินเตะพื้น เขา
รู้สึกงุ่นง่านกับความรู้สึกค้างคาใจที่สลัดออกไป
ไม่หลุด ตอนนั้นเองก็มีบางอย่างวิ่งผ่านปลายเท้า
ของเบนไป
อู๊ดๆ!
“เฮ้ย! หมูไม่ใช่เหรอน่ะ”
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นหมา เบนที่เกือบจะเตะมัน
ขมวดคิ้วและก้มมองหมูที่วิ่งพล่านอยู่ตรงเท้า
ตัวเอง ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง
มันไม่ใช่หมูธรรมดาแต่เป็นหมูทองคำ!
สีทองเป็นสีนำโชคในหมู่นักพนัน ด้วยเหตุนี้เบน
เลยเลือกเกมที่มีหญิงผมสีบลอนด์ทองเล่นอยู่เป็น
‘เกมประจำวันนั้น’ ตอนนี้มีหมูทองคำตัวใหญ่
เท่าๆ กับหมากำลังร้องอู๊ดๆ และวิ่งอยู่ที่ปลาย
เท้าของเขา
ถ้าจับมันได้และได้อุ้มอย่างน้อยสักครั้ง…โชคลาภ
อันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนอาจจะวิ่งเข้า
หาเขาก็ได้
เบนถูมือเปือนเหงื่อกับกางเกงโดยไม่รู้ตัว จากนั้น
ก็ก้มลงไปหาหมูและคิดว่าจะจับมันให้ได้ในครั้ง
เดียวราวกับตกปลาเทราต์ด้วยมือเปล่า แต่หมูตัว
นี้มีไหวพริบกว่าที่คิด
อู๊ดดดด!
——————–
[1] เมอรห์ (Myrrh) หรือมดยอบ เป็นส่วนผสม
ของเครื่องหอม มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค ทำให้
จิตใจสดชื่นเบิกบาน
[2]
약을 팔다 (ขายยา)
เป็นสำนวน
หมายถึงโกหกหรือหลอกลวงคนอื่น
[3] ฮิต (Hit) คือการจั่วไพ่เพิ่มเพื่อให้ผลรวมได้
ใกล้เคียงกับยี่สิบเอ็ดแต้มมากที่สุด
ตอนที่ 9 (11) (Rewrite)
หมูที่ตกใจมือของเบนวิ่งเตลิดหนีไปที่ไหนสักแห่ง
มันเคลื่อนไหวโดยการกระโดดและมุดไปทั่วตรง
หว่างเท้าของผู้คนเหมือนกระรอกตัวหนึ่งเบน
ร้อนใจและรีบตามหมูตัวนั้นไปอย่างรวดเร็ว
เขาผลักและชนคนอื่นไปทั่วจนได้รับเสียงก่นด่า
มาตามทาง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร
ในที่สุดเบนก็ไล่ต้อนหมูไปที่มุมหนึ่งและเดินเข้า
ไปพร้อมกับลมหายใจหอบ รอยยิ้มแห่งความ
ละโมบปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่อ้าออก ทันใดนั้น
มือขาวสะอาดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาขวางเขาไว้
จากนั้นก็อุ้มหมูตัวนั้นตัดหน้าอย่างโอ้อวด
“เฮ้อ ขอโทษครับ สัตว์เลี้ยงของผมปั่วนไปทั่ว
เลย”
ริมฝีปากสีแดงของชายนิรนามยิ้มเยาะเบนที่
พลาดหมูไปต่อหน้าต่อตา
เบนรู้สึกอับอายกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง
เพราะถูกจับได้คาหนัง-คาเขาว่ากำลังไล่ตามสัตว์
เลี้ยงที่มีเจ้าของอยู่ แต่พวกนักพนันเกือบทุกคน
เป็นนักต้มตุ๋นที่โกหกเก่ง และส่วนใหญ่ก็มีความ
ด้านได้อายอดอยู่ด้วยเขาสังเกตเห็นว่าการแต่ง
กายของชายคนนี้ดูรํ่ารวยมาก เลยตั้งใจว่าจะขอ
‘ค่าปลอบขวัญ’ เล็กน้อย
อย่างนั้นก็ควรจะดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีสิ ทำไมถึง
ปล่อยให้มันเพ่นพ่านต่อหน้าคนจนเป็นที่สนใจล่ะ
เบนทำหน้าบูดบึ้งขณะโบ้ยความโลภของตัวเอง
ให้เป็นความผิดคนอื่นจากนั้นก็แกล้งลูบน่องข้าง
หนึ่งราวกับเจ็บปวดเต็มแก่
“โอ๊ยๆ! ไอ้หมูนั่นมันกัดขาฉันแล้วเผ่นแน่บไป!
