ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 143 ศิษย์ตื่นจากนิทรา
ขณะก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดิน จางอวิ๋นปล่อย
ความคิดให้ล่องลอยไปกับกระแสลม
จากเบาะแสที่ได้จากเจ้าสำ นักหลิงเซียน ดูเหมือนว่าทั้ง
เฟิงหยวนและหลินฉินที่ถูกยอดฝีมือลึกลับช่วยออก
ไปก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นสมาชิกของ ‘สำ นักหนานเฟิงม่อ’
ด้วยกันทั้งคู่
ตอนนี้ยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่า สาเหตุที่เฟิงหยวน
พยายามตามตื๊อเขาไม่เลิกรา ก็เพื่อจะดึงเขาให้เข้าสู่หนทาง
แห่งมาร
หากชักชวนด้วยไมตรีไม่ได้… ก็คงใช้กำลังบังคับ
“ศัตรูรอบด้าน ปัญหาเยอะจริงๆ ให้ตายสิ!”
จางอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจ
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของเขาก็รับรู้
ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อน
จะหยิบหินส่งเสียงรุ่นพิเศษออกมาตรวจสอบเมื่อได้รับรู้เนื้อความที่ส่งมา นัยน์ตาของเขาก็ทอ
ประกายวาบ รีบเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานกลับไปยังเรือนพักของตน
ทันที
“ท่านอาจารย์!”
ทันทีที่เท้าแตะพื้นลานบ้าน เสียงเรียกที่คุ้นเคยและ
เต็มไปด้วยความเคารพก็ดังขึ้น
จางอวิ๋นเผยรอยยิ้มอบอุ่น มองดูชายหนุ่มร่างสูงที่กำลัง
เดินตรงเข้ามาหา
“หมิงเอ๋อร์!”
สวีหมิงและศิษย์น้องอีกสองคนตกอยู่ในสภาวะโคม่า
มาหลายวันเนื่องจากเกือบถูกวิญญาณร้ายยึดร่าง
ในที่สุด… ศิษย์คนโตของเขาก็ฟื้นแล้ว!
“อา… จาน!”
แต่ยังไม่ทันที่จะได้ซาบซึ้งกันต่อ เสียงเล็กแหลมเปี่ยม
พลังก็ดังแทรกขึ้นมา
ภาพที่เห็นคือ เจ้าหนูอู๋ไห่ไห่กำลังใช้มือข้างเดียวหิ้ว
‘อวิ๋นหมายเลขหนึ่ง’ แกว่งไปมาอย่างสนุกสนาน ก่อนจะกระโดดดึ๋งๆ วิ่งจากลานหลังบ้านมายังลานหน้าบ้านด้วย
ความเร็วสูง
“ไห่ไห่! อวิ๋นหมายเลขหนึ่งไม่ใช่ของเล่นนะ รีบวางลง
เดี๋ยวนี้!”
จางอวิ๋นรีบเอ่ยปากดุ
อู๋ไห่ไห่ชะงักกึก พยักหน้าหงึกๆ อย่างว่าง่าย ก่อน
จะเหวี่ยงแขนปล่อยอวิ๋นหมายเลขหนึ่งทิ้งไปส่งๆ ราวกับโยน
ตุ๊กตาผ้า
ตู้ม!
ร่างหุ่นเชิดกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนพื้นหิน
แข็งแกร่งยุบตัวลงเป็นหลุมขนาดมหึมา!
จางอวิ๋นถึงกับมุมปากกระตุกระริก เส้นเลือดดำปูดโปน
ขึ้นที่ขมับ
สวีหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ มองภาพตรงหน้าตาค้างด้วยความ
ตกตะลึงสุดขีด “ทะ… ท่านอาจารย์… นี่คือ?”
ก่อนหน้านี้ตอนเพิ่งได้สติ เขาก็เห็นอู๋ไห่ไห่วิ่งเล่นกับอวิ๋น
หมายเลขหนึ่งอยู่ที่ลานหลังบ้านแล้ว แต่เพราะรีบติดต่อจางอวิ๋นจึงยังไม่ได้ซักถาม
พอมาเห็นฉากสำ แดงเดชกะทันหันกับตาตัวเอง ถึงกับ
ช็อกจนพูดไม่ออก เด็กน้อยนี่ดูยังไงก็แค่อายุสองสามขวบ
ไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงมีพละกำลังมหาศาลปานช้างสาร ขนาด
จับอวิ๋นหมายเลขหนึ่งทุ่มจนพื้นธรณีสะเทือนได้?
