ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 114 ต่างคนต่างมีแผนในใจ
“เหตุใดเจ้าหนูหมิงถึงเลือกทะลวงระดับในยามนี้?”
จางอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาฉายแววเคร่งเครียดอย่างปิดไม่มิด
เรื่องที่สวีหมิงทะลวงระดับได้นั้นเขาหาได้แปลกใจไม่ เพราะอีกฝ่ายเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนักอยู่ในหอรวมปราณ ดูดซับหินวิญญาณไปมหาศาลดุจเทน้ำ แม้ระดับพลังภายนอกจะค้างอยู่ที่สร้างรากฐานขั้น 8 แต่ภายในร่างของสวีหมิงนั้น เปรียบเสมือนเขื่อนกักเก็บน้ำที่เต็มเปี่ยม พร้อมจะระเบิดพลังงานออกมาทะลวงระดับได้ทุกเมื่อ
เคล็ดวิชาที่สามารถกักเก็บพลังงานส่วนเกินเอาไว้ในจุดชีพจรต่างๆ ของร่างกายเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมค่อยดึงมาใช้นี้ เป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของ ‘กายาศักดิ์สิทธิ์มังกรโลหิต’
เรื่องนี้สวีหมิงเคยมาปรึกษาเขาด้วยตัวเอง
ศิษย์คนนี้กังวลว่าตนเองเลื่อนระดับเร็วเกินไป กลัวว่ารากฐานในอนาคตจะไม่มั่นคง จึงจงใจกดระดับพลังไว้ที่สร้างรากฐานขั้น 8 เพื่อตอกเสาเข็มปูพื้นฐานให้แน่นหนาที่สุด รอสะสมพลังงานให้เอ่อล้นแล้วค่อยระเบิดพลังทะลวงขั้นรวดเดียวจบ
ตอนนั้นจางอวิ๋นก็เห็นดีเห็นงามด้วย
แม้เขาจะอยากได้พลังคืนกำไรจนตัวสั่นระริก แต่เขาก็ปรารถนาให้ลูกศิษย์มีรากฐานที่มั่นคงดั่งภูผา เพื่อที่จะก้าวไปสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนในอนาคตได้!
การรับศิษย์เพื่อหวังผลคืนกำไรเป็นเป้าหมายหลักก็จริง แต่ในเมื่อรับมาแล้ว ในฐานะอาจารย์ เขาก็มีหน้าที่ต้องเจียระไนเพชรเม็ดงามเหล่านี้ให้เปล่งประกายที่สุด ซึ่งนั่นก็จะส่งผลดีต่อผลตอบแทนที่เขาจะได้รับกลับมาด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหลังจากทะลวงเข้าสู่สร้างรากฐานขั้น 8 ก่อนงานประลองศิษย์ สวีหมิงก็เริ่มสะสมพลังมาตลอดไม่เคยขาด
การที่จะพุ่งพรวดขึ้นมาถึงขั้นสูงสุดในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
แต่… ตามที่สวีหมิงเคยลั่นวาจาไว้ อีกฝ่ายตั้งใจจะรออีกอย่างน้อยหนึ่งเดือนครึ่ง หรือก็คือรอให้แดนลับเซียนเปิดเสียก่อน แล้วค่อยทำการทะลวงระดับ
ทว่าตอนนี้…
“เกิดเรื่องแล้วสินะ?”
หัวใจของจางอวิ๋นดิ่งวูบลงสู่ตาตุ่ม
ในเมื่อสวีหมิงเคยให้คำมั่นไว้แบบนั้น เด็กคนนี้ไม่มีทางทะลวงระดับโดยพละการแน่ การที่ระเบิดพลังออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว…
กำลังเผชิญวิกฤตถึงชีวิต!
ประกอบกับที่สวีหมิงทะลวงระดับตามหลังอู๋เสี่ยวพั่งมาติดๆ ราวกับนัดกันมา…
กรอด!