พรุ่งนี้ต้องไปทำงานด้วย แต่ขาดันมาเป็นแบบนี้
ซะได้”
เมื่อวานซืนเขาบังเอิญทะเลาะวิวาทกับชายคน
หนึ่งในบ่อนพนันจนถูกเตะอัดน่องมา ตอนนั้น
อารมณ์เสีย แต่ตอนนี้คิดว่าเป็นโชคดีเสียอีก เบน
ที่โกหกหน้าไม่อายถกขากางเกงขึ้นแล้วก้มมอง
รอยฟกชํ้าเงียบๆ จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมาเพื่อ
สังเกตปฏิกิริยาของชายคนนั้น เขาก็ผงะไปอย่าง
ตกใจ
ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนั้น
ชายร่างสูงโปร่งมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับ
เทพบุตร ใบหน้าที่ขาวกว่าผู้หญิงทั่วไปเข้ากับ
เรือนผมสีนํ้าเงินเป็นอย่างดี เจ้าตัวดูมั่นใจใน
ใบหน้างดงามที่ราวกับชายและหญิงในร่างเดียว
ดวงตาคู่นั้นวาววับแปลกๆ ขณะสำรวจดูน่องของ
เบนอย่างเงียบๆ
“…แปลกมากเลยนะครับ เด็กคนนี้ไม่เคยกัดใคร
นะครับ”
ภาพลวงตาที่สร้างจากเวทมนตร์จะกัดคนได้ยังไง
กันเล่า
ไรลินยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลนอีกฝั่าย เบนเห็น
อย่างนั้นก็ฉุนกึกแล้วชี้ให้เห็นรอยชํ้าของจริง
“จะบอกว่าผมโกหกงั้นเหรอครับ! สัตว์มันไม่กัด
เจ้าของตัวเองอยู่แล้ว!แต่มันกัดผมนะครับ ดู
รอยชํ้าตรงน่องนี่สิครับ! ว่าไง คุณจะรับผิดชอบ
ผมยังไงครับ!”
ไรลินเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของชายหนุ่มดู
แปลกๆ จนเบนเผลอสะดุ้งโดยไม่รู้ตัว
เขายุ่งด้วยผิดคนหรือเปล่า เห็นใส่ชุดมีราคาเดิน
เข้าออกบ่อนพนันผิดกฎหมายที่อันตรายแห่งนี้
แสดงว่าอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตก็ได้
เบนลังเลว่าจะล้มเลิกแผนการรีดไถเงินตอนนี้เลย
ดีไหม ตอนนั้นไรลินก็ค่อยๆ เปิดปากพูดและ
เสนอทางเลือกใหม่
“ผมต้องขอโทษกับเรื่องนี้ด้วยนะครับ แต่ตอนนี้
ผมไม่มีเงินสดเลยน่ะครับ ถึงจะดูไม่เป็นการขอ
โทษเท่าไร…แต่ภรรยาของผมเป็นนักพยากรณ์ที่
แม่นมาก ผมจะให้เธอดูดวงให้คุณฟรีๆ เลย คุณ
คิดยังไงบ้างครับในบรรดาลูกค้าของเรา มีคนที่
ฟังคำแนะนำของเธอแล้วหาเงินได้มหาศาลเลย
นะครับ”
จะให้ดูดวงอย่างนั้นเหรอ
เบนกำลังจะตอบปฏิเสธแต่ก็หุบปากฉับเมื่อได้ยิน
คำว่า ‘หาเงินได้มหาศาล’ พวกนักพนันเชื่อใน
เรื่องโชคลางมากกว่าใครๆ แต่ไม่ค่อยมีใครดูดวง
กัน เพราะคิดว่าเอาเงินค่าดูดวงไปเล่นการพนัน
เพิ่มอีกตาหนึ่งดีกว่า
ถ้าเป็นตอนปกติเบนคงหาว่าพูดไร้สาระอะไร แต่
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามีความลึกลับแปลกๆ ทั้ง
ชุดที่ดูเหมือนคนรวยแล้วก็หมูทองคำที่อยู่ในอ้อม
แขนนั่นอีก ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะภรรยานำความ
มั่งคั่งมาให้หรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้น บางที…การดูดวงกับเธออาจจะเป็น
เรื่องคุ้มค่าทีเดียว
แล้วไรลินก็โยนเหยื่อล่อชิ้นสุดท้ายให้เบนที่กำลัง
ชั่งใจอยู่
“คุณเคยได้ยินข่าวลือไหมครับ เรื่องของลูกค้าผู้
กล้าหาญคนหนึ่งที่เดิมพันสมบัติทั้งหมดของ
ตัวเองกับแคร็ปส์[1] จนชนะ เพราะแบบนั้น
กาสิโนที่รุ่งเรืองเลยล้มละลายในชั่วข้ามคืนเลย
ครับ”
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องโกหก สิ่งที่ไรลินพูดถึงคือ
ข่าวลือที่แพร่สะพัดกันทั่วไปในเกือบทุกบ่อน
พนัน แต่มันก็เป็นข่าวลือที่นักพนันทุกคนให้
ความสนใจ เรื่องของนักพนันในตำนานที่โผล่มา
คนเดียวแล้วปอกลอกเงินจากบ่อนพนันแห่งหนึ่ง
จนเกลี้ยง!
