ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 167 สามแดนสมบัติ
“โพรงใต้ดิน?”
จางอวิ๋นเอ่ยถามขึ้นลอยๆ มือไม้ยังคงง่วนอยู่กับการ
กวาดต้อนพลังงานสีเทาหม่นที่ระเหยออกมาจากซากศพของ
อสูรซากเหี่ยวเฉานับไม่ถ้วน “กู่หลาน เจ้าหมายความว่า
ข้างล่างนั่นมีรังของพวกอสูรซากเหี่ยวเฉาอยู่รึ?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
เถากู่หลานที่เพิ่งได้สติรีบพยักหน้ารับคำโดยสัญ
ชาตญาณ
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเงยหน้าขึ้น จางอวิ๋นก็พุ่งพรวดดิ่ง
ลงไปในรอยแยกมืดมิดเบื้องล่างทันทีราวกับลูกธนูหลุดจาก
แหล่ง
ตูม! ตูม! ตูม!
เพียงชั่วอึดใจ เสียงระเบิดกัมปนาทและแรงสั่นสะเทือน
เลื่อนลั่นก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาจากใต้ผืนปฐพีไม่ถึงสองนาที ร่างของจางอวิ๋นก็ทะยานกลับขึ้นมาจาก
ปากเหว บนหลังแบกขวดบรรจุพลังงานอสูรซากเหี่ยวเฉาขึ้น
มาเป็นตั้งๆ ราวกับไปเหมาของลดราคา
“……”
เถากู่หลานถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ด้วยความ
อึ้ง
ปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานคนอื่นๆ ที่เข้ามา
ในแดนลับเซียน หากบังเอิญเจออสูรซากเหี่ยวเฉา ต่างก็ต้อง
วิ่งหนีกันป่าราบ แต่ท่านผู้อาวุโสเก้าผู้นี้กลับตรงกันข้าม…
เพิ่งก้าวเข้ามาก็บุกไปถล่มรังพวกมันจนราบคาบเสียแล้ว!
นางมองดูขวดบรรจุพลังงานระยิบระยับบนตัวจางอวิ๋น
ด้วยความฉงน “ผู้อาวุโสเก้า ท่านรวบรวมพลังงานพวกนี้
ไปทำไมหรือเจ้าคะ?”
“ข้ารู้สึกว่ากลิ่นอายของพลังงานพวกนี้มันดูแปลกพิกล…
เลยอยากจะลองทดสอบอะไรดูหน่อย”
จางอวิ๋นกล่าวพลางหยิบก้อนพลังงานอสูรซากเหี่ยวเฉา
สองสามก้อนออกมาวางเรียงกันวิ้งงง!
ทันทีที่สัมผัสบรรยากาศภายนอก กลุ่มก้อนพลังงาน
เหล่านั้นก็ดึงดูดเข้าหากันราวกับแม่เหล็ก ก่อนจะหลอมรวม
เป็นเนื้อเดียวกันอย่างรวดเร็ว
พลันบังเกิดเป็นเส้นพลังงานสีเทาเข้มที่มีประกายลึกลับ
สายหนึ่ง!
【พลังเหี่ยวเฉา】
คำอธิบาย: พลังงานบริสุทธิ์ที่แยกย่อยมาจากพลังเซียน
เหี่ยวเฉา
ข้อแนะนำ: รวบรวมให้ครบหนึ่งหมื่นเส้นเพื่อทำ
การหลอมรวม จะสามารถกลั่นเป็น ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ ได้
หนึ่งเส้น
……
“พลังเซียน?”
นัยน์ตาของจางอวิ๋นทอประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันควัน
พลังเซียน! มันคือขุมพลังแห่งตัวตนระดับเซียน แม้จะ
เป็นเพียงแค่เสี้ยวธุลี แต่สำ หรับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับพวกเขานั้น มันคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวและล้ำค่าอย่างหาที่
เปรียบไม่ได้
ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบเทพลังงานอสูรซากเหี่ยวเฉา
ทั้ง
หมดที่เพิ่งปล้นมาได้ทำการหลอมรวมทันที
ชั่วพริบตา เขาก็ได้ครอบครอง ‘พลังเหี่ยวเฉา’ เกือบร้อย
เส้น
“มัน… มันหลอมรวมกันได้ด้วยหรือเจ้าคะ?”
เถากู่หลานเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้าด้วยความ
ตกตะลึง
นางติดตามรวบรวมข้อมูลเรื่องราวของแดนลับเซียน
มานานปี อ่านบันทึกมานับไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่า
พลังงานจากซากเดนตายพวกนี้สามารถนำมาหลอมรวมกัน
ได้!
จางอวิ๋นหันมาถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “กู่หลาน
เจ้ารู้ไหมว่าที่ไหนมีอสูรซากเหี่ยวเฉาอยู่กันเยอะๆ บ้าง?”
“เยอะๆ หรือเจ้าคะ?”เถากู่หลานชะงักไปครู่หนึ่ง สายตามองดูเส้นพลัง
เหี่ยวเฉานับร้อยในมือจางอวิ๋น ก็พอจะเดาเจตนาได้ว่าอีกฝ่าย
ต้องการล่าพวกมันมาทำฟาร์มพลังงาน
นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ถ้าพูดถึงแหล่งชุมนุม
ของอสูรซากเหี่ยวเฉา… บริเวณรอบๆ ‘สามแดนสมบัติ’ ใน
แดนลับเซียนน่าจะมีเยอะที่สุดเจ้าค่ะ”
“สามแดนสมบัติ?”
“เจ้าค่ะ มันคือสถานที่สามแห่งที่เคยปรากฏสมบัติ
ออกมามากที่สุดนับตั้งแต่แดนลับเซียนถูกค้นพบ ได้แก่ จวน
วาสนาเซียน, หอสมบัติเซียน และ ตำหนักเซียน!”
เถากู่หลานอธิบายเสริม “รอบๆ แดนสมบัติทั้งสามแห่งนี้
จะมีอสูรซากเหี่ยวเฉาเฝ้าพิทักษ์อยู่อย่างหนาแน่น ว่ากันว่า
พวกมันกำลังทำหน้าที่ปกป้องสมบัติล้ำค่าอยู่เจ้าค่ะ”
“แล้วตำแหน่งของแดนสมบัติทั้งสามอยู่ที่ไหน?”
“ที่ระบุพิกัดได้แน่ชัดมีเพียงแห่งเดียว คือ ‘จวนวาสนา
เซียน’ เจ้าค่ะ มันตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของแดนลับเซียน!”เถากู่หลานกล่าวต่อ “ส่วนหอสมบัติเซียนและตำหนัก
เซียน ตำแหน่งของพวกมันไม่แน่นอน ว่ากันว่าทุกครั้งที่แดน
ลับเปิดออก ตำแหน่งจะสุ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ…”
“หมายความว่าสุ่มเกิดสินะ?”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ”
“งั้นไอ้จวนวาสนาเซียนที่อยู่เหนือสุดนี่ หมายความว่า
ถ้าเราเดินมุ่งหน้าไปทางเหนือเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเจอเองใช่ไหม?”
“ตามบันทึกกล่าวไว้เช่นนั้นเจ้าค่ะ ทางทิศเหนือสุดของ
แดนลับคือเทือกเขาไม้แห้งขนาดยักษ์ ขอแค่ไปถึงจุดนั้นก็
จะพบเอง!”
หญิงสาวพยักหน้ายืนยัน “ผู้บำเพ็ญเพียรจากขุมกำลัง
ต่างๆ ที่เข้ามา ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งหน้าไปที่นั่นทันที เพราะ
ทุกครั้งที่แดนลับเปิด สามแดนสมบัติมักจะมีของวิเศษปรากฏ
ออกมา ใครที่เข้าไปถึงเป็นกลุ่มแรกๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้
สมบัติไปครองเจ้าค่ะ”
“น่าสนใจแฮะ…”จางอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่
มุมปาก “กู่หลาน งั้นเรามุ่งหน้าไปทางเหนือกันเถอะ!”
ไม่ว่าในจวนวาสนาเซียนจะมีอะไร เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน…
แต่เขาสนใจไอ้สิ่งที่เรียกว่า ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’ นี่มากกว่า
เขาอยากรู้เหลือเกินว่าพลังระดับเซียนที่ว่า มัน
จะมีอานุภาพขนาดไหน หากเขาสามารถดูดซับมันได้ล่ะก็…
แค่คิด ลมหายใจของเขาก็เริ่มถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้น
“ตกลงเจ้าค่ะ!”
เถากู่หลานพยักหน้ารับคำสั่ง
ทันใดนั้น ทั้งสามชีวิตก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ
แน่นอนว่า ‘ชีวิตที่สาม’ ที่ว่านั้น คือเจ้าตัวเล็ก ‘อู๋ไห่ไห่’ ที่
กำลังนอนหลับปุ๋ย น้ำลายยืดอยู่ในอ้อมอกของจางอวิ๋นนั่นเอง
สภาพอากาศภายในแดนลับเซียนเป็นไปตามที่ท่านเจ้า
สำ นักหลิงเซียนเคยเตือนไว้ มันมีแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่
เห็นปกคลุมอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว แต่ดูเหมือนแรงกดดันระดับนี้
จะไม่มีผลกระทบต่อการนอนของเจ้าเด็กน้อยคนนี้เลยสักนิด
…”เฮ้อ… ไม่รู้ว่าจะตื่นเมื่อไหร่กันนะเนี่ย!”
จางอวิ๋นก้มมองอู๋ไห่ไห่ที่ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว แล้วก็ได้
แต่ส่ายหัวเบาๆ
ลองคำนวณเวลาดู เจ้าตัวเล็กนี่หลับมาเดือนกว่าแล้วนะ
!
……
วันเวลาไหลผ่านดั่งสายน้ำ พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวัน
แดนลับเซียนกว้างใหญ่สมคำร่ำลือ ขนาดของมัน
ใหญ่โตยิ่งกว่าอาณาจักรในโลกภายนอกเสียอีก
ตลอดสองวันมานี้ จางอวิ๋นและเถากู่หลานเดินทางผ่าน
ทุ่งราบอันรกร้าง เทือกเขาที่แห้งแล้ง และหุบเหวที่ไร้สัญญาณ
ชีพ… แต่ก็ยังไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเสียที
ระหว่างทางพวกเขาพบเจออสูรซากเหี่ยวเฉาจำ นวน
ไม่น้อย ซึ่งจางอวิ๋นก็ไม่ปล่อยให้เสียของ ลงมือสังหาร
เก็บกวาดเรียบ ทำให้ ‘พลังเหี่ยวเฉา’ ในมือจากเดิมที่มีอยู่ร้อย
กว่าเส้น เพิ่มพูนขึ้นจนแตะหลักพันเส้นแล้ว!
พวกเขาเร่งเดินทางมุ่งหน้าต่ออีกครึ่งวัน”นั่นมัน…”
เทือกเขาทะมึนที่ปรากฏขึ้นในสายตาไกลลิบ ดึงดูด
ความสนใจของทั้งคู่ทันที
ทั้ง
สองสบตากันเพียงแวบเดียว ก่อนจะเร่งความเร็ว
พุ่งตรงเข้าไป
ยิ่งเข้าใกล้ ภาพของเทือกเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้น มันคือ
เทือกเขาขนาดมหึมาที่ปกคลุมไปด้วยซากต้นไม้แห้งตาย ผืน
ปฐพีแตกระแหงเป็นร่องลึกนับไม่ถ้วน และที่สะดุดตาที่สุด…
บนยอดเขาสูงเสียดฟ้านั้น มีถ้ำ ขนาดใหญ่มหึมาตั้งตระหง่าน
อยู่!
“ผู้อาวุโสเก้า เราถึงแล้วเจ้าค่ะ!”
เถากู่หลานเผยสีหน้ายินดี
จางอวิ๋นพยักหน้า รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังเทือกเขาไม้แห้ง
เบื้องล่างถ้ำ ยักษ์ ทั่วทั้งภูเขาเต็มไปด้วยรอยแยกและโพรงถ้ำ ที่
ดูแห้งผากมองเผินๆ เหมือนจะเงียบสงบไร้พิษภัย แต่เขารู้ดีว่า
ภายใต้ความเงียบสงัดนั้น ย่อมต้องมีฝูงอสูรซากเหี่ยวเฉา
ซ่อนตัวอยู่อย่างมหาศาล
ตลอดทางที่ผ่านมา เขาจับสังเกตพฤติกรรมของพวกมัน
ได้ อสูรพวกนี้ชอบอาศัยอยู่ใต้ดินหรือตามถ้ำ มืดทึบ รอยแตก
และโพรงไม้แห้งเหล่านี้แหละคือรังชั้นดีของพวกมัน
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวก็ดังแว่วมาจาก
ขอบฟ้าไกล
ปรากฏร่างของผู้บำเพ็ญเพียรชายหญิงคู่หนึ่งกำลังขี่
กระบี่เหาะเหินตรงมาด้วยความเร็วสูง
ทั้ง
ชายและหญิงสวมชุดคลุมยาวปักลายต้นหลิวอัน
วิจิตร เห็นได้ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของขุมกำลัง
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
จางอวิ๋นไม่คุ้นหน้า แต่เมื่อใช้ ‘เนตรสวรรค์’ กวาดตา
มอง ก็พบว่าทั้งคู่มีระดับพลังอยู่ที่จินตานขั้นสูงสุด!เถากู่หลานกระซิบเตือน “ผู้อาวุโสเก้า นั่นคนของ ‘สำ นัก
เทียนหลิว’ จากแคว้นหยวนหลิวเจ้าค่ะ!”
“แคว้นหยวนหลิว?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว
เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อแคว้นนี้นัก
ผู้บำเพ็ญเพียรจากสำ นักเทียนหลิวทั้งสองก็สังเกตเห็น
กลุ่มของจางอวิ๋นเช่นกัน แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก
ในแดนลับเซียนแห่งนี้ หากไม่ใช่คนจากสำ นักเดียวกัน ก็
ถือเป็นศัตรูคู่แข่งทั้งสิ้น
ดูเหมือนทั้งคู่จะไม่อยากให้พวกจางอวิ๋นชิงลงมือก่อน
จึงเร่งความเร็วพุ่งทะยานตัดหน้า ตรงไปยัง ‘จวนวาสนาเซียน’
บนยอดเขาทันที
เห็นดังนั้น…
จางอวิ๋นไม่ได้ขยับตัวเข้าไปขัดขวาง เพียงแค่กอดอก
มองดูเหตุการณ์พลางเหลือบสายตาลงไปยังเทือกเขาไม้แห้ง
เบื้องล่าง
โฮก! โฮก! โฮก! …เป็นไปตามคาด! ทันทีที่สองศิษย์สำ นักเทียนหลิวล่วงล้ำ
เข้าสู่เขตเทือกเขา เสียงคำรามโหยหวนก็ดังระงม อสูรซาก
เหี่ยวเฉารูปร่างบิดเบี้ยวจำ นวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานออก
มาจากรอยแยกและปากโพรงทั่วภูเขา ราวกับฝูงแตกรัง
ในจำ นวนนั้นมีอสูรซากเหี่ยวเฉารูปร่างคล้ายอินทรีที่
แทบไม่มีเนื้อหนังติดกระดูก เหลือเพียงโครงร่างสีขาวโพลน
หรือที่เรียกว่า ‘อินทรีโครงกระดูก’ บินถลาร่อนลมขึ้นสู่ท้องฟ้า
พุ่งเข้าใส่ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองเป็นทัพหน้า
สองศิษย์สำ นักเทียนหลิวดูเหมือนจะเตรียมตัวรับมือมา
เป็นอย่างดี
ฝ่ายชายสะบัดมือเรียกกิ่งไม้ประหลาดกิ่งหนึ่งออกมา
พลางร่ายคาถาขมุบขมิบอย่างรวดเร็ว
ส่วนฝ่ายหญิงกระชับกระบี่ในมือแน่น ตวัดคลื่นกระบี่ที่
อัดแน่นด้วยปราณจินตานอันเกรี้ยวกราดกวาดออก
ไปรอบทิศทาง ซัดกระแทกอินทรีโครงกระดูกที่ดาหน้าเข้ามา
จนกระเด็นถอยไปทว่า… ปราณจินตานระดับนั้น เห็นได้ชัดว่ายังไม่เพียง
พอที่จะสร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่พวกมัน
อินทรีโครงกระดูกเหล่านั้นถอยร่นไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็
ตั้ง
หลักพุ่งสวนกลับเข้ามาใหม่อย่างบ้าคลั่ง ในขณะเดียวกัน
ฝูงอสูรซากเหี่ยวเฉาจากเบื้องล่างก็ทยอยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ถา
โถมเข้าใส่สองศิษย์สำ นักเทียนหลิวราวกับฝูงตั๊กแตนมรณะ
“ขึ้น!”
ชายหนุ่มผู้ถือกิ่งไม้ตะโกนลั่น
วิ้งงง!!
แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบเจิดจรัสออกมาจากกิ่งไม้
ก่อตัวเป็นม่านพลังทรงกลมที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอัน
หนาแน่น ห่อหุ้มร่างของทั้งสองเอาไว้ภายใน
การโจมตีจากฝูงอสูรซากเหี่ยวเฉาทั้งหมดถูกสกัดกั้นไว้
ด้านนอกม่านพลัง
สองศิษย์สำ นักเทียนหลิวอาศัยจังหวะนี้ พุ่งทะยาน
ฝ่าวงล้อมมุ่งหน้าสู่ถ้ำ บนยอดเขาภายใต้การคุ้มกันของม่าน
แสงมรกตแฮร่! แฮร่! แฮร่!!
ยิ่งเข้าใกล้ถ้ำ ยอดเขา อสูรซากเหี่ยวเฉาก็ยิ่งปรากฏตัว
ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อใกล้จะถึงจุดหมาย จำ นวนของพวกมันก็หนาแน่นจน
น่าขนลุก ปิดล้อมม่านพลังเอาไว้ทุกทิศทุกทางจนมืดฟ้ามัวดิน
บดบังแสงตะวันจนสิ้น
อสูรซากเหี่ยวเฉาจำ นวนมากถึงกับเกาะติดอยู่บนม่าน
พลัง แล้วใช้ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคมกริบกัดแทะม่าน
แสงโดยตรง
ใบหน้าของสองศิษย์สำ นักเทียนหลิวเริ่มซีดเผือด ฝ่าย
ชายกำกิ่งไม้ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พยายามถ่ายเท
พลังปราณประคองม่านพลังอย่างสุดความสามารถ
แต่ทว่า… น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ พวกเขาไม่อาจต้านทาน
การโจมตีบ้าคลั่งระลอกแล้วระลอกเล่าได้ แสงของม่านพลัง
เริ่มหม่นหมองลงเรื่อยๆ
เพล้ง!ในที่สุด เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น… รอยร้าวปริ
แตกปรากฏขึ้นบนม่านพลังมรกต!