ศักราชจอมเวท - ตอนที่ 5 การใช้งานชิป
ทันทีที่ส่งมอบภารกิจเสร็จสิ้น โทนี่ก็รีบบึ่งกลับไปยังที่พักด้วยความร้อนรน เขาตั้งใจจะทิ้งตัวลงนอนให้เต็มตื่น เพราะการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งสร้างความตึงเครียดให้กับเส้นประสาทจนแทบขาดผึง การพักผ่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ
แต่ทว่ากริมกลับหยุดยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังห้องสมุด
เวลานี้เป็นช่วงเที่ยงวันพอดี บรรยากาศภายในห้องสมุดจึงเงียบสงบ มีผู้ฝึกหัดเวทเข้ามาใช้บริการเพียงไม่กี่คน
ภายในโถงหินเรียบง่าย ชั้นวางหนังสือทำจากไม้สีเหลืองนวลกว่าสิบตู้ถูกจัดวางเรียงรายชิดผนัง บนชั้นเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยตำราเวทมนตร์หลากรูปแบบ ต่างวัสดุ วางซ้อนกันจนละลานตา ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลคลังปัญญาแห่งนี้คือผู้ฝึกหัดเวทอาวุโสวัยกลางคน ผู้มีระดับพลังอยู่ในขั้นกลาง
สำหรับผู้ฝึกหัดเวทประเภทที่ต้องอาศัยวันเวลาเคี่ยวกรำอย่างยาวนานกว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาสู่ระดับกลางได้อย่างทุลักทุลเเช่นนี้ ทางหอคอยจอมเวทเสียดฟ้าย่อมไม่คิดจะทุ่มเททรัพยากรปั้นแต่งใดๆ ให้ และตัวพวกเขาเองก็ดูเหมือนจะสูญเสียไฟแห่งความทะเยอทะยานไปจนมอดดับ ครั้นจะให้ไปรับภารกิจเสี่ยงตายก็ใจไม่กล้าพอ แต่จะให้ยอมแพ้กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนก็ทำใจไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงกลายเป็นกลุ่มประชากรที่น่าเวทนาและแปลกแยกกลุ่มหนึ่งในหมู่ผู้ฝึกหัดเวท
แม้ตำแหน่งบรรณารักษ์จะได้รับค่าตอบแทนแสนน้อยนิดเพียง 1 แต้มภูมิปัญญา ต่อการทำงานเจ็ดวัน แต่แลกมาด้วยความสุขสบายและความปลอดภัย ดังนั้นตำแหน่งเหล่านี้จึงถูกเหล่าผู้ฝึกหัดเวทระดับกลางรุ่นลายครามจับจองพื้นที่จนเต็มเอี๊ยด ส่วนผู้ฝึกหัดเวทที่ไร้หัวนอนปลายเท้าและตัวคนเดียวอย่างกริม ก็จำใจต้องก้มหน้าไปรับภารกิจที่อันตรายที่สุดเหล่านั้นเพื่อความอยู่รอด
กริมไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปยังชั้นหนังสือด้านในสุดเหมือนเคย แต่กลับแสร้งทำทีเป็นเดินทอดน่องสบายอารมณ์ ไล่สายตาดูไปทีละชั้นอย่างเชื่องช้า พลางหยิบหนังสือออกมาพลิกดูเป็นพักๆ
หนังสือเวทมนตร์ในห้องสมุดแห่งนี้ หากยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการยืมอย่างถูกต้อง นอกจากบทนำและสารบัญคร่าวๆ ในหน้าแรกแล้ว เนื้อหาที่เหลือทั้งหมดจะถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำหนาทึบที่ลอยวนเวียนอยู่ ไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรข้างในได้เลยแม้แต่น้อย