เบนเองก็เคยได้ยินข่าวลือนั้นเหมือนกัน และชาย
หนุ่มตรงหน้าก็ดูรํ่ารวยพอจะยืนยันเรื่องนั้นได้
เบนครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะงับเหยื่อล่อนี้ดีหรือไม่
เขาเพิ่งถูกดีลเลอร์หลอกมาเลยหวาดระแวงหนัก
มาก
ตอนนั้นเองคำถามหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของ
เบน เขากอดอกแล้วถามชายตรงหน้าด้วยท่าทาง
หยิ่งยโส
“นักพยากรณ์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ทำไมถึงมาที่
บ่อนพนันผิดกฎหมายแบบนี้ล่ะครับ ทั้งๆ ที่พวก
คุณก็ทำงานในบ่อนกาสิโนที่ดีกว่านี้ก็ได้! คุณจะ
หลอกผมอย่างนั้นเหรอครับ เหอะ!”
ดวงตาของไรลินกระตุกเล็กน้อย เหมือนว่าในหัว
ที่เน่าเฟะไปกับการพนันจะหลงเหลือความคิดอยู่
บ้าง แต่เขามีไพ่เด็ดที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งหมด
ได้ ซึ่งไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นเวทมนตร์
“ภรรยาของผมเป็นหญิงที่ล่วงรู้อนาคตได้ครับ
เธอบอกว่าวันนี้ถูกลิขิตให้มาพบกับแขกผู้มี
เกียรติที่นี่ คนคนนั้นยังไม่ได้แสดงความสามารถ
ออกมาแต่เขาจะเป็นผู้มีอิทธิพลที่สั่นสะเทือน
วงการพนันในไม่ช้า บางทีคุณอาจจะ…”
ไรลินหรี่ตาและปราดมองเบนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ด้วยแววตาที่ยังไม่ปักใจเชื่อเต็มร้อย เบนกลืนนํ้า
ลายด้วยความประหม่าที่ถูกจ้องมองชายหนุ่ม
ตอกยํ้าด้วยการก้มมองหมูทองคำที่อยู่ในอ้อม
กอดและสวมบทบาทอย่างแนบเนียน
“ผมคิดว่ามันแปลกๆ ตั้งแต่แรกแล้วครับ ไม่
อยากเชื่อว่าเด็กคนนี้จะกัดขาของคุณ…เขาไม่คุ้น
คนแล้วก็ขี้กลัวหนักมากเลยครับ ไม่น่าจะทำ
อะไรแบบนั้น บางทีเด็กคนนี้อาจจะรู้ว่าแขกผู้มี
เกียรติเป็นใครก็ได้นะครับ”
อู๊ด!
หมูทองคำในอ้อมกอดร้องอู๊ดราวกับโต้ตอบกับไร
ลิน แน่นอนว่าเป็นผลที่เสกมาจากเวทมนตร์ลวง
ตา เบนที่ไม่รู้อะไรเลยมองหมูตัวนั้น ทันใดนั้น
ดวงตาที่สดใสของหมูทองคำก็เปล่งแสงสีทองเจิด
จ้าออกมา
อะไรน่ะ
เบนขมวดคิ้วขณะจ้องมองดวงตาของหมูอย่าง
ละเอียด แล้วในนัยน์ตาสีดำที่แวววาวคู่นั้นก็
ปรากฏภาพของสมบัติอันลํ้าค่าขึ้นมา ราวกับจะ
บอกเป็นนัยๆ ถึงสมบัติมหาศาลที่กำลังจะอยู่ใน
กำมือของเบนในไม่ช้านี้
เบนแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง เขาขยี้ตา
สองสามครั้ง แต่ไม่ว่าจะมองเท่าไรในดวงตาของ
หมูตัวนั้นก็ยังมีภาพของสมบัติดังเดิมขุมทรัพย์อัน
เจิดจรัสที่อยู่ในนั้นส่องประกายราวกับกำลัง
หลอกล่อเบน เขารู้สึกสับสนวุ่นวายใจกับ
สถานการณ์ลึกลับที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้
“นี่มันอะไรกันเนี่ย…”
“ว่ายังไงล่ะครับ จะดูดวงไหมครับ”
ไรลินหรี่เสียงลงและโน้มน้าวเขาเงียบๆ ไม่มีทาง
ที่อีกฝั่ายจะปฏิเสธข้อเสนอที่น่าสนใจขนาดนี้
เบนที่ละสายตาจากหมูไม่ได้ผงกศีรษะราวกับตก
อยู่ในภวังค์ เขารู้สึกเหมือนเรื่องทั้งหมดเป็น
โชคชะตา
ตอนนี้เขาเหนื่อยหน่ายกับการเป็นหุ่นเชิดที่
ทำงานให้คนอื่นงกๆ และเบื่อชีวิตที่ต้องหลบๆ
ซ่อนๆ กับเงินใช้จ่ายอันกระเบียดกระเสียรด้วย
ชีวิตที่ตรากตรำของเขาถึงคราวสุขสบายสักที