แล้วไอ้คำว่า ‘อา… จาน’ นั่นมันภาษาอะไร?
จางอวิ๋นกระแอมไอเล็กน้อยก่อนเอ่ยแนะนำ “หมิงเอ๋อร์
อาจารย์จะแนะนำให้รู้จัก นี่คือศิษย์น้องสี่ของเจ้า นามว่า อู๋ไห่
ไห่!”
“ศิษย์น้องสี่?”
สวีหมิงอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ไห่ไห่ นี่คือศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า สวีหมิง!”
จางอวิ๋นก้มลงอุ้มอู๋ไห่ไห่ขึ้นมา แล้วชี้ชวนให้
ทำความรู้จัก
อู๋ไห่ไห่ได้ยินดังนั้น ดวงตากลมโตใสแจ๋วก็จ้องมอง
สำ รวจสวีหมิงเขม็งชั่วพริบตานั้น สวีหมิงรู้สึกราวกับถูกสายตานั้นมองทะลุ
เข้าไปถึงแก่นวิญญาณ ขนทั่วร่างลุกซู่ด้วยความสยดสยอง
อย่างหาสาเหตุไม่ได้
ศิษย์น้องเล็กคนนี้… มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่?
“สิ… สิด… พี่… หมี!!”
อู๋ไห่ไห่อ้าปากส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
“หมี… หมี?”
สวีหมิงมุมปากกระตุกยิกๆ นี่เรียกเขาว่าเป็นหมีงั้นรึ?
โอเค… ชัดเจนว่าเรียกเขา
เขาจึงฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา “ศิษย์น้องไห่ไห่ ข้าชื่อสวีหมิง
!”
“สวีหมิง!”
อู๋ไห่ไห่ตะโกนเรียกชื่อเต็มทันควัน พอพบว่าตัวเองพูด
ชัดแจ๋วในรอบเดียว ก็หันขวับไปมองจางอวิ๋นด้วยแววตา
เป็นประกายระยิบระยับ ราวกับจะถามว่า: ข้าเก่งไหมอาจารย์
?
จางอวิ๋นยิ้มกว้างพลางยกนิ้วโป้งให้ “เก่งมาก!”อู๋ไห่ไห่ดีใจจนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ตบมือแปะๆ อย่างชอบใจ
สวีหมิงได้แต่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น
“ศิษย์น้องเล็กของเจ้าเพิ่งหัดพูด ลิ้นเลยยังแข็งๆ อยู่บ้าง
อย่าไปถือสาหาความเลย!”
จางอวิ๋นยิ้มพลางอธิบายแก้ต่าง
แม้อู๋ไห่ไห่จะมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเด็กสอง
สามขวบ แต่แท้จริงแล้วเพิ่งกำเนิดมาได้ไม่กี่วัน การที่สามารถ
เรียนรู้และเปล่งเสียงสื่อสารได้ขนาดนี้ ก็นับว่ามีสติปัญญา
ล้ำเลิศเหนือมนุษย์แล้ว
สวีหมิงพยักหน้าเข้าใจ
จางอวิ๋นเปลี่ยนเรื่อง “เอาล่ะ เล่าให้อาจารย์ฟังอย่าง
ละเอียดซิ หลังจากอาจารย์ไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง!”
