ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 16 งานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนัก
“กว๊าก!!”
เสียงกู่ร้องของกระเรียนขาวก้องกังวานไปทั่วชั้นฟ้า สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเสียงฟ้าคำราม
ผู้คนเบื้องล่างต่างชะงักงัน แหงนหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตะลึง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือร่างอันสง่างามของเจ้าสำนักหลิงเซียน ผู้ยืนตระหง่านอยู่บนหลังกระเรียนขาวขนาดยักษ์ที่กำลังร่อนลงมาจากฟากฟ้า ราวกับเซียนผู้วิเศษจุติลงมาโปรดสัตว์โลก
“คารวะท่านเจ้าสำนัก!”
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์นับพันต่างประสานมือคารวะเสียงดังสนั่น
เจ้าสำนักหลิงเซียนสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง รัศมีน่าเกรงขามแผ่ซ่าน “ออกเดินทางได้!”
“เรียนท่านเจ้าสำนัก… ผู้อาวุโสสาม ผู้อาวุโสหก และผู้อาวุโสสิบแปดยังมาไม่ถึงขอรับ” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยทักท้วงด้วยความกังวล
“ผู้อาวุโสสามกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ตัดขาดจากโลกภายนอก ส่วนผู้อาวุโสหกติดภารกิจนอกสำนัก และผู้อาวุโสสิบแปดรับหน้าที่เฝ้าดูแลค่ายกลสำนัก!”
เจ้าสำนักหลิงเซียนกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง สายตาคมกริบกวาดมองไปหยุดอยู่ที่จางอวิ๋นและสวีหมิงชั่วครู่ แววตาฉายแววบางอย่าง ก่อนจะสะบัดมืออีกครั้ง
กระเรียนขาวใต้ร่างกางปีกมหึมา โผบินทะยานนำหน้าออกจากประตูสำนักไปในทันที
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้อาวุโสท่านอื่นจึงรีบชักนำลูกศิษย์ เหยียบกระบี่บินติดตามไปดุจฝูงดาวตก
…
ป่าหนานเฟิง หรือป่าวายุทักษิณ คือผืนป่าดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงระบือไกลแห่งแคว้นหนานอวิ๋น ภายในอุดมไปด้วยสมุนไพรวิญญาณและสมบัติสวรรค์นับไม่ถ้วน ทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อสูรดุร้ายจำนวนมหาศาล จึงเปรียบเสมือนแดนสมบัติสำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องการแสวงหาโชคลาภและฝึกฝนตนเอง
สถานที่จัดงานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนักในครั้งนี้ ถูกกำหนดขึ้น ณ ชายขอบของป่าแห่งนี้นั่นเอง
ทางเข้าป่าหนานเฟิงเชื่อมต่อกับ “เมืองหนานเฟิง” มหานครที่รุ่งเรืองที่สุดในเขตใต้
ณ ลานกว้างจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองและป่า ขณะนี้เนืองแน่นไปด้วยคลื่นฝูงชนมหาศาลจนแทบไม่มีที่ว่างให้เดิน
เมื่อขบวนของจางอวิ๋นและสำนักหลิงเซียนเดินทางมาถึง บรรยากาศก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที
“ดูนั่น! สำนักหลิงเซียน… คนของสำนักหลิงเซียนมาถึงแล้ว!”
“สวรรค์ช่วย… นั่นคือท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนบนหลังกระเรียนขาวใช่หรือไม่? รัศมีพลังช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก สมกับที่เป็นยอดฝีมือระดับหยวนอิง!”
เสียงอื้ออึงดังกระหึ่มไปทั่วลานกว้าง ทุกสายตาจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ด้วยความยำเกรง
ทันใดนั้น ที่ด้านหน้าสุดของลาน กลุ่มคนที่สวมชุดคลุมหรูหราปักลวดลายวิจิตรบรรจง ก็รีบเร่งฝีเท้าตรงเข้ามาต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสสู่เมืองหนานเฟิงขอรับ!”
ชายชราท่าทางภูมิฐานผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม โค้งคำนับเจ้าสำนักหลิงเซียนด้วยความนอบน้อม ก่อนจะหันมาประสานมือทักทายจางอวิ๋นและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ตามมารยาท
จางอวิ๋นพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย
ชายผู้นี้คือผู้นำตระกูลหลี่ หนึ่งในสองขั้วอำนาจแห่งเมืองหนานเฟิง และยังมีศักดิ์เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสนอกสำนักของสำนักหลิงเซียนอีกด้วย
“ผู้อาวุโสหลี่ เหตุใดผู้คนถึงมารวมตัวกันมากมายเพียงนี้?”