จางอวิ๋นขบกรามแน่น กำหมัดจนเส้นเลือดปูดโปน
“ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน... หากบังอาจแตะต้องศิษย์ข้าแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะตามไปล้างโคตรตระกูลมันให้สิ้นซาก!!”
แต่สิ่งที่ทำให้เขายังพอเบาใจได้บ้าง คือเขายังสัมผัสถึงความเชื่อมโยงกับ ‘อวิ๋นหมายเลขหนึ่ง’ ได้อยู่ แสดงว่าหุ่นเชิดพิทักษ์ของเขายังไม่ถูกทำลาย
ตราบใดที่หุ่นเชิดยังอยู่ ก็หมายความว่าสวีหมิงทั้งสามคนยังไม่ถึงขั้นจนตรอกสิ้นหนทาง
ยิ่งนึกขึ้นได้ว่าทั้งสามคนยังมี ‘ยันต์คุ้มกันศิษย์’ ที่เขามอบให้ติดตัว จางอวิ๋นก็ค่อยวางใจลงได้เปราะหนึ่ง
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้าต้องรีบหาทางออกจากแดนลับบ้านี่ให้เร็วที่สุด!”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มความร้อนรนในใจ แล้วระเบิดพลังพุ่งตัวไปตามแรงดึงดูดของป้ายคำสั่ง มุ่งหน้าไปยังรูปปั้นตัวต่อไปทันทีราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง
การจะหาทางออกในแดนลับที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร ในเมื่อไอ้มหาปุโรหิตวิปริตนี่สร้างรูปปั้นขึ้นมา 36 แห่ง ถ้ามรดกทั้ง 36 แห่งถูกคนครอบครองไปจนหมด มันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นแน่
เขาไม่รู้ว่าทางออกจะปรากฏขึ้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าบินหาแบบไร้จุดหมายเหมือนแมลงวันหัวขาด
ขณะที่ร่างพุ่งทะยานแหวกอากาศ จางอวิ๋นก็ครุ่นคิดวิเคราะห์สถานการณ์ไปด้วย
มีผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหลิงเซียนและคนอื่นๆ คอยดูอยู่ แถมยังมีอวิ๋นหมายเลขหนึ่งคอยคุ้มกัน การที่จะบีบคั้นให้สวีหมิงทั้งสามคนตกอยู่ในอันตรายได้ สถานการณ์ที่เป็นไปได้มีไม่มากนัก
หรือจะเป็นฝีมือผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหลิงเซียน?
คิดปุ๊บเขาก็ส่ายหน้าปั๊บ ตัดทิ้งทันที
อีกฝ่ายแฝงตัวอยู่ในสำนักหลิงเซียนมานานขนาดนี้ แสดงว่าเป้าหมายยังไม่บรรลุ แถมก่อนหน้านี้ที่ลานประลองยังเคยเอ่ยปากชวนเขา และเขาก็รับปากว่าจะไปหาหลังจบงานประลอง ในสถานการณ์แบบนี้ อีกฝ่ายไม่มีเหตุผลที่จะลงมือให้เสียแผน
คนอื่นๆ ในสำนักที่มีความเป็นไปได้ก็คือเมิ่งจง แต่จางอวิ๋นตัดชื่อทิ้งทันทีโดยไม่ต้องคิด
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกเมิ่งจง แต่ไอ้หมอนั่นมันอ่อนหัดเกินไป!
ระดับจินตานขั้นต้นต่อให้ไม่มีอวิ๋นหมายเลขหนึ่ง แค่สวีหมิงสามคนรวมพลังกันก็น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยง เผลอๆ ชนะได้ด้วยซ้ำ
ยิ่งอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นสมรภูมิได้เปรียบของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์
ต่อให้เป็นระดับจินตานขั้นสูงสุดลงมือ ถ้าไม่ใช่การรุมล้อม ด้วยความสามารถของอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ ก็น่าจะพาศิษย์พี่ทั้งสองหนีรอดไปได้
สิ่งที่เขากลัวที่สุด… คือคนลงมือเป็นระดับหยวนอิง!