กริมไม่กล้าดูแคลนชั้นหมอกสีดำที่ดูธรรมดานี้เด็ดขาด เพราะผู้ที่ร่ายมันขึ้นมาคือเจ้าของหอคอยแห่งนี้… ท่านจอมเวททางการผู้มีนามว่าแอนเดอร์สันที่แสนน่าสะพรึงกลัว
หากไม่ผ่านกระบวนการปลดล็อกด้วยวงเวทเฉพาะทาง อย่าได้หวังว่าจะมองเห็นเนื้อหาข้างใน พวกคนโง่เขลาที่เพ้อฝันว่าจะใช้วิธีการของตัวเองเจาะระบบ ล้วนแต่ต้องไปกระตุ้นกับดักวงเวทที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบทลงทัณฑ์จากโทสะของจอมเวทนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะรับไหว
แม้ระบบป้องกันจะเข้มงวดดั่งป้อมปราการเหล็ก แต่กริมก็ยังอยากจะลองเสี่ยงดูสักตั้งว่าชิปชีวภาพอัจฉริยะจะมีช่องโหว่ให้เขาฉกฉวยผลประโยชน์ได้หรือไม่ เพราะการหาแต้มภูมิปัญญานั้นยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น จนถึงตอนนี้กริมมีแต้มสะสมอยู่เพียง 7 แต้ม ซึ่งมันไม่เพียงพอที่จะรองรับแผนการศึกษาเพื่ออนาคตของเขาได้เลย
เขาดึงหนังสือ พงศาวดารจอมเวท ออกมาเล่มหนึ่ง แสร้งทำเป็นยืนอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ในห้วงความคิดลึกๆ คำสั่งชุดหนึ่งได้ถูกส่งไปยังชิปชีวภาพอย่างเงียบเชียบ
‘สแกนหนังสือเล่มนี้ ตรวจสอบดูซิว่าจะสามารถเจาะดูเนื้อหาข้างในโดยไม่ไปกระตุ้นวงเวทป้องกันได้หรือไม่!’
[ติ๊ด… สร้างคำสั่งภารกิจเรียบร้อย… เริ่มดำเนินการสแกนเชิงลึก…]
กริมรีบก้มหน้าลงต่ำทันที ในขณะที่ชิปชีวภาพอัจฉริยะกำลังทำงาน ส่วนลึกในดวงตาของเขาจะมีแสงสีแดงเรืองรองออกมาจางๆ เขาจำเป็นต้องหาอะไรมาบังไว้เพื่อไม่ให้ใครจับสังเกตความผิดปกตินี้ได้
[ติ๊ด! ตรวจพบสนามพลังป้องกันไม่ทราบชนิด… กำลังดำเนินการวิเคราะห์… แจ้งเตือนอันตราย… สนามพลังกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ทราบสาเหตุ… ยุติการสแกน!]
กริมรีบหลับตาลงและพับปิดหนังสือแทบจะทันที
เป็นไปไม่ได้จริงๆ ด้วย เพียงแค่การกระตุ้นจากภายนอกนิดเดียว ก็ทำให้วงเวทพิทักษ์บนหนังสือเกิดปฏิกิริยาตอบสนองได้ ดูท่าปฏิบัติการเจาะข้อมูลฟรีของเขาคงต้องจบลงด้วยความล้มเหลว วันข้างหน้าหากต้องการแสวงหาความรู้ ก็คงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาใช้แต้มภูมิปัญญาแลกมาอย่างซื่อสัตย์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าเสียดายนัก เพราะอย่างน้อยเมื่อมีชิปชีวภาพอัจฉริยะ เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดึกดำบรรพ์อย่างการคัดลอกด้วยมือเพื่อจดจำความรู้เหมือนเมื่อก่อน