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหลิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น กวาดสายตามองฝูงชนที่เบียดเสียดกันอย่างไม่พอใจนัก งานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนักควรจะเป็นงานภายใน มิใช่ปาหี่ให้ชาวบ้านมามุงดูเช่นนี้
“เรียนผู้อาวุโสใหญ่… นี่เป็นฝีมือของทางตระกูลอู๋ขอรับ”
ผู้นำตระกูลหลี่ยิ้มเจื่อนอย่างจนปัญญา “ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาจงใจปล่อยข่าวลือออกไป ตอนนี้ไม่ใช่แค่ชาวเมืองหนานเฟิง แต่ผู้ฝึกตนอิสระและสำนักเล็กๆ จากเมืองรอบข้างต่างก็แห่แหนกันมาชมการประลองจนล้นเมือง!”
“ตระกูลอู๋? เป็นคำสั่งของสำนักหนานซานงั้นรึ?”
ทุกคนขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
ตระกูลอู๋คืออีกหนึ่งขั้วอำนาจของเมืองหนานเฟิง ซึ่งผู้นำตระกูลดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสนอกสำนักของสำนักหนานซาน คู่แข่งตลอดกาลของพวกเขา
ในฐานะสองสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตใต้ของแคว้นหนานอวิ๋น เมืองหนานเฟิงเปรียบเสมือนสมรภูมิย่อมๆ ที่ถูกแบ่งการปกครอง ตระกูลหลี่และตระกูลอู๋ก็คือตัวหมากตัวแทนของทั้งสองสำนักนั่นเอง
“จริงสิขอรับ… หอสมบัติหนานจางเองก็ส่งคนมาร่วมงานด้วย!” ผู้นำตระกูลหลี่รีบเอ่ยเสริมเมื่อนึกขึ้นได้
“หือ?”
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันตา
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน! ให้ข้าแนะนำให้รู้จักเสียหน่อยเถิด!”
ยังไม่ทันได้ไตร่ตรอง เสียงหัวเราะก้องกังวานของเจ้าสำนักหนานซานก็ดังแทรกขึ้น
ขบวนของสำนักหนานซานมาถึงนานแล้ว และบัดนี้กำลังเดินนำกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ตรงเข้ามาด้วยท่วงท่าโอหัง
เจ้าสำนักหนานซานผายมือไปยังชายหนุ่มรูปงามทว่าแววตาฉายแววเย่อหยิ่งผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกาย พลางเอ่ยแนะนำว่า “ท่านนี้คือ นายน้อยแห่งหอสมบัติหนานจาง… นามว่า ‘มู่เหวินเซวียน’!”
“นายน้อยหอสมบัติหนานจาง?”
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
จางอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงพิจารณาชายหนุ่มผู้โอหังผู้นี้ด้วยความสนใจ
หอสมบัติหนานจาง… ขุมกำลังทางการค้าระดับยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงระบือไกลด้านการจำหน่ายและวิจัยทรัพยากรการฝึกตน อิทธิพลของพวกเขามิได้จำกัดอยู่แค่แคว้นหนานอวิ๋น แต่แผ่ขยายไปทั่วทั้งหกแคว้นในแดนใต้ของทวีปวิถีเซียน
หากหอสมบัติหนานจางประกาศตนเป็นที่สอง ก็ไม่มีสมาคมการค้าใดในแดนใต้กล้าอ้างว่าเป็นที่หนึ่ง!
นี่คือมหาอำนาจที่แท้จริง สำนักหลิงเซียนและสำนักหนานซานเป็นเพียงมดปลวกเมื่อเทียบกับพญาอินทรีเช่นพวกเขา
นายน้อยหอสมบัติหนานจาง… นี่มันตัวตนระดับสูงผู้กุมอำนาจล้นฟ้าชัดๆ!
เจ้าสำนักหลิงเซียนปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมและสำรวมกิริยา ก่อนจะประสานมือทักทาย “ที่แท้ก็นายน้อยมู่แห่งหอสมบัติหนานจาง ยินดีที่ได้พบ!”
“ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนมานาน วันนี้ได้พบตัวจริง ช่างมีราศีองอาจเหนือสามัญจริงๆ!” มู่เหวินเซวียนกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มการค้า
“นายน้อยมู่กล่าวชมเกินไปแล้ว”
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน… วันนี้เปิ่นเส้าได้รับคำเชิญจากเจ้าสำนักหนานซานให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน พอดีว่าทางหอสมบัติของเราเพิ่งจะคิดค้น ‘สมบัติวิเศษชิ้นใหม่’ ได้สำเร็จ จึงใคร่ขออนุญาตนำมาทดสอบใช้ในงานประลองแลกเปลี่ยนครั้งนี้!”