เบนเดินตามไรลินไปราวกับแมลงเม่าบินเข้ากอง
ไฟ
“เอาละ เชิญเข้าไปข้างในครับ ผมขอเตือนคุณ
ล่วงหน้าว่าอย่าโกหกหรือสัมผัสตัวนักพยากรณ์
นะครับ ไม่เช่นนั้นจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เอาได้
ครับ”
ชายหนุ่มยกผ้าใบของกระโจมขึ้นแล้วยิ้มผ่าน
ดวงตามาให้ แม้จะเป็นผู้ชายแต่ก็มีรอยยิ้มที่
สดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม เบนเดินเข้าไปใน
กระโจมอย่างช้าๆ ราวกับคนตาบอด ทันใดนั้นก็
ได้กลิ่นแปลกๆ ที่ฉุนกึกลอยมาเตะจมูกจน
ประสาทรับกลิ่นแทบเป็นอัมพาต
เบนถูใต้จมูกขณะกวาดตามองด้านในกระโจม
เล็กๆ ข้างในมืดราวกับอยู่ในโลกอื่น แต่มีแสงสี
ทองที่เจิดจ้าเป็นพิเศษราวกับดวงไฟย่อมๆ บน
โต๊ะเพราะแสงไฟนั่นเลยเห็นนักพยากรณ์ที่นั่งอยู่
ฝังตรงข้ามโต๊ะ
ผู้หญิงคนนั้นเหรอ
หญิงที่ปิดบังใบหน้าด้วยฮู้ดสีหม่นๆ มีบรรยากาศ
ลึกลับอยู่รอบตัวคางและริมฝีปากที่สะท้อนแสง
ไฟสลัวๆ ดูงดงามเป็นพิเศษ ถ้าเปิดฮู้ดก็คงจะ
เป็นหญิงที่งามมากนางหนึ่ง
เบนกลืนนํ้าลายดังอึกด้วยความประหม่าแปลกๆ
มองดูแล้วเขารู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าครึ่งล่าง
รวมถึงรูปร่างของหญิงตรงหน้าอย่างประหลาด
เหมือนเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อน…
“เชิญนั่งค่ะ”
เขาคงจะเข้าใจผิดไปเอง เสียงของหญิงสาวหนัก
แน่นและชัดเจนราวกับลูกแก้วที่ตกลงบนแผ่น
สังกะสี ในโลกนี้มีผู้หญิงที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์
แบบนั้นด้วยเหรอ
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ ‘ลูกอมเปลี่ยนเสียง’ ที่ไร
ลินให้มา แต่เบนไม่มีทางรู้เรื่องนี้ เขาเดินไปนั่ง
ตรงข้ามเธออย่างว่าง่ายโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝั่ายเป็น
แอนเน็ต เนื่องจากเพิ่งเคยดูดวงเป็นครั้งแรก
ท่าทีของเบนจึงดูละล้าละลังเล็กน้อย แต่ความ
สงสัยที่อยู่ในสายเลือดของนักพนันก็ยังคงอยู่
เหมือนเดิม
เบนมองใต้เสื้อฮู้ดของหญิงตรงหน้าและกังวลว่า
สรุปเธอเป็นนักต้มตุ๋นหรือเปล่า ทันใดนั้นหญิง
สาวก็คลี่ยิ้มอย่างสง่างาม พร้อมกับปลายนิ้วที่ลูบ
ลูกแก้วคริสตัลสีลึกลํ้า น่าแปลกที่มีแสงอ่อนๆ
เรืองออกมาจากด้านใน
นี่มันกลอุบายอะไรกันเนี่ย
เบนสะดุ้งตกใจ แสงที่เรืองจากลูกแก้วคริสตัลทำ
ให้บรรยากาศดูน่าเชื่อถือมากขึ้น หญิงสาว
ตรงหน้าเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตพิศวงที่เดินออกมา
จากตำนานปรัมปรา ตอนนั้นคนที่ก้มมองลูกแก้ว
คริสตัลก็เปิดปากพูดขึ้น
“คุณมีสองชื่อใช่ไหมคะ”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
เบนที่ขมวดคิ้วและพยายามปฏิเสธหน้าซีดขึ้นมา
ทันที
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขายังใช้ชีวิตด้วยชื่อปลอมอยู่
เลย หญิงคนนี้รู้ได้ยังไง เธอเดาเอาอย่างนั้นเหรอ
หญิงสาวพูดต่อโดยไม่มีเวลาให้เบนคิดเพิ่ม
“ผู้มีอำนาจที่แข็งแกร่งมากกำลังสนับสนุนคุณอยู่
อาจจะเป็นสายเลือดอันสูงส่งที่สุด เป็นคนสำคัญ
อันดับหนึ่งในเดลเทียมสินะคะ ฉันพูดผิดหรือ
เปล่าคะ”
“คะ…คุณรู้ได้ยังไง!”