หนังสือเล่มใดก็ตาม ขอเพียงแค่ถูกเขายืมมาอ่านผ่านตาหนึ่งครั้ง เนื้อหาทั้งหมดก็จะถูกคัดลอกลงสู่หน่วยความจำของชิปอย่างครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว สะดวกแก่การเรียกดูได้ทุกเมื่อ ต่อให้ตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจเนื้อหา ก็สามารถบันทึกเก็บไว้ก่อน ให้ชิปช่วยจัดหมวดหมู่และสรุปใจความ แล้วค่อยใช้เวลาค่อยๆ ซึมซับทีหลัง เพียงแค่ฟังก์ชันนี้ การมีอยู่ของชิปก็ถือว่าช่วยประหยัดเวลาชีวิตเขาไปได้อย่างมหาศาลแล้ว
กริมวางพงศาวดารจอมเวทลงด้วยความจำใจ แล้วเดินทอดน่องไปยังชั้นหนังสืออีกตู้หนึ่ง ตำราในหมวดนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ธาตุไฟ ซึ่งตรงกับค่าความเข้ากันได้ของธาตุในตัวเขาพอดี ที่นี่จึงเป็นโซนที่เขาแวะเวียนมาบ่อยที่สุด
ว่าด้วยคุณลักษณะอนุภาคธาตุไฟ เทคนิคการควบคุมธาตุไฟ หัตถ์เพลิงผลาญ วิธีปั้นลูกไฟยักษ์ ……
หนังสือกลุ่มนี้ บางเล่มเป็นเพียงทฤษฎีเวทมนตร์เพียวๆ บางเล่มเป็นบันทึกประสบการณ์การร่ายเวทแบบง่ายๆ และยังมีบางเล่มที่เป็นโมเดลเวทมนตร์มาตรฐาน…
ในบรรดาหนังสือเหล่านี้ ประเภทคาถาจะช่วยให้เขาเชี่ยวชาญเวทมนตร์ไว้ป้องกันตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ แต่มันยากที่จะช่วยเพิ่มพูนคลังความรู้ ในขณะที่หนังสือทฤษฎีเหล่านั้นกลับเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำมาซึ่งการเติบโตของพลังจิตวิญญาณ
จะบริหารจัดการแต้มภูมิปัญญาที่มีอยู่น้อยนิดอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด? ทั้งต้องขยายขอบเขตเวทมนตร์เพื่อรักษาชีวิตรอด และต้องเพิ่มพูนความรู้เพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางของจอมเวททางการไปพร้อมๆ กัน… นี่คือโจทย์ยากที่ท้าทายการตัดสินใจอย่างยิ่ง
กริมยืนนิ่งหน้าชั้นหนังสือที่เรียงรายไปด้วยตำราอันเย้ายวนใจ ตกอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง ระบบพลังใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องมีรากฐานทฤษฎีที่หนาแน่นรองรับ และความแข็งแกร่งของจอมเวทก็หยั่งรากลึกอยู่บนระบบพลังของเวทมนตร์นั่นเอง
ถ้าเช่นนั้น แก่นแท้ของเวทมนตร์คืออะไรกันแน่?
โดยไม่ต้องคิดซ้ำ กริมสั่งการภารกิจระยะยาวที่ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ให้กับชิป
‘ชิป รวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเวทมนตร์ทั้งหมด ย้อนรอยต้นกำเนิดของเวทมนตร์ แล้วค้นหาเส้นทางการพัฒนาเพื่อเลื่อนระดับที่เหมาะสมกับฉันที่สุดในอนาคต!’