“สมบัติวิเศษชิ้นใหม่?” เจ้าสำนักหลิงเซียนชะงัก
เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน
มู่เหวินเซวียนตบมือเบาๆ สองครั้ง
ทันใดนั้น ชายร่างยักษ์ผู้ติดตามก็แบกหีบไม้ขนาดมหึมาสองใบไว้บนบ่าซ้ายขวา เดินแหวกฝูงชนเข้ามาวางลงเบื้องหน้า
ในหีบใบแรก บรรจุแท่งศิลาคริสตัลใสแวววาวสูงเกือบสองเมตร ส่วนอีกหีบหนึ่งอัดแน่นไปด้วยกำไลข้อมือที่ทำจากคริสตัลเนื้อดีจำนวนมาก
สายตาทุกคู่จับจ้องด้วยความใคร่รู้
เป็นที่รู้กันดีว่าหอสมบัติหนานจางมักจะสรรสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่สำหรับผู้ฝึกตนออกมาอยู่เสมอ ทั้งหินส่งเสียง หรือเสาวัดรากวิญญาณที่สำนักหลิงเซียนใช้อยู่ ก็ล้วนเป็นผลงานของพวกเขา
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘กำไลฝึกตน’!”
มู่เหวินเซวียนหยิบกำไลคริสตัลวงหนึ่งขึ้นมาชูให้ทุกคนเห็น “เพียงแค่ถ่ายเทปราณวิญญาณเข้าไปเล็กน้อย กำไลจะจดจำและผูกจิตกับเจ้าของ เมื่อสวมใส่ มันจะสามารถบันทึกข้อมูลการฝึกฝนและการต่อสู้ได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง…”
พูดจบ เขาก็โบกมือเรียกผู้ติดตามอีกครั้ง
ชายร่างยักษ์คนเดิมเดินกลับมาพร้อมกรงเหล็กสองใบ ในกรงแต่ละใบขัง ‘หนูวิญญาณทมิฬ’ สัตว์อสูรระดับต่ำเอาไว้ กลิ่นอายดุร้ายแผ่ออกมาจากตัวมัน
“นี่คือหนูวิญญาณทมิฬ ระดับกลั่นลมปราณขั้น 3…”
มู่เหวินเซวียนถ่ายปราณลงในกำไลแล้วสวมใส่ที่ข้อมือ จากนั้นซัดฝ่ามือใส่กรงใบหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ตูม!
กรงเหล็กแหลกละเอียด หนูวิญญาณทมิฬที่อยู่ภายในถูกคลื่นพลังกระแทกจนร่างระเบิดเป็นหมอกโลหิตตายคาที่!
【ติ๊ง!】
【สังหารสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณขั้น 3 จำนวน 1 ตัว… ได้รับ 3 คะแนน!】
ตัวอักษรแสงสว่างวาบลอยขึ้นมาจากกำไลคริสตัลที่ข้อมือของมู่เหวินเซวียนอย่างน่าอัศจรรย์
ทุกคนเบิกตากว้าง
สามารถแสดงผลการสังหารได้ในพริบตา? สำหรับการทดสอบที่ต้องวัดผลแพ้ชนะด้วยคะแนนแล้ว สิ่งนี้ถือเป็นของวิเศษที่ล้ำค่ายิ่งนัก!
“นอกจากนี้… กำไลฝึกตนแต่ละชุดจะเชื่อมโยงกับ ‘ศิลาควบคุม’ แผ่นนี้ ผ่านศิลาควบคุม เราสามารถส่งข้อมูลคำสั่งไปยังกำไลฝึกตนทุกวงได้จากระยะไกล เช่น การประกาศภารกิจล่าสังหาร...”