เบนตัวสั่นสะท้าน เขารู้สึกเสียววูบตามแนว
กระดูกสันหลัง
นักพยากรณ์ตรงหน้าเป็นของจริง! เธอต้องมอง
ทะลุทะลวงทุกอย่างจริงๆ ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา
แต่หญิงสาวยังพูดไม่จบ เธอเงียบไปพักหนึ่งก่อน
จะพูดด้วยนํ้าเสียงตำหนิเล็กน้อย
“เท่าที่ฉันเห็น คุณลูกค้า…ทำเรื่องเลวร้ายมามาก
สินะคะ ใช่ไหมล่ะคะคุณเคยหักหลังหรือทำเรื่อง
ร้ายแรงที่สร้างบาดแผลในใจใครหรือเปล่าคะ
โดยเฉพาะกับพวกผู้หญิงน่ะค่ะ”
——————–
[1] แคร็ปส์ (Craps) เกมที่นักเดิมพันได้เดิมพัน
ชิปของตัวเองจากการทอยลูกเต๋าหนึ่งคู่
ตอนที่ 9 (12) (Rewrite)
เบนนึกถึงเรื่องในอดีตที่เคยลักพาตัวบุตรสาวจาก
ตระกูลขุนนางคนหนึ่งแล้วก็นึกถึงใบหน้าของ
คุณหนูอดีตเจ้านายที่ตัวเองเคยใส่ร้าย เขาก่อ
เรื่องมากมายเกินกว่าจะระบุได้แค่เพียงเรื่องเดียว
ถ้าแอนเน็ตเงยหน้าขึ้นในตอนนี้ เบนก็จะเห็น
ใบหน้าครึ่งล่างที่คุ้นเคยแต่หญิงสาวก้มหน้างุด
และเอาแต่มองลูกแก้วคริสตัลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้
เขาเลยไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอ เนื้อหาที่เธอ
ทำนายนั้นเฉียบคมจนเหงื่อของเบนซึมออกมา
“มีหลายคนที่โกรธแค้นคุณ บางครั้งอารมณ์ที่
รุนแรงอย่างการโกรธแค้นก็ก่อผลกระทบกับฝั่าย
ตรงข้ามโดยตรงนะคะ หมู่นี้คุณดวงตกใช่หรือ
เปล่าคะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดี แล้วก็คงจะไม่ได้
ผลลัพธ์ที่ต้องการมันเป็นผลกรรมทั่วไปของคนที่
ถูกหลายคนรุมโกรธแค้นอย่างหนักน่ะค่ะ”
“ใช่ครับ ตามนั้นเลยครับ! ถ้าจะคลายความโกรธ
แค้น ผมต้องทำยังไงครับ”
เบนที่ตกหลุมพรางคำพูดของแอนเน็ตโน้มท่อน
บนมาใกล้ๆ
นักพนันส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าตัวเองดวงตก
จนทำอะไรไม่ขึ้น และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิด
วันนี้หรือเมื่อวาน แต่เขารู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองดวง
ซวยเป็นพิเศษ
เบนรู้สึกร้อนรุ่มใจอยากจะสลัดผลกรรมของ
ตัวเองออกไปโดยเร็วที่สุดพอเห็นว่าหลอกล่อเขา
ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว นิ้วมือเรียวงามที่ลูบบน
ลูกแก้วคริสตัลก็หยุดชะงักทันที
“ทำยังไงน่ะเหรอคะ คุณต้องไปขอโทษคนที่โกรธ
แค้นโดยตรงค่ะ”
แสงอ่อนๆ ที่เรืองออกมาจากลูกแก้วคริสตัลสว่าง
วาบขึ้นในทันใดราวกับเทนํ้ามันใส่เตาผิง เบนที่
เคยชินกับห้องสลัวๆ หรี่ตาลงแล้วยกมือบังหน้า
โดยอัตโนมัติ
ทันใดนั้นเองหญิงตรงหน้าก็เปิดเสื้อฮู้ดที่สวมอยู่
ออก
“กะ…แก…!”
