ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 58 แย่งชิงลูกศิษย์
“แย่งชิงลูกศิษย์?”
ซูเตี๋ยหันมามองจางอวิ๋นด้วยแววตาประหลาดใจ คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเล็กน้อย “ลูกศิษย์ของเจ้าโดนใครแย่งไปรึ?”
“ไม่ใช่!”
จางอวิ๋นรีบโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะอธิบายขยายความ “ข้าหมายถึง… ไปแย่งชิงคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์ในอนาคตต่างหาก! เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปร่วมงานประมูลที่หอสมบัติหนานจางสาขาในเมืองนี้มา สินค้าปิดท้ายงานคือสาวน้อยเผ่าเงือก ข้าลองตรวจสอบดูแล้ว พบว่านางมีรากกระดูกที่ยอดเยี่ยมเปี่ยมพรสวรรค์ เหมาะสมที่จะมาเป็นศิษย์สืบทอดวิชาของข้ามาก!”
“สาวน้อยเผ่าเงือก?”
ซูเตี๋ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “ดูท่า… จะเป็นสินค้าที่พ่อค้าจาก ‘แคว้นหนานซิง’ นำติดมือมาสินะ!”
“พ่อค้าจากแคว้นหนานซิง?”
“เจ้าคงไม่รู้… เมื่อไม่กี่วันก่อนมีขบวนพ่อค้ากลุ่มหนึ่งเดินทางมาที่เมืองหนานซาง เพื่อนำสินค้าพื้นเมืองหายากจากแคว้นหนานซิงมาปล่อยขาย ในบรรดาหกแคว้นแห่งแดนใต้ แคว้นที่มีเผ่าเงือกอาศัยอยู่ ก็มีแค่ในทะเลลึกแถบขั้วโลกใต้ของแคว้นหนานซิงเท่านั้น ลองปะติดปะต่อเรื่องราวดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นของที่พ่อค้ากลุ่มนั้นนำมา!”
จางอวิ๋นได้ฟังก็ร้องอ๋อ ยกนิ้วโป้งให้ซูเตี๋ยทันทีด้วยความเลื่อมใส “สมกับเป็นแม่นางซูคนงาม รอบรู้กว้างขวางจริงๆ ขนาดแหล่งที่อยู่ของเผ่าเงือกก็ยังรู้แจ้งเห็นจริง!”
“หัดออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง อย่ามัวแต่อุดอู้อยู่แค่ในแคว้นหนานอวิ๋น เจ้าก็จะรู้เรื่องพวกนี้เองนั่นแหละ!”
ซูเตี๋ยค้อนขวับใส่เขาด้วยจริตที่น่ามอง
“จะพยายามนะ”
จางอวิ๋นยิ้มรับอย่างไม่ถือสา
ร่างเดิมของเขาเป็นพวกบ้าฝึกวิชาเก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำ ไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน แต่ในเมื่อเขาได้มาสวมร่างนี้แล้ว มีโอกาสเมื่อไหร่ ก็ต้องออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้างของทวีปวิถีเซียนให้หนำใจแน่นอน
“จะว่าไป… ที่เจ้าจะไปชิงตัวสาวน้อยเผ่าเงือกนี่ เพื่อรับเป็นศิษย์จริงๆ รึ? ไม่ได้มีความคิดแอบแฝงอื่นแน่นะ?”
จู่ๆ ซูเตี๋ยก็หันมาจ้องหน้าเขาเขม็ง แววตาคู่สวยฉายแววหยอกล้อแต่แฝงความรู้ทัน “ไม่ใช่ว่าหวังผลเรื่องการบำเพ็ญคู่กับแม่ปลาสาวน้อย แล้วมาอ้างกับข้าว่าจะรับศิษย์หรอกนะ?”
“แม่นางซูคนสวย… เจ้าเห็นข้าเป็นคนมักมากในกามเช่นนั้นหรือ?”
จางอวิ๋นปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“เหอะ! ปากผู้ชายอย่างพวกเจ้าเชื่อได้ที่ไหน?”
ซูเตี๋ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ โบกมือปัดๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ช่างเถอะ ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะชิงนางมาทำไม จ่ายเงินมาก็พอ เรื่องแรกถือว่าเราอยู่สังกัดเดียวกัน ข้าคงทนดูเจ้าตายไม่ได้ เรื่องช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหอชั้นสาม ข้าทำให้ฟรีไม่คิดเงิน แต่เรื่องที่สองที่จะไปชิงตัวสาวน้อยเผ่าเงือกนี่มันค่อนข้างยุ่งยาก ปัจจัยแทรกซ้อนเยอะ… สองหมื่นหินวิญญาณ รับได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา!”