และระดับหยวนอิง นอกจากผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหลิงเซียนแล้ว คนอื่นๆ แทบทั้งหมดก็น่าจะเข้ามาในแดนลับนี้กันหมดแล้ว
เดี๋ยวนะ…
ทันใดนั้น ภาพของคนผู้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว จางอวิ๋นสายตาแข็งกร้าวขึ้นทันที
‘ผู้อาวุโสใหญ่สำนักหนานไห่!’
ในงานประลองสำนักครั้งนี้อีกฝ่ายไม่ได้ปรากฏตัว เขาเดาว่าอาจจะกำลังรักษาอาการบาดเจ็บสาหัส และคงไม่อยากให้เขาจำหน้าได้
แต่อีกฝ่ายต้องกบดานอยู่ที่สำนักหนานไห่แน่นอน
ถึงอาการบาดเจ็บอาจจะยังไม่หายดี แต่ในฐานะระดับหยวนอิง ต่อให้เหลือพลังแค่ครึ่งเดียว ก็ไม่ใช่สิ่งที่มดปลวกระดับจินตานจะเทียบติด
แน่นอน... ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคือตัวเขา!
เมื่อคิดได้ดังนี้ นัยน์ตาของจางอวิ๋นก็ฉายแววอำมหิตถึงขีดสุด
“สำนักหนานไห่… ถึงเวลาต้องหายไปจากแผนที่โลกนี้แล้ว!”
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะลงมือกับศิษย์เขาจริงหรือไม่ ทันทีที่ออกจากแดนลับ เขาจะไปถล่มสำนักหนานไห่ให้ราบคาบเป็นหน้ากลอง!
จางอวิ๋นสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เพ่งสายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่ไกลนักเขาก็เห็นรูปปั้นจอมเวทย์อูตัวที่สาม
คราวนี้ตั้งตระหง่านอยู่ข้างน้ำตกขนาดใหญ่กลางป่าลึก
ฟุ่บ!
จังหวะที่จางอวิ๋นพุ่งเข้าไป อีกทิศทางหนึ่งก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งเข้ามาพอดี ทั้งสองเผชิญหน้ากันจังๆ กลางอากาศ
เมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ จางอวิ๋นก็เลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
“ผู้อาวุโสสามสำนักหนานซาน?”
คนตรงหน้า คือผู้อาวุโสสามแห่งสำนักหนานซาน ที่เคยได้อันดับสองในงานแลกเปลี่ยนวิชายุทธ์ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาไล่ฆ่าล้างบางพวกผู้อาวุโสสำนักหนานซาน บังเอิญไม่เจอตัวหมอนี่ ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่
“เป็นเจ้า!!”
ผู้อาวุโสสามสำนักหนานซานหน้าถอดสี ซีดเผือดราวกับเห็นผี ในหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า ‘หนี!’
ก่อนหน้านี้ตอนเข้ามาในถ้ำสมบัติใต้ทะเล เขาพลัดหลงกับคนอื่นๆ ในสำนัก จึงเลือกที่จะตามหลังเจ้าสำนักหนานซานพุ่งเข้ามายังส่วนลึกสุด พอลอดผ่านประตูเหล็กเข้ามาเจอกับแดนลับ เขาใช้หินส่งเสียงติดต่อเจ้าสำนักได้แล้ว แต่เลือกที่จะไม่ไปสมทบ กลับเลือกจะฉายเดี่ยวสำรวจเอง
แหม… แดนลับเบ้อเริ่มเทึ่มขนาดนี้ สมบัติคงมีเพียบดุจขุมทรัพย์ ถ้าไปกับเจ้าสำนัก ก็ต้องส่งเข้ากองกลางหมด สู้หาเองกินเองไม่ดีกว่ารึ?
แต่เดินหาจนขาทรุดก็ไม่เจอห่าเหวอะไรเลย!