หลังจากเห็นใบหน้าของแอนเน็ตซึ่งเผยออกมา
เบนก็ทำตาเหลือกอย่างตกใจสุดขีด เธอเป็น
เจ้านายที่เขาดูแลรับใช้ด้วยตัวตนปลอมๆ มา
เกือบสิบปีแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะจำเธอไม่ได้
มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่นี่
เมื่ออยู่ต่อหน้าแอนเน็ต เบนก็กลับไปเป็น
คนขับรถม้าในเสี้ยวพริบตาในหัวของเขาปันปั่วน
อย่างหนักด้วยความสับสนวุ่นวายใจ เบนผุดลุก
ขึ้นมาแล้วก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวราวกับคนที่
เห็นวิญญาณคนตายจากอดีต
ปัก
ตอนนั้นเองไรลินก็ปรากฏตัวจากทางด้านหลัง
โดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้า เขาหวดกำปันใส่
เบนจนสลบไป มันเป็นหมัดที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ความสง่างามที่ดูห่างไกลความรุนแรงนี้
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเพราะแบบ
นั้นแอนเน็ตเลยหมดโอกาสตะคอกใส่เบนที่ไม่ได้
เจอกันนานชายหนุ่มสะบัดกำปันที่กำจนเมื่อย
สองสามครั้งก่อนจะยิ้มสดใสราวกับดอกไม้ช่อ
หนึ่ง พอเห็นใบหน้าของหญิงสาวใต้ฮู้ดตัวใหญ่
เขาก็ชมเชยด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล
“เพราะคุณลูกค้าช่วยขายยาเก่ง เราเลยจับหนูได้
ง่ายดาย คุณมีพรสวรรค์ในการขายยานะครับ”
แอนเน็ตที่ได้รับคำชมไม่ดีใจเลยสักนิด
หมายความว่ายังไงที่บอกว่า ‘คุณมีพรสวรรค์ใน
การขายยา’
แอนเน็ตมองศีรษะของเบน มาร์ช ที่นอนสลบอยู่
ปลายเท้าด้วยแววตาว้าวุ่น
เธอดีใจที่จับเขาได้ แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาว
ไกล
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วส่ายหน้า
“ขอบคุณที่เหนื่อยด้วยกันนะคะ คุณไรลิน ตอนนี้
ช่วยแบกเขาไปทีค่ะ”
หลังจากสอบปากคำเบน มาร์ช ตลอดทั้งคืนจน
เสร็จ แอนเน็ตก็มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ของตัวเอง
แสงอาทิตย์ยามเช้าที่ลอยขึ้นจากอีกฝังของภูเขา
เจิดจ้าเป็นพิเศษ คงเพราะรู้ทุกอย่างแล้วเลยเกิด
ความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
ชีวิตคนเรายิ่งได้เรียนรู้เท่าไรก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น
แอนเน็ตอ้างว่าพักค้างคืนที่คฤหาสน์ของเซลเล
สทินมา ราเฟลที่ได้ยินดังนั้นทำหน้าไม่พอใจกับ
มิตรภาพอันน่าพิศวงนี้ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะไม่รู้จะพูดเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงรักใคร่
กับคู่ครองอย่างไร ด้วยเหตุนี้หญิงสาวเลยกลับมา
ที่คฤหาสน์ได้สบายๆ โดยมีหลักฐานที่อยู่ที่
สมบูรณ์แบบ
“ฉันกลับมาแล้วค่ะ ที่รัก”
“กลับมาแล้วเหรอ”
พอกลับมาถึงคฤหาสน์ แอนเน็ตก็ทักทายราเฟล
ที่เจอกันเข้าพอดีหาได้น้อยมากที่คนอย่างราเฟล
จะตื่นในเวลานี้ เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ประเภทที่
ชอบตื่นเช้า เธอเลยประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็น
เขาเดินปั้วนเปียนอยู่ตรงโถงทางเข้า
ทำไมตื่นเช้าขนาดนั้น เมื่อคืนเขาไม่ได้หลับหรือ
ไงนะ
ถ้าโต้รุ่งจนถึงเช้าจริงๆ ก็อธิบายเหตุผลที่ราเฟล
ยังตื่นอยู่ในตอนนี้ได้แอนเน็ตรู้สึกเศร้าเมื่อกล่อง
เพลงที่ตัวเองให้เป็นของขวัญใช้ไม่ได้ผล เธอ
สำรวจดูใบหน้าของชายหนุ่มที่เข้ามาใกล้โดยไม่
ทันตั้งตัว สีหน้าของเขาไม่ได้แย่อะไร และดวงตา
ก็ไม่ได้แดงกํ่าด้วย เขาอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจาก
ปกติ
หญิงสาวรู้สึกแปลกใจ ใบหน้าของราเฟลที่มอง
มาดูสว่างสดใสและมีชีวิตชีวาแปลกๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งนัยน์ตาสีนํ้าเงินที่ส่องประกายเป็นพิเศษ