จางอวิ๋นพยักหน้าทันทีโดยไม่ลังเล แล้วหยิบแหวนมิติสองวงออกมาวางบนโต๊ะครัว
แม้จะมีบุญคุณต่อกัน แต่จะให้ซูเตี๋ยช่วยงานเสี่ยงตายฟรีๆ โดยไม่ให้ค่าตอบแทนคงเป็นไปไม่ได้
นี่คือกฎเหล็กของวงการนักฆ่า… ทำงานได้ แต่เงินต้องถึง!
ซูเตี๋ยหยิบแหวนวงแรกขึ้นมาตรวจสอบ พบว่ามีหินวิญญาณสองหมื่นก้อนครบถ้วน นางพยักหน้าพอใจ แล้วหันไปมองแหวนอีกวงด้วยความสงสัย “แล้วในนี้คืออะไร?”
“เนื้อสัตว์อสูรจำนวนหนึ่ง”
จางอวิ๋นตอบเสียงเรียบ “รวมถึงซากที่สมบูรณ์ของ ‘ราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณ’ ระดับจินตานหนึ่งตัว!”
“หืม?”
ดวงตาของซูเตี๋ยเป็นประกายวาวโรจน์ รีบคว้าแหวนวงนั้นขึ้นมาตรวจสอบทันที ก่อนจะเงยหน้ามองจางอวิ๋นด้วยความทึ่งระคนแปลกใจ “ไม่เลวนี่นา… หาวัตถุดิบชั้นยอดแบบนี้มาได้ด้วย? เดี๋ยวนะ… ที่เจ้าให้ข้านี่ คือจะจ้างให้ข้าช่วยทำอาหารวิญญาณให้สินะ?”
จางอวิ๋นพยักหน้า
อีกเป้าหมายหนึ่งของการมาเมืองหนานซางในครั้งนี้ คือการเฟ้นหา ‘พ่อครัววิญญาณ’ ฝีมือดีมาช่วยจัดการกับซากสัตว์อสูรที่เขาได้มาจากงานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนัก หรือจะเรียกว่าวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศก็ได้
พ่อครัววิญญาณ คืออาชีพพิเศษที่ได้รับการยกย่องในทวีปวิถีเซียน
พวกเขาสามารถปรุงอาหารโดยคงสภาพปราณวิญญาณในเนื้อสัตว์อสูรไว้ได้สูงสุด แล้วรังสรรค์ออกมาเป็น ‘อาหารวิญญาณ’ หลากหลายเมนู ซึ่งนอกจากจะรสชาติเลิศล้ำเกินคำบรรยายแล้ว เมื่อผู้ฝึกตนกินเข้าไป ยังสามารถช่วยเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้โดยตรงอีกด้วย
ยิ่งเป็นพ่อครัววิญญาณระดับสูง ก็ยิ่งสามารถกักเก็บและกลั่นกรองปราณวิญญาณในวัตถุดิบไว้ได้มากเท่านั้น
ถ้าเป็นซากสัตว์อสูรทั่วไป จะปรุงแบบลวกๆ ก็คงไม่เสียหายอะไร แต่กับซากสัตว์อสูรระดับจินตาน ขืนเอาไปย่างกินเองมั่วๆ ก็เท่ากับเอาของล้ำค่ามาโยนทิ้งลงแม่น้ำชัดๆ
ซากสัตว์อสูรระดับนี้ นอกจากแก่นอสูรแล้ว ทุกชิ้นส่วนในร่างกายล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่ด้อยไปกว่าสมุนไพรวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
หากให้คนทั่วไปปรุง พลังงานในเนื้ออาจจะรั่วไหลจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ
ดังนั้นการจัดการกับซากสัตว์อสูรระดับนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อครัววิญญาณผู้เชี่ยวชาญ
ในบรรดาผู้ฝึกตนที่จางอวิ๋นรู้จัก มีพ่อครัววิญญาณที่คุ้นเคยอยู่แค่สองคน คนหนึ่งคือซูเตี๋ยที่อยู่ตรงหน้านี้ ซึ่งเป็นแม่ครัววิญญาณระดับท็อปของวงการ ส่วนอีกคนคือผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหลิงเซียน
แต่ในสถานการณ์ที่เขายังหาตัวคนวางยาพิษในสำนักไม่ได้ เขาจึงไม่ไว้ใจผู้อาวุโสคนไหนทั้งนั้น
เพราะอาหารวิญญาณพวกนี้เขาตั้งใจจะเอากลับไปขุนสวีหมิงกับอู๋เสี่ยวพั่ง ขืนโดนวางยาพิษชนิดเดียวกับที่เขาโดน ลูกศิษย์ทั้งสองคงได้ไปเฝ้ายมบาลในพริบตา!
