ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 194 คู่แข่ง?
อู๋เสี่ยวพั่งและอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ยืนนิ่งค้างราวกับถูกสาป
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
ท่านอาจารย์กำลัง…
เล่นละครตบตาว่าเป็น “เซียน” อย่างนั้นรึ!?
เบื้องหน้าของพวกเขาคือภาพฉายที่แสดงให้เห็นเหล่า
ยอดฝีมือระดับสูงจากทั่วสารทิศ แต่ละคนต่างมีสีหน้า
เคร่งขรึม จริงจัง และกำลังพิจารณาศิลาจารึกอย่างตั้งอกตั้ง
ใจราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัจธรรมแห่งจักรวาล โดยไม่
มีใครระแคะระคายแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกปั่นหัว
ศิษย์ทั้งสองถึงกับพูดไม่ออก
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาว่า… เป็นถึง
“เซียน” ก็ยังต้องเล่นละครตบตาผู้คนด้วยหรือนี่!
“สุ่ยเอ๋อร์ สงบจิตใจ!”
ทันใดนั้น จางอวิ๋นก็หันขวับมาทางอวี๋สุ่ยเอ๋อร์ น้ำเสียง
เคร่งขรึมทรงอำนาจ
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์สะดุ้งเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณความเชื่อใจ
ทำให้นางรีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที นางหลับตาลง ผ่อนคลาย
ร่างกายและจิตวิญญาณ
จางอวิ๋นยื่นมือออกไปทาบที่แผ่นหลังบอบบางของนาง
โคจรพลังอูอันลึกลับเข้าไปห่อหุ้ม “พลังเหี่ยวเฉา” สีเทาหม่นที่
แทรกซึมอยู่ในกายของศิษย์สาว ก่อนจะค่อยๆ ชักนำมัน
ออกมาอย่างนุ่มนวล
“ท่านอาจารย์… นี่คือพลังเหี่ยวเฉาหรือเจ้าคะ?”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยถามขณะลืมตาขึ้นมองกลุ่มก้อนพลังงาน
สีเทาที่ลอยละล่องออกมาจากร่าง
พลังงานสายนี้ถูกยัดเยียดเข้ามาในกายของนางเมื่อครู่
อย่างกะทันหัน และนางก็ได้ยินสิ่งที่จางอวิ๋นประกาศก้องบอก
พวกยอดฝีมือเหล่านั้นด้วยหูของตัวเอง
“ถูกต้อง”
จางอวิ๋นพยักหน้าเรียบๆ “พลังงานชนิดนี้มีคุณสมบัติ
กัดกร่อน ไม่เหมาะสมให้เจ้าฝึกฝน…”
อวี๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย นางสัมผัสได้ชัดเจน
ว่าตั้งแต่วินาทีที่พลังนี้แทรกซึมเข้ามา มันทำให้นางรู้สึกอึดอัด
ขัดข้องไปทั้งร่างจริงๆ
จัดการกับคนหนึ่งเสร็จ จางอวิ๋นก็หันไปจ้องมองอู๋เสี่ยว
พั่ง “เสี่ยวพั่ง เจ้าปรารถนาความแข็งแกร่งหรือไม่?”
อู๋เสี่ยวพั่งชะงักไปชั่ววูบ ก่อนที่แววตาจะลุกโชนด้วย
ความมุ่งมั่น เขาพยักหน้าหนักแน่นโดยไม่ลังเล “ปรารถนา
ขอรับ!”
“ประเสริฐ! เช่นนั้นจงฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉานี้ซะ ‘กายา
ศักดิ์สิทธิ์ราชันย์ทรราช’ ของเจ้ามีความเข้ากันได้กับพลัง
อำมหิตเช่นนี้สูงยิ่งนัก หากเจ้าฝึกสำเร็จ… มันจะกลายเป็น
ไพ่ตายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของเจ้า!”
จางอวิ๋นชี้มือไปยังภาพฉายของห้องโถงชั้นในที่
เต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือ แล้วกำชับเสียงเข้ม
“อาจารย์จะส่งเจ้าเข้าไปข้างใน เมื่อเข้าไปแล้วจงตัดขาด
จากโลกภายนอก ไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ให้ตั้ง
สมาธิทั้งหมดเพ่งเล็งไปที่ศิลาจารึก เพื่อซึมซับและเรียนรู้วิถี
แห่งพลังเหี่ยวเฉาให้จงได้!”
อู๋เสี่ยวพั่งมองดูเหล่า “ตัวสัตว์ประหลาด” ในภาพฉาย
ด้วยความหวั่นเกรงเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงคำสอนและ
ความคาดหวังของอาจารย์ เขาก็กัดฟันแน่นแล้วพยักหน้า
รับคำ
“สวมหน้ากากนี่ไว้!”
จางอวิ๋นสะบัดมือเรียกหน้ากากสีขาวเกลี้ยงเกลาใบหนึ่ง
ออกมาจากความว่างเปล่า
นี่คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าจากหอสมบัติเซียน ‘หน้ากาก
พรางแปลง’
สรรพคุณของมันลึล้ำพิสดาร เมื่อสวมใส่แล้วจะสามารถ
ตัดขาดการตรวจสอบจากสัมผัสวิญญาณทุกรูปแบบ อำพราง
ตัวตน เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และกลิ่นอายของผู้สวมใส่ได้
อย่างสมบูรณ์แบบ
ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรเจ็ดสิบกว่าชีวิตที่นั่งกัน
หน้าสลอนอยู่ในห้องโถงนั้น มีหลายคนที่เคยเห็นอู๋เสี่ยวพั่ง
อาละวาดบนเวทีประลองศิษย์ระดับสร้างรากฐานมาก่อน
แม้จางอวิ๋นจะมั่นใจว่าเขาสามารถดึงตัวศิษย์รักกลับมา
ได้เพียงแค่ดีดนิ้ว แต่การกันไว้ดีกว่าแก้ ย่อมเป็นวิถีของจอม
วางแผน
ทันทีที่อู๋เสี่ยวพั่งสวมหน้ากากพรางแปลงทาบลงบน
ใบหน้า ร่างกายที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างน่าอัศจรรย์ ไขมันส่วนเกินหดหาย กล้ามเนื้อกระชับตัว
รูปร่างกลายเป็นชายหนุ่มผอมเพรียวสูงโปร่ง กลิ่นอายซื่อบื้อ
จางหายไป แทนที่ด้วยความลึกลับเย็นชา
หากจางอวิ๋นไม่ได้เห็นกับตา เขาคงไม่มีทางเชื่อว่าบุรุษ
เบื้องหน้านี้คือเจ้าอ้วนศิษย์รอง
“ท่านอาจารย์! ศิษย์น้อง! ข้า… ข้าผอมลงแล้ว! ดูหุ่นข้า
สิ!”
อู๋เสี่ยวพั่งก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง ร้องลั่นด้วย
ความตื่นเต้นดีใจ
จางอวิ๋นไม่อยากจะขัดความสุขของศิษย์ แต่เวลามีค่า
จึงเอ่ยเตือนเสียงดุ “ที่อาจารย์กำชับเมื่อครู่ จำใส่สมองแล้ว
ใช่ไหม?”
อู๋เสี่ยวพั่งสะดุ้งโหยง รีบพยักหน้ารับรัวเร็ว
เมื่อเห็นศิษย์พร้อม จางอวิ๋นก็โบกกิ่งไม้แห้งในมือ
ส่งคลื่นพลังห่อหุ้มร่างของอู๋เสี่ยวพั่ง แล้วส่งตัวเขาหายวับ
เข้าไปยังห้องโถงชั้นในทันที
หลังจากเปิดใช้งานห้องโถงชั้นใน จางอวิ๋นสัมผัสได้ว่า
พลังงานที่กิ่งไม้แห้งควบคุมได้เริ่มฟื้นฟูคืนมาบางส่วน อย่าง
น้อยการจะเทเลพอร์ตคนเข้าออกสักร้อยรอบก็ไม่ใช่ปัญหา
ใหญ่
ในจังหวะที่ส่งตัวศิษย์รักเข้าไป เขาก็ปรับแต่งน้ำเสียงให้
เย็นชา ไร้อารมณ์ แล้วประกาศก้องกังวานไปทั่วห้องโถง:
“เพิ่มผู้ทดสอบ... หนึ่งราย!”
บรรยากาศภายในห้องโถงชั้นในพลันเปลี่ยนไป
เมื่อสิ้นเสียงประกาศลึกลับ ร่างของอู๋เสี่ยวพั่งก็ปรากฏ
ขึ้นท่ามกลางวงล้อมของเหล่ายอดฝีมือ
ซูเตี๋ยและคนอื่นๆ ต่างชะงักงันจากการทำสมาธิ สายตา
หลายสิบคู่พุ่งตรงมายังผู้มาใหม่ด้วยความสงสัยระคนตกใจ
ในสายตาของพวกเขา… ชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียว
ภายใต้หน้ากากสีขาวผู้นี้ แผ่กลิ่นอายลึกลับพิสดารที่ยาก
จะหยั่งถึง สัมผัสวิญญาณที่พวกเขาลอบส่งไปตรวจสอบ ต่าง
จมหายไปในความว่างเปล่าราวกับถูกดูดกลืนโดยหลุมดำ
ความระแวดระวังพุ่งสูงขึ้นในจิตใจของทุกคน
บททดสอบด่านแรกเพิ่งจะจบลงไปหมาดๆ แต่ ‘ท่าน
เซียน’ กลับจงใจส่งคนผู้นี้แทรกเข้ามากลางคัน
คำอธิบายมีเพียงหนึ่งเดียว… คนคนนี้ต้องมี ‘วาสนา’
หรือ ‘ความเหมาะสม’ กับมรดกของท่านเซียนผู้นี้อย่างยิ่งยวด!
คู่แข่งตัวฉกาจ!
เหล่าระดับแปลงเทพที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหรี่ตาลง
แววตาฉายแววอำมหิต
เมื่อเห็นชายหน้ากากขาวผู้นั้นทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะอย่าง
สงบนิ่ง แล้วเริ่มเพ่งกระแสจิตเข้าสู่ศิลาจารึกทันทีโดยไม่
เสียเวลาทักทายใคร
พวกเขาก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบรวบรวม
สมาธิทั้งหมดกลับไปศึกษาเคล็ดวิชาบนศิลาจารึกต่อทันที
การแข่งขันครั้งนี้… ใครช้าคือแพ้!
กลับมาที่ห้องควบคุม
เมื่อเห็นสถานการณ์ในห้องโถงกลับสู่ความสงบ จางอ
วิ๋นก็เริ่มลงมือฝึกฝน ‘เคล็ดดูดกลืนความเหี่ยวเฉา’ ที่แล่น
เข้ามาในความทรงจำบ้าง
เคล็ดวิชานี้ไม่ได้ซับซ้อนลึกซึ้งอะไร เป็นเพียงเทคนิค
การชักนำและควบคุมพลังรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
ยิ่งในตัวเขามีทารกทองคำเทาถึงสามตนที่ถือกำเนิดจาก
พลังเซียนเหี่ยวเฉาโดยตรง พวกมันมีแรงดึงดูดต่อพลังนี้ตาม
ธรรมชาติอยู่แล้ว
จางอวิ๋นเพียงแค่ผสานเคล็ดวิชาเข้ากับสัญชาตญาณ
ของพลังเซียนเหี่ยวเฉา ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็สามารถ
บรรลุวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์
เขาลืมตาขึ้น มองไปยังภาพฉายของห้องโถงชั้นใน
จากจำนวนผู้บำเพ็ญเพียรเจ็ดสิบกว่าชีวิตที่กำลัง
เพ่งมองศิลาจารึกอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้มีกว่ายี่สิบคนที่
เริ่มจับจุดได้และเข้าสู่สภาวะ ‘ภวังค์แห่งการบำเพ็ญเพียร’
แล้ว
และหนึ่งในนั้น… คืออู๋เสี่ยวพั่ง!
เป็นอย่างที่คิด!
จางอวิ๋นลอบยิ้มมุมปาก
ยี่สิบกว่าคนที่เริ่มฝึกได้ ล้วนเป็นพวกที่มี ‘ค่าความ
เข้ากันได้’ กับพลังเหี่ยวเฉาสูงทั้งสิ้น
ในจำนวนนี้มีระดับแปลงเทพถึงสามคน ได้แก่ อวี้ชาง,
เจ้าหอฝูเซียน และ บรรพชนสำนักเทียนหลิว
อวี้ชางและบรรพชนสำนักเทียนหลิวมีค่าความเข้ากันได้
สูงถึง 80% ส่วนเจ้าหอฝูเซียนอยู่ที่ 70%
แต่ที่น่าจับตามองยิ่งกว่า คือยอดฝีมือระดับหยวนอิงคน
หนึ่งที่จางอวิ๋นให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ผู้อาวุโสหกแห่งเกาะเชียนไห่!
ตาแก่คนนี้อาศัยช่วงชุลมุนปะปนเข้ามาในตอนท้าย
แต่กลับมีค่าความเข้ากันได้กับพลังเหี่ยวเฉาสูงลิบลิ่วถึง 90%!
ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้ เป็นรองเพียงแค่อู๋เสี่ยว
พั่งคนเดียวเท่านั้น
ด้วยอานุภาพแห่งเนตรสวรรค์ จางอวิ๋นมองเห็นกระแส
พลังงานผ่านภาพฉายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
รอบกายของอู๋เสี่ยวพั่งและผู้อาวุโสหกเกาะเชียนไห่ เริ่ม
มีคลื่นพลังเหี่ยวเฉาสีเทาหมุนวนก่อตัวขึ้นจางๆ สัญญาณนี้
บ่งบอกว่าพวกเขาได้เข้าถึงแก่นแท้ของวิชาบนศิลาจารึก
ขั้นต้นแล้ว
เหลือเพียงแค่รอเวลาให้กลั่นพลังออกมาได้สำเร็จเป็น
รูปธรรมเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ ที่เริ่มฝึกได้ รอบกายยังมีเพียงระลอกคลื่น
พลังจางๆ ที่ไม่เสถียร…
เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันที่สอง
วิ้งๆ!!
จางอวิ๋นสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง คลื่นพลัง
เหี่ยวเฉารอบตัวอู๋เสี่ยวพั่งเริ่มหมุนวนรุนแรงและหนาแน่นขึ้น
เรื่อยๆ ราวกับพายุหมุนขนาดย่อม
แถบความคืบหน้าโปร่งแสงเด้งขึ้นมาในสายตาของเขา
【ความคืบหน้าการเรียนรู้: 5%… 10%… 15%……】
“จะสำเร็จแล้วเหรอ?”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วสูงด้วยความทึ่ง
ไม่นานนัก ตัวเลขความคืบหน้าก็พุ่งทะยานชนเพดาน
【ความคืบหน้า: 100%】
คลื่นพลังรอบตัวอู๋เสี่ยวพั่งหมุนวนครบสิบรอบอย่าง
สมบูรณ์แบบ!
ตูม!
กลิ่นอายพลังเหี่ยวเฉาระเบิดออกกลางห้องโถงอย่าง
รุนแรง ร่างของอู๋เสี่ยวพั่งแผ่ซ่านไปด้วยรังสีแห่งความ
เสื่อมสลายอันน่าสะพรึงกลัว เส้นสายพลังงานสีเทาปรากฏขึ้น
ถักทอรอบกายเขาราวกับเกราะเทพเจ้า
【แจ้งเตือน: ผู้ทดสอบหนึ่งรายฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉา
สำเร็จ!】
【สถานะ: ล้มเหลวในการแย่งชิง (สำหรับผู้ควบคุม)】
【ระบบ: ผู้ทดสอบรายนี้จะถูกส่งเข้าสู่สนามทดสอบ
ด่านถัดไปโดยอัตโนมัติ!】
ข้อมูลชุดหนึ่งส่งผ่านมาทางกิ่งไม้แห้งในมืออย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันที่่จางอวิ๋นจะได้ไตร่ตรองอะไร ร่างของอู๋เสี่ยว
พั่งในห้องโถงก็ถูกแสงแห่งการส่งตัวห่อหุ้ม แล้วหายวับไปจาก
สายตาของทุกคนทันที
“??”
จางอวิ๋นตะลึงงัน
นี่หมายความว่า… ถูกส่งข้ามหัวเขาไปสนามทดสอบ
ด่านที่สามล่วงหน้าแล้วงั้นเหรอ?
ดูเหมือนสมมติฐานของเขาจะถูกต้อง คนที่เข้ามาใน
ตำหนักเซียนพวกนี้ ไม่ใช่แค่ผู้มาเยือน แต่คือ คู่แข่ง ของเขา
จริงๆ
ภายในระยะเวลาสิบวันนี้ หากเขาไม่สามารถแย่งชิง ‘สื่อ
นำพลังเหี่ยวเฉา’ ให้ครบเก้าส่วน เพื่อมากลั่นพลังเซียน
เหี่ยวเฉาสามเส้นในร่างให้สมบูรณ์ สิทธิ์ในการครอบครอง
มรดกที่แท้จริงก็จะหลุดลอยไปตกอยู่ในมือของคู่แข่งเหล่านี้
แทน!
แน่นอนว่า อำนาจการควบคุมเกมส่วนใหญ่ยังอยู่ใน
กำมือเขา
แต่สิ่งที่เขาอดระแวงไม่ได้คือ… ถ้าด่านแรกเขาเฝ้า
ประตูอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้แมลงสักตัวบินรอดเข้ามาได้
แล้วด่านสองนี้จะดำเนินต่อไปยังไง?
หรือท่านเซียนเจ้าของตำหนักจะมีแผนสำรองเตรียมไว้?
จางอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองลึกเข้าไปใน
ความมืดของตำหนักเซียน
เขาส่ายหน้าแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
สายตากลับมาจับจ้องที่ภาพฉายอีกครั้ง
เห็นฝูงชนในห้องโถงกำลังตื่นตระหนกและแตกตื่นกับ
การหายตัวไปอย่างกะทันหันของอู๋เสี่ยวพั่ง จางอวิ๋น
จึงตัดสินใจราดน้ำมันลงบนกองไฟ ปรับเสียงให้ดูไร้ปรานีแล้ว
ประกาศก้อง:
“ผู้เข้าร่วมการทดสอบหนึ่งราย… ฝึกฝนพลังเหี่ยวเฉา
สำเร็จ!”
สิ้นเสียงประกาศศักดิ์สิทธิ์ สีหน้าของซูเตี๋ยและเหล่า
ยอดฝีมือในห้องโถงพลันมืดมนลงจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำหมึก
ได้
ความอัปยศและความริษยาปะทุขึ้นในอก พวกเขา
ส่วนใหญ่ยังจับเคล็ดวิชาไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย แต่ไอ้เจ้าคนที่
เพิ่งเข้ามาทีหลังนั่นกลับฝึกสำเร็จแซงหน้าพวกเขาไปแล้ว!
เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆ คนที่มาทีหลังนั่น คือตัวแปรที่
น่ากลัวที่สุด!