เขาดูตื่นเต้นเหมือนกับสุนัขที่รอเจ้าของกลับมา
บ้าน แน่นอนว่าราเฟลที่เธอรู้จักไม่มีทางเป็นแบบ
นั้นไปได้หรอก
“เมื่อคืนสนุกไหม เล่นอะไรกันบ้าง”
ราเฟลที่หลบสายตาของแอนเน็ตถามห้วนๆ หญิง
สาวยิ้มด้วยสีหน้าละล้าละลัง เธอตอบออกไป
ตามตรงไม่ได้ว่า ‘หลังจากลักพาตัวลุงคนเดียว
ของคุณมาก็สอบสวนเขาต่อค่ะ’ เพราะราเฟล
เข้าใจว่าเมื่อคืนเธอมี ‘ปาร์ตี้ชุดนอน’ กับเซลเล
สทิน
แอนเน็ตไปที่ปาร์ตี้ทรมานคนแทนปาร์ตี้ชุดนอน
มา เธอเลยหลบเลี่ยงตาของเขาโดยอัตโนมัติเพื่อ
ไม่ให้ดูผิดสังเกตก่อนจะตอบกลับไป
“ก็แค่คุยโน่นคุยนี่กันน่ะค่ะ อย่างเรื่องที่เราพบ
กันครั้งแรกที่พระราชวังคนคุ้นหน้าค่าตาที่เรา
รู้จักร่วมกัน แล้วก็คุยสัพเพเหระเรื่องความ
ประทับใจแรกที่มีต่อกันค่ะ”
“งั้นเหรอ”
ราเฟลห่างเหินจากแวดวงสังคมชั้นสูง
ปฏิสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์ด้วยกันจึงเป็นเรื่องไกล
ตัวเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาเลยคิดว่าแอนเน็ตทำแบบ
นั้นตามที่พูดจริงๆ หลังจากบทสนทนาสั้นๆ จบ
ลง ความเงียบอันน่าอึดอัดเล็กน้อยก็ไหลผ่านตัว
ทั้งคู่ไป
“…”
จังหวะที่ชายหนุ่มครุ่นคิดเพื่อพยายามทำลาย
ความเงียบนี้ ดวงตาใต้แพขนตายาวของแอนเน็ต
ก็เงยหน้ามองเขา จากนั้นก็ถามคำถามบางอย่าง
ที่กะทันหันและไม่เข้ากับสถานการณ์นี้
“ราเฟล คุณคิดยังไงกับพระราชาเซลกราติส
เหรอคะ”
“อะไรนะ ทำไมอยู่ๆ ก็ถามเรื่องนั้นล่ะ”
“ก็เมื่อวานครอบครัวของเซลเลสทินดูรักใคร่กลม
เกลียวกันมาก ฉันเลยนึกถึงคุณขึ้นมาค่ะ ฝั่าบาท
เป็นพ่อแท้ๆ ของคุณใช่ไหมคะ ฉันเลยอยากรู้ว่า
คุณคิดยังไงกับพระองค์น่ะค่ะ แต่ถ้าคุณไม่อยาก
ตอบก็ไม่ต้องตอบนะคะ”
หญิงสาวเคยถูกราเฟลปฏิเสธหลายครั้งจนถอดใจ
ไปแล้ว แต่อยู่ๆก็ถามคำถามนั้นขึ้นมากะทันหัน
จึงไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะต้องตอบกลับมา
เธอจ้องมองชายหนุ่มเงียบๆ ขณะรอคอย
ปฏิกิริยาของเขา แล้วหว่างคิ้วเข้มก็เป็นรอยย่น
อย่างไม่พอใจ
ราเฟลไม่ชินกับบทสนทนาที่ถามความรู้สึกกัน
แบบนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะสวนกลับไปอย่าง
เย็นชาว่าเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย
แต่ตอนนี้เขาทำแบบนั้นไม่ได้ ความรักของเขา
เพิ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อไม่นานมานี้เขาได้ตระหนักว่า
ความรู้สึกแปลกใหม่ที่งอกงามในหัวใจของตัวเอง
นั้นเรียกว่าความรัก ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณแคลร์
บาเยิร์น จอมปั่วน
“…พูดตามตรง ฉันไม่รู้จักสายใยในครอบครัวดี
หรอก เพราะพระอาทิตย์แห่งเดลเทียมอยู่ไกล
เกินกว่าจะหยิบยื่นความรักระหว่างพ่อกับลูกชาย
มาให้ได้”
“อย่างนั้นเหรอคะ”
“แต่ฉันรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของฝั่าบาท เพราะ
พระองค์ยอมรับฉันที่เป็นบุตรนอกสมรส ให้
ตำแหน่งแล้วก็เกียรติยศกับฉันแบบที่เห็น ถ้า
คิดถึงการสนับสนุนทั้งหมดที่ฉันได้รับมาจนถึง
ตอนนี้ ฉันก็คิดว่าการตอบแทนฝั่าบาทด้วยความ
จงรักภักดีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว”
ราเฟลเสยผมสีดำของตัวเองอย่างเหนื่อยๆ ขณะ
ตอบด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น เป็นคำตอบที่
พยายามตอบอย่างจริงใจในแบบของตัวเองให้
มากที่สุด อันที่จริงสิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณพระราชา
มากที่สุดไม่ใช่ทั้งตำแหน่งและเกียรติยศ แต่เป็น
หญิงงามรูปร่างผอมบางซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้