ส่วนซูเตี๋ย… คือคนสนิทที่ร่างเดิมของเขาไว้ใจที่สุด
หลังจากผสานความทรงจำ จางอวิ๋นก็ได้รับอิทธิพลความรู้สึกนั้นมาด้วย ทำให้เขารู้สึกไว้ใจแม่นางซูคนสวยตรงหน้านี้โดยสัญชาตญาณ แถมความประทับใจแรกพบในวันนี้ก็ถือว่าดีเยี่ยม
ซูเตี๋ยตรวจสอบวัตถุดิบในแหวนอย่างละเอียด นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ที่แหวนอย่างใช้ความคิด แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ทำอาหารวิญญาณน่ะได้ สัตว์อสูรตัวเล็กตัวน้อยพวกนั้นข้าไม่คิดค่าแรง แต่ซากราชันย์หมีน้ำตาลวิญญาณตัวนี้… ข้าขอแบ่งครึ่งหนึ่งเป็นค่าจ้าง มีปัญหาไหม?”
“ครึ่งหนึ่ง?”
จางอวิ๋นสูดปากด้วยความเสียดาย “เยอะไปหน่อยมั้ง…”
“เยอะกับผีน่ะสิ!”
ซูเตี๋ยถลึงตาใส่ ยืดอกอวบอิ่มขึ้นอย่างภูมิใจแล้วแค่นเสียงดุ “ข้าเป็นถึงระดับแม่ครัววิญญาณชั้นยอดเชียวนะเว้ย! เจ้าเข้าใจคำว่า ‘ชั้นยอด’ ไหม? คนอื่นจะจ้างข้าทำอาหารวิญญาณต้องจ่ายหนักขนาดไหนรู้หรือเปล่า? นี่เห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้หรอกนะ ถึงลดให้ขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาบ่นว่าเยอะอีก!?”
“ใจเย็นๆ!”
จางอวิ๋นรีบยกมือยอมแพ้เมื่อเห็นแม่เสือสาวเริ่มแยกเขี้ยว “ครึ่งก็ครึ่ง… แบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งตามนั้น!”
“ฮึ!”
ซูเตี๋ยส่งสายตาประมาณว่า ‘รู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง’ มาให้ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “อาหารวิญญาณพวกนี้เดี๋ยวทำเสร็จแล้วข้าจะส่งไปให้ที่สำนักหลิงเซียน ตอนนี้… ไปชิงตัว ‘ว่าที่ลูกศิษย์’ ของเจ้ากลับมากันก่อน!”
จางอวิ๋นพยักหน้า รีบหยิบหน้ากากและหมวกสานที่เก็บไว้เมื่อครู่ขึ้นมาสวม แล้วเดินออกจากครัวไป
รออยู่ไม่ถึงครึ่งนาที ซูเตี๋ยในชุดรัดรูปสีแดงเพลิงทะมัดทะแมง สวมหน้ากากรูปผีเสื้อปกปิดใบหน้าก็เดินตามออกมา ในมือนางถือหินส่งเสียงอยู่ ก่อนจะหันมาบอกเขาว่า
“คนของข้าส่งข่าวมาแล้ว ว่าที่ลูกศิษย์ของเจ้ากำลังมุ่งหน้าไปทาง ประตูเมืองทิศตะวันตก!”
“ทิศตะวันตก?”
จางอวิ๋นชะงักฝีเท้า “ไม่ใช่ทิศใต้หรอกรึ?”
เมืองหนานซางมีประตูเมืองสี่ทิศ เชื่อมต่อทุกเส้นทาง ก่อนหน้านี้เขาเห็นรถม้าคันนั้นมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ชัดๆ ทำไมจู่ๆ ถึงไปโผล่ทิศตะวันตกได้?
“ทางทิศใต้นั่นแค่ตัวล่อ!”
ซูเตี๋ยกล่าวเสียงเรียบ แววตาคมกริบ “คนที่ประมูลว่าที่ลูกศิษย์เจ้าไป ไม่ใช่พวกกินหญ้ากินฟาง พวกนั้นใช้ขบวนรถทางทิศใต้ดึงดูดความสนใจ แล้วแอบพาตัวว่าที่ลูกศิษย์เจ้าหนีไปทางทิศตะวันตกแล้ว!”