[ติ๊ด… รับภารกิจหลัก… สร้างโปรเจกต์สังเกตการณ์ระยะยาว: ต้นกำเนิดเวทมนตร์… ข้อมูลปัจจุบันขาดแคลน ไม่สามารถสร้างโมเดลที่สมบูรณ์ได้…] [สร้างโปรเจกต์ประเมินผลระยะสั้น: เส้นทางจอมเวทของโฮสต์… ข้อมูลปัจจุบันขาดแคลน ไม่สามารถสร้างโมเดลที่สมบูรณ์ได้…]
เสียงแจ้งเตือนดังรัวๆ ในหัวทำเอากริมปวดขมับ ช่วยไม่ได้ ชิปเพิ่งจะตื่นจากการจำศีล ฐานข้อมูลข้างในแทบจะขาวสะอาด หากเขาไม่ป้อนหนังสือพื้นฐานเข้าไป ลำพังแค่จินตนาการในอากาศ ชิปคงไม่สามารถคำนวณผลลัพธ์ที่เป็นจริงออกมาได้
แต่ยังโชคดีที่หกปีมานี้ เขาได้คัดลอกข้อมูลเก็บไว้จำนวนหนึ่ง พอกลับไปต้องรีบบันทึกข้อมูลเหล่านั้นลงในชิปให้หมด จะได้ไม่ต้องเจอกับสถานะ “ข้อมูลขาดแคลน” จนทำอะไรไม่ได้แบบนี้อีก
กริมหันหลังเดินออกจากห้องสมุด แวะไปเติมท้องให้อิ่มที่โรงอาหารรวม จากนั้นจึงตรงกลับไปยังที่พัก
เมื่อผลักประตูเข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่กริมทำคือกวาดตามองไปที่พื้น
บริเวณพื้นไม้ตรงธรณีประตู มีคลื่นความผันผวนของธาตุไฟที่เบาบางอย่างยิ่งหลงเหลืออยู่ นี่คือ อนุภาคธาตุเวท (ธาตุไฟ) ที่เขาจงใจวางทิ้งไว้หน้าประตู มันไม่ได้มีอานุภาพทำลายล้างอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่มีคนเดินผ่าน คลื่นพลังในตัวคนคนนั้นจะทำให้การเรียงตัวของอนุภาคธาตุเวทเปลี่ยนแปลงไป ด้วยวิธีนี้กริมจึงสามารถตรวจสอบได้ว่ามีใครเคยแอบเข้ามาในห้องของเขาหรือไม่
ช่วยไม่ได้ ในสังคมที่จิตใจคนยากแท้หยั่งถึงแบบนี้ คนที่ไม่มีสัญชาตญาณระวังภัยคงมีชีวิตรอดได้ไม่นาน
หลังจากลงกลอนประตูแน่นหนา กริมก็รีบขนเอาสมุดบันทึกเวทมนตร์ที่เขาตรากตรำอดหลับอดนอนจดมาตลอดหลายปีออกมาวางกอง หากนับปริมาณเนื้อหาจริงๆ ในมือกริมก็ถือว่ามีหนังสือเวทมนตร์ฉบับสมบูรณ์ถึงห้าเล่มเชียวนะ
เล่มแรกแน่นอนว่าต้องเป็น คัมภีร์สรรพสิ่งวิทยา นี่คือหนังสือเรียนเล่มแรกสำหรับเบิกเนตรผู้ฝึกหัดเวททุกคน
กริมทิ้งตัวลงนั่งหน้าโต๊ะไม้ ตั้งสมาธิอ่านทวนคัมภีร์สรรพสิ่งวิทยาอย่างละเอียดทุกตัวอักษร แม้เนื้อหาส่วนใหญ่จะอยู่ในความทรงจำแล้ว แต่รายละเอียดปลีกย่อยหลายจุดก็ย่อมมีการหลงลืมไปบ้างตามกาลเวลา
ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่เขาที่กำลังอ่านทบทวน แต่ชิปชีวภาพอัจฉริยะก็กำลังอาศัยดวงตาของเขาบันทึกเนื้อหาทั้งหมดลงสู่คลังข้อมูล และจัดหมวดหมู่อัตโนมัติ
จนถึงช่วงท้าย กริมเลิกใช้สมองคิดวิเคราะห์แล้ว เขาเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเครื่องสแกนมนุษย์ กวาดสายตามองตัวอักษร สัญลักษณ์ เส้นสายเวทมนตร์ และรูปภาพประกอบบนสมุดบันทึก… เพื่อคัดลอกมันลงไปอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที คัมภีร์สรรพสิ่งวิทยาทั้งเล่มก็ถูกบันทึกเสร็จสมบูรณ์
กริมอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
ต้องรู้ก่อนว่าคัมภีร์สรรพสิ่งวิทยาเล่มนี้ ในฐานะหนังสือพื้นฐาน มันได้รวบรวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตประหลาดต่างเผ่าพันธุ์ในทวีปจอมเวทไว้เกือบหมื่นชนิด รวมไปถึงพืชพรรณ สัตว์ แร่ธาตุ และวัตถุดิบปรุงยา… หากนับรวมๆ กัน หัวข้อในเล่มนี้น่าจะมีมากถึงสามหมื่นกว่ารายการ
ตัวเขาในอดีตต้องใช้เวลาถึงสิบเจ็ดเดือนเต็มกว่าจะอ่านจบและจดจำได้ครบถ้วน แต่ตอนนี้… กลับใช้เวลาเพียงสิบห้านาที
กริมลองทดสอบประสิทธิภาพทันที สิ่งมีชีวิตหรือพืชชนิดใดก็ตามที่เขานึกถึง ชิปจะดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาฉายในสมองทันที วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาเปิดหาข้อมูลไปได้มหาศาล
เยี่ยม! ต่อไปนี้เขาไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการท่องจำความรู้เวทมนตร์ที่ซับซ้อนเหล่านั้นอีกแล้ว
ด้วยความฮึกเหิม กริมไม่สนใจอาการสมองบวมเป่งที่เริ่มปวดตุบๆ เขารีบหยิบสมุดเล่มที่สองออกมา แล้วเริ่มคัดลอกด้วยวิธีการเดียวกันทันที
ต้นกำเนิดพลังจิตวิญญาณ เป็นหนังสือทฤษฎีเวทมนตร์ที่จริงจังขึ้นมาอีกขั้น เนื้อหาหลักอธิบายถึงแก่นแท้และหลักการใช้งานของพลังจิตวิญญาณที่เหล่าจอมเวทใช้กัน รวมถึงวิธีการฝึกฝนจิตเบื้องต้น
หลังจากบันทึกเล่มที่สองจบ กริมต้องยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดจนเส้นเลือดปูดโปน เขารู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้ แน่นหน้าอกจนแทบจะอาเจียน
อาการแบบนี้… มันคือสัญญาณเตือนว่าพลังจิตวิญญาณหมดเกลี้ยง
ในฐานะผู้ฝึกหัดเวท เขาคุ้นเคยกับอาการนี้ดี ช่วงแรกที่เพิ่งหัดใช้เวทหัตถ์เพลิงผลาญ กริมมักจะใช้พลังจิตวิญญาณที่มีอยู่น้อยนิดจนเกลี้ยงถังเพราะยังควบคุมจังหวะการจ่ายพลังเวทไม่เป็น
ต่อมาเมื่อร่ายหัตถ์เพลิงผลาญได้ชำนาญขึ้น เขาถึงเรียนรู้วิธีบริหารจัดการพลังได้ดีขึ้น ในฐานะผู้ใช้เวท ความแข็งแกร่งของวิญญาณจะแปรผันตรงกับปริมาณพลังจิตวิญญาณ ยิ่งวิญญาณแกร่ง ปริมาณพลังก็ยิ่งมาก และจำนวนเวทมนตร์ที่ร่ายได้ก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
ยกตัวอย่างตัวกริมเอง ค่าสถานะพลังจิตวิญญาณของเขาคือ 8 แต้ม ดังนั้นค่ามานา หรือที่จอมเวทบางคนเรียกว่าพลังเวท จะเท่ากับสิบเท่าของพลังจิตวิญญาณ นั่นคือ 80 แต้ม
และไอ้ 80 แต้มนี่แหละ คือขีดจำกัดความเข้มข้นของพลังจิตวิญญาณที่กริมในปัจจุบันจะรองรับได้