ต่างหาก
ถ้าพระราชาไม่บีบบังคับให้แต่งงาน เขาก็คงจะ
ไม่ได้แต่งงานกับแอนเน็ต และเธอจะกลายเป็น
ภรรยาของคนอื่นแทน แค่จินตนาการก็เป็น
อนาคตที่น่าสะพรึงขนาดเผลอกัดกรามและกำ
หมัดแน่น
เขาชอบหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้าขนาดนี้ตั้งแต่
เมื่อไรกันนะ แต่โอกาสที่ราเฟลจะได้สารภาพ
ความรู้สึกของตัวเองหมดลงแล้ว ถ้าพูดให้สวยหรู
ก็คือเลือกจังหวะไม่เป็นใจ แต่ถ้าพูดแบบไม่อ้อม
ค้อมคือคว้านํ้าเหลว แอนเน็ตที่ไม่เข้าใจความ
อายของราเฟลพยักหน้าเงียบๆ แล้วตอบกลับไป
“ขอบคุณนะคะ คุณน่าจะไม่อยากตอบแท้ๆ แต่
อุตส่าห์บอกฉัน”
“ไม่หรอก ฉันไม่ได้ไม่อยากตอบอะไร”
หลังจากตอบเสร็จแล้ว ราเฟลก็ขมวดคิ้วพลาง
มองหน้าแอนเน็ตอย่างกระวนกระวายใจ นี่เป็น
ครั้งแรกที่เธอไปค้างคืนนอกบ้านหลังจาก
แต่งงานกันเลยเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกว้าวุ่นใจอย่าง
ประหลาด เหมือนกับทิ้งสิ่งสำคัญไว้ข้างนอกบ้าน
เพราะเป็นแบบนี้เลยหลับไม่ลง
ราเฟลที่กลายเป็นมนุษย์ตื่นเช้าเดินปั้วนเปียนอยู่
ตรงทางเข้าเพื่อรอแอนเน็ต โชคดีที่เธอกลับมา
แต่เช้าตรู่สมกับเป็นภรรยาที่แสนดี
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะคงอยู่ได้ไม่นาน รา
เฟลรู้สึกซับซ้อนอย่างอธิบายไม่ถูก เพราะ
แอนเน็ตดูสงบนิ่งมากเกินไป เหมือนว่ามีแต่ตัว
เขาคนเดียวที่ร้อนใจและรอคอยเธอโดยไม่รู้อะไร
เลย
เธอยังจำสัญญาที่เคยให้กับฉันได้ไหมนะ
ก่อนออกจากบ้าน แอนเน็ตเคยสัญญาเพื่อ
ปลอบใจเขาที่ไม่พอใจบอกว่าพอกลับมาจะทำ
โน่นทำนี่และทำทุกอย่างที่เขาต้องการ ถึงเขาจะ
ไม่ได้รอเธอเพราะเรื่องนั้นก็เถอะ…แต่ราเฟลพาน
สงสัยแปลกๆ ที่แอนเน็ตดูจะไม่ยินดีเมื่อเห็นหน้า
กัน
ทำไมเขามองฉันแบบนั้นล่ะ
อีกด้านหนึ่งแอนเน็ตได้ลืมสัญญาไปแล้วเนื่องจาก
ธุระที่ยุ่งมากตลอดทั้งคืน ทำให้เธอเข้าใจผิดเมื่อ
เห็นสีหน้าของราเฟลซึ่งจ้องเขม็งมาที่ตัวเอง
ใบหน้าว้าวุ่นใจและถมึงทึงของเขาเข้ากับ
ภาพลักษณ์เย็นชาเลยดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก
แอนเน็ตเห็นอย่างนั้นก็คิดในใจ
ไม่พอใจฉันอีกหรือเปล่านะ เพราะฉันถามคำถาม
ส่วนตัว เขาเลยเป็นแบบนั้นใช่ไหม รีบเข้าไป
ก่อนที่ราเฟลจะโกรธดีกว่า
ยังไงก็พูดเรื่องที่อยากพูดหมดแล้ว แอนเน็ตจึงยิ้ม
กันท่าไว้ก่อนแล้วรีบหาข้ออ้างเพื่อจะเดินหนีไป
“เอ่อ ฉันต้องไปหายูคัลลิค่ะ ช่วงนี้เห็นว่าจะต้ม
ยาบำรุงเพื่อสุขภาพให้ฉันทุกวันเลย ฉันเลยอยาก
คุยกับเธอหน่อยน่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน
นะคะ”
แอนเน็ตพูดจบก็ทำท่าจะหนีขึ้นไปชั้นบนทันที
แต่การหันหลังให้คนที่เหมือนกับสัตว์ปั่าอย่าง
ราเฟลกลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม
จังหวะที่กำลังจะก้าวขึ้นบันได หญิงสาวก็รู้สึกว่า
ตัวเองลอยหวือขึ้นไปกลางอากาศและโลกก็พลิก
กลับด้าน เธอถูกราเฟลอุ้มพาดบ่าโดยไม่ทันตั้งตัว
แอนเน็ตที่ตกใจพยายามยกตัวขึ้นมาเกาะไหล่
ของเขา
“ว้าย! ฉันกลัวค่ะ ราเฟล! ปล่อยฉันลงนะคะ!!”
“ถ้าฉันปล่อย เธอก็หนีสิ เธอบอกเองว่าพอกลับ
มาแล้วจะทำทุกอย่างที่ฉันต้องการ แล้วตั้งใจจะ
หนีไปไหน หืม”
ราเฟลคำรามอย่างคุมความใจร้อนไม่อยู่ เขา
อยากลดระยะห่างทางจิตใจที่กำลังรู้สึกกับเธอ
ในตอนนี้ให้ได้ แต่น่าเสียดายที่เขาห่วยแตกเรื่อง
การแสดงความรัก ก็เลยหาข้ออ้างที่จะไม่พูด
ออกไปตรงๆ และเปลี่ยนเป็นการกระทำแทน
หลังจากอุ้มแอนเน็ตพาดบ่าสำเร็จชายหนุ่มก็ตรง
ดิ่งไปที่ห้องนอนอย่างรีบร้อน หญิงสาวผู้ถูกจับตัว
อยู่ในเงื้อมมือของสัตว์ร้ายไม่มีที่ไหนให้หนีรอดไป
ได้เลย