จนกระทั่งป้ายคำสั่งแจ้งเตือนว่ามีคนได้รับมรดกแปลงเทพ ตาเขาถึงกับลุกวาว รีบบึ่งมาตามพิกัดทันที
แต่เพราะอยู่ไกล เลยเพิ่งจะมาถึงแถวนี้
ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นว่าหมายเลข 39 หยุดอยู่ที่จุดหนึ่งนานมาก จากนั้นก็ตามมาด้วยหมายเลข 40 ที่ได้รับมรดกเหมือนกันและเริ่มเคลื่อนที่ไปด้วยกัน เขาเลยเดาเข้าข้างตัวเองว่าสองคนนี้อาจจะกำลังสู้กันเพื่อแย่งชิงมรดก
เขารู้ตัวดีว่าด้วยพลังระดับจินตานขั้นสูง ถือว่าอยู่ท้ายตารางในบรรดาคนที่เข้ามา แต่ถ้าไอ้ 39 กับ 40 มันซัดกันจนน่วม นี่อาจจะเป็นโอกาสทองให้เขาได้เป็นตาอยู่คว้าพุงเพียวๆ!
เลยรีบแจ้นมาอย่างไว แต่ทว่า…
“ทำไมถึงเป็นจางอวิ๋นวะ? ไหนบอกมีสองคน? แล้วไอ้หมอนี่ฆ่าล้างตระกูลหลินเสร็จแล้วหนีไปแล้วไม่ใช่เรอะ?”
ผู้อาวุโสสามสำนักหนานซานแทบคลั่ง ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม
แต่ที่แน่ๆ คือต้องหนี!
ขนาดคนตระกูลหลินยังโดนมันเชือดทิ้งเหมือนผักปลา นับประสาอะไรกับเขา?
“คนกันเองทั้งนั้น จะรีบไปไหนเล่า?”
ยังไม่ทันจะได้ก้าวขา ภาพตรงหน้าก็ไหววูบ ร่างของจางอวิ๋นมายืนยิ้มแฉ่งขวางทางอยู่ราวกับภูตผี
เขาเตรียมจะหันหลังกลับเพื่อหนีอีกทาง
แต่มีหรือที่จางอวิ๋นจะปล่อยให้เหยื่อหลุดมือ?
ตูม!
สะบัดคลื่นปราณกระบี่เพียงครั้งเดียว ร่างของอีกฝ่ายก็ร่วงไปนอนกองกับพื้น กระอักเลือดคำโต
จางอวิ๋นเหยียบอกไว้แน่นราวกับขุนเขา กดทับจนกระดูกซี่โครงส่งเสียงลั่นเอี๊ยด ปลายกระบี่จ่อที่ลำคอแล้วถามเสียงเย็นเยียบ
“เจ้าสำนักของพวกแกอยู่ไหน?”
ปากถามไป สัมผัสวิญญาณก็กวาดหาไปรอบๆ แต่ไม่พบกลิ่นอายของใครอื่น
“ข้าไม่รู้! ข้า… ข้ากับเจ้าสำนักพลัดหลงกันหลังจากผ่านประตูเหล็กเข้ามา!”
ความเย็นเยียบของปลายกระบี่ที่จ่อคอหอย ทำเอาผู้อาวุโสสามสำนักหนานซานขนลุกซู่ด้วยความกลัว รีบตอบละล่ำละลักฟังไม่ได้ศัพท์
“งั้นเจ้าสำนักของเจ้าคือผู้เข้ามาหมายเลขอะไร?”
“หมายเลข 10! เจ้าสำนักคือหมายเลข 10!!”
“หมายเลข 10 งั้นรึ…”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว พยักหน้าเบาๆ
ฉึก!
มือขยับวูบเดียว คมกระบี่แทงทะลุหัวใจอีกฝ่ายทันทีโดยไร้ความปรานี
“เจ้า…”
ผู้อาวุโสสามสำนักหนานซานอ้าปากค้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ก็บอกไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังฆ่าข้าอีก?
อึก!
จางอวิ๋นไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงก่อนตาย พอมั่นใจว่าตายสนิท ก็ริบป้ายคำสั่งและแหวนมิติมาอย่างชำนาญ
“ได้ป้ายคำสั่งมาเพิ่มอีกอัน!”
เขายิ้มมุมปาก มองป้ายในมือ
ขณะกำลังจะเดินไปหารูปปั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาใต้เท้าตัวเองกระเพื่อมไหวเล็กน้อย
กึก!
เขาชะงักฝีเท้าไปนิดหนึ่ง
ก่อนจะทำทีเป็นเดินต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่แอบโคจรพลังใช้ ‘เนตรเซียน’ ชำเลืองมองไปที่เงา——
【วิญญาณมหาปุโรหิต】
สถานะ: ช่วงเติบโตขั้นสูงสุด (กลืนกินวิญญาณช่วงเติบโตไปแล้ว 2 ตน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกครึ่งชั่วยามจะเข้าสู่ช่วงเต็มวัย)
ระดับพลัง: จินตานขั้นกลาง
คำแนะนำ: รอให้โตเต็มวัย แล้วใช้ปราณคืนกำไรบีบออกมากลืนกิน
…
เห็นข้อมูลนี้ จางอวิ๋นถึงกับสะดุ้งในใจ
เผลอแป๊บเดียว ไอ้ผีบ้านี่โตจนถึงระดับจินตาน แถมใกล้จะโตเต็มวัยแล้ว?
“กลืนกินวิญญาณช่วงเติบโตไปแล้ว 2 ตน?”
จางอวิ๋นวิเคราะห์ข้อมูลในสมองอย่างรวดเร็ว
หรือว่าถ้าเขาฆ่าผู้เข้ามาคนอื่น วิญญาณที่แฝงอยู่ในร่างคนเหล่านั้นจะถูกวิญญาณที่แฝงอยู่ในร่างเขาจับกิน?
ข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงลิบ เพราะตั้งแต่เข้ามา เขาฆ่าคนไปสองคนพอดี
หนึ่งคือเจ้าสำนักหนานไห่ และสองคือผู้อาวุโสสามสำนักหนานซานที่เพิ่งม่องเท่งไปเมื่อกี้ (ส่วนผู้อาวุโสใหญ่สำนักถ้ำจี๋หั่ว โดนเจ้าสำนักหนานไห่ลาสช็อตไปก่อน)
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็พอจะเข้าใจเจตนาอันชั่วร้ายของมหาปุโรหิตแล้ว
ที่อุตส่าห์สร้างรูปปั้น 36 แห่งพร้อมกฎที่ว่าใครได้มรดกจะถูกเปิดเผยพิกัด ก็เพื่อล่อให้ผู้เข้ามาฆ่าฟันกันเอง
เมื่อฝ่ายหนึ่งตาย วิญญาณที่แฝงอยู่ก็จะถูกผู้ชนะ (หรือวิญญาณในร่างผู้ชนะ) กลืนกิน ทำให้วิญญาณนั้นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับมหาปุโรหิตที่นอนหลับใหลอยู่ในประตูเหล็ก สิ่งที่มันต้องการคงไม่ใช่กองทัพทาสรับใช้กระจอกๆ แต่เป็นทาสที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงหนึ่งเดียว
หรือพูดให้ถูกคือ… ‘ร่างเนื้อ’ ที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงร่างเดียว!
เพราะทาสรับใช้น่ะ มหาปุโรหิตจะแย่งชิงร่างเมื่อไหร่ก็ได้
“มิน่าล่ะ!”
จางอวิ๋นสูดหายใจลึก แอบชำเลืองมองเงาตัวเองด้วยความคาดหวัง
อีกครึ่งชั่วยาม ก็จับกินได้แล้ว!
มุมปากของเขาแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งไปยังรูปปั้นข้างน้ำตก
ในขณะเดียวกัน วิญญาณมหาปุโรหิตในเงาของเขาก็แสยะยิ้มเย็นยะเยือกเมื่อเห็นจางอวิ๋นยิ้ม
ช่างเป็นทาสที่ยอดเยี่ยมจริงๆ อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะเป็นของข้าแล้ว!
หนึ่งคน หนึ่งวิญญาณ… ต่างคนต่างมีแผนร้ายในใจ!