ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 186 ตำหนักเซียน
ณ แดนลับเซียน บริเวณทุ่งราบรกร้างอันกว้างใหญ่
“นี่… นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน!?”
อู๋เสี่ยวพั่งเบิกตากว้าง จ้องมองเขตอาคมที่แตกกระจาย
อยู่ไกลลิบด้วยสีหน้ามึนงงสุดขีด
ข้างกายของเขา อวี๋สุ่ยเอ๋อร์เองก็ยืนตะลึงลานไม่ต่างกัน
หลังจากที่พวกเขาท่องไปในแดนลับเซียนได้หลายวัน
จากการสำ รวจอย่างถี่ถ้วนทำให้มั่นใจได้ว่า เขตอาคม
ตรงหน้านั้นคือ “เส้นแบ่งเขตแดน” ระหว่างพื้นที่ของผู้ฝึกตน
ระดับสร้างรากฐาน และพื้นที่อันตรายของระดับจินตาน
ทว่าในเวลานี้… ม่านพลังที่เคยแข็งแกร่งกลับถูก
แสงสว่างเจิดจ้าสายหนึ่งที่อุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน กระแทกจน
แหลกละเอียดเป็นผุยผง!
“ศิษย์น้องเล็ก! สถานการณ์ไม่ปกติแล้ว พวกเรารีบ
ไปสมทบกับท่านอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่กันเถอะ!”
“ตกลงเจ้าค่ะศิษย์พี่รอง!”ทั้ง
สองสบตากันด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะรีดเร้นพลัง
ลมปราณพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เขตอาคมพังทลาย
ลงด้วยความเร็วสูงสุด
……
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากฝั่งหนึ่ง
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจำ นวนมหาศาลจากเกาะเจียว
หนานที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในแดนลับ ครานี้พวกเขาไม่ได้ถูก
สุ่มกระจัดกระจายไปตามจุดต่างๆ เหมือนชุดก่อนหน้า
แต่กลับถูกส่งลงมารวมตัวกัน ณ ทุ่งราบในเขตพื้นที่ระดับจิน
ตานโดยพร้อมเพรียง!
“สวรรค์ช่วย! นั่น… นั่นมันสิ่งใดกัน?”
“พระราชวัง!? มีพระราชวังลอยอยู่กลางเวหา!”
“หรือว่า… นั่นจะเป็นตำหนักที่ท่านเซียนทิ้งเอาไว้!?”
……
ทันทีที่ตั้งสติได้ สายตาของทุกคนต่างถูกตรึงไว้ด้วย
ภาพปรากฏการณ์เหนือศีรษะสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือพระราชวังขนาดมหึมาที่ลอย
เด่นเป็นสง่าอยู่เหนือฟากฟ้าอันไกลโพ้น แผ่กลิ่นอาย
บรรพกาลอันยิ่งใหญ่ไพศาล กดดันจนสรรพชีวิตต้องสยบยอม
“ต้องใช่แน่… กลิ่นอายระดับนี้ ย่อมเป็นตำหนักของเซียน
ไม่ผิดเพี้ยน!”
“มรดกเซียน! มรดกของท่านเซียนอยู่ที่นั่น!”
หลังจากตกตะลึงเพียงชั่วอึดใจ ความเงียบงันก็ถูก
แทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง!
ดวงตาของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนแดงฉานด้วยความโลภ
ต่างคนต่างเรียกกระบี่บินและศาสตราวุธคู่กาย พุ่งทะยาน
แหวกอากาศมุ่งหน้าสู่ตำหนักเซียนอย่างไม่คิดชีวิต
ฟุ่บ!
เจ้าหอฝูเซียนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้น เมื่อเห็นภาพวิมาน
ลอยฟ้านั้น นัยน์ตาของนางก็ทอประกายวาวโรจน์ นางไม่รอ
ช้า ระเบิดพลังปราณพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที
ตูม!แรงกดดันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาตลอดเส้นทาง
ที่นางผ่าน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำที่ออกตัวไปก่อนหน้านี้
ถึงกับถูกกระแทกร่วงหล่นจากฟ้าราวกับใบไม้ร่วง ส่วนนางนั้น
แซงหน้าทุกคนขึ้นไปเป็นผู้นำกลุ่มด้วยความเร็วปานสายฟ้า
ฟาด
ทางด้านเจ้าสำ นักหลิงเซียน อวี้ชาง และยอดฝีมือระดับ
แปลงเทพคนอื่นๆ ก็ทยอยกันมาถึง เมื่อเห็นตำหนักยักษ์บน
ฟากฟ้า สีหน้าของพวกเขาก็เคร่งขรึมลง ก่อนจะเร่งความเร็ว
พุ่งทะยานตามไปติดๆ ไม่ยอมน้อยหน้า
……
ณ ลานกว้างหน้าประตูตำหนักยักษ์ที่ลอยอยู่เหนือเมฆา
“ตำหนักเซียน?”
จางอวิ๋นเงยหน้ามองอักษรโบราณสองตัวที่ตวัดเขียน
ด้วยท่วงท่าดุจมังกรบินหงส์รำบนบานประตูยักษ์ด้วยความ
มึนงงเล็กน้อย
ความทรงจำ สุดท้ายคือวินาทีที่เขาทิ่มแทงกุญแจทั้ง
สามดอกเข้าไปในดวงตาและกระหม่อมของชายชราชุดกระสอบ ภาพตรงหน้าก็พลันถูกแสงสว่างจ้าเข้ากลืนกิน รู้ตัว
อีกที เขาก็มายืนงงอยู่ที่นี่เสียแล้ว
“กุญแจสามดอกเปิดตำหนักเซียน… ความหมายตรงตัว
แบบนี้เลยสินะ?”
“อุแว้ๆๆ!!”
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เสียงร้องไห้ของทารกก็ดังแทรกขึ้น
เบื้องหน้า
กิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่งที่มี ‘ตุ๊กตาทองคำเทา’ สามตัว
เกาะเกี่ยวอยู่ ลอยละล่องมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา
“พลังเซียนเหี่ยวเฉา?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นตุ๊กตาทองคำเทาทั้งสาม
นี่มันคือพลังเซียนเหี่ยวเฉาที่เขาผสานเข้าไปในกุญแจ
สามดอกก่อนหน้านี้ชัดๆ ส่วนกิ่งไม้แห้งนี่…
หรือว่าตาเฒ่าชุดกระสอบเมื่อกี้จะแปลงร่างมา?
“ข้าคือ ‘เซียนขู’ ผู้ทิ้งมรดกสายหนึ่งไว้ ณ ที่แห่งนี้… กิ่ง
ไม้แห้งนี้คือเครื่องยืนยันแห่งบททดสอบ การที่เจ้าได้มันมาครอบครอง หมายความว่าเจ้าได้ผ่านบททดสอบพื้นฐานที่
ข้าตั้งไว้แล้ว…”
ทันใดนั้น เสียงอันเก่าแก่และเรียบเฉยสายหนึ่งก็ดัง
กังวานออกมาจากกิ่งไม้แห้ง
“ต่อจากนี้ยังมี ‘สามบททดสอบสุดท้าย’ หาก
เจ้าทำสำ เร็จทั้งหมด… มรดกของข้าจะเป็นของเจ้า!”
“เซียนขู?”
สีหน้าของจางอวิ๋นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ที่นี่มีมรดกของเซียนตัวจริงเสียงจริงซ่อนอยู่!
“หมายความว่า การรวบรวมพลังเซียนเหี่ยวเฉาและหา
กุญแจสามดอก เป็นเพียงแค่ตั๋วผ่านทางเข้าสอบขั้นพื้นฐาน
งั้นรึ?”
จางอวิ๋นยกมือลูบคางพลางจ้องมองกิ่งไม้แห้งตรงหน้า
ด้วยแววตาพิจารณา “สามบททดสอบสุดท้ายสินะ…”
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ยื่นมือออกไปคว้ากิ่งไม้นั้นไว้ทันที
วิ้ง!แสงสว่างพลันเจิดจ้าขึ้นบนกิ่งไม้แห้ง ข้อมูลชุดหนึ่ง
ไหลบ่าเข้ามาในห้วงจิตสำ นึกของเขาดุจกระแสน้ำเชี่ยว—
【บททดสอบสุดท้ายด่านที่หนึ่ง —— ‘พิทักษ์’】
【ขณะนี้แดนลับได้เปิดออกอย่างสมบูรณ์
ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดสามารถเข้ามาได้แล้ว ตำหนักเซียนได้
ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าและปรากฏแก่สายตาของทุกคน โปรด
จงปกป้องทางเข้าตำหนักเซียน และขัดขวางผู้บุกรุกทั้งหมด
!】
【เงื่อนไข: ภายในเวลาสามวัน หากมีผู้บุกรุกเข้าสู่
ตำหนักเซียนเกิน 100 คน ถือว่า ‘ล้มเหลว’】
【หากผ่านไปสามวันแล้วมีผู้บุกรุกไม่เกิน 100 คน
ถือว่าบททดสอบ ‘สำ เร็จ’!】
“เปิดออกอย่างสมบูรณ์? หมายความว่าพวกข้างนอกนั่น
แห่กันเข้ามาหมดแล้ว?”
จางอวิ๋นกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่าง แดนลับเซียน
อันกว้างใหญ่บัดนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไม่นานเขาก็
สังเกตเห็นจุดสีดำจุดหนึ่งกำลังพุ่งทะยานมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง โดยมีฝูงจุดสีดำกลุ่มมหึมาไล่ตามหลังมาติดๆ
ราวกับฝูงตั๊กแตน
มุมปากของผู้อาวุโสเก้ากระตุกยิกๆ
แดนลับเซียนเปิดเต็มรูปแบบ… แบบนี้ไม่รู้ว่าจะดึงดูด
พวกสัตว์ประหลาดระดับไหนมาบ้าง
ให้เฝ้าประตูสามวัน ห้ามคนเข้าเกินร้อยคน?
นี่แน่ใจนะว่าเป็นงานที่ให้มนุษย์ทำ?
【ได้รับสิทธิ์ควบคุมทางเข้าตำหนักเซียน!】
ในจังหวะนั้นเอง ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็ถูกส่งออกมาจากกิ่ง
ไม้แห้งในมือ
“หืม? นี่มัน…”
จางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย
ภาพโครงสร้างค่ายกลและกลไกต่างๆ ผุดขึ้นในสมอง
เขาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ ก่อนจะลองสะบัดกิ่งไม้แห้งเบาๆ
วูบ!
ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา ร่างของเขาถูก
เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ภายในโถงหน้าของตำหนักเซียนแล้วเบื้องหน้าคือโถงอันกว้างขวางโอ่อ่า นอกจากประตูใหญ่
ที่ปิดสนิท ทางซ้ายและขวายังมีห้องหับเรียงราย ด้านหน้า
มีทางเดินยาวทอดลึกเข้าไป แต่ที่ปากทางเดินกลับมีม่านพลัง
ลึกลับกั้นขวางอยู่ชั้นหนึ่ง
มันตัดขาดการรับรู้ของเขาต่อพื้นที่ด้านในอย่างสมบูรณ์
และขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้าต่อจนกว่าจะผ่านเงื่อนไข
แต่ในเวลานี้ ข้อมูลทั้งหมดของโถงหน้าแห่งนี้ รวมถึง
พื้นที่ทางเข้าภายนอกประตูใหญ่ ได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลสังหาร กลไกลับ หรือ
กับดักอำมหิตที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดในรัศมีทำการ
ขอเพียงแค่เขาสะบัดกิ่งไม้แห้งในมือ เขาก็สามารถ
บงการทุกอย่างได้ดั่งใจนึกราวกับเทพเจ้าในอาณาเขตนี้!
“หึๆ… ให้เฝ้าสามวันงั้นรึ? ถ้ามีของเล่นพวกนี้ดูเหมือน
จะพอไหวแฮะ!”
จางอวิ๋นไล่ตรวจสอบค่ายกลและกับดักที่ซ่อนอยู่บริเวณ
ทางเข้าตำหนักเซียน เมื่อเห็นลูกเล่นเด็ดๆ หลายอย่างที่ท่าน
เซียนขูทิ้งไว้ ดวงตาของเขาก็ลุกวาวเป็นประกายเจ้าเล่ห์วิ้งๆ!!
ตอนนั้นเอง กิ่งไม้แห้งในมือก็เรืองแสงเตือนภัย
มีคนบุกรุกเข้ามาในรัศมีหนึ่งพันลี้รอบตำหนักเซียนแล้ว!
ข้อมูลที่ส่งเข้ามาทำให้จางอวิ๋นปรับสีหน้าเป็นจริงจัง เขา
รีบกระชับกิ่งไม้แห้งแล้วสะบัดวูบ ภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่
ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ฉายภาพสถานการณ์ภายนอกประตู
ใหญ่ของตำหนักเซียนให้เห็นอย่างชัดเจน
“ต้องรีบจัดเตรียมเวทีต้อนรับแขกเสียหน่อย…”
จางอวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในหัวก็เกิดไอเดียบรรเจิดขึ้น
มาทันที เขาสะบัดกิ่งไม้แห้งเริ่มบัญชาการ
ครืนนน!!
ตามการตวัดของกิ่งไม้ พลังงานมหาศาลสามสายก็
พวยพุ่งออกมาจากบริเวณหน้าประตูตำหนัก
จางอวิ๋นโบกกิ่งไม้แห้งควบคุมให้พลังงานเหล่านั้นยืด
ขยายออกไปด้านหน้า ในพริบตาก็ถักทอกลายเป็น ‘สะพาน
พลังงาน’ ขนาดใหญ่สามสาย ทอดยาวเหยียดลงไปเบื้องล่าง
กว่าพันเมตร ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก”ค่ายกลหมอก… ปล่อย!”
เขาสะบัดกิ่งไม้แห้งอีกครั้ง
อักขระค่ายกลนับร้อยปรากฏขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก
เซียน พ่นหมอกหนาทึบออกมาปกคลุมทั่วบริเวณประตู
ทางเข้าในชั่วพริบตา และยังแผ่ขยายออกไปกลืนกินสะพาน
ยักษ์ทั้งสามสายจนมองไม่เห็นปลายทาง
จางอวิ๋นจงใจควบคุมให้บริเวณตีนสะพานทั้งสามสาย
มีหมอกจางลงเล็กน้อย เพื่อให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มาถึง
มองเห็น ‘ทางเข้า’ ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้
ฟุ่บ!
ในตอนนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งที่รวดเร็วปานภูตพราย
ก็ได้พุ่งเข้ามาประชิดน่านฟ้าเบื้องหน้าสะพาน
“ตัวตึงมาถึงแล้วสินะ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วมองผ่านภาพฉาย
ผู้ที่มาถึงเป็นคนแรกด้วยความเร็วระดับปีศาจ ก็คือ
‘เจ้าหอฝูเซียน’ นั่นเองในภาพหน้าจอ เจ้าหอฝูเซียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็น
สะพานยักษ์สามสายทอดตัวลงมา แต่นางกลับเชิดหน้าขึ้น
ด้วยความหยิ่งผยอง ไม่ยอมลดตัวลงไปเดินบนสะพานตาม
กฎเกณฑ์ แต่กลับเลือกที่จะเร่งความเร็วบินตรงฝ่าเข้าไปหา
ตัวตำหนักจากด้านบนแทน!
มุมปากของจางอวิ๋นกระตุกยิก
อุตส่าห์สร้างสะพานปูพรมแดงให้เดินดีๆ เพื่อบอกว่านี่
คือทางเข้า ยัยป้าคนแรกที่มาถึงดันเมินเฉยซะงั้น?
คิดว่าเป็นระดับสูงแล้วจะบินข้ามหัวข้าได้งั้นรึ?
แม่คุณเอ๊ย… แบบนี้ต้องสั่งสอนกันหน่อยแล้ว!
เมื่อมองเห็นเงาร่างจำ นวนมากกำลังพุ่งตามมาที่ปลาย
สะพาน จางอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ แววตาคมกริบ แล้วสะบัด
กิ่งไม้แห้งลงทันที
วูบ!
ณ ประตูทางเข้าตำหนักเซียน อักขระค่ายกลชุดหนึ่ง
สว่างวาบขึ้นพร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
“เจ้า… จงไสหัวลงไปซะ!!”จางอวิ๋นตวาดลั่นพลางฟาดกิ่งไม้แห้งลงในอากาศ
ตู้มมม!!!
อักขระค่ายกลรวมตัวกันกลายเป็นคลื่นกระแทก
พลังงานสีทองขนาดมหึมา พุ่งทะลวงฝ่าหมอกหนาตรงดิ่งเข้า
ใส่เจ้าหอฝูเซียนราวกับค้อนยักษ์ทุบลงมาจากสวรรค์
“หือ!?”
เจ้าหอฝูเซียนเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าตำหนักเซียนจะ
เปิดฉากโจมตีใส่อย่างกะทันหัน แต่นางก็สมกับเป็นยอดฝีมือ
ปฏิกิริยารวดเร็วปานสายฟ้า รีบเรียกผีผาหยกขาวคู่กาย
ออกมา แล้วดีดนิ้วลงไปเบาๆ
ติ๊ง
!
คลื่นเสียงระลอกแล้วระลอกเล่าถูกปลดปล่อยออกมา
ก่อตัวเป็นกำแพงเสียงซ้อนทับกันเพื่อป้องกันการโจมตี
ปังๆๆๆ!!
แต่ทว่า… อานุภาพของคลื่นกระแทกจากค่ายกลเซียน
นั้น
รุนแรงเกินกว่าที่คลื่นเสียงเหล่านี้จะต้านทานไหว มันพุ่งทะลวงทำลายกำแพงเสียงชั้นแล้วชั้นเล่าแตกกระจายอย่าง
ไม่หยุดยั้ง!
เจ้าหอฝูเซียนสีหน้าเคร่งเครียดลงทันตา นางรีบดีดผีผา
รัวเร็วขึ้น สร้างม่านพลังงานเสียงขั้นสูงสุดขึ้นมาป้องกันตัว
ตูม!!!
คลื่นกระแทกปะทะเข้ากับม่านพลังอย่างจัง ห้วงอากาศ
โดยรอบสั่นสะเทือนเลือนลั่นจนเกิดรอยแยกมิติ!
“แย่แล้ว!”
วินาทีนั้นเอง เจ้าหอฝูเซียนหน้าถอดสี อานุภาพอันน่า
เหลือเชื่อนั้นกดทับลงมาจนนางหายใจไม่ออก คิดจะถอยหนี
ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
คลื่นกระแทกพังทลายม่านพลังงานเสียงจนแหลก
ละเอียด แล้วพุ่งเข้ากระแทกร่างของนางเต็มแรง!
พรวด!!
โลหิตสดๆ พ่นกระฉูดออกจากปาก ร่างของเจ้าหอฝู
เซียนผู้ยิ่งใหญ่ปลิวละลิ่วร่วงหล่นลงไปราวกับว่าวสายป่าน
ขาด กระเด็นออกไปไกลกว่าสองร้อยเมตรเลือดที่พ่นออกมากลางอากาศลากยาวเป็นสาย
สีแดงฉาน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนที่ตามหลังมา!
……