มู่เหวินเซวียนชี้ไปที่แท่งศิลาคริสตัลสูงสองเมตร “ดูนี่…”
เขาถ่ายปราณวิญญาณเข้าไปในศิลา ปรากฏเป็นข้อความคำสั่ง——
‘ภารกิจ: สังหารสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณขั้น 3 หนึ่งตัว | รางวัลภารกิจ: 5 คะแนน’
ข้อความแสงจมหายเข้าไปในเนื้อศิลา
【ติ๊ง!】
วินาทีต่อมา กำไลฝึกตนบนข้อมือก็ส่งเสียงใสกังวาน ข้อความภารกิจเดียวกันลอยเด่นขึ้นมาเหนือตัวกำไล
ในชั่วพริบตานั้น มู่เหวินเซวียนก็ซัดฝ่ามือใส่อีกกรงหนึ่งที่เหลืออยู่ ส่งหนูวิญญาณทมิฬไปลงนรกในฝ่ามือเดียว
【สังหารสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณขั้น 3… ได้รับ 3 คะแนน】
【ภารกิจสำเร็จ! ได้รับ 5 คะแนน】
ข้อมูลผลลัพธ์เด้งขึ้นมาบนกำไลของมู่เหวินเซวียนอย่างรวดเร็วแม่นยำ
“คะแนนทั้งหมดจะถูกรวบรวมและแสดงผลทันที” มู่เหวินเซวียนยกข้อมือขึ้น บนกำไลปรากฏตัวเลข ’11’ สว่างไสว ซึ่งเกิดจากผลรวมของการฆ่าหนูสองตัวและโบนัสภารกิจ
ผู้คนโดยรอบต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
จางอวิ๋นลอบยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกาย
หอสมบัติหนานจาง… มีของดีไม่ใช่เล่น!
แม้เทคโนโลยีพวกนี้จะดูธรรมดาในโลกเก่าของข้า แต่ในทวีปวิถีเซียนที่เน้นแต่การบำเพ็ญเพียร นี่ถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำยุคจนน่าตกใจ สามารถสร้างของระดับนี้ออกมาได้ สมแล้วที่เป็นสมาคมการค้าอันดับหนึ่งในแดนใต้!
“ศิลาควบคุมและกำไลฝึกตนชุดนี้ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในการประลอง ข้าเห็นว่าเราควรนำมาใช้!”
เจ้าสำนักหนานซานรีบฉวยโอกาสเอ่ยสนับสนุน พลางหันไปยิ้มเยาะให้เจ้าสำนักหลิงเซียน “ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนมีความเห็นว่าอย่างไร?”
เจ้าสำนักหลิงเซียนและเหล่าผู้อาวุโสหน้าตาทะมึนลงทันที
มาถึงขั้นนี้ ใครบ้างจะดูไม่ออก?
งานประลองแลกเปลี่ยนสองสำนักในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเวทีปาหี่ที่เจ้าสำนักหนานซานจัดขึ้นเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ให้หอสมบัติหนานจางก็เท่านั้น!
ส่วน ‘โอสถสร้างทารกวิญญาณ’ ที่เป็นของรางวัล ก็คงเป็นค่าตอบแทนที่หอสมบัติหนานจางมอบให้
เจ้าสำนักหนานซานที่ปั้นหน้าบอกว่าทำเพื่อกระชับความสัมพันธ์… ที่แท้ก็ขายศักดิ์ศรีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน!
สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุด คือมู่เหวินเซวียนผู้นี้ไม่เคยเหยียบย่างไปที่สำนักหลิงเซียนเลยแม้แต่ก้าวเดียว เห็นได้ชัดว่าเขาเลือกข้างแล้วอย่างชัดเจน!
“ท่านเจ้าสำนักหลิงเซียน เรื่องนี้ข้าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ตอนได้รับเชิญกะทันหัน ต้องขออภัยจริงๆ ที่เสียมารยาทไม่ได้แจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า”
มู่เหวินเซวียนแสร้งทำทีเป็นรู้สึกผิด พลางกล่าวข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ “เพื่อเป็นการชดเชย… หลังงานประลองจบลง ทางหอสมบัติของเรายินดีมอบชุดกำไลฝึกตนและศิลาควบคุมชุดนี้ให้แก่สำนักของท่านฟรีๆ หนึ่งชุด!”
เมื่อได้ยินข้อเสนอ สีหน้าของคนสำนักหลิงเซียนจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง
แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงของกำนัลเพื่อปิดปาก แต่อย่างน้อยการมาครั้งนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว
เจ้าสำนักหลิงเซียนระบายลมหายใจ แววตาเคร่งขรึม
“ในเมื่อนายน้อยมู่มีน้ำใจถึงเพียงนี้… การประลองครั้งนี้ก็ใช้เครื่องมือของท่านเถิด!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ขอบคุณท่านเจ้าสำนักหลิงเซียนที่ช่วยส่งเสริม!”
มู่เหวินเซวียนหัวเราะร่าอย่างพึงพอใจ “เอาล่ะ… ขอเชิญตัวแทนศิษย์ของทั้งสองสำนัก ก้าวออกมารับกำไลฝึกตนได้เลย!”