สวีหมิงปรับสีหน้าเป็นจริงจัง เริ่มถ่ายทอดเหตุการณ์
ทันที
เนื้อหาโดยรวมคล้ายคลึงกับที่เถากูหลานเคยเล่า
เพียงแต่เพิ่มรายละเอียดช่วงนาทีชีวิตที่สวีหมิงและอู๋เสี่ยวพั่ง
ต้องทะลวงระดับฝ่าวิกฤตในห้วงเวลาที่หนีตายลงไปใต้ทะเลลึก ทั้งคู่ตระหนักดีว่า
คงยากจะหนีพ้นเงื้อมมือศัตรู เพื่อเพิ่มโอกาสรอดแม้เพียง
เสี้ยว ทั้งสองจึงตัดสินใจเสี่ยงตายทะลวงระดับ อู๋เสี่ยวพั่งนั้น
ทะลวงผ่านได้ตามครรลองธรรมชาติ ส่วนสวีหมิงจำ ต้อง
ระเบิดพลังที่สั่งสมไว้นานออกมา ทำให้ระดับพลังพุ่งทะยาน
ขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดในรวดเดียว
แต่สุดท้าย… ก็ยังไม่อาจต้านทาน โดนพวกผู้อาวุโส
ใหญ่ตระกูลหลินบดขยี้อย่างง่ายดาย
พูดถึงตรงนี้ สวีหมิงก็ก้มหน้าลงด้วยความเจ็บใจ
“การทะลวงระดับได้ในสถานการณ์เป็นตาย ถือเป็น
วาสนา ไม่ต้องเสียใจไป!”
จางอวิ๋นยิ้มปลอบโยน “อีกอย่าง การได้สั่งสมพลังจน
บรรลุระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดนั้น ดียิ่งกว่าการทะลวงผ่าน
แบบธรรมดาหลายเท่า!”
พูดจบเขาก็หยิบแหวนมิติวงหนึ่งที่เตรียมไว้แล้วออกมา
ยื่นส่งให้สวีหมิง “เจ้าทะลวงระดับอย่างเร่งรีบ แล้วยังต้องกรำศึกหนัก ตอนนี้ฐานพลังยังไม่มั่นคงนัก จงใช้ของในนี้ปรับ
สมดุลให้รากฐานแข็งแกร่ง!”
สวีหมิงรับแหวนไป แต่ทันทีที่ส่งจิตเข้าไปตรวจสอบของ
ข้างใน เขาก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง ตาถลนแทบถล่มออกมา
“ทะ… ท่านอาจารย์ นี่มัน…”
โอสถทิพย์, น้ำยาวิญญาณบริสุทธิ์, แถมยังมีหินวิญ
ญาณธาตุทองระดับสูงที่เปล่งประกายเจิดจ้ากองพะเนิน…
มูลค่าของในแหวนวงนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้หินวิญ
ญาณหลายหมื่นก้อนถึงจะหาซื้อได้!
จางอวิ๋นหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “ช่วงนี้อาจารย์รวยจน
ไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน ทรัพยากรล้นคลัง ถ้าใช้หมดแล้ว
ไม่พอ ก็มาเบิกเพิ่มได้ตลอด!”
“เอ่อ…”
สวีหมิงอ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายได้แต่
พยักหน้าให้จางอวิ๋นด้วยความซาบซึ้งและจดจำ บุญคุณอัน
ใหญ่หลวงนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตใจหลังจากมองส่งสวีหมิงกลับห้องไปปิดด่านฝึกฝน
จางอวิ๋นก็ปล่อยให้อู๋ไห่ไห่ไปเล่นกับอวิ๋นหมายเลขหนึ่งต่อ แต่
ก็ไม่ลืมกำชับทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“ไห่ไห่ ถ้าเจ้ากล้าทุ่มอวิ๋นหมายเลขหนึ่งจนพื้นพังอีก
ระวังอาจารย์จะจับขังห้องมืดนะ!”
อู๋ไห่ไห่ฟังแล้วทำหน้าฉงน
ห้องมืดคืออะไร? กินได้ไหม?
แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังทำท่าทางเป็นเด็กดีพยักหน้าหงึกๆ
แล้วคว้าขาอวิ๋นหมายเลขหนึ่งลากถูไปกับพื้น วิ่งตื๋อหาย
ไปทางหลังบ้าน
จางอวิ๋นได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
อวิ๋นหมายเลขหนึ่งเพิ่งจะเสียหายหนักจากการช่วยพา
พวกสวีหมิงหนีตาย เขาอุตส่าห์ซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้
เมื่อสองวันก่อนนี้เอง
ตอนนี้เอาไปให้เจ้าเปี๊ยกจอมพลังนี่เล่น เขาชักสังหรณ์ใจ
ตะหงิดๆ แล้วว่ามันจะโดนแยกส่วนจนพังคามือหรือเปล่าจางอวิ๋นสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วหันมาเริ่มภารกิจ
สำ คัญ… ตรวจนับของสงคราม!
รอบนี้ของที่ยึดมาได้มีจำ นวนมหาศาลเกินไป เขา
ใช้เวลาหลายวันทยอยนับ ก็ยังนับไม่หมดสักที
ครานี้ต้องใช้เวลาไปอีกกว่าครึ่งชั่วยาม ถึงจะนับของที่
เหลือจนครบถ้วน
มองดูกองภูเขาแหวนมิติที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะหิน
จางอวิ๋นถึงกับเดาะลิ้นด้วยความพึงพอใจ
ผลประกอบการครั้งนี้ ต้องบอกว่า ‘มั่งคั่งระดับ
จักรพรรดิ’
ไม่ต้องพูดถึงของจิปาถะอย่างอื่น แค่ ‘โลหิตแก่นแท้
มรดกระดับแปลงเทพ’ ก็มีถึง 34 ชุด!
บวกกับที่เขาดูดซับไปแล้วหนึ่ง รวมเป็น 35 ชุด
ทั้ง
แดนลับมีทั้งหมด 36 ชุด นอกจากชุดที่เจ้าสำ นักหลิง
เซียนได้ไปเพียงหนึ่ง ที่เหลือ… ตกเป็นของเขาจนเกลี้ยง!
ในจำ นวนนี้รวมถึงทรัพย์สินที่ปล้นมาจากกู่หงเหวินและ
ปุโรหิตสามด้วย หลังจากจับทั้งคู่กรอก ‘เคล็ดสะกดใจ’ จนสิ้นฤทธิ์ เขาก็จัดการรูดทรัพย์มาจนหมดตัว
นอกจากมรดกเลือด ยังมีคทาเวทย์ระดับสูงสามด้าม,
ทรัพยากรจากเมืองเซียนอูทั้งเมือง, คลังสมบัติลับที่มหา
ปุโรหิตซุกซ่อนไว้ และแหวนมิติของระดับจินตานขั้นสูงสุดกับ
ระดับหยวนอิงอีกนับไม่ถ้วน…
นี่ยังไม่รวมคลังสมบัติของสำ นักหนานไห่, หอก่วนชิง,
และถ้ำ จี๋หั่ว ที่กำลังดำเนินการยึดครอง
หลังจากยึดครองสำ นักหนานไห่ได้เบ็ดเสร็จ จางอวิ๋นก็
สั่งการให้กู่หงเหวินส่งกองกำลังไป ‘เทคโอเวอร์’ ขุมกำลังอื่นๆ
ในแคว้นหนานอวิ๋นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เช่น หอก่วนชิง, ถ้ำ จี๋หั่ว และสำ นักหนานซาน
ในฐานะขั้วอำนาจระดับสูงของแคว้น สถานที่เหล่านี้
ย่อมมีทรัพยากรสะสมมหาศาล หากยึดครองสามแห่งนี้ได้ ก็
เท่ากับควบคุมเศรษฐกิจและอำนาจของแคว้นหนานอวิ๋น
ไปกว่าครึ่ง
นี่คือหมากที่จางอวิ๋นวางไว้ในเมื่อคิดจะสร้างมหาขุมกำลัง ก็ต้องเริ่มจากการ
ยึดครองแคว้นหนานอวิ๋นนี่แหละเป็นฐานที่มั่น!
นอกจากนี้เขายังส่งปุโรหิตสามและเซียวชิงอวี่ล่วงหน้า
ไปยังเมืองหนานอวิ๋น เพื่อปูทางสำ หรับการ ‘ถล่ม’ ตระกูลหลิน
ภารกิจล้างบางตระกูลหลิน ถูกบรรจุลงในตารางงาน
เรียบร้อย รอแค่ให้อู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ฟื้นตัวเต็มร้อย
เท่านั้น
รอต่อไปอีกสองวัน อู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ทยอยฟื้น
คืนสติ
เช่นเดียวกับสวีหมิง จางอวิ๋นเตรียมทรัพยากรชั้นยอดไว้
ให้ทั้งคู่ฟื้นฟูร่างกายอย่างไม่อั้น
และในวันนี้เอง ณ ชายหาดเกาะหนานเป่า
คณะของสำ นักหลิงเซียนต่างขึ้นไปนั่งประจำ ที่บนหลัง
นกกระเรียนขาวกันหมดแล้ว เหลือเพียงจางอวิ๋นและเถากู
หลานที่ยังคงยืนส่งอยู่บนหาดทรายขาว
เจ้าสำ นักหลิงเซียนในชุดคลุมสีม่วงหรูหรา ยืนเอามือ
ไพล่หลังอยู่อย่างสง่างามบนหลังนกกระเรียนขาวตัวจ่าฝูงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขรึม “พวกเจ้าสองคนแน่ใจนะว่าจะอยู่ต่อ
?”
“ท่านเจ้าสำ นัก ข้ายังมีธุระบางอย่างต้องสะสางให้จบสิ้น
ขอรับ!”
จางอวิ๋นพยักหน้ายืนยัน
เถากูหลานเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่ยังดูอ่อนเพลีย
เล็กน้อย “เรียนท่านเจ้าสำ นัก อาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หาย
ดี อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักวันสองวันถึงจะหายสนิท พอดี
เลยจะได้เดินทางไปพร้อมผู้อาวุโสเก้า ถือโอกาสนำทางให้เขา
ด้วยเจ้าค่ะ!”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าก็ตามมาทีหลังแล้วกัน!”
เจ้าสำ นักหลิงเซียนพยักหน้าอนุญาต “แต่ตอนนี้เหลือ
เวลาอีกแค่เดือนครึ่งก่อนแดนลับเซียนจะเปิด ไม่ว่าจะมีธุระ
สำ คัญแค่ไหน ก็ต้องให้ความสำ คัญกับแดนลับเซียนเป็น
อันดับแรก ต้องไปให้ทันเวลาเปิด!”
“ท่านเจ้าสำ นัก พวกเราเข้าใจแล้ว!”
จางอวิ๋นและเถากูหลานประสานเสียงรับคำเนื่องจากเสียเวลาพักฟื้นที่เกาะนี้นานเกินไป คณะของ
สำ นักหลิงเซียนจึงไม่คิดจะวกกลับสำ นัก แต่จะมุ่งหน้าตรง
ไปยังทางเข้าแดนลับเซียนที่แคว้นหนานซิงเลย
เห็นเจ้าสำ นักหลิงเซียนเตรียมจะพานกกระเรียนขาว
ออกบิน จางอวิ๋นก็รีบหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา โยนส่งให้
ฝ่ายตรงข้าม “ท่านเจ้าสำ นัก ในนี้มีทรัพยากรอยู่บ้าง เผื่อพวก
ท่านต้องใช้กันระหว่างทาง!”
ปากพูดไปแบบนั้น แต่แอบส่งกระแสจิตกำกับไปด้วยว่า
“ท่านเจ้าสำ นัก ออกจากน่านน้ำทะเลสีครามแล้วค่อยเปิดดู
นะขอรับ รับรองว่าท่านจะต้องถูกใจ!”
เจ้าสำ นักหลิงเซียนที่กำลังจะเปิดดูชะงักกึก มองจางอ
วิ๋นด้วยสายตาลึกซึ้งมีความนัยแวบหนึ่ง
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เก็บแหวนวงนั้นเข้าอกเสื้อ
“ไป!”
สิ้นเสียงสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง
ฝูงนกกระเรียนขาวก็พากันสยายปีก ส่งเสียงร้อง
ก้องกังวาน บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม พาเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำ นักหลิงเซียนมุ่งหน้าสู่ความเวิ้งว้างไกลโพ้น
จางอวิ๋นพลันสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองลงมา
เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเฟิงหยวนกำลังยืนยิ้มให้เขาจาก
บนหลังนก
จางอวิ๋นแสยะยิ้มตอบกลับไป
ไม่ได้มีการพูดคุยกัน เพราะเฟิงหยวนถูกพาบินห่างออก
ไปพร้อมกับคณะอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งลับสุดสายตา รอยยิ้มบนหน้าจางอวิ๋นก็
เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ผู้อาวุโสเก้า… พวกเรากลับกันเถอะ!”
เสียงหวานใสของเถากูหลานดังขึ้นข้างหู
“อืม”
จางอวิ๋นดึงสติกลับมา หันไปมองหญิงสาวข้างกาย
“ผู้อาวุโสหก…”
เพิ่งจะอ้าปากก็โดนเถากูหลานถลึงตาใส่ดุๆ “ยังจะเรียก
ผู้อาวุโสหกอีก?”
จางอวิ๋นได้สติ รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที “กูหลาน…”เถากูหลานถึงได้คลายปมคิ้ว เผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ออกมา
จางอวิ๋นส่ายหน้าขำๆ แล้วเอ่ยว่า “หลังจากนี้ที่จะ
ไปแคว้นหนานซิง เจ้าอาจจะต้องเดินทางไปคนเดียวนะ!”
“ทำไมล่ะ?”
เถากูหลานเอียงคอถามด้วยความงุนงง
จางอวิ๋นตอบเสียงเรียบ “ข้ามีภารกิจต้องไปจัดการ เรื่อง
นี้ต้องอ้อมไปที่เมืองหนานอวิ๋นก่อน”
“แค่อ้อมทางนิดหน่อยเอง ผู้อาวุโสเก้า… ข้าไปกับท่าน
ได้นะ!”
“มันไม่ใช่แค่อ้อมทาง แต่ระหว่างทางจะเต็มไปด้วย
อันตราย ถึงขั้นตายได้เลยนะ!”
เห็นจางอวิ๋นทำหน้าเครียดจริงจัง เถากูหลานก็ชะงัก
ไปนิดหนึ่ง แต่แววตาของนางกลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
“ผู้อาวุโสเก้า ข้ากับท่านเป็นผู้อาวุโสร่วมสำ นัก หากท่านเจอ
อันตราย ข้าจะทิ้งท่านแล้วหนีเอาตัวรอดได้ลงคอหรือ?”เถากูหลานยิ้มหวาน “อีกอย่าง ด้วยความแข็งแกร่งของ
ข้าตอนนี้ น่าจะพอเป็นกำลังช่วยท่านได้บ้าง…”
สิ้นเสียง กลิ่นอายพลังระดับ ‘จินตานขั้นสูงสุด’ ก็แผ่ซ่าน
ออกมาจากร่างบอบบางของนาง!
“เจ้าทะลวงระดับแล้ว?”
จางอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายออกมา เขาเลย
ไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้
เถากูหลานยิ้มพยักหน้า ใบหน้าเจือแววซาบซึ้งใจ “ต้อง
ขอบคุณสมุนไพรวิญญาณร้อยปีระดับสูงที่ผู้อาวุโสเก้าเมตตา
มอบให้ ข้ากินไปแค่หนึ่งในสาม ก็สามารถทะลวงด่านคอขวด
สำ เร็จเลย!”
“ยอดเยี่ยม! ยินดีด้วย!”
จางอวิ๋นแสดงความยินดีจากใจจริง แล้วถามย้ำเพื่อ
ความแน่ใจ “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไปเสี่ยงกับข้า?”
เถากูหลานพยักหน้าหนักแน่น แทนคำตอบ
“เอาเถอะ… งั้นก็ไปด้วยกัน!”เห็นนางยืนกรานขนาดนี้ จางอวิ๋นก็ได้แต่ถอนหายใจ
ยอมแพ้
เถากูหลานฉีกยิ้มกว้างทันทีจนตาหยี
รอยยิ้มในชั่วพริบตานั้น สดใสและงดงามจนน่าหลงใหล
ราวกับดอกไม้แรกแย้มต้องแสงตะวัน
แม้แต่จางอวิ๋นผู้มีจิตใจมั่นคง ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ไปชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเลยว่า ผู้อาวุโสหกที่ดู
ห้าวหาญและแต่งตัวทะมัดทะแมงผู้นี้ จะมีใบหน้าที่งดงาม
หวานซึ้งขนาดนี้ซ่อนอยู่!
พอเห็นจางอวิ๋นจ้องหน้าตัวเองจนเหม่อลอย เถากูหลาน
ก็หน้าแดงแปร๊ดลามไปถึงใบหู
“ผู้อาวุโสเก้า! จะออกเดินทางเมื่อไหร่ก็เรียกข้านะ!”
นางรีบพูดรัวเร็วด้วยความเขินอาย แล้วรีบวิ่งหนีหาย
ไปอย่างรวดเร็วราวกับจะเหาะ
จางอวิ๋นเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้นก็รู้ตัวว่าเสียมารยาท
ได้แต่ลูบจมูกแก้เก้อ แล้วเดินกลับเรือนพักไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
……