จางอวิ๋นสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที
เขาไม่สงสัยในข้อมูลของซูเตี๋ยเลย
เพราะซูเตี๋ยคือเจ้าถิ่นตัวจริงเสียงจริง ข่าวสารในเมืองนี้ แทบไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตาเหยี่ยวของนางไปได้
โชคดีที่แวะมาหาซูเตี๋ยก่อน ไม่อย่างนั้นขืนตามรถม้าคันเมื่อกี้ไป เขาคงพลาดโอกาสสานสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับสาวน้อยเผ่าเงือกที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ไปตลอดกาล!
“พวกหางแถวที่ตามเจ้ามา ข้าส่งคนปลอมตัวเป็นเจ้าไปล่อพวกมันออกไปแล้ว!”
ซูเตี๋ยเก็บหินส่งเสียง แล้วเดินนำกลับเข้าไปในครัว “ตอนนี้… ตามข้ามา!”
จางอวิ๋นรีบเดินตามไปอย่างกระชั้นชิด
ภายในห้องครัว ตอนนี้มีทางลับใต้ดินถูกเปิดออก เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดตัวลงสู่ความมืดมิด
จางอวิ๋นไม่ได้แปลกใจ
เป็นถึงนักฆ่าระดับพระกาฬ การมีทางหนีทีไล่เตรียมไว้ในรังของตัวเองถือเป็นเรื่องปกติวิสัย
ซูเตี๋ยกระโดดลงไปในทางลับอย่างคล่องแคล่ว จางอวิ๋นตามลงไปติดๆ
เส้นทางใต้ดินทอดยาวไปเบื้องหน้า ระหว่างทางมีทางแยกมากมายนับไม่ถ้วน ดูไปดูมาราวกับเขาวงกตขนาดยักษ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้บุกรุก
จางอวิ๋นมองด้วยความทึ่ง
การสร้างเขาวงกตใต้ดินที่ซับซ้อนขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!
เจ้าถิ่นก็คือเจ้าถิ่นจริงๆ!
หลังจากเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนเวียนหัว ในที่สุดพวกเขาก็เดินขึ้นบันไดมาถึงทางออกแห่งหนึ่ง
แต่ซูเตี๋ยยังไม่รีบเปิดประตูกลออกไป นางหยิบ ‘หินบันทึกภาพ’ ก้อนหนึ่งออกมาฉายภาพเหตุการณ์ภายนอกให้ดู——
ภาพที่ปรากฏบนผนังถ้ำ คือเส้นทางภูเขาอันกว้างขวาง สองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกทึบที่ดูวังเวง
“นี่คือเนินเขาด้านนอกประตูเมืองทิศตะวันตก ถ้าพวกนั้นจะออกจากเมืองทางทิศนี้ ยังไงก็ต้องผ่านทางนี้”
ซูเตี๋ยอธิบายสั้นๆ แล้วหยิบหินบันทึกภาพก้อนที่สองออกมาจากช่องลับในผนัง
ภาพในหินก้อนที่สองฉายให้เห็นบรรยากาศภายในป่าข้างทาง… หลังต้นไม้แต่ละต้น และในพงหญ้า มีกลุ่มคนชุดดำปิดหน้าปิดตาจำนวนมากซุ่มซ่อนอยู่ สายตาจับจ้องไปยังถนนเบื้องล่างอย่างไม่วางตา ราวกับฝูงหมาป่ารอตะครุบเหยื่อ
บางมุมภาพถ่ายจากมุมสูง ทำให้เห็นแม้กระทั่งขาของคนที่ยืนซุ่มอยู่บนกิ่งไม้
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูง “มีคนอื่นมาดักรออยู่ด้วย?”
“สาวน้อยเผ่าเงือกเชียวนะ… ของหายากขนาดไหนคิดดู!”
ซูเตี๋ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “คนอยากได้นางไปบำเพ็ญคู่เพื่อเสริมพลังมีเยอะกว่าที่เจ้าคิด พวกที่ไม่อยากจ่ายหินวิญญาณ ก็ต้องมาใช้วิธีปล้นเหมือนเจ้านี่แหละ!”
จางอวิ๋นลูบจมูกแก้เก้อ
อะไรคือปล้น… ข้ามาเพื่อรับศิษย์ต่างหากเล่า!
“มาแล้ว!”
จู่ๆ ซูเตี๋ยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตัว
จางอวิ๋นเพ่งสายตามองไปที่ภาพจากหินบันทึกภาพก้อนแรก เห็นรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาในเส้นทางภูเขาอย่างรวดเร็